สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 400 หมายเกณฑ์
ระดับพลังปราณกลายเป็นอุปสรรคอีกครั้ง ทำให้จั่วม่อค่อนข้างหดหู่อยู่บ้าง แต่มันไม่
ถึงกับท้อแท้เพราะเรื่องนี้ กลับยิ่งปลุกเร้าจิตวิญญาณการต่อสู้ของมันขึ้นมา แน่หรือว่าจะไม่มีวิธีอื่น
อีก? สิ่งแรกที่มันคิด คือลูกแก้วห้าธาตุที่อยู่ภายในร่างกายมัน
ลูกแก้วห้าธาตุชุดนี้มีต้นกำเนิดไม่รวบรัดธรรมดา ช่วยหนุนเสริมความสัมพันธ์กับห้า
ธาตุของมันอย่างมหาศาล ครั้งที่มันยังอยู่บนภูเขาสุญตา ยังเคยได้รับการช่วยเหลือจากของสิ่งนี้
มากมาย
จนถึงปัจจุบัน ลูกแก้วห้าธาตุไม่ได้จัดอยู่ในยุทธภัณฑ์เวทชั้นยอดของจั่วม่ออีกแล้ว แต่
เนื่องจากมันมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับประวัติความเป็นมาของจั่วม่อ จึงสำคัญเป็นพิเศษ
กาลก่อนจั่วม่อมักจะหมกมุ่นกับลูกแก้วห้าธาตุอยู่เสมอ แต่หลังจากตกอยู่ใน
สถานการณ์เลวร้ายติดต่อกัน กลับไม่มีเวลาศึกษาอีก คราวนี้ค่อยคิดถึงมันขึ้นมาอีกครั้ง
ลูกแก้วห้าธาตุผสานรวมเข้ากับเลือดเนื้อของมัน ดังนั้นจั่วม่อได้แต่ตรวจสอบด้วย
จิตสำนึกเท่านั้น แต่เมื่อพลังจิตสำนึกของมันเริ่มทำการตรวจสอบลูกแก้วห้าธาตุ ก็ถูกพลังอัน
นุ่มนวลขุมหนึ่งปิดกั้นเอาไว้
จั่วม่อนิ่งงัน ค่อยนึกขึ้นได้ว่าผูเยาเคยบอกไว้ว่ามีบางอย่างปิดผนึกอยู่ภายในลูกแก้วห้า
ธาตุ สีหน้าระมัดระวังปรากฏขึ้นบนใบหน้ามัน พลังปราณขุมนี้ไม่แข็งแกร่งเท่าใด แต่พิสุทธิ์ยิ่ง ผู้
ผนึกสมควรเป็นซิวเจ่อกระดับเหนือกว่าจินตัน
นอกเหนือจากความประหลาดใจ จั่วม่อกลับไม่ได้คิดอะไรมากนัก สองปีมานี้มันผ่าน
การต่อสู้มานับไม่ถ้วน มีหลายครั้งมี่แทบสูญเสียชีวิตน้อยๆ ไป ความคิดที่มีต่อชีวิตของมันก็
เปลี่ยนไปเช่นกัน เช่นเดียวกันกับท่าทีที่มันมีต่อรูปโฉมที่ถูกเปลี่ยนแปลงและชาติกำเนิดของมัน มัน
ยังคงใส่ใจเป็นอย่างมาก และยังคงมุ่งมั่นเพื่อค้นหาความจริง แต่มันจะไม่เคร่งเครียดหรือหุนหัน
พลันแล่นเช่นในกาลก่อน
เผชิญกับภัยคุกคามของสงครามแห่งสามเผ่าพันธุ์ อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากจะคาดเดา
อาจตกตายได้ทุกเมื่อ ในสถานกาณณ์วุ่นวายเช่นนี้ การมีชีวิตอยู่สำคัญกว่าอะไรทั้งหมด เมื่อเคย
สัมผัสกับความโหดร้ายของสงครามด้วยตัวเอง มันทราบดีว่าชีวิตของแต่ละคนทั้งเล็กจ้อยและไม่
สลักสำคัญเพียงใด พวกมันเหมือนต้นอ่อนท่ามกลางพายุ ใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีทำการต่อสู้ดิ้นรน
เพื่อค้นหาทางรอดสายหนึ่ง
หลังจากถูกเคี่ยวกรำในสนามรบ หัวใจของมันเข้มแข็งขึ้นมาก ความสามารถในการ
ควบคุมตัวเองก็แข็งแกร่งขึ้นด้วย
ผูเยายังเคยกล่าวด้วยว่ามันไม่สามารถทำลายผนึกบนลูกแก้วห้าธาตุ ด้วยระดับพลัง
บำเพ็ญเพียรอันตํ่าต้อยของมันได้ ดังนั้นจั่วม่อไม่ประหลาดใจกับความล้มเหลวนี้
จิตสำนึกของมันห่อหุ้มท่รอบลูกแก้วห้าธาตุอย่างแน่นหนา พยายามค้นหาจุดอ่อนเล็กๆ
บนผนึก แต่ม่านพลังปราณบางๆ นี้ แสดงให้เห็นว่าความห่างชั้นระหว่างพลังบำเพ็ญเพียรไม่ใช่ว่า
จะข้ามผ่านได้ง่ายนัก
จั่วม่อสั่นศีรษะ รั้งพลังจิตสำนึกกลับออกจากลูกแก้วห้าธาตุ ความหวังในการใช้ลูกแก้ว
ห้าธาตุมาเพิ่มพลังปราณพังพินาศไป
เช่นนนั้นยังหลงเหลือวิธีการใดอีก?
จั่วม่อขณะใคร่ครวญอย่างหนัก ความคิดหนึ่งสาดแสงวาบขึ้นในใจ มันคิดถึงวิธีการอื่น
… ศาสตร์อสูร
มันสามารถใช้ศาสตร์อสูรหลอมสร้างแทนได้หรือไม่? ศาสตร์อสูรก็สามารถควบคุม
ไฟเช่นกัน ในบรรดาศาสตร์อสูรทั้งหมด ศาสตร์อสูรธาตุไฟเป็นสิ่งที่อสูรทุกตนล้วนเรียนรู้อยู่บ้าง
เนื่องเพราะมีพลังอำนาจสูงส่งและเรียนรู้ได้ไม่ยาก ศาสตร์อสูรธาตุไฟของจั่วม่ออาจไม่ใช่สิ่งที่ดี
ที่สุด แต่ก็ไม่เลวนัก
อย่างไรก็ตาม ไฟของศาสตร์อสูรธาตุไฟกับไฟที่ใช้หลอมสร้าง ผิกแผกแตกต่างกัน
ตั้งแต่รากฐาน ค่ายกลจำเป็นต้องมีสื่อกลางเพื่อสลักลงบนยุทธภัณฑ์เวท และเปลวไฟนี้เองที่ทำ
หน้าที่เป็นสื่อกลาง ไฟศาสตร์อสูรแม้เป็นเปลวไฟที่ทรงอานุภาพ แต่กลับไม่เหมาะที่จะใช้ใน
ลักษณะเช่นนี้
เพราะเหตุใดเล่า?
จั่วม่อจมลงสู่ภวังค์ความคิด
หากเหตุการณ์แตกต่างออกไปจากนี้ จั่วม่อจะต้องไม่เสียเวลากับเรื่องเหลวไหลไร้สาระ
นี้แน่ แต่ในเมื่อไม่มีทางอื่นใดอีก แม้ว่าจะเหลวไหลไร้สาระ มันยังคงต้องทดลองดูสักครา
ขณะที่ครุ่นคิด จั่วม่อมือขวายกขึ้นร่ายศาสตร์อสูรไฟอย่างไม่รู้ตัว ไฟที่เรียบง่ายที่สุดใน
บรรดาศาสตร์อสูรไฟของศาสตร์อสูรน้อย ‘เปลวเพลิง’ พลันปรากฏเปลวเพลิงอ่อนจางขึ้นบน
ปลายนิ้วของมัน จั่วม่อแตกฉานศาสตร์อสูรน้อยเป็นอย่างยิ่ง ไม่จำเป็นต้องคิดเสียด้วยซํ้า เปลวไฟก็
บิดวูบ เต้นเร่าอยู่รอบปลายนิ้วราวกับงูเปลวไฟตัวหนึ่ง
มันรู้สึกถึงทุกรายละเอียดเล็กน้อยของเปลวไฟ งูไฟเต็มไปด้วยจิตวิญญาณและคล้ายมี
ชีวิต
จมลงไปในห้วงความตคิด จั่วม่อไม่ได้ตระหนักถึงเวลาที่ไหลผ่านไปอย่างสิ้นเชิง
หมายเกณฑ์!
กองพลปฐพีหนักหน่วงส่งหมายเกณฑ์ทหารมา!
