สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 398 บรรยากาศใหม่ในค่ายจินวู
เอ่ยถึงเรื่องการหลอมสร้าง
จั่วม่อไม่ได้แตะต้องมาเป็นเวลานานแล้ว
กาลก่อนมัน
จำเป็นต้องพึ่งพาพลังของยุทธภัณฑ์เวท มันแม้เรียนรู้วิชาหลอมสร้างด้วยตัวเอง แต่ครอบครอง
เครื่องมือที่ทรงพลังอย่างไฟอีกาทองคำ ผนวกกับมุมานะฝึกฝนอย่างไม่ย่อท้อ ฝีมือหลอมสร้างของ
มันนับว่าค่อนข้างดี ทว่าหลังจากวิถีบำเพ็ญเพียรของมันหันเหไปทุ่มเทให้กับสังขารปิศาจมหาทิวา
ในภายหลัง เวลาที่ใช้ในการฝึกฝนวิชาหลอมสร้างยุทธภัณฑ์และหลอมกลั่นโอสถ ก็ย่อมต้องลด
น้อยลงเป็นธรรมดา
ทางหนึ่งเป็นความหยาบกระด้างของฝีมือ อีกทางหนึ่งคือการขาดแคลนวิชาหลอมสร้าง
ระดับสูง
นี่ทำให้มันไม่ทราบจะหลอมสร้างเศษสัญลักษณ์ศึกที่ถืออยู่เป็นยุทธภัณฑ์เวทแบบใดดี
แม้ว่าจะมีเปลวไฟระดับหกอย่างไฟลายชั้นมหาทิวาอยู่ก็ตาม
ที่สำคัญไปกว่านั้น เศษสัญลักษณ์ศึกแม้เป็นวัตถุดิยชั้นยอด แต่มันไม่มีความคุ้นเคยกับ
ของสิ่งนี้เลยแม้แต่น้อย
หลังจากลังเลอยู่ชั่วครู่ จั่วม่อยังคงตกลงใจไปยังค่ายจินวู
ค่ายพักของค่ายจินวูแตกต่างจากค่ายอื่นอย่างสิ้นเชิง พวกมันเพียงแค่จัดสร้างค่ายพักอยู่
บนเรือบขนส่งทาสลำหนึ่งเท่านั้น ภายในลำเรือถูกออกแบบจัดสร้างขึ้นใหม่อย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่แค่
ผังภายเรือเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขบวนค่ายกลเกือบทั้งหมดก็แปรเปลี่ยนไป แผ่นกระดานเรือทุก
แผ่นแกะสลักเต็มไปด้วยค่ายกลใหญ่น้อย จนถึงตอนนี้ โครงสร้างอันเพียบพร้อมสมบูรณ์ของเรือ
ขนส่งทาส บรรลุถึงระดับที่น่าสะพรึงกลัว
คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่อยู่ว่างจนเบื่อหน่ายและกลัวตายยิ่ง ดังนั้นพวกมันใช้ทุกสิ่งทุก
อย่างที่พวกมันสามารถคิดออก เพื่อเป็นหลักประกันว่าเรือลำนี้สามารถรักษาชีวิตพวกมันเอาไว้ได้
ที่ใจกลางลำเรือเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่สำคัญที่สุดในเรือขนส่งทาสลำนี้ กระถางภูตแดง
เพลิง
กระถางภูตแดงเพลิงในปัจจุบันหดตัวลงจนมีความสูงเท่าตัวคน ตัวกระถางเปลี่ยนจาก
สีแดงเข้มเป็นดำสนิท รูปทรงยิ่งเรียบง่ายยิ่งกว่าตอนแรกเริ่ม ถึงยามนี้มันยิ่งแข็งแกร่ง หนาหนักและ
รวมรั้งมากขึ้นเรื่อยๆ กระถางภูตแดงเพลิงผ่านการกลั่นเกลาอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา บัดนี้เริ่มเผย
สัญญาณว่าจะยกระดับ
ในตอนนี้กระถางภูตแดงเพลิงเป็นหัวใจหลักของเรือขนส่งทาสลำนี้ ทุกๆ วันมันจะ
แปรสภาพหมอกภูตจำนวนมหาศาลให้เป็นพลังปราณ และส่งผ่านพลังปราณไปยังค่ายกลหนาแน่น
