สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 397 เศษชิ้นส่วนประหลาด
แม้ว่าสายตาของนกโง่ยังคงเย่อหยิ่งปานนั้น ไม่พอใจปานนั้น แต่ต่อหน้ารอยยิ้มคดโกง
ดุจอันธพาลร้านถิ่นของจั่วม่อ ไม่มีอะไรที่สามารถทำได้ จั่วม่อใช้ทั้งมือทั้งขาตะกายขึ้นไปบนหลัง
ของนกโง่ แล้วแสร้งทำเป็นนอนตาย
แต่ในใจจั่วม่อกำลังบ่นพึมพำอย่างฉงนสงสัย
นกโง่ตั้งแต่ความแข็งแกร่งที่ไม่สามารถอธิบายได้พุ่งทะยานขึ้น นิสัยใจคอของนางยิ่ง
มายิ่งเย่อหยิ่งถือดี ผนวกกับที่เหล่าเจ้าตัวน้อยทุกตัวเชื่อฟังนางเป็นอย่างยิ่ง นางจึงประพฤติตนเป็น
ผู้นำของพวกมันทั้งหมด หลงลืมหน้าที่ที่แท้จริงในฐานะพาหนะของนางไปเสียสิ้น อย่าว่าแต่นางยัง
หลงลืมไปแล้วว่ามันเป็นจู่เหรินของนาง!
นี่จะใช้ได้อย่างไร!
การอบรมสั่งสอนไม่อาจหย่อนยานได้จริงๆ!
จั่วม่อตั้งใจจะอบรมสั่งสอนนกโง่สักเล็กน้อย ยังไม่ทันจะเอ่ยปาก พลันรู้สึกเหมือนขี่
หมอกเมฆทะยาน คนแทบปลิวกระเด็นหลุดไป ท่ามกลางความแตกตื่นจนขวัญหาย มันรีบผวาเข้า
คว้าคอของนกโง่ไว้อย่างรวดเร็ว
รอจนเหินทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า อารมณ์ความรู้สึกก็แตกต่างจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
รวดเร็วปานปานสายฟ้าแลบ!
จั่วม่อสายลมรุนแรงปะทะใบหน้าจนลืมตาไม่ขึ้น ความเร็วที่ชวนให้สำราญใจทำให้
จั่วม่ออารมณ์ผ่องใสขึ้น สองมือกอดรัดช่วงคอเรียวงามของนกโง่อย่างแนบแน่น แหงนหน้าขึ้น เริ่ม
ร้องเพลงอย่างครึ้มอกครึ้มใจ
“ข้าปรารถนาจะบินให้สูงกว่านี้… …บินสูงกว่านี้… …อาอาอ๊า… …”
เสียงเหมือนฆ้องแตกดังกังวานเสียดฟ้า
นกโง่ตวัดสายตาขุ่นเคืองกลับมามองจั่วม่อผู้จมอยู่ในโลกส่วนตัวอย่างมุ่งร้าย สองปีก
พลันสะบัดวูบ ร่างสาดพุ่งตรงลิ่วไปด้วยความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
“อาอาอาอ๊า… …”
ท่ามกลางการเร่งความเร็วอย่างไม่ออมรั้งยั้งมือของนกโง่ เสียงกรีดร้องโหยหวนของ
จั่วม่อดังสนั่นมาตลอดทาง
รอจนลงจากหลังนกโง่ สองขามันก็อ่อนยวบเหมือนเส้นก๊วยเตี๋ยว คนหัวหมุนงุนงงราว
กับเมามาย เดินตุปัดตุเป๋ออกไปไม่กี่ก้าว พลันพบว่าเหล่าเจ้าตัวน้อยพากันแห่เข้ามา เบียดเสียดห้อม
ล้อมทักทายนกโง่อย่างสนิทสนม
ดุจจันทรารายล้อมด้วยมวลหมู่ดารา นกโง่กระทั่งหางตายังไม่ชายตามองจั่วม่อ เยื้อง
ย่างด้วยฝีเท้านก นวยนาดจากไป
ท่วงท่าสภาวะเช่นนั้น พฤติการณ์เช่นนั้น ทำเอาจั่วม่อตะลึงงัน อ้าปากหวอ
จู่ๆ ก็นึกถึงนกโง่สมัยยังเป็นห่านจะงอยเทา จั่วม่ออดใจไม่อยู่ ต้องหัวร่องอหาย
หลังจากสั่นศีรษะยิ้มเย้ยหยันตัวเอง มันก็กลับเข้าไปในกระโจม
อากุ่ยผู้นั่งนิ่งอยู่ในมุมกระโจม พอเห็นจั่วม่อเดินเข้ามา ดวงตาแข็งทื่อว่างเปล่า
คลับคล้ายจะสดใสขึ้นเล็กน้อย
“อากุ่ย วันนี้ดีหรือไม่?”
คล้ายเป็นกิจวัตรของมันไปเสียแล้ว แม้ทราบดีว่าอากุ่ยไม่ตอบกลับมา แต่จั่วม่อมือพลิก
ดูสินสงครามที่เก็บได้คราวนี้ ปากก็ถามเรื่อยเปื่อยไปตามเรื่องตามราว
“อา”
ครั้นเมื่อสุ้มเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงยุงแว่วเข้าไปในหูของจั่วม่อ คล้ายกึกก้องกัมปนาท
ดุจสายฟ้าคำรน! จั่วม่อตัวแข็งทื่ออย่างฉับพลัน เงยหน้าขวับ สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ
สีหน้าไม่เชื่อเปลี่ยนเป็นปลาบปลื้มประโลมใจในบัดดล โถมเข้าไปถึงเบื้องหน้าอากุ่ย
ทันที “อากุ่ย! อากุ่ย! เจ้าสามารถกล่าววาจาได้แล้ว?”
อากุ่ยใบหน้าแข็งทื่อ ดวงตายังคงเลื่อนลอย ไม่ตอบสนองต่อวาจาของจั่วม่อแม้แต่น้อย
ประหนึ่งว่าเสียงตอบเมื่อสักครู่เป็นจั่วม่อฟังผิดไปเอง
แต่ย่อมไม่ใช่ฟังผิดไปอย่างแน่นอน!
จั่วม่อดวงตาเต็มไปด้วยความปิติยินดี แม้ว่าร่างกายของอากุ่ยจะค่อยๆ เผยสัญญาณ
คล้ายอาการดีขึ้น แต่การตอบสนองในวันนี้ นับว่าก้าวหน้าเป็นอย่างยิ่ง
“อากุ่ย ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่?”
จั่วม่อเปลี่ยนเป็นกล่าวช้าๆ พยายามปรับนํ้าเสียงให้อ่อนโยน ดวงตาเพ่งมองใบหน้า
อากุ่ยเขม็ง
“อา”
เสียงตอบแผ่วเบาราวกับเสียงยุงดังขึ้นอีกครั้ง บันดาลให้จั่วม่อเผยอยิ้มกว้าง กระโดด
โลดเต้นพลางโห่ร้องราวกับเด็กน้อย
“ฮ่าฮ่า! อากุ่ยพูดได้แล้ว! อากุ่ยพูดได้แล้ว!”
นัยน์ตาว่างเปล่าของอากุ่ยบังเกิดระลอกเล็กน้อย
หลังจากโห่ร้องยินดีจนพอใจ จั่วม่อตรวจร่างกายอากุ่ยอีกครั้ง มันค้นพบในทันที ว่า
พลังสีม่วงภายในร่างอากุ่ยเติบโตขึ้นอีกขั้น พลังงานสีม่วงขุมนี้เป็นที่แน่นอนว่ามีบทบาทสำคัญใน
การฟื้นฟูร่างกายของนาง
แต่พลังสีม่วงขุมนี้ลี้ลับสุดคาดเดา กระทั่งผูเยายังไม่ล่วงรู้ต้นกำเนิดของมัน สิ่งที่แปลก
พิสดารไปกว่านั้น คือจั่วม่อไม่สามารถรู้สึกถึงสัญญาณชีวิตจากพลังงานสีม่วงขุมนี้แม้แต่น้อย กลับ
ตรงกันข้ามอย่างสุดขั้ว แทนที่จะมีชีวิตชีวา พลังประหลาดนี้กลับลี้ลับมืดมน ผันผวนปรวนแปร
เต็มไปด้วยอำนาจทำลายล้างและกลิ่นอายแห่งความตายอันหนักข้น กล่าวตามหลักการแล้ว พลัง
ประหลาดที่สมควรนำมาซึ่งความตายนี้ ไฉนช่วยให้อากุ่ยฟื้นฟูได้? ช่างขบคิดไม่เข้าใจนัก
แม้ว่ามันจะไม่เข้าใจ แต่จั่วม่อยังอดใคร่ครวญไม่ได้ ทำอย่างไรจึงสามารถเพิ่มความ
เข้มแข็งของพลังสีม่วงขุมนี้ได้?
ความคิดนี้ผุดขึ้นในใจแวบหนึ่ง จากนั้นสงบลง จั่วม่อระงับความรุ่มร้อนในใจ เรื่องนี้
ต้องระมัดระวังให้มาก! ร่างกายของอากุ่ยเปราะบางยิ่ง ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆ อาจเป็นเหตุให้
ร่างกายแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้
เสียงตอบอ่อนเบาทั้งสองหน ดูเหมือนสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงของอากุ่ยแทบหมดสิ้น นาง
พริ้มตาหลับลง เข้าสู่ห้วงนิทราไปในทันที
เห็นสภาพเช่นนี้ จั่วม่อรีบปิดปากลง ค่อยๆ จัดแจงให้นางนอนราบลงอย่างเบามือ
หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน จั่วม่อในที่สุดค่อยหันกลับไปสนใจสินสงครามที่มันเก็บมา
รอบนี้มันสังหารสัตว์ร้ายวิญญาณภูตสองตน สินสงครามที่เก็บมาได้แปลกประหลาดอยู่บ้าง
ที่ว่าแปลก เนื่องเพราะนอกจากลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณกับชิ้นส่วนร่างกายที่
หลงเหลือของสัตว์ร้ายวิญญาณภูต ยังมีสิ่งของอื่นอีกชิ้นหนึ่ง
นั่นเป็นชิ้นโลหะที่มีขนาดเท่าเล็บมือ บนพื้นผิวของชิ้นโลหะปรากฏลวดลายพิเศษ
เฉพาะบางประการ จั่วม่รู้สึกว่าลวดลายเหล่านี้คล้ายคลึงกับลวดลายอักขระยันต์อยู่บ้าง เป็นเจ้าชิ้น
โลหะที่หลงเหลือจากร่างสัตว์ร้ายวิญญาณภูตนี้เอง ที่แช่แข็งพลังปราณของมันในการต่อสู้ หากมิใช่
ว่ามันครอบครองพลังสังขารปิศาจด้วย เกรงว่าคงต้องเผชิญความลำบากไม่น้อย
ส่วนประกอบของโลหะก็พิเศษเฉพาะยิ่ง จั่วม่อไม่อาจบอกได้ว่าทำมาจากโลหะใด ทั้ง
ยังไม่เคยเห็นลวดลายยันต์เช่นนี้มาก่อน โชคดีที่ข้างกายมันยังมีเจ้าวัตถุโบราณอายุสามพันกว่าปีอยู่
คนหนึ่ง
“ผู เจ้ารู้จักของสิ่งนี้หรือไม่?”