หนานเยว่จ้องมองหมายเกณฑ์ในมือนาง หัวใจพลันดิ่งลง หมายเกณฑ์ถือเป็น
ประกาศิต ถ้อยคำอันเคร่งขรึมเข้มงวดร้องขอให้ผู้ถูกหมายเกณฑ์ไปรายงานตัวที่กองพลปฐพีหนัก
หน่วงก่อนกำหนดเส้นตาย ผู้ที่ถูกหมายเกณฑ์กลับไม่ใช่หนานเยว่ นางแม้เผยประกาย แต่พลังฝีมือ
ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะถูกหมายเกณฑ์โดยตรง
หมายเกณฑ์นี้เป็นของต้าเหริน!
หนานเยว่เข้าใจทันที พวกมันไม่สามารถค้นหาตำแหน่งที่อยู่ของต้าเหริน แต่เสาะหา
ต้นกำเนิดของนางกลับไม่ใช่เรื่องยากอันใด อารมณ์ของนางกลายเป็นหนักอึ้งทันที นางติดตามต้าเห
รินมาระยะหนึ่งแล้ว ย่อมเข้าใจนิสัยใจคอของต้าเหรินไม่น้อย
ต้าเหรินจะต้องเมินเฉยต่อหมายเกณฑ์ฉบับนี้แน่ ถึงตอนนั้นความขัดแย้งก็ไม่อาจ
หลีกเลี่ยงอีก
ใช่มีคนกำลังลอบวางอุบายต่อต้าเหรินจากเงามืดหรือไม่?
นางหันกลับไปมองพี่น้องร่วมตระกูลที่กำลังบากบั่นฝึกฝีมืออย่างหนักหน่วง
ดวงตานางเต็มไปด้วยความวิตกกังวลล่ แต่จากนั้นนางก็ปลุกปลอบความคิดต่อสู้ขึ้น
หนานเยว่รีบเข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง ไม่ว่าจะอย่างไร นางต้องแจ้งให้ต้า
เหรินทราบโดยเร็วที่สุด!
ต้าเหรินจะต้องแก้ไขได้แน่!
นางเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น
ไฟสีดำห่อหุ้มรอบองครักษ์เกราะทองผู้หนึ่ง องครักษ์เกราะทองยืนนิ่งเหมือนหุ่นไม้ ผู
เยาสองมือเบ่งบานดุจบุปผา ศาสตร์อสูรกระหนํ่าเทลงมาดุจห่าพิรุณ แทรกหายเข้าไปในร่างของ
องครักษ์เกราะทอง
“เสียดายที่วัตถุดิบขาดไปเล็กน้อย” เว่ยพึมพำอย่างเศร้าเสียดายอยู่บ้าง
เนื่องจากฝีมือการผสานรวมอันเลิศลํ้าของผูเยา กับพลังงานภูตทมิฬปริมาณมหาศาลที่
องครักษ์เกราะทองดูดซับจากดินแดนอันร้ายกาจนี้ พวกมันจึงมีเงื่อนไขเพียงพอให้ยกระดับขึ้น สิ่ง
เดียวที่เว่ยรู้สึกว่าน่าเสียดายอย่างแท้จริง คือองครักษ์เกราะทองเหล่านี้ก่อนตายล้วนเป็นซิวเจ่อที่
ฝึกปรือกระบี่ กระบี่ขนาดเท่าบานประตูที่พวกมันถืออาจดูน่ากลัวกวั่ แต่หากเปลี่ยนเป็นปิศาจที่มี
ร่างกายแข็งแกร่ง พลังของพวกมันจะสูงส่งกว่านี้อีกหลายขั้น
“แค่ใส่ใจกับสิ่งที่เรามีก็พอ” ผูเยากล่าวอย่างเฉื่อยชา “เทียบกับในอดีต ระยะหลังมานี้
นับว่าดีกว่ามากแล้ว”
“อา” เว่ยผงกศีรษะ เห็นพ้องกับผูเยาอย่างเต็มที่
สำหรับจั่วม่อกับพวก ดินแดนอันร้ายกาจนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นสถานที่อันยํ่าแย่ แต่
สำหรับผูเยากับเว่ย ที่นี่ยังดีกว่าภูเขาสุญตามาก อย่างน้อยที่สุด พวกมันไม่จำเป็นต้องกังวลอยู่
ตลอดเวลา ว่าจู่ๆ ตาเฒ่าหนังเหี่ยวจะเข้ามาพร้อมกระบี่ของมัน เพื่อกำจัดปิศาจพิฆาตอสูร
“ศิษย์ของเจ้าดูเหมือนจะเจอปัญหาเข้าแล้ว” เว่ยสะกิดเตือนผูเยา
“ข้าไม่อาจช่วย้เหลือมัน” ผูเยากล่าวอย่างไม่แยแส สองสือกรีดวาดไม่หยุดยั้ง “หรือว่า
เจ้าเข้าใจวิธีการหลอมส้ร้างของซิวเจ่อกันเล่า?”
เว่ยสั่นศีรษะ “ปิศาจฝึกปรือสังขารร่างกาย ไม่สามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์”
“ไม่ใช่ว่าเจ้าไม่สามารถเข้าใจ แต่ไม่จำเป็นต้องเข้าใจต่างหาก” ผูเยากระจ่างชัดใน
วิธีการของซิวเจ่อ “อสูรฝึกปรือจิตสำนึก ปิศาจฝึกปรือสังขารร่างกาย จะต้องหลอมสร้างยุทธภัณฑ์
อันใด? หากมันต้องการเล่นกับวิชาหลอมสร้างของมัน มันได้แต่พึ่งพาตัวเอง”
เว่ยเงียบงันไปครู่ใหญ่ ก่อนโพล่งขึ้นอย่างกะทันหัน “ไฉนเจ้าไม่ให้มันฝึกปรือศาสตร์
อสูรกับทุกษะปิศาจพร้อมกัน?”
“หากเจ้าไม่อยากให้พวกเราพากันดับดิ้นไปด้วยกัน ทางที่ดีอย่าได้มีความคิดอันตราย
เช่นนี้อีก” ผูเยากล่าวเตือน “หากมันตาย ทั้งเจ้าและข้าล้วนไม่มีปัญหาหลบหนีรอดพ้น เฮอะ หากมัน
ฝึกปรือทักษะปิศาจ จะต้องทำให้ข้ารู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่ตลอดเวลา ผู้ใดใช้ให้วิถีฝึกปรือสังขาร
ปิศาจของพวกเจ้าอันตรายถึงเพียงนั้นนกันเล่า ข้าไม่อยากตายก่อนเวลาอันควร”
“วิถีฝึกปรือสังขารปิศาจไม่ได้อันตรายอย่างที่เจ้าคิด… …”
ผูเยาขัดจังหวะเว่ยอย่างอดรนทนไม่ได้ “ในเมื่อมีมรรคาที่ปลอดภัย แล้วไยต้องเสี่ยงภัย
ด้วย? สมองเจ้าใช่มีปัญหาหรือไม่? หากเจ้าเพียงต้องการหาผู้สืบทอดชุดเกราะเส็งเคร็งของเจ้า
นอกเหนือจากมัน เจ้าสามารถเลือกหยิบเอาใครก็ได้ทั้งนั้น ค่ายเว่ยมีผู้คนตั้งมากมาย แค่เลือกมาสัก
คนเท่านั้น ซู่หลงก็ไม่เลว เป็นไร? เจ้าเคยคิดเรื่องนี้หรือไม่?”
เว่ยสั่นศีรษะ “พรสวรรค์ของมันไม่สูงพอ”
“ลืมตาตื่นได้แล้ว!” ผูเยาเต็มไปด้วยวสีหน้าเหยียดหยาม “ลองดูสภาพของเราเสียบ้าง
เจ้ายังคงเอาแต่ยึดมั่นเคร่งครัดในวิถีประเพณีเก่าครํ่าคร่า แค่หาผู้สืบทอดได้สักคนก็ดีแค่ไหนแล้ว
ไฉนเจ้ายังคงเอาแต่เลือกมากไม่เลิกรา!”