เหมือนใยแมงมุม เข้าสู่ทุกซอกทุกมุมของเรือขนส่งทาส
เกษตรกรปราณบางคนตัดสินใจเข้าอาศัยในห้องบนเรือ ทำการปลูกข้าวปราณและพืช
ปราณอื่นๆ เสียเลย ส่วนเหล่าผู้ดูแลสัตว์ซึ่งนำโดยฉุนอวี๋เฉิง ได้ยกสัตว์ปราณทุกตัวเข้ายึดมุมหนึ่ง
ของเรือ บางครั้งอาจได้ยินเสียงรํ่าร้องของสัตว์ปราณทุกประเภทและเหล่าผู้ดูแลที่ยุ่งวุ่นวายยิ่ง
ทุกคนรักเลือลำนี้ ความหนาแน่นภายในเรือขนส่งทาสสามารถเทียบได้กับสวรรค์ลับ
แห่งหนึ่งทีเดียว
สิ่งที่ทำให้ทุกผู้คนพึงพอใจมากที่สุดคือบรรยากาศภายในเรือ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หลังจากจั่วม่อมอบหมายภารกิจศึกษาคนคว้าแผนผังปิศาจให้แก่ค่ายจินวู อีกทั้งสิบหกเซียนยันต์ที่
เดิมทีสังกัดค่ายจูเชวี่ย ได้ถูกย้ายมาที่ค่ายจินวู เพื่อร่วมกันศึกษาค้นคว้าแผนผังปิศาจ แม้ว่าเหล่าซิว
เจ่อสายการผลิตเหล่านี้จะไม่เหี้ยมหาญเท่าซิวเจ่อยอดยุทธ์
แต่พวกมันมีทักษะฝีมือเฉพาะมากกว่า
ผนวกกับบรรยากาศภายในค่ายจินวูเปิดกว้างยิ่ง สองปรจารย์จี๋เหว่ยกับซุนเป่าสนับสนุนให้ทุกคนทำ
ตามใจชอบ ดังนั้นความมีชีวิตชีวาและพลังสร้างสรรค์แห่งความหนุ่มสาว ล้วนถูกรีดเค้นออกมา
อย่างเต็มที่
ที่นี่พวกมันสามารถทำสิ่งที่พวกมันสนใจ ไม่มีข้อกำหนดบีบบังคับพวกมัน แต่หากคิด
เกียจคร้านหย่อนยานกลับไม่ง่ายนัก ทางหนึ่งคือบรรยากาศนี้เอง หากท่านเกียจคร้านล้าหลัง จะตก
เป็นเป้าดูถูกของสหายทั้งค่าย อีกทางหนึ่งยังมีความต้องการพื้นฐาน เนื่องจากทั้งรายได้และสิทธิ์ใน
การเข้าถึงทรัพยากรล้วนขึ้นอยู่กับผลงานและความพยายาม เจ้าต้องการวัตถุดิบมากกว่านี้? ต้องการ
เวทวิชาเพิ่มเติม? ไม่ยาก…ทำงานให้สุดความสามารถ!
ดังนั้นเมื่อจั่วม่อมาเยือนค่ายจินวูอีกครั้ง ค่ายจินวูที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ทำให้
มันนิ่งขึงตะลึงลาน
โชคยังดีที่ทุกคนยังคงจดจำเหล่าป่านของพวกมันได้ สองปรมาจารย์รีบออกมารับหน้า
“ต้าเหริน!” ทั้งสองค้อมกายคารวะอย่างนอบน้อม พลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันรุดหน้า
ไปก้าวใหญ่ บรรลุถึงด่านหนิงม่ายขั้นสุดท้ายแล้ว คาดว่าอาจห่างจากจินตันไม่ไกล
จั่วม่อมองลูกน้องคนสนิททั้งสอง พบว่าผิวพรรณของพวกมันผ่องใสกว่าในอดีตมาก
นึกถึงความขลาดกลัวและระมัดระวังของพวกมันในกาลก่อน แล้วมองดูท่วงท่าสภาวะอันมั่นคงของ
ทั้งสองคนในตอนนี้ นับว่าแตกต่างกันคนละโลกเลยทีเดียว
จั่วม่อกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ทุกคนดูเหมือนจะสุขกายสบายใจกันดี!”
“อันที่จริงสถานที่นี้ไม่เลวเลย” ซุนเป่ายิ้มพลางกล่าว “ทุกคนล้วนมีเรื่องสนุกให้กระทำ
พลังปราณธรรมชาติเปี่ยมล้นสมบูรณ์ มีวัตถุดิบมากมายล้นเหลือ พวกเราย่อมต้องสุขกายสบายใจ
เป็นธรรมดา”
พวกมันทั้งสองพึงพอใจกับชีวิตในปัจจุบันนี้มาก พวกมันทุกคนลุ่มหลงมึนเมากับการ
หลอมสร้างและศึกษาเรียนรู้ เวทวิชากับค่ายกลที่จั่วม่อมอบให้แก่พวกมันเรียกได้ว่าลํ้าค่ายิ่ง ผนวก
กับพลังปราณธรรมชาติอันล้นเหลือบนเรือขนส่งทาส พวกมันทั้งคู่ยังรู้สึกว่าการฝ่าด่านใกล้เข้ามา
ทุกขณะแล้ว
อย่างไรก็ตาม
สิ่งที่ทำให้พวกมันทั้งสองปลาบปลื้มภาคภูมิใจที่สุดกลับไม่ใช่ความ
รุดหน้าส่วนตัวของพวกมัน แต่เป็นการเติบโตของค่ายจินวูทั้งค่ายต่างหาก บรรยากาศที่ยอดเยี่ยม
วัตถุดิบมากล้นสมบูรณ์
เวทวิชาและข้อมูลอ้างอิงจำนวนมหาศาล
รวมถึงคำถามแปลกใหม่ทุก
ประเภท ช่วยหนุนส่งให้เหล่าซิวเจ่อที่เต็มไปด้วยพลังของวัยเยาว์ของค่ายจินวูเติบโตด้วยความเร็ว
อันน่าตระหนก
ซิวเจ่อวัยฉกรรจ์ที่มีกำเนิดต่พต้อยขาดแคลนเหล่านี้ไม่ได้ทำให้โอกาสอันดีเลิศนี้
ต้องเสียเปล่าไป พวกมันมุมานะทำงานอย่างสุดกำลังความสามารถ บันดาลให้สองปรมาจารย์ปลาบ
ปลื้มประโลมใจยิ่ง
“ต้าเหรินใช่มาดูความคืบหน้าของแผนผังปิศาจต้าเผิงปีกทองหรือไม่?” จี๋เหว่ยถาม
คำถามของปรมาจารย์จี๋เหว่ยสะกิดเตือนจั่วม่อ แผนผังปิศาจต้าเผิงปีกทองเป็นผูเยาใช้
ให้มันศึกษาตั้งแต่ยังอยู่บนเกาะแมกไม้รกร้าง หลังจากนั้นผ่านการเปลี่ยนแปลงทางโลกนานัปการ
ปัจจุบันมันมอบให้ค่ายจินวูสืบสานต่อแทน พอนึกได้ก็รีบถาม “แผนผังปิศาจต้าเผิงปีกทองคืบหน้า
ไปอย่างไรแล้ว?”
“เราศึกษาปรุโปร่งได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น” จี๋เหว่ยกล่าวอย่างกระดากอาย “แผนผังต้า
เผิงปีกทองละเอียดซับซ้อนมาก ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเราไม่เพียงพอ โชคดีที่เพิ่มหลี่จั๋วเข้ามา
คนหนึ่ง อัตราความคืบหน้าจึงรวดเร็วขึ้น จนกระทั่งถึงตอนนี้เราพบค่ายกลสามชุดจากแผนผังปิศาจ
นี้ ค่ายกลทั้งสามชุดมหัศจรรย์ยิ่ง!”
สองปรมาจารย์ใบหน้าสดใส ความอัศจรรย์พันลึกของค่ายกลตามธรรมชาติทั้งสามชุด
นี้ช่วยเปิดหูเปิดตาพวกมันไม่น้อย เหตุที่ทั้งสองปรมาจารย์เห็นปากทางของการสร้างเม็ดพลังทองคำ
อยู่รำไร ก็เนื่องเพราะประโยชน์ที่ได้รับจากการทำความเข้าใจค่ายกลทั้งสามนี่เอง
ชื่อของหลี่จั๋วทิ้งความประทับใจไว้กับจั่วม่ออยู่บ้าง
ชนชั้นหนิงม่ายที่สามารถหลอม
สร้างยันต์ทหารระดับสอง นับว่าพรสวรรค์สูงส่งทีเดียว
“นี่ไม่ใช่เรื่องรีบร้อน ค่อยๆ ศึกษาไปเถอะ” จั่วม่อย่อมททราบบกระจ่างว่าแผนผังปิศาจ
ต้าเผิงปีกทองซับซ้อนปานใด ในอดีตมันเคยเฝ้าศึกษาอยู่เป็นนานสองนาน ความเร็วในการทำงาน
ของจี๋เหว่ยกับพวกยังทำให้มันปรระหลาดใจไม่น้อย
จากนั้นมันค่อยเอ่ยปากจุดมุ่งหมายในการมา “ข้ามาคราวนี้เพราะเรื่องอื่น”
ทั้งสองรีบเงี่ยหูรอรับฟัง
จั่วม่อนำชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกออกมาส่งให้พวกมัน “นี่เป็นชิ้นส่วนของสัญลักษณ์ศึก
จากสมัยโบราณ นับหมื่นๆ ปีไม่บุบสลาย จนพวกมันก่อเกิดรากพลังปราณขึ้น”
“ชิ้นส่วนของสัญลักษณ์ศึกโบราณ!”
“รากพลังปราณ!”
ทั้งคู่หน้าซีดเผือด
คำบอกเล่าของจั่วม่อทำลายปราการป้องกันทางจิตใจของพวกมัน
ทันที
“อา นี่เป็นของดี แต่ต่อให้เป็นของที่ดีที่สุด หากไม่สามารถใช้การได้ ก็ไร้ประโยชน์”
จั่วม่อกล่าวสืบต่อ “ข้ามาหาคราวนี้ เพื่อให้พวกเจ้าลองหาวิธีด็ ว่าจะหลอมสร้างพวกมันให้เป็น
ยุทธภภัณฑ์เวทได้อย่างไร?”
ซุนเป่ากับจี๋เหว่ยมองหน้ากัน จากนั้นสักครู่ ซุนเป่าค่อยเอ่ยปากอย่างลังเล “ไฉนต้าเห
รินไม่หลอมสร้างเอง? สมบัติลํ้าค่าถึงเพียงนี้ หากถูกทำลายภายใต้ความผิดพลาดของพวกเรา ก็น่า
เสียดายเกินไป”
จั่วม่อย่อมรู้สึกอับอายเกินกว่าจะบอกว่าฝีมือของมันถูกทิ้งร้างไปพักใหญ่ แต่ต่อหน้า
ความกังวลของคนทั้งสอง มันได้แต่กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ไม่ต้องกลัวว่าจะทำลายพวกมันหรอก!”
กล่าวจบก็นำชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกอีกสองชิ้นออกมา
สองปรมาจารย์เหม่อมองอย่างโง่งม
“เจ้าสิ่งเหล่านี้อาจมีค่ามาก แต่ทุกคนไม่สมควรขลาดกลัวเพราะเหตุนี้ใช่หรือไม่” จั่วม่
อกระหยิ่มยิ้มย่อง “ของเหล่านี้ได้มาจากร่างของสัตว์ร้ายวิญญาณภูต อาจบางทีต่อไปเราจะยังได้รับ
มากกว่านี้”
ซุนเป่ากับจี๋เหว่ยดวงตาลุกวาวเจิดจ้า ซิวเจ่อนักหลอมสร้างเมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้ใดจะไม่
หวั่นไหวใจเล่า!
“พวกเจ้าเอาไปคนละชิ้น รีบศึกษาดู!”
จั่วม่อแบ่งชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกให้พวกมันคนละชิ้น
เก็บไว้กับตัวชิ้นหนึ่ง
มันไม่
ต้องการสูญเสียทักษะฝีมือหลอมสร้างซึ่งอาจสามารถทำกำไรจิงสือ
หากวันหนึ่งมันกลายเป็น
ยากจน อาจได้พึ่งพาฝีมือนี้ทำมาหากิน มันยังมีเปลวไฟระดับหก ไฟลายชั้นมหาทิวา หากปล่อยให้
ฝีมือหลอมสร้างขึ้นสนิม ก็น่าเสียดายมากแล้ว
มันถามหาห้องว่างจากซุนเป่า จากนั้นเริ่มขบคิดใคร่ครวญด้วยตัวเอง
“ฮะ? เซียวม่อเกอ!”
หมิงเจวี๋ยจื่อที่กำลังทอดสายตามองไปรอบๆ เมืองอสูร ทันใดนั้นพบเห็นนามนี้ อด
ชะงักงันไม่ได้ ถึงกับหยุดฝีเท้าลงทันที มันมีสีหน้าประหลาดใจ เมื่อสามารถพบเงินรางวัลที่เซียวม่อ
เกอตั้งเอาไว้ที่เมืองอสูรในคุกชั้นสาม
ย่อมหมายความว่าเซียวม่อเกอขึ้นมาถึงคุกชั้นสามเรียบร้อย
แล้ว ด้วยความแข็งแกร่งของเซียวม่อเกอ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เซียวม่อเกอจะมายังคุกชั้นที่สามได้
อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ทำให้มันแปลกใจก็คือเซียวม่อเกอตั้งเงินรางวัลของตนเองด้วย
ปฏิกิริยาแรกของหมิงเจวี๋ยจื่อก็คือ “คนผู้นี้ใช่คิดล้างแค้นตระกูลจีหรือไม่?”
มันไล่นิ้วไปตามรายละเอียดของภารกิจนั้น เนื้อหาที่ปรากฏขึ้นกลับทำให้มันยิ่งอึ้งงัน
มหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์? นามอันแปลกหูเป็นอย่างยิ่งนี้ ทำให้ยามกะทันหันหมิงเจวี๋ยจื่อ
นึกอันใดไม่ออก จากนั้นสักครู่ ในที่สุดค่อยจดจำได้ว่ามันมีความทรงจำลางเรือนบางอย่างเกี่ยวกับ
มหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์
หมิงเจวี๋ยจื่อความกระหายใคร่รู้ในใจพุ่งทะยาน รีบอ่านรายละเอียดต่อ ภารกิจที่เซียว
ม่อเกอตั้งเงินรางวัลเอาไว้นั้นต้องการข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์
ยิ่ง
เฉพาะเจาะจงมากเท่าไรยิ่งดี กระทั่งพบหน้าพูดคุยกันได้ก็ยิ่งดี จากนั้นมันมองไปยังจำนวนเงิน
รางวัล หัวใจแทบกระดอนออกมา เป็นตัวเลขที่มากมายยิ่ง!
นี่เป็นการตั้งภารกิจที่แปลกประหลาดเป็นที่สุด
ข้อกำหนดของภารกิจคลุมเครือเกินไปมาก เพียงกล่าวว่ายิ่งเฉพาะเจาะจงยิ่งดี เป้าหมาย
ของภารกิจก็ผิดปกติเกินไป สงครามที่เกิดขึ้นในสมัยโบราณ?
เซียวม่อเกอคลั่งไคล้ประวัติศาสตร์?
ข้อสันนิษฐานนี้น่าขบขันเกินไป!
หรือว่ามันครอบครองแผนที่ขุมทรัพย์บางอย่างของมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์?
นี่เป็นไปได้มาก! หากเป็นเช่นนั้น ก็เป็นไปได้มากที่เซียวม่อเกอจะตั้งภารกิจเช่นนี้
หวนนึกถึงผลลัพธ์จากการเฝ้าตรวจสอบของมันเมื่อไม่นานมานี้
หมิงเจวี๋ยจื่อพลัน
หัวใจร้อนเร่าขึ้นมา
เพื่อสืบค้นหาศาสตร์อสูรระดับสูงที่หนานเยว่กับคังเจ๋อใช้ออกมาในคราวนั้น มันแทบ
จะทุ่มเทเรี่ยวแรงกำลังทั้งมวล!
ศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ และศาสตร์รอยแผลสีเทา!
สองยอดศาสตร์อสูรที่หายสาบสูญไปเนิ่นนานหลายพันปี ผงาดขึ้นในโลกหล้าอีกครั้ง
และจุดสำคัญของเรื่องทั้งหมดนี้ล้วนชี้ไปที่อสูรตนหนึ่ง…เซียวม่อเกอ!
อาจบางที… …
ขบคิดถึงตรงนี้ หมิงเจวี๋ยจื่อตัดสินใจรับภารกิจนี้ทันที
เปาอี้รู้สึกว่าวันนี้ช่างเคราะห์หามยามร้ายนัก
หลังจากเหล่าป่านจากไป
กองซุนต้าเหรินก็มาเยือน
สนทนาพาทีกับเหล่าป่านไม่
นับเป็นอะไร แต่เผชิญหน้ากับกงซุนต้าเหริน ทุกครั้งมันอดอกสั่นขวัญแขวนไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อ
เห็นรอยยิ้มเขินอายที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนของกงซุนต้าเหริน มันอดสั่นสะท้านไม่ได้ทุกที
“ต้าเหริน ท่านมีคำสั่งใด?” เปาอี้เรียบๆ ร้อยๆ เสียยิ่งกว่าอยู่ต่อหน้าเหล่าป่านเสียอีก
“อา ข้ามาเสาะหาลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณ” กงซุนชากล่าวด้วยรอยยิ้มเอียงอาย
เหมือนเด็กชายข้างบ้าน
ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อชมดูสีหน้าขวยเขินเหมือนเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปีของกงซุนชา
เปาอี้เริ่มสั่นเทาไปทั้งร่าง
“ท่าน…ท่านต้องการมากเท่าใด?”
“เอามาให้ข้าทั้งหมด” กงซุนชายิ่งกล่าวยิ่งดูเหมือนจะอายมาก
หากเป็นผู้อื่นมากล่าวเช่นนี้ เปาอี้จะต้องกระโดดเตะยอดหน้าพวกมันแน่ มาถึงก็อ้าปาก
เรียกร้องวัตถุดิบทั้งหมด? ฝันไปเถอะ! แต่ต่อหน้ากงซุนชา มันแทบจะคู้กายกราบกรานด้วยความ
เคารพนบนอบอย่างสูงสุด “ทราบแล้วขอรับ!”
ในทันทีทันใด มันใช้ความเร็วสุดยอดเท่าที่สามารถบรรลุถึง หยิบลูกแก้วแหล่งกำเนิด
วิญญาณทั้งหมดมาส่งให้แก่กงซุนชา
กงซุนชาจากไปอย่างอิ่มอกอิ่มใจ
เปาอี้แข้งขาอ่อนยวบ ทรุดลงนั่งแปะกับพื้น ใบหน้ายังฉาบทาด้วยความหวาดผวา มัน
ในที่สุดก็ส่งเทพมรณะผู้นี้จากไปได้เสียที!
อย่างไรก็ตาม มันฉงนสงสัยอยู่บ้าง กงซุนต้าเหรินเอาลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณ
มากมายปานนั้นไปทำอะไร?