สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 401 เจ้าตัวใหญ่
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนนี้มีขนาดใหญ่โตกว่าสัตว์ร้าย
วิญญาณภูตทั่วไปร่วมสามเท่าตัว ผิวกายวาววามดุจโลหะเงางาม
มันจ้องมองเหลยเผิงกับเหนียนลู่อย่างเย็นชา
แววตาเย็นเยือกนั้นไม่มีร่องรอยความอบอุ่นแม้แต่น้อย
เหลยเผิงกับเหนียนลู่รู้สึกเหมือนพวกมันเป็นมดปลวกตัวเล็กๆ
สองตัว ที่ใกล้จะถูกบี้แบนอยู่ใต้ฝ่าเท้าใหญ่โตมหึมา ฝ่ายตรงข้าม
ลำบากเพียงแค่ยกเท้าลงมาเบาๆ ก็สามารถบดขยี้พวกมัน
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตตนนี้อัปลักษณ์ผิดธรรมดา ศีรษะใหญ่
แบนดูคล้ายคางคก กรงเขี้ยวเรียงรายแน่นขนัด ตามแนว
ขากรรไกรในปากแบนกว้างของมัน ท่วงท่าคู่กายพร้อมจะกระโจน
เข้าขยํ้า กล้ามเนื้อทุกมัดตึงแน่นเขม็งเกลียว มองเห็นได้ด้วยตา
เปล่า ขาทั้งสี่อวบหนาผิดสัดส่วน ทำให้ดูลักลั่นอย่างบอกไม่ถูก
แต่เมื่อองคาพยพที่ไม่สมดุลเหล่านี้รวมเข้าด้วยกัน ยิ่งบันดาลให้
รู้สึกถึงอันตรายเป็นพิเศษ จนผู้คนอกสั่นขวัญผวา
สองสหายหนังศีรษะชาด้าน แต่พวกมันไม่กล้าผลีผลาม
เคลื่อนไหว พวกมันทั้งสองมีปรสบการณ์โชกโชน ทราบดีว่าหาก
หันหลังหลบหนีในตอนนี้ กลับจะไม่มีโอกาสรอดชีวิต
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตทอดตามองสองสหายอย่างเฉื่อยชา ยัง
ไม่มีการเคลื่อนไหวใด “จะทำอย่างไร?” เหลยเพิ่งพยายามรักษาสี
หน้าท่าที่เป็นปกติ ลดเสียงถามแผ่วเบา
“จะทำอย่างไร?” เหลยเพิ่งพยายามรักษาสีหน้าท่าที่เป็นปกติ
ลดเสียงถามแผ่วเบา
“ลากถ่วงมันไว้” เหนียนลู่ก็ไม่แสดงท่าผิดปกติ แต่ดวงตา
กวาดมองไปรอบๆ อย่างรวดเร็ว “เจ้าสิ่งนี้เคลื่อนไหวใหญ่โตถึง
ปานนี้ คนอื่นๆ จะต้องสัมผัสร่องรอยได้แน่ เราต้องลากถ่วงการ
ต่อสู้เอาไว้ จนกว่าพวกมันจะมาช่วยเหลือ
ในเวลาเดียวกัน สัตว์ร้ายวิญญาณภูตมฤตยูพลันอ้าปากกว้าง
อย่างกะทันหัน ปากที่อ้ากว้างทั้งใหญ่โตและน่าสะพรึงกลัวยิ่ง ราว
กับกรงเขี้ยวที่เต็มไปด้วยเลือด “ลงมือ!”
เหลยเผิงกับเหนียนลู่ตวาดสุดเสียง ร่างสาดพุ่งไปคนละทาง
คนหนึ่งกระโจนไปทางซ้าย อีกคนถลันไปทางขวา แต่ละคนรวมรั้ง
พลังสุดชีวิต ปราณดาบกับปราณกระบี่วาบขึ้นพร้อมกัน กรีดก้อง
โถมทะลวงเข้าหาสัตว์ร้ายวิญญาณภูตจากคนละด้าน
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตคล้ายมองไม่เห็นพลังปราณอันทรง
อานุภาพทั้งสองสาย เพียงถลึงตากว้าง สูดลมเข้าไ ปในปากมหึมา
อย่างรุนแรง
ชัด!
หมอกภูตในอาณาบริเวณโดยรอบม้วนโถมเข้าไปในปากของ
มันอย่างดุเดือด ด้วยระดับความเร็วที่มองเห็น ได้ด้วยตาเปล่า กลุ่ม
ก้อนพลังสีแดงดำก่อตัวขึ้นในปาก มันถึงกับควบรวมหมอกภูตที่
ดูดเข้ามากลายเป็นลูกพลังงานขนาดเท่ากำปั้นลูกหนึ่ง!
ติง ติง!
เสียงกระแทกสองเสียงดังสดใสกังวาน เหลยเผิงกับเหนียนลู่สี
หน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง ปราณกระบี่กับปราณดาบของพวก
มันแทงกระลวงร่างของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตอย่างถนัดถนี่ แต่เพียง
เกิดประกายแลบพุ่งเบาๆ สองสายเท่านั้น
นี่มันสัตว์ประหลาดอันใดกัน?
พวกมันทั้งคู่เป็นซิวเจ่อที่บรรลุเจตจำนงศาสตรา หนึ่งกระบี่
หนึ่งดาบนี้ยังผนึกพลังปราณทั่วร่าง โจมตีอย่าง สุดแรงเกิด แต่
พวกมันกระทั่งรอยขีดข่วนยังไม่ทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง สองสหายหัวใจ
ทิ้งวูบ เจ้าตัวใหญ่นี้ร้ายกาจเกินกว่าที่พวกมันคาดคิดเอาไว้มาก!
ทันใดนั้นลำแสงสีแดงดำระเบิดวาบออกมาจากปากที่อ้ากว้าง
ของสัตว์ร้ายวิญญาณภูต ขู่ขวัญจนคนทั้งสองถลันหลบไป
ด้านข้างอย่างสุดชีวิต บึม! |
กลุ่มแสงสีแดงดำแตกปะทุโชติช่วงขึ้นไปถึงชั้นฟ้า พวกมันไม่
ทันจะมีปฏิกิริยาใด ก็ถูกแรงอัดกระแทกจากด้านหลัง กระเด็นไป
ตามแรง ปลิวลิ่วประดุจใบหญ้าก็มิปาน
พลั่ก พลั่ก ชั่วขณะที่ร่วงฟาดลงบนพื้น พวกมันแทบไม่อาจ
รักษาท่วงท่าสภาวะเอาไว้ได้ สองขาจมดิ่งลงไป ในพื้นด้วยกำลัง
แรง สภาพทุลักทุเลยิ่ง ไม่อาจระงับความแตกตื่นตระหนกในใจ หัน
ขวับไปมอง เห็นม่านหมอกภูต ที่ด้านหลังถูกกวาดออกไปจน
เกลี้ยงเกลา ปรากฏหลุมไหม้เกรียมขนาดยี่สิบยั้งอยู่ในแนวตรง
เบื้องหลังพวกมัน ควันดำหนาหนักพลุ่งขึ้นมาไม่ขาดสาย
นี่มัน นี่มันสัตว์ประหลาดอันใด! สองสหายหน้าซีดจนเขียว
ม้าฝานโลดลิ้วไปในม่านหมอกภูตประดุจเงาภูตพรายสายหนึ่ง
เร่งเสาะหาสัตว์ร้ายวิญญาณภูต เจตจำนงกระบีเบาบางปกคลุมทั่ว
ร่าง นับตั้งแต่ที่มันบรรลุเจตจำนงกระบีแปลงรูปลักษณ์ พลังฝีมือ
ของมันก็รุดหน้าแบบก้าว กระโดด แต่นี่กลับยิ่งทำให้มันตกอยู่ใน
สภาพน่ากระอักกระอ่วนกว่าเดิม และสภาพนี้ก็ยิ่งชัดเจนมากขึ้น
เมื่อจงหยูก้าวเข้าสู่ด่านจินตันสำเร็จ
เทียบกับสหายคนอื่นๆ มันแข็งแกร่งกว่ามาก แต่ในความเป็น
จริงมันก็ยังก้าวตามหลังกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด อยู่ดี หลังจากเหวย
เสิ่งมาถึง และจงหยูกลายเป็นจินตัน ด่านจินตันก็กลายเป็น
สัญลักษณ์ของยอดฝีมือกลุ่มแรก อาจดูเหมือนว่าม้าฝานห่างจาก
ด่านจินตันแค่เพียงก้าวเดียว แต่หนึ่งก้าวนี้กลับไม่ง่ายนักที่จะข้าม
ผ่าน
หากมิใช่การสอนหลักวิถีกระบี่ของเหวยเส็ง ม้าฝานยังไม่กล้า
วาดหวังว่าจะบุกฝ่าเข้าไปในด่านจินตันได้
การสร้างเม็ดพลังทองคำของจงหยูส่งผลกระทบต่อคนทั้งหมด
อย่างรุนแรง ควรทราบว่าสำหรับเซียซาน การสร้างเม็ดพลังทองคำ
เรียกได้ว่าเป็นไปตามคาด เนื่องเพราะการฝึกปรือสั่งสมอย่าง
ต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี ส่วน เหวยซอ (อาจารย์เหวย) การสร้าง
เม็ดพลังทองคำเกิดจากพรสวรรค์ตามธรรมชาติอันล้นเหลือ มี
เพียงการสร้างเม็ดพลังของจงหยูที่ช่วยมอบแรงบันดาลใจให้แก่ทุก
คนภายในค่าย กล่าวถึงพลังฝีมือหรือพรสวรรค์ จงหยูล้วนไม่ได้เ
ด่นลํ้าที่สุด เพียงจัดอยู่ระดับกลางๆ เสียด้วยซํ้า ข้อเท็จจริงที่ว่ามัน
ฝ่าด่านจินตันสำเร็จ ทำให้ในสายตาของผู้อื่น การสร้างเม็ดพลัง
ไม่ได้เป็นเป้าหมายที่อยู่ไกลเกินอาจเอื้อมอีก
สำหรับม้าฝาน นี่กลับไม่ใช่แรงบันดาลใจ แต่เป็นความกดดัน
ชนิดหนึ่ง
ทันใดนั้นมันเงยหน้าขวับ สีหน้าเคร่งเครียดหนักอึ้ง พลัง
สภาวะอันร้ายกาจนัก! เกิดเรื่องแล้ว!
มันเปลี่ยนทิศทางอย่างกะทันหัน เร่งความเร็วตรงดิ่งไปยัง
บริเวณที่เกิดกระแสพลังปั่นป่วน ในหมอกภูตนอกเหนือจากพวก
มันกันเอง ก็ไม่มีผู้อื่นอีก มันขณะที่พุ่งทะยานไปสุดแรงกำลัง ยังอด
ครุ่นคิดไม่ได้ เป็นผู้ใดเคราะห์ ร้ายปะหน้ากับตัวมหาประลัยเข้าให้?
ฝีมือท่าร่างของม้าฝานไม่อ่อนด้อย หลังจากบรรลุเจตจำนง
กระบี่ที่หลอมรวมเข้ากับวิชาท่าร่าง ในเรื่องระดับความเร็ว ในค่าย
มีน้อยคนนักที่จะเทียบกับมันได้ ยามนี้เมื่อมันมุ่งเน้นไปที่ความเร็ว
มันก็ราวเร็วดุจสายฟ้าแลบหากมีคนมองจากที่สูงลงมา พวกมันจะ
เห็นม้าฝานตัดผ่านม่านหมอกภูตประหนึ่งมีดแหลมคมเล่มหนึ่ง
เบื้องหลังมันเห็นกระแสอากาศถูกผ่าแยกออกเป็นสองส่วน ราวกับ
คลื่นนํ้ายามเมื่อเรือเร็วแล่นผ่าน งดงามสุดบรรยาย
พลังสภาวะอันน่าแตกตื่นสะท้านใจที่ระเบิดขึ้นจากด้านหน้า
กลายเป็นชัดเจนขึ้นทุกขณะ ม้าฝานยิ่งมีสีหน้เคร่งขรึมจริงจังขึ้น
เรื่อยๆ
บึมบึมบึม! เสียงระเบิดระรัวสะท้อนก้องไม่ขาดหู เสียงระเบิดดัง
ขึ้นแต่ละครั้ง ม้าฝานหัวใจกระตุกตามทุกครั้งเวลานี้เอง มันพลัน
ม่านตาหดแคบลง
เป็นเหลยเผิงกับเหนียนลู่!
พวกมันทั้งสามล้วนเป็นสหายร่วมหน่วยเทียนฟง ม้าฝาน
คุ้นเคยกับกลิ่นอายของคนทั้งสองเป็นอย่างยิ่งเพียงสัมผัสพลังชั่ว
แวบก็จำแนกได้ทันที มันยังสัมผัสได้ว่าพลังสภาวะของสองสหาย
สับสนยุ่งเหยิงและแตกตื่นตระหนก ยิ่งเห็นได้ชัดว่าสถานการณ์คับ
ขันอันตรายปานใด ม้าฝานแค่นเสียงอย่างเย็นชา ความเร็วพุ่ง
ทะยานขึ้นอีกครั้ง
เมื่อเข้าไปใกล้ เห็นสภาพน่าอเนจอนาถของเหลยเผิงกับ
เหนียนลู่ซัดตา ในดวงตาม้าฝานพลันสาดประกายเดือดดาล
ทะยานฟ้า
ท่ามกลางเสียงคู่ยาวเหยียด ม้าฝานพลันดีดทะยานขึ้นสู่
ท้องฟ้า เจตจำนงกระบี่สั่นสะเทือนออกมาจากร่างทวีพลังขึ้นทุก
ขณะ เมื่อมันบรรลุถึงจุดสูงสุดของมัน เจตจำนงกระบี่ก็รวมรั้งถึง
ขีดสุด เจิดจ้าบาดตายิ่ง!
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตร่างยักษ์แหงนเงยขึ้น พ่นลูกพลังหมอก
ภูตตรงดิ่งเข้าหาม้าผ่านอย่างดุดันอำมหิต
ม้าฝานสัมผัสถึงอันตรายจากลำแสงสีดำแดงนี้ได้อย่างชัดแจ้ง
หากเป็นในเวลาอื่น มันจะต้องหลบหลีกแล้วรอโอกาสโจมตีตอบโต้
แต่ยามนี้พลังปราณกับเจตจำนงกระบี่ของมันกำลังเดือดพล่าน
อย่างไม่คิดรั้งคืน มันคล้ายอยู่ภายในกระถางหลอมกลั่นที่ลุกไหม้
ด้วยไฟโหม กล้ามเนื้อทุกมัดดุจดั่งถูกหมื่นมีดเชือดเฉือน มัน
ทราบว่านั่นคือเจตจำนงกระบี่เล็กละเอียดนับไม่ถ้วน เจตจำนง
กระบี่ของมันอาจบรรลุถึงขั้นเจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์ แต่มัน
ยังจำเป็นต้องผ่านการฝึกปรืออีกมาก กว่าจะสามารถควบคุม
ปล่อยออกรั้งเข้าได้ตามใจปรารถนา
มันเคยชมดูเหวยซีอฝึกกระบี่ เจตจำนงกระบี่ที่จดจ่อรวมรั้งจน
ไม่มีแตกฉานซ่านเซ็นแม้แต่เส้นสายใยเดียวนั่นจึงเป็นขีดขั้นที่มัน
ใฝ่ฝันถึง!
ม้าฝานพยายามบังคับควบคุมเจตจำนงกระบี่ที่ห้อมล้อมอยู่
รอบกาย ผนึกพวกมันลงไปในกระบี่บินคู่ใจ
เส้นลมปราณของมันโป่งพอง เริ่มปริแตก เจตจำนงกระบี่เล็ก
ละเอียดนับไม่ถ้วนเหมือนใบมีด เชือดเฉือนภายในร่างมันไม่
หยุดยั้ง แต่ม้าฝานไม่แยแสสนใจพวกมันแม้แต่น้อย จิตสมาธิของ
มันจดจ่ออยู่กับการผสานรวมพลังปราณเข้ากับเจตจำนงกระบี่
เหวยชื่อเคยบอกว่ามีเพียงหลอมรวมพลังปราณกับเจตจำนงกระบี่
เป็นหนึ่ง จึงสามารถสำแดงพลานุภาพขั้นสุดยอดออกมา หากมี
เพียงพลังปราณ ไม่มีเจตจำนงกระบี่ นั่นมีเพียงรูปโฉมแต่ไม่มีพลัง
หรือหากมีแต่เจตจำนงกระบี่ แต่ไม่มีพลังปราณ นั่นก็ไม่ต่างจาก
กระแสเลือดที่ปราศจากเนื้อหนัง
พลังปราณกับเจตจำนงกระบี่ทั้งมวลในร่างกายมัน ถาโถมไป
รวมกันยังกระบี่บินอย่างดุเดือด
กระบี่เปล่งเสียงครนเบาๆ ปลดปล่อยแสงสีฟ้าละลานตาออกมา
ชั้นแสงอันเจิดจ้าบาดตานี้ปกคลุมร่างของม้าฝานจนหมดสิ้น
แสงสีฟ้าประดุจหยดหมึกที่ตกกระทบบนแผ่นกระดาษขาว แผ่
กระจายออกไปด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนกภายในชั่ว
พริบตาเดียว ในรัศมีสิบปิ้งรอบกายม้าฝาน ก็กลับกลายเป็นสีฟ้า
สดใสเหมือนกับท้องฟ้าฤดูใบไม้ผลิ
การบรรยายแม้ใช้เวลา แต่อันที่จริงเพียงผ่านไปชั่วพริบตา
ลำแสงสีดำแดงพุ่งเข้าถึงตัวมันในบัดดล
ปราณกระบี่สีฟ้าครามเหมือนท้องฟ้า ตัดผ่านหมอกภูตทะยาน
ตรงดิ่งไปเบื้องหน้า ท่ามกลางหมอกภูตสีแดงดำปราณกระบี่เจิด
จรัสไม่มีที่เปรียบ
เช้ง!
ปราณกระบี่ผ่าลูกพลังหมอกภูตออกเป็นสองส่วนโดยไม่
เผชิญพบแรงต้านทาน ประหนึ่งมีดตัดผ่านก้อนเต้าหู้ จากนั้นพุ่ง
ทะลวงเข้าไปในหน้าผากของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตอย่างเกรี้ยว
กราด
เช้ง! โลหิตสีดำสาดกระเซ็น เปลี่ยนเป็นกลุ่มหมอกกลาง
อากาศ ก่อนจะกระจายหายไป
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตกรีดร้องอย่างเจ็บปวด เป็นครั้งแรกที่
ดวงตาเย็นเยือกของมันเผยสัญญาณอารมณ์ปั่นปวน มันคล้าย
เชื่อไม่ลงว่าตนจะถูกทำร้าย อารมณ์ปั่นป่วนกลายเป็นเดือดดาลใน
บัดดล เหยื่อที่เป็นเช่นมดปลวกที่อยู่ตรงหน้ามัน ถึงกับทำให้มัน
บาดเจ็บเชียวหรือ!
หมอกภูตที่อยู่รอบด้านคล้ายถูกดึงดูดด้วยพลังแม่เหล็กที่มอง
ไม่เห็น ม้วนโถมเข้าหาสัตว์ร้ายวิญญาณภูตอย่างบ้าคลั่ง
“เจ้าผู้นี้ ยามนี้ร้ายกาจถึงเพียงนี้แล้ว?” เหลยเผิงปากอ้าตา
ค้าง “หล่อมาก! หล่อเหลามาก!” เหนียนลู่สีหน้าตื่นตะลึง
พวกมันทั้งคู่ย่อมรู้จักเคล็ดวิชากระบี่ของม้าฝานดี เคล็ดกระบี่
ฟ้ากระจ่าง ระดับห้า นี่เป็นสินสงครามที่ต้าเหรินได้รับหลังจากทำ
ศึกกับพรรคฟ้ากระจ่างประสบชัย เข่นฆ่าหวงจั่วกวงกับบรรพชน
ฟ้ากระจ่าง ในค่ายจูเซวี่ยมหลายคนที่ฝึกปรือเพลงกระบี่นี้ จะ
อย่างไรนี่ก็เป็นเคล็ดวิชากระบี่ระดับห้า น่าสนใจยิ่ง
แต่มาฝานเป็นบุคคลแรก ที่ฝึกปรือเคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่าง
จนถึงระดับนี้ มันร้ายกาจอย่างแท้จริง!
สัตว์ร้ายวิญญาณภูตมฤตยูที่ทั้งสองไม่มีปัญญาสะกิดผิวมัน
ม้าฝานกลับทำร้ายมันเป็นแผลฉกรรจ์ด้วยกระบี่เดียว!
อย่างไรก็ตาม เมื่อคนทั้งสองเห็นม้าฝานหอบหายใจอยู่กลาง
อากาศ พลันตระหนักทันทีว่ากระบี่เดียวนี้ ม้าฝานต้องจ่าย
ค่าตอบแทนไปไม่น้อย
“เจ้ายังไหวหรือไม่?” เหลยเพิ่งหันไปถามสหายรัก ดวงตาพลุ่ง
พล่านด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้
“ข้ายังไม่อาจตายได้!” เหนียนลุ่มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ฝืนยิ้ม
อย่างลำบากอยู่บ้าง “มันมาถึงก็แสดงใหญ่โตถึงเพียงนี้ ข้าจะ
ปล่อยให้มันได้หน้าคนเดียวได้อย่างไร?”
ทั้งคู่โผพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ประสานกับม้าฝานเป็นหนึ่งหน้าสอง
หลัง ก่อเป็นรูปสามเหลี่ยมอันคุ้นเคย เมื่อเหลยเผิงกับเหนียนลู่ยืน
อยู่สองปีกด้านหลังของมัน ม้าผ่านความเชื่อมั่นเพิ่มพูนขึ้นอักโข
ระหว่างคนทั้งสาม เจตนาฆ่าฟันอันคมกล้าก่อตัวขึ้น ความ
หวาดหวั่นพรั่นพรึงในดวงตาพวกมันเบาบางลง
“เจ้านี่ตัวใหญ่ถึงเพียงนี้ ในร่างของมันต้องมีสมบัติที่ประเมิน
ค่ามิได้เป็นแน่” เหลยเผิงดวงตาสาดประกาย
ดุร้าย
“ฆ่ามันฆ่ามัน!” เหนียนสู่กล่าวอย่างกระหายเลือด “ยุ่งยากเสีย
จริง ” ม้าฝานพึมพำ
สามร่างตั้งขบวนศึกสาดพุ่งเข้าปะทะกับสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
ขนาดยักษ์อย่างหักโหม!
เหวยเสิ้ง เซี่ยซานและจงหยูเหินลิ่วไปในม่านหมอกภูตด้วย
ความเร็วถึงขีดสุด พวกมันล้วนสัมผัสได้ถึงพลังสภาวะอันน่า
ตระหนกจากระยะไกล ทราบว่าเกิดเรื่องขึ้นแล้ว พากันรีบลงมือ
ช่วยเหลือทันที
ส่วนจั่วม่อที่จมอยู่ในภวังค์ความคิด ไม่ได้ล่วงรู้อันใดเลย
ศาสตร์อสูรไฟที่หมุนคว้างอยู่บนปลายนิ้วพลันหยุดลงบนฝ่ามือ
อย่างกะทันหัน แล้วลุกไหม้เงียบๆ จั่วมอเริ่มกรีดวาดดรรชนีอย่าง
แช่มช้า ดรรชนีพอขยับเคลื่อนไหว พลังปราณก็แผ่พุ่งดุจคลื่นใต้
นํ้า ห่อหุ้มรอบลูกไฟโดยไร้เสียง
เปลวไฟสั่นไหว กลายเป็นไม่มั่นคงถึงที่สุด ราวกับว่าสามารถ
ดับลงได้ทุกเมื่อ เพียะเพียะเพียะ เสียงระเบิดเบาๆ ดังติดต่อตามกัน
รอบๆ เปลวไฟ
ลูกไฟยิ่งสั่นไหวดุเดือดขึ้น รุนแรงขึ้น ทันใดนั้นพลันแตก
ระเบิด กระจัดกระจายไป
ในเสี้ยวพริบตานี้เอง จั่วม่อดวงตาสาดประกายเจิดจ้า มัน
คล้ายเพิ่งขบคิดใคร่ครวญจนปรุโปร่ง ศาสตร์อสูรไฟ พลัง
จิตสำนึก พลังปราณ การควบคุมไฟ มันดูเหมือนจะคว้าจับสายใย
ที่เชื่อมโยงสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันแล้ว