สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 399 จุดอ่อน
“กลุ่มของเจ้าวันนี้เก็บเกี่ยวได้ดีหรือไม่?” ซิวเจ่อค่ายจูเชวี่ยผู้หนึ่งถามสหายที่อยู่ข้างๆ
“ก็ไม่เลว นับว่าดีกว่าสองสามวันก่อน วันนี้เราสังหารสัตว์ร้ายวิญญาณภูตสองตน แต่
โชคของเราไม่เลวจริงๆ ได้รับชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกมาชิ้นหนึ่ง” สหายผู้นั้นแสร้งกล่าวอย่างไม่ค่อย
ใส่ใจ แต่อันที่จริงในใจกระหยิ่มยิ้มย่องไม่น้อย
“พวกเจ้าช่างโชคดีนัก!” อีกคนหนึ่งกล่าวอย่างอิจฉาเลื่อมใส “ช่างไม่ทราบว่าพักนี้เกิด
อะไรขึ้น มีสิ่งที่ดีมากมายเสนออกมาพร้อมกัน เจ้าได้เห็นค่ายกลสลักร่างกายอีกสามชุดที่ต้าเหริน
เพิ่งประกาศออกมาหรือไม่?”
“แน่นอน! พวกมันดียิ่ง!” กล่าวพลางเลียริมฝีปากอย่างกระหาย “ยิ่งทรงพลานุภาพกว่า
ค่ายกลสลักร่างกายที่เคยสลักกันก่อนหน้านี้เสียอีก! แต่จำนวนแต้มที่ใช้แลกก็ไม่ใช่ย่อมเยาเลย
จริงๆ!”
“ของดีไม่มีราคาย่อมเยาก็นับว่าสมเหตุสมผล!” สหายกล่าวด้วยท่าทีกร้านโลก “นี่ยังมี
ไว้สำหรับพวกเราเท่านั้น หากเป็นคนนอกกระทั่งคิดก็อย่าได้คิดฝันไป ฟังว่าหลายวันมานี้แม้แต่ม้า
ฝานต้าเหรินก็ไล่ล่าสังหารสัตว์ร้ายวิญญาญภูตอย่างบ้าคลั่ง ก็ไม่ใช่เพราะต้องการนำมาแลกกับค่าย
กลสลักร่างกายชุดใหม่นี้หรอกหรือ?”
“ฮ่า นั่นก็ใช่แล้ว ทุกคนล้วนบ้าคลั่งไปในทันที! ยามนี้ผู้ใดจะสามารถนั่งเฉยอยู่ได้?
ข้าไม่สนทนากับเจ้าแล้ว ไปทำงานต่อดีกว่า! ยิ่งได้รับแต้มเร็วเท่าใด ก็ยิ่งแลกกับค่ายกลสลักร่างกาย
ได้เร็วเท่านั้น!”
หลายวันมานี้ ทีแรกยังเป็นค่ายที่เงียบสงบ แต่เมื่อจั่วม่อประกาศออกมา ค่ายก็ระเบิด
ด้วยความกระหายอยากในทันที
มันได้ประกาศค่ายกลสลักร่างกายชุดใหม่สามชุด เป็นค่ายกลที่ค่ายจินวูวิเคราะห์
ออกมาจากแผนผังปิศาจต้าเผิงปีกทองนั่นเอง ทั้งยังกำหนดจำนวนแต้มที่ใช้แลกค่ายกลทั้งสามชุด
เอาไว้อย่างชัดเจน ตามด้วยประกาศที่ว่าภารกิจสำหรับเก็บแต้ม จะเป็นภารกิจในการรวบรวม
ชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกและลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณ
สามค่ายกลสลักร่างกายชุดใหม่นี้ จำนวนแต้มที่ต้องการสำหรับแต่ละชุดเรียกได้ว่าไม่
น้อย แต่เมื่อทุกคนดูคำอธิบายพลังของค่ายกลใหม่ทั้งสามชุด ดวงตาก็กลายเป็นแดงกํ่า การไล่ล่า
สังหารอย่างบ้าคลั่งเริ่มขึ้นด้วยเหตุนี้เอง
เทียบกับค่ายจูเชวี่ย ค่ายเว่ยสงบเรียบร้อยกว่ามาก
สำหรับพวกมันที่ฝึกปรือสังขารร่างกายด้วยทักษะปิศาจ ค่ายกลสลักร่างกายเหล่านี้ไม่มี
ประโยชน์มากนัก แต่การมหกรรมคราวนี้ ก็ไม่ใช่ว่าพวกมันไม่หวั่นไหวใจ
ลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณและเศษชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกสามารถแลกเปลี่ยนกับแต้ม
คุณูปการ สำหรับพวกมันแล้ว แต้มเหล่านี้ก็มีประโยชน์ใช้สอยไม่น้อยเช่นกัน
แต่ในระหว่างนี้ ซู่หลงไม่ได้ย่างเท้าออกจากค่ายแม้แต่ก้าวเดียว กลับขังตัวเองไว้ภายใน
กระโจมแทน
มันกำลังฝึกปรือเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวา ทักษะปิศาจชุดนี้ถูกผูเยาดัดแปลง
แก้ไขครั้งใหญ่อีกหน เทียบกับเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากแล้ว เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาระดับสูง
กว่ามาก แต่ความยากในการฝึกปรือก็ย่อมทวีคูณขึ้นด้วยเช่นกัน ด้วยความรอบคอบ ผูเยาตัดสินใจ
ให้ซู่หลงทดลองฝึกปรือก่อน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น
เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากเป็นทักษะปิศาจที่เหมาะสมเป็นพิเศษกับผู้ที่ไม่มีพรสวรรค์โดด
เด่น แต่ทรหดอดทน
แต่เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาที่ผูเยาดัดแปลง ใช้เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากเป็น
รากฐานสำหรับทักษะปิศาจวิชาใหม่ แม้ว่าฝีมือหลักของมันคือศาสตร์อสูร แต่สุดยอดฝีมือระดับผู
เยาสามารถสัมผัสถึงแก่นแกนของพลัง หนึ่งวิถีเสมือนหนึ่งร้อยวิถี ภูมิความรู้ของมันกว้างขวางลึก
ลํ้า ศาสตร์อสูรไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง กระทั่งเวทวิชาเซียนและทักษะปิศาจ มันยังเคยศึกษามา
มากมายนับไม่ถ้วน
กระทั่งเว่ยหลังจากพินิจพิเคราะห์เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาที่ผูเยาสร้างขึ้น ยังอด
ชมเชยไม่ได้ หลังจากนั้น ภายใต้ข้อตกลงร่วมมือของพวกมัน เว่ยยังได้ทำการปรับเปลี่ยน
รายละเอียดบางประการ แก้ไขให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น
เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาซึ่งเกิดจากสองสุดยอดฝีมืออายุหลายพันปี ร่วมกันสร้าง
ยึ้น หากตกอยู่ในภพปิศาจ ยังนับเป็นสุดยอดทักษะปิศาจวิชาหนึ่ง
แต่เมื่อเป็นสุดยอดทักษะปิศาจย่อมไม่ง่ายที่จะฝึกปรือ ผูเยาได้เพิ่มเติมวิธีฝึกปรือจาก
สังขารปิศาจมหาทิวาเข้าไปหลายวิธี หรือไม่ก็แทนที่ด้วยการฝึกปรือสังขารปิศาจชนิดอื่น
วิถีฝึกปรือสังขารปิศาจเสี่ยงอันตรายยิ่ง
ซู่หลงเขม็งตึงเครียดไปทั้งร่าง ชุดเกราะบนร่างละลายกลายเป็นของเหลวสีดำทะมึน
ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า สักครู่ให้หลัง ของเหลวสีดำสนิทนี้ก็ห่อหุ้มมันจาก
ศีรษะจรดเท้าอย่างสมบูรณ์ กระทั่งดวงตายังมองไม่เห็น
“ขั้นตอนที่ยากลำบากที่สุดได้ผ่านไปแล้ว” ผูเยากล่าวอย่างเฉื่อยชาอยู่ในทะเลแห่ง
จิตสำนึกของจั่วม่อ
“ข้ารู้สึกคาดหวังอยู่บ้าง” เว่ยดวงตาเป็นประกาย “หากมันสามารถฝึกปรือจนกลายเป็น
สังขารปิศาจได้จริง… …”
มันไม่ได้กล่าวให้จบความ แต่ผูเยาเข้าใจดีว่าเว่ยหมายถึงสิ่งใด หากซู่หลงสามารถ
ฝึกปรือสำเร็จจนกลายเป็นสังขารปิศาจร่างหนึ่งจริง นั่นหมายความว่าคนอื่นๆ ย่อมมีโอกาสสูงมาก
ที่จะสามารถฝึกปรือจนสำเร็จเป็นสังขารปิศาจเช่นกัน
ควรทราบว่ากระทั่งในภพปิศาจ ความสามารถในการฝึกปรือจนสำเร็จเป็นสังขารปิศาจ
ขึ้นอยู่กับสายเลือดและพรสวรรค์ตามธรรมชาติ หากซู่หลงสามารถสำเร็จเป็นสังขารปิศาจจริง ก็ไม่
ต้องสงสัยเลยว่าผูเยาได้เปิดเส้นทางใหม่ขึ้นอย่างสมบูรณ์แล้ว! โดยการฝึกปรือทักษะปิศาจจน
สำเร็จสังขารปิศาจ… …แทนที่สายเลือดและพรสวรรค์ตามธรรมชาติ!
เป็นเส้นทางสายใหม่ที่สามารถพลิกควํ่าภพปิศาจรอบหนึ่ง!
เว่ยเห็นอย่างชัดเจนยิ่ง ถึงพลังอำนาจอันเกรียงไกรที่แฝงเร้นอยู่ภายใต้เรื่องนี้!
คนวิกลจริตที่น่าสะพรึงกลัวนัก!
จั่วม่อเพ่งมองเศษชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกที่อยู่ในมือตาเขม็ง สีหน้าน่าเกลียดยิ่ง
ในเศษชิ้นส่วนเล็กๆ นี้แฝงเร้นด้วยกลิ่นอายของแดนร้างอันเก่าแก่โบราณ ทำให้มันนึก
ถึงสัตว์ร้ายแดนร้าง แม้ว่ากลิ่นอายในเศษชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกจะไม่รุนแรง โอ่อ่าไพศาลหรือดุร้าย
กระหายเลือดเท่าสัตว์ร้ายแดนร้างก็ตาม แต่ความเย็นเยือกเปลี่ยวร้างนั้นคลับคล้ายกันยิ่ง ทว่าความ
เปลี่ยวร้างของสัตว์ร้ายแดนร้างกอรปไปด้วยความสงบเงียบแห่งความตาย ส่วนความเปลี่ยวร้างของ
ชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกกลับก่อเกิดเส้นสายของพลังชีวิตอันเล็กละเอียดยิ่ง
นั่นคือรากพลังปราณ!
ระยะเวลานับหมื่นๆ ปี ได้ทำให้เศษเสี้ยวแก่นแกนชีวิตเล็กๆ นี้ บังเกิดสายใยสติปัญญา
ขึ้น
มันแทบมั่นใจว่าวิธีหลอมสร้างทั่วไปไม่เหมาะสมกับชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึก วิธีหลอม
สร้างทั่วไปอาจทำลายรากพลังปราณในชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกได้ง่ายๆ นั่นคงน่าเสียดายแทบตาย
แล้ว
จั่วม่อให้ความสำคัญกับชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกนี้มาก ด้วยเหตุนี้มันจึงเริ่มฝึกปรือเป็น
พิเศษ โดยการใช้ไฟลายชั้นมหาทิวาทำการหลอมสร้างผลเหอเถาอัสนีคำรนใหม่อีกครั้ง เพื่อเพิ่ม
ความคุ้นเคยกับเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาอันพิสุทธิ์เกรียงไกรให้มากที่สุด
อาจกล่าวได้ว่าความเข้มแข็งของเปลวไฟระดับหกเหนือลํ้ากว่าที่คาดเอาไว้มาก มัน
แทบจะหลอมผลเหอเถาอัสนีคำรนกลายเป็นกองของเหลวสีเงินกองหนึ่ง พลังอันเกรียงไกรตาม
ธรรมชาติของไฟสามารถเห็นได้ชัดเจน นี่ยังทำให้จั่วม่อตระหนักถึงจุดอ่อนของมันอีกด้วย
ฝีมือของนักหลอมสร้างสามารถตัดสินได้ด้วยปัจจัยหลักสามประการ
ประการแรกคือภูมิความรู้วิชาหลอมสร้าง นักหลอมสร้างจะต้องรอบรู้เจนจัดใน
วัตถุดิบชนิดต่างๆ รวมถึงวิธีผสมผสานและค่ายกลตามธรรมชาติที่อยู่ในชิ้นวัตถุดิบนั้นๆ
ประการที่สองคือระดับพลังบำเพ็ญเพียร พลังบำเพ็ญเพียรของนักหลอมสร้างเป็น
ตัวกำหนดโดยตรงสำหรับการควบคุมเปลวไฟและการสลักค่ายกล ค่ายกลยิ่งเป็นระดับสูงเท่าใด
มักจะยิ่งซับซ้อนมากเท่านั้น ย่อมต้องใช้พลังปราณจำนวนมากมายเท่ากัน
ประการสุดท้ายคือเครื่องมือในการหลอมสร้าง ยกตัวอย่างเช่นเมล็ดพันธุ์ไฟกับกระถาง
หลอมสร้าง หรือหากเป็นวิธีการหลอมสร้างด้วยนํ้า ก็ต้องใช้นํ้าพุปราณและบ่อเย็นเป็นต้น
ภูมิความรู้วิชาหลอมสร้างของจั่วม่อย่อมไม่ใช่อ่อนด้อย แม้ว่ามันไม่ถึงกับล่วงรู้วิชา
หลอมสร้างระดับสูง แต่มันเคยอ่านม้วนหยกวิชาหลอมสร้างมากมาย ส่วนด้านวิชาค่ายกล ทั่วทั้ง
ค่ายจินวูไม่มีผู้ใดยกขึ้นเทียบกับมันได้ หลังจากผ่านการขัดเกลาในคุกสิบนิ้ว ศาสตร์อสูรที่ไม่มีที่
สิ้นสุดช่วยเปิดหูเปิดตาอย่างมาก ส่งผลให้วิชาค่ายกลยิ่งง่ายดายสำหรับมันยิ่งกว่าเดิม
และเครื่องมือหลอมสร้างนับเป็นจุดแข็งของมัน ไฟลายชั้นมหาทิวานับเป็นสุดยอด
เมล็ดพันธุ์ไฟ ที่ต่อให้มีจิงสือก็ใช่ว่าจะซื้อหาได้
ด้านที่อ่อนแอที่สุดของมัน ย่อมเป็นพลังบำเพ็ญเพียร
เมื่อมันทำการหลอมสร้างผลเหอเถาอัสนีคำรนใหม่ มันก็ตระหนักถึงความจริงเรื่องนี้
ทันที กล่าวถึงระดับพลังบำเพ็ญเพียร มันยังคงเป็นเพียงแค่หนิงม่าย แรกเริ่มเดิมทีด้วยพลังอันเกรียง
ไกรของสังขารปิศาจมหาทิวา มันไม่เห็นว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของตนจะตํ่าต้อยอันใด แต่วันนี้
เมื่อเริ่มโคจรเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาเพื่อหลอมสร้าง มันก็ได้รู้ซึ้งว่าพลังปราณของมันอ่อนแอ
เพียงใด
เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาประหนึ่งยักษ์ใหญ่ตัวหนึ่ง ส่วนพลังปราณของมันไม่เพียง
พอที่จะเห็นขนาดที่แท้จริงของเจ้ายักษ์เสียด้วยซํ้า
หากมิใช่ว่าเปลวไฟลายชั้นมหาทิวาถือกำเนิดขึ้นจากสังขารปิศาจมหาทิวาของมัน และ
ถือเป็นต้นกำเนิดเดียวกันแล้วไซร้ อย่าว่าแต่จะโคจรบังคับเปลวไฟ เกรงว่าป่านนี้เปลวไฟอันร้าย
กาจนี้อาจเผาผลาญร่างกายของมันไปแล้ว
จั่วม่อยามนี้สลดหดหู่ยิ่ง
ยังจะมีสิ่งใดน่าสลดหดหู่ยิ่งกว่าการที่ถือครองสมบัติแต่ไม่มีปัญญาใช้สอยอีกเล่า?
พลังบำเพ็ญเพียร พลังบำเพ็ญเพียร! มันติดค้างที่พลังบำเพ็ญเพียรอีกแล้ว!
จั่วม่อที่ปะทะชนกับอุปสรรคเข้าเต็มแรง รีบวิ่งไปหาผูเยาในทะลแห่งจิตสำนึกใน
บัดดล กระทั่งทักทายยังไม่ทักทาย พอพบหน้าก็ถามทันที “ผู มีวิธีใดสามารถเพิ่มระดับพลังบำเพ็ญ
เพียรเร็วๆ หรือไม่?”
ผูเยามองจั่วม่อดุจมองคนปัญญาอ่อนผู้หนึ่ง “เจ้าคิดว่าพลังปราณเป็นสิ่งใด?”
จั่วม่อไม่ยินยอมพร้อมใจ “ไม่มีวิธีจริงๆ?”
“ข้าในที่นี้มีเวทวิชาให้เจ้ามากมาย” ผูเยาชำเลืองมองจั่วม่อด้วยหางตา “แต่อาศัย
ความสามารถของเจ้า กว่าจะฝึกปรือถึงด่าจินตัน อาจต้องใช้เวลาอีกสิบปี เว้นเสียแต่ว่าเจ้ามีสมบัติลํ้า
ค่าแห่งฟ้าดิน เจ้ามีของเช่นนั้นหรือไม่?”
จั่วม่อเศร้าสลดกว่าเดิม สมบัติลํ้าค่าแห่งฟ้าดินย่อมสามารถเพิ่มพูนพลังบำเพ็ญเพียร
โดยตรง แต่มันจะไปมีของพรรค์นั้นได้อย่างไรเล่า?
อาศัยระดับพลังปราณของมันยามนี้ ความคิดที่ว่ามันจะสามารถควบคุมเปลวไฟลายชั้น
มหาทิวาระดับหก นับเป็นความผิดพลาดประการหนึ่ง ไม่ใช่ว่ามันไม่เคยคิดจะอาศัยค่ายกลช่วย
ควบคุมเปลวไฟลายชั้นมหาทิวา แต่วัตถุดิบธรรมดาสามัญย่อมไม่อาจทนต่อเปลวไฟลายชั้นมหา
ทิวาระดับหกได้
บัดซบ!
นี่มิใช่เสียเปล่าหรอกหรือ?
จั่วม่อหันไปมองเว่ยด้วยสายตาคาดหวัง แต่เว่ยเผยสีหน้าขออภัยอย่างจนปัญญาเช่นกัน
ต่อให้เป็นเว่ยเองก็ยังไม่มีทางออกที่ดี
ออกจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่ออารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาเป็นเมล็ด
พันธุ์ไฟชั้นยอด เศษชิ้นส่วนสัญลักษณ์ศึกก็เป็นวัตถุดิบชั้นยอด ทว่ามันกลับได้แต่ถ่างตามอง! หาก
เป็นเช่นนี้ยังมิสู้ไฟอีกาทองคำ นั่นแม้เป็นเพียงเปลวไฟระดับสี่ แต่อย่างน้อยมันยังควบคุมบังคับได้
ง่ายดาย
มันในที่สุดค่อยตระหนักว่านี่เป็นปัญหาใหญ่ ระดับพลังปราณมักเป็นจุดอ่อนใหญ่
ที่สุดของมันเสมอมา มันต้องหาทางเพิ่มพลังปราณให้จงได้ เว้นเสียแต่ว่ามันจะตัดใจจากเรื่องวิชา
หลอมกลั่นโอสถกับวิชาหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เสีย ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์อสูรปรืทักษะปิศาจ ต่อให้มัน
พลังร้ายกาจกว่านี้ ใบบางด้านที่สำคัญ กก็ไม่ส่ามาารถแทนที่พลังปราณได้
ลืมมันไปเถอะ อย่าเพิ่งคิดมากเกินไป การมีชีวิตรอดออกจากมหาสงครามปิดผนึกล้าง
เผ่าพันธุ์ จึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้
จั่วม่อระงับอารมณ์อย่างรวดเร็ว
มันแล่นไปยังคุกสิบนิ้วทันที ก่อนอื่นมันยังไปเมืองอสูร และได้รับจดหมายที่ทิ้งไว้ให้
มัน เจ้าของจดหมายเป็นอสูรที่เรียกว่าหมิงเจวี๋ยจื่อ คนผู้นี้เขียนจดหมายเพื่อสอบถามรายละเอียด
เกี่ยวกับประเภทของข้อมูลที่จั่วม่อต้องการจากมหาสงครามปิดผนึกล้างผ่าพันธุ์
ข้อความฉบับนี้ทำให้อารมณ์ที่หม่นหมองของจั่วม่อกลายเป็นคึกคักขึ้นอักโข เทียบกับเรื่อง
ที่มันไม่มีปัญญาหลอมสร้างแล้ว ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับมหาสงรามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์สำคัญกว่า
มากนัก มันรีบเขียนตอบกลับ ตอบคำถามทุกข้อที่อีกฝ่ายถามไว้
หลังจากเสร็จธุระเรื่องนี้ ความผิดหวังหดหู่ของจั่วม่อก็ถูกกวาดออกไปสิ้น มันแล่นไป
ยังกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างอย่างกระตือรือร้น เพื่อเสาะหาหนานเยว่กับคังเจ๋อ อย่างไรก็
ตาม มันไม่พบพานสองคนที่ตามหา แต่กลับพบคังหลินแทน บุรุษหนุ่มนี้ทุเลาหายดีไปไม่น้อยแล้ว
มันพอเห็นจั่วม่อก็ปิติยินดีเป็นอย่างยิ่ง เวลานี้คังเจ๋อเป็นหนึ่งในความหวังหลักของตระกูล กำลังเร่ง
ฝึกปรือศาสตร์รอยแผลสีเทาอย่างขมักเขม้น จึงส่งคังหลินที่กำลังฟื้นฟูร่างกายมารอคอยจั่วม่อแทน
ไม่นานหลังจากนั่น จั่วม่อก็เห็นหนานเยว่ที่ดูเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้างเดินเข้ามา เนื่องจาก
การปราชัยที่แนวหน้า เวลานี้ทุกคนล้วนโหมฝึกปรืออย่างบ้าคลั่ง หนานเย่วบังเกิดสังหรณ์อันตราย
อย่างรุนแรง นางเร่งสั่งสอนพี่น้องร่วมตระกูลฝึกฝีมืออย่างบ้าคลั่งเช่นกัน
จั่วม่อฉุกคคิดถึงสถานะทางการเงินของหนานเยว่ เมื่อแนวหน้าเพลี่ยงพลํ้า ย่อมส่งผล
ให้ราคาของใช้จำเป็นจะต้องดีดตัวสูงขึ้นอย่างแน่นอน วันคืนของหนานเยว่อาจยากลำบากขึ้นมาก
มันจึงจัดสรรเงินจำนวนหนึ่งให้แก่หนานเยว่
จั่วม่อผู้เคยผ่านศึกมาไม่น้อย ตักเตือนหนานเยว่ให้ใช้เวลาฝึกฝีมือให้มากเข้าไว้ ในยุค
สมัยแห่งทุกข์ยากนี้ ความแข็งแกร่งจึงจะเป็นหลักประกันที่แท้จริงสำหรับการมีชีวิตรอด
หนานเยว่ขบริมฝีปากแน่น แต่นางไม่ได้ปฏิเสธ เพียงรับเงินไว้พลางผงกศีรษะรับคำ
อย่างเคร่งเครียดจริงจัง
จั่วม่อยังได้ชี้แนะรายละเอียดว่าในช่วงสงครามควรระมัดระวังสิ่งใดบ้าง นี่มาจาก
ประสบการณ์ตรงของมันทั้งหมด ไม่ใช่เพียงแค่หนานเยว่ที่รับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ คังหลินที่อยู่
ด้านข้างถึงกับรีบร่ายศาสตร์อสูรบันทึกภาพ เพื่อบันทึกวาจาลํ้าค่าประดุจทองคำของจั่วม่อนำ
กลับไปรายงานที่ตระกูล
วาจาลื่นไหลไม่ขาดตอนของต้าเหรินทำให้คังหลินอดคิดไม่ได้ หรือว่าต้าเหรินเคยผ่าน
สงครามมาก่อน?
หรือว่าต้าเหรินอยู่ที่แนวหน้าใช่หรือไม่?
ในใจมันเต็มไปด้วยคำถามนับไม่ถ้วน