ผูเยาโผล่ออกมา คว้าชิ้นส่วนไปจากมือจั่วม่อ ยกขึ้นส่องดูอยู่ชั่วครู่ สีหน้าหนักอึ้ง
สุดท้ายยังคงสั่นศีรษะ “ข้าเพียงบอกได้ว่าเป็นสิ่งของจากยุคสมัยโบราณที่เนิ่นนานมาก แต่ไม่ทราบ
ว่าที่แท้เป็นสิ่งของอันใด”
จั่วม่อไม่แปลกใจ หากที่นี่คือสมรภูมิที่เกิดศึกปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์จริง สิ่งของที่
หลงเหลืออยู่ก็ต้องมีอายุนับหมื่นๆ ปี ผูเยาจะไม่รู้จักก็นับเป็นเรื่องธรรมดา
“ให้ข้าชมดูได้หรือไม่?” เว่ยเอ่ยปากอย่างกะทันหัน
ผูเยาเหลือบมองเว่ยแวบหนึ่ง ดีดเศษชิ้นส่วนในมือออกไป เว่ยคว้าไว้ทันควัน ยกขึ้น
เพ่งมอง พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน
“นี่เป็นเศษชิ้นส่วนของสัญลักษณ์ศึก (โทเทม) เมื่อสามารถคงอยู่มาจนถึงบัดนี้ มัน
สมควรเป็นส่วนที่ดีที่สุดของสัญลักษณ์ศึก ลวดลายที่อยู่บนนี้เป็นรูปแบบของสัญลักษณ์ศึกโบราณ
ประเภทหนึ่ง” ดวงตาสีดำของเว่ยทอประกายปัญญาที่ไม่เหมือนผู้ใดชนิดหนึ่ง
“สัญลักษณ์ศึกโบราณ?” จั่วม่อมีสีหน้าตะลึงลาน
“นับว่าเป็นลวดลายอักขระยันต์ยุคเริ่มแรกเถอะ” เว่ยอธิบาย “ในสมัยโบราณ ไม่ว่า
มนุษย์ อสูรหรือปิศาจ ยังไม่ได้ผนึกรวมกันเป็นชาติพันธุ์ดังเช่นทุกวันนี้ ล้วนอาศัยอยู่เป็นกลุ่มชน
เผ่ากระจัดกระจายกันไป แต่ละชนเผ่าค่อยๆ เพาะสร้างศรัทธาความเชื่อของตน ก่อกำเนิดสัญลักษณ์
ศึกของชนเผ่าตนขึ้น วิชายันต์ของซิวเจ่อพัฒนามาจากสัญลักษณ์เหล่านี้เอง แต่ทั้งสองประการนี้
แตกต่างกันตั้งแต่รากฐาน อักขระยันต์เป็นการเปลี่ยนแปลงของพลังปราณธรรมชาติ ในขณะที่
สัญลักษณ์ศึกแม้จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับพลังปราณธรรมชาติ แต่ยิ่งเกี่ยวพันกับการสักการะบูชา
มากกว่า”
“การสักการะบูชา?”
“การสักการะบูชาเป็นเรื่องที่มีความสำคัญสูงสุดของแต่ละชนเผ่า” เว่ยพอกล่าวถึง
ตอนนี้ กลับตัดบทอย่างกะทันหัน “สำหรับหลักเหตุผลเบื้องหลังเรื่องราวเหล่านี้ ข้าไม่สามารถ
อธิบายได้”
แต่เท่านี้ก็มากพอให้จั่วม่อกับผูเยานิ่งขึงตะลึงงัน หนึ่งคนหนึ่งอสูรลอบสบตากันวูบ
ต่างสังเกตเห็นเค้าความตื่นตกใจในสายตาอีกฝ่าย
กระทั่งเรื่องราวที่เก่าแก่โบราณถึงเพียงนี้ เว่ยยังสามารถบอกเล่าได้ชัดเจนราวกับเป็น
เรื่องธรรมดา เจ้าผู้นี้ที่แท้มีประวัติความเป็นมาเช่นไรกันแน่?
“แล้วชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกใช้ทำอะไรได้บ้าง?” จั่วม่อชูเศษชิ้นส่วนในมือ ถามคำถาม
ที่มันกังวลสนใจที่สุด
เว่ยตอบ “วัตถุดิบที่ดีที่สุดที่แต่ละชนเผ่าหามาได้ จะถูกนำมาทำสัญลักษณ์ศึก ดังนั้น
นอกเหนือจากถูกสร้างขึ้นด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศที่สุดแล้ว ยังผ่านการสักการะบูชานับพันๆ ปี ทั้งยังอยู่
รอดมานับหมื่นๆ ปีโดยไม่บุบสลาย อาจบางทีเศษชิ้นส่วนนี้ก่อเกิดเป็นรากพลังปราณ”
“ก่อเกิดเป็นรากพลังปราณ… …” จั่วม่อตาลุกวาบ
มันรีบโคจรพลังจิตสำนึกเข้าไปในเศษชิ้นส่วนในมือ แต่เมื่อพบว่าพลังจิตสำนึกถูกปิด
กั้นอยู่แต่เพียงภายนอก กลับยิ่งทำให้มันปิติยินดีกว่าเดิม รากพลังปราณ! ที่แท้เป็นรากพลัง
ปราณ! วัตถุดิบที่ยิ่งต้านทานพลังจิตสำนึกได้มากเท่าใด ยิ่งหมายถึงระดับของรากพลังปราณของ
วัตถุดิบนั้นสูงขึ้นเท่านั้น
วัตถุดิบที่มีรากพลังปราณอยู่ภายใน ไม่ว่าจะเป็นวัตถุดิบชนิดใด ล้วนเป็นวัตถุดิบที่ดี
ที่สุด เนื่องเพราะหากนำไปหลอมสร้างเป็นยุทธภัณฑ์เวท ของสิ่งนั้นจะมีสติปัญญา ยุทธภัณฑ์เวทที่
กอรปด้วยสติปัญญา หมายถึงมีช่องว่างให้เติบโตพัฒนา ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นเจดีย์น้อย
หากวัตถุดิบคุณภาพไม่ดี ยังมีวิธีการมากมายที่สามารถชดเชยแก้ไขได้ แต่รากพลัง
ปราณเป็นเรื่องของโชควาสนา
คราวนี้มันคว้าถูกสมบัติลํ้าค่าเข้าแล้ว!
จั่วม่อกลายเป็นตื่นเต้นลิงโลดขึ้นมาทันที จะว่าไปแล้ว สนามรบโบราณที่ยิ่งใหญ่
ไพศาลถึงเพียงนี้ ไหนเลยจะไม่มีของดีเหลือทิ้งเอาไว้บ้างได้ ยามนี้มันเข้าใจแล้ว พลังงานภูตทมิฬ
ในสถานที่นี้เปี่ยมล้นสมบูรณ์ เสียจนทำให้เหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตกำเนิดสติปัญญา หากมีสิ่งของ
ที่ดีหลงเหลืออยู่ ไหนเลยจะหลุดรอดไปจากสายตาของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตเหล่านี้ได้
ดูเหมือนว่าสิ่งของที่ดีที่หลงเหลืออยู่ในสมรภูมิร้างแห่งบรรพกาลแห่งนี้ จะถูกแบ่งแยก
ออกไปในหมู่สัตว์ร้ายวิญญาณภูตตั้งแต่แรกแล้ว
จั่วม่อประกายละโมบลุกวาวในดวงตา นํ้าลายไหลหยดย้อยจากมุมปาก
หากเป็นเช่นนี้ พวกมันเพียงแค่ต้องมุ่งเป้าไปยังเหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตก็พอ!
นึกถึงหมอกภูตที่ไม่มีที่สิ้นสุด กับเหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่มากล้นสมบูรณ์… …
โอ้! สวรรค์ของข้า!
จั่วม่อนํ้าลายหยดแหมะๆ สัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่น่าเกลียดน่ากลัวเหล่านั้น ในสายตามัน
กลายเป็นน่ารักสุดเปรียบปานขึ้นมาทันที! เดิมทีของรางวัลที่ได้จากการล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
เหล่านี้ มีเพียงเศษชิ้นส่วนร่างกายกับลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณเท่านั้น ว่ากันว่าเศษร่างกายเหล่านี้
สามารถใช้ทำอาวุธอสูร แต่สำหรับจั่วม่อในยามนี้ แทบไม่มีคุณค่าอันใด ลูกแก้วแหล่งกำเนิด
วิญญาณมีประโยชน์ใช้สอยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับกระตุ้นความสนใจของจั่วม่ออีกแล้ว
แต่ยามนี้ เศษชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกเพียงพอที่จะทำให้จั่วม่อหวั่นไหวใจ กระตือรือร้น
คึกคักขึ้นอักโข
วัตถุดิบที่มีรากพลังปราณสามารถใช้ทำสิ่งใดเล่า? ย่อมต้องหลอมสร้าง
ยุทธภัณฑ์! ผู้ใดไม่ต้องการยุทธภัณฑ์เวทมากขึ้น? ผู้ใดจะไม่ชมชอบที่มียุทธภัณฑ์เวทชั้นเลิศ
จำนวนมาก!
ยิ่งไปกว่านั้น จั่วม่อทราบดีว่าเหล่าไพร่พลในค่ายกำลังไล่ล่าเหล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
กันเป็นกิจวัตรประจำวัน จุ๊จุ๊ สามารถเพิ่มพูนประสบการณ์ต่อสู้ สามารถเพิ่มพลังบำเพ็ญเพียร ทั้งยัง
สามารถเก็บเกี่ยวสิ่งของที่ดี โอกาสฝึกปรือชั้นยอดเช่นนี้ ยังจะไปหาจากที่ใดได้อีก?
ทันใดนั้นมันเบิกตาโพลง ฉุกคิดขึ้นได้ว่าระยะนี้ทุกคนเข่นฆ่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตไป
นับไม่ถ้วน เช่นนั้นในสินสงครามเหล่านั้น… …
ราวกับก้นติดไฟลุกไหม้อย่างกะทันหัน จั่วม่อเผ่นผึงขึ้น ตะลีละลานไปหาเปาอี้ใน
บัดดล เปาอี้ผู้น่าสงสาร ถูกใบหน้าถมึงทึงของจั่วม่อขู่ขวัญจนขวัญบิน พอได้ยินจั่วม่อถามถึงสิน
สงครามที่ได้จากการล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูต มันรีบชี้ไปยังมุมหนึ่ง
เห็นสิ่งของกองสุมกันอยู่ที่มุมห้องดุจกองขยะ จั่วม่อเจ็บปวดใจทันที
อย่างรวดเร็ว มันค้นพบเศษชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกสองชิ้นจากในกอง
ช่างหวาดเสียวนัก!
ไข่มุกงามลํ้าค่าในกองฝุ่น!
มันตำหนิตัวเองอย่างรุนแรง นึกไม่ถึงว่าเสี่ยวม่อเกอผู้เกรียงไกร จะมีวันที่เกือบพลาด
อะไรบางอย่างที่ดีงาม! มันหันไปกำชับกำชาเปาอี้อย่างหนักแน่นเคร่งเครียด หลังจากนี้สิ่งของ
เหล่านี้จะต้องใส่ใจดูแลให้ดี โดยเฉพาะเศษซากชิ้นส่วนดังที่เห็นนี้
เปาอี้ไหวพริบปราดเปรียว เห็นสีหน้าเจ็บปวดใจของเหล่าป่าน ต้องลอบเหงื่อเย็นไหล
ท่วมแผ่นหลัง รีบผงกศีรษะรับคำอย่างไม่คิดชีวิต
ออกจากสถานที่ของเปาอี้ จั่วม่อรีบแล่นไปยังค่ายจูเชวี่ยและค่ายเว่ย เน้นยํ้าให้ทุกคน
ระมัดระวังเรื่องเศษชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกอย่างไม่วางใจ มิเช่นนั้นหากมีคนโยนเศษชิ้นส่วน
สัญลักษณ์ศึกเหล่านี้ทิ้งไปเช่นเศษขยะ ต่อให้มันรํ่าไห้ก็สายเกินการณ์แล้ว
หลังจากกำชับกำชาถ้วนทั่วทุกตัวคนแล้ว มันในที่สุดค่อยคลายใจลงบ้าง เริ่มขบคิด
ใคร่ครวญปัญหาอื่นต่อไป
ของเหล่านี้จะหลอมสร้างเป็นยุทธภัณฑ์เวทอันใดดี?