ผูเยาปากถากถางหมิ่นแคลน แต่สองมือไม่ได้เชื่องช้าลงแม้แต่น้อย เมื่อลำแสงไม่กี่ดวง
สุดท้ายหายเข้าไปในร่างขององครักษ์เกราะทอง ในที่สุดมันค่อยเผยสีหน้าพึงใจอยู่บ้าง
องครักษ์เกราะทองแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ เกราะเกล็ดสีทองที่เคยปกคลุมศีรษะ
จรดเท้าได้หายไป แทนที่ด้วยชุดเกราะหนักสีดำอันสมบูรณ์แบบ ชุดเกราะหนักพอเหมาะพอดีราว
กับเป็นวัตถุชิ้นเดียวกันทั้งชุด พวกมันประดุจสัตว์ประหลาดเหล็ก ลำพังพลังสภาวะน่าประหวั่น
พรั่นพรึงที่แผ่ออกจากร่างของวพวกมัน ก็สามารถขู่ขวัญผู้คนจนขวัญบิน
แท่งหนามสีดำงอกเงยออกจากเกราะไหล่ เกราะศอก เกราะเข่าและจุดสำคัญอื่นๆ บน
ร่าง ปลายหนามสีดำแต่ลำแท่งเป็นสีแดงดุจเลือดอันแปลกประหลาด และบนหน้าผากของหมวก
เกราะ ปรากฏแผ่นสีทองรูปทรงคล้ายเพชร คล้ายกับผลึกสีเลือดบนหน้าผากของผูเยา
ผูเยาลูบคาง กวาดตามององครักษ์เกราะทองอีกรอบ บ่นพึมพำกับตัวเอง “กระบี่สวะ
เหล่านี้ไม่เหมาะสมอีกแล้ว โอ้ กระบี่หักในมือเหวยเสิ้งไม่เลยเลย ข้าอยากรู้เสียแล้วว่ามันเอามาจาก
ที่ใด… …”
อึดใจให้หลังมันก็สั่นศีรษะ รำพึงอย่างปลงตกว่า “ลืมมันไปเถอะ ก่อนอื่นก็ทำเท่าที่ทำ
ได้ก่อน เรื่องอาวุธค่อยคิดอีกทีในภายหลัง”
ทันใดนั้น ผูเยาเงยหน้าขวับ ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า
ในเวลาเดียวกัน เว่ยก็เงยหน้าขึ้น มองไปยังจุดเดียวกัน
เหลยเผิงกับเหนียนลู่หน้าขาวเผือดราวกระดาษ
หลังจากต้าเหรินประกาศภารกิจล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูต ทุกผู้คนก็คึกคักกระตือรือร้น
นอกเหนือจากค่ายกลสลักร่างกายชุดใหม่ ยังมีข่าวลือที่บอกต่อกันมาอย่างลับๆ ว่าเศษชิ้นส่วน
สัญลักษณ์ศึกเหล่านั้นเป็นวัตถุดิบที่มีรากพลังปราณ! ว่ากันว่าต้าเหรินได้มอบหมายให้ค่ายจินวู
ทำการศึกษาค้นคว้า หาวิธีหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทจากเศษสัญลักษณ์ศึกเหล่านี้
บรรดาคนที่มองการณ์ไกลเห็นโอกาสในทันที ประสบการณืที่ผ่านมาบอกกับพวกมัน
ว่าหากต้าเหรินมอบบางสิ่งให้แก่ค่ายจินวู ก็อาจเป็นได้ว่าเตรียมเอาไว้เพื่อให้ทุกคน
ไม่ว่าจะเป็นค่ายกลสลักร่างกายชุดใหม่ หรือยุทธภัณฑ์เวทใหม่ที่ยังไม่ได้หลอมสร้าง
ล้วนต้องใช้แต้มแลกเอามา หากไม่ฉวยโอกาสนี้รีบสะสมแต้มเอาไว้ พวกมันไม่เท่ากับโง่งมหรอก
หรือ?
เหลยเผิงกับเหนียนลู่แม้แข็งแกร่งกว่าไพร่พลค่ายจูเชวี่ยทั่วไป แต่ยังไม่เทียบเท่าม้าฝาน
กับเหล่ายอดฝีมือ พวกมันจึงตัดสินใจร่วมมือกันล่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
พวกมันร่วมมือกันจนคุ้นเคย ส่งผลให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยม ประสบการณ์ต่อสู้ที่ผ่านมา
ไม่ได้สูญเปล่า ความแข็งแกร่งของค่ายจูเชวี่ยเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลายคนไม่จำเป็นต้องพึ่งพา
ค่ายกลกระบี่ของต้าเหริน ก็สามารถบรรลุเจตจำนงกระบี่แล้ว แน่นอนว่าส่วนหนึ่งเป็นความดี
ความชอบของเหวยเสิ้ง
ความรุดหน้าของเหลยเผิงกับเหนียนลู่ยิ่งเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษ สัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่
พวกมันเคยเกรงกลัวในอดีต ค่อยๆ กลายเป็นไม่อาจคุกคามพวกมันได้
ทั้งสองล่าอย่างเมามัน ฆ่าอย่างลืมตัว ค่อยๆ ออกห่างจากที่ตั้งค่ายออกไปทุกขณะ
ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่น วันนี้พวกมันโชคดีเป็นพิเศษ ได้พบพานสัตว์ร้ายวิญญาณ
ภูตมากมายกว่าวันก่อนๆ มาก ผลการล่าอันลํ้าเลิศในวันนี้ ทำให้พวกมันเริ่มฝันเฟื่องถึงชีวิตอันน่า
อัศจรรย์ในอนาคต บนร่างสลักด้วยค่ายกลชุดใหม่และใช้ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นใหม่
จนกระทั่ง พวกมันได้พบกับสัตว์ร้ายวิญญาณภูตอันน่าสะพรึงกลัวตนนี้!