สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 402 ผลของการสืบเสาะ
จั่วม่อได้รับข้อความจากหมิงเจวี๋ยจื่อ สีหน้ากลายเป็น
ตื่นเต้นคึกคัก เต็มไปด้วยความหวัง ในจดหมายแจ้งว่าหมิงเจวี๋ยจื่อ
ได้พบเบาะแสสำคัญบางอย่าง
ไม่มีสิ่งใดสามารถทำให้จั่วม่อปิติยินดีได้เท่านี้ และไม่มีสิ่ง
ใดเร่งด่วนไปกว่านี้ มันกระทั่งไม่แวะหาหนานเยว่กับคังเจ๋อด้วยซํ้า
หมิงเจวี๋ยจื่อปรากฏตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว มันเพียงกวาดตา
มองแวบเดียวก็จดจำจั่วม่อได้ “ท่านเซียวม่อเกอ ข้าคือหมิงเจวี๋
ยจื่อ”
จั่วม่อรู้สึกว่าคนผู้นี้คุ้นตาอยู่บ้าง แต่มันย่อมจดจำไม่ออก
ว่าหมิงเจวี๋ยจื่อเคยยิ้มให้มันหนหนึ่ง ยามนี้ได้แต่คารวะตอบอย่าง
สุภาพ “ท่านหมิงเจวี๋ยจื่อสบาย”
หมิงเจวี๋ยจื่อไม่พูดพล่ามทำเพลง ร่ายศาสตร์อสูร
บันทึกภาพออกมาทันที
“ในนี้คือทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับมหาสงครามปิดผนึก
ล้างเผ่าพันธุ์” หมิงเจวี๋ยจื่อกล่าว “สงครามครั้งนี้เป็นเรื่องเก่าแก่
โบราณเกินไปจริงๆ มีบันทึกน้อยมากที่กล่าวถึงเรื่องนี้ ข้าต้องขอ
อภัยยิ่ง นี่เป็นข้อมูลข่าวสารทั้งหมดเท่าที่ข้าจะสามารถหาได้แล้ว”
จั่วม่อรีบกวาดตาอ่านเนื้อหาภายในศาสตร์อสูร
บันทึกภาพอย่างรวดเร็ว
ยุคสมัยที่เกิดมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ไม่เป็นที่
ประจักษ์ชัด แต่สมควรอยู่ในช่วงสองหมื่นห้าพันปีมาแล้ว มัน
เกิดขึ้นในสถานที่ที่เรียกว่าอาณาจักรชื่อเหิง (สัตย์ซื่อชั่วกาล) ว่า
กันว่าเนื่องเพราะเกิดการต่อสู้สะท้านฟ้าสะเทือนดินขึ้นในบริเวณ
ใกล้เคียงกับแม่นํ้าอาณาจักร ปากทางแม่นํ้าอาณาจักรถูกทำลาย
ในระหว่างการต่อสู้ นับแต่นั้นมาอาณาจักรชื่อเหิงก็ไม่อาจเข้าถึง
ได้อีก สาบสูญไปจากแผนที่อาณาจักรตลอดกาล
จั่วม่อเพ่งมองแผนที่อาณาจักรสมัยโบราณจนแทบทะลุ
แผนที่อาณาจักรฉบับนี้เก่าแก่โบราณยิ่ง สายตาของจั่ว
ม่อเลื่อนไปยังอาณาจักรหลายแห่งที่อยู่รายรอบอาณาจักรชื่อเหิง
จากสิ่งเหล่านี้ มันสมควรประเมินตำแหน่งของอาณาจักรชื่อเหิงได้
อาณาจักรเทียนเจ๋อ อาณาจักรซานเหวินและอาณาจักร
เย่าฮุย ทั้งสามอาณาจักรนี้อยู่ติดกับอาณาจักรชื่อเหิง
(อาณาจักรเทียนเจ๋อ – ฟ้าโค้ง อาณาจักรซานเหวิน – ขุนเขา
ตำรา อาณาจักรเย่าฮุย – โชติช่วงส่องสว่าง)
“เจ้าทราบหรือไม่ หากเทียบกับแผนที่อาณาจักรใน
ปัจจุบัน อาณาจักรชื่อเหิงสมควรอยู่ในตำแหน่งใด?” จั่วม่อหันไป
ถามหมิงเจวี๋ยจื่อ
“สมควรอยู่ในพื้นที่ของมหานครนภาโลหิต!” หมิงเจวี๋
ยจื่อเตรียมการมาอย่างพรักพร้อม “อาณาจักรชื่อเหิงสาบสูญไป
เป็นเวลานานมากแล้ว ดังนั้นยากจะระบุตำแหน่งที่แน่นอน แต่
อาณาจักรเทียนเจ๋อกับอาณาจักรเย่าฮุยปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ
มหานครนภาโลหิต ส่วนอาณาจักรซานเหวินเป็นดินแดนของซิว
เจ่อ จัดเป็นหนึ่งในพื้นที่อันตรายยิ่ง หากเราใช้สามอาณาจักรนี้
เป็นจุดอ้างอิง อาณาจักรชื่อเหิงสมควรอยู่ในแถบชายแดนของ
มหานครนภาโลหิต เคยมีผู้คนไปสำรวจพื้นที่แถบนั้นมาก่อน แต่
ไม่มีผู้ใดค้นพบการดำรงอยู่ของอาณาจักรชื่อเหิง”
คำถามอันแปลกประหลาดเหล่านี้ ยิ่งทำให้หมิงเจวี๋ยจื่อ
เชื่อมั่นว่าเซียวม่อเกอกำลังสืบเสาะหาสมบัติ มิเช่นนั้นไยต้อง
ค้นหาตำแหน่งที่ตั้งของอาณาจักรชื่อเหิงด้วย?
มหานครนภาโลหิต!
จั่วม่อนิ่งขึงตะลึงงัน คำตอบนี้เหนือความคาดหมายไม่
น้อย ทุกคนที่พอมีความรู้อยู่บ้างย่อมรู้จักสถานที่แห่งนี้ นั่นไม่ใช่
สถานที่สำหรับล่าอสูรหรอกหรือ? จากรายงานข่าวทั้งหมด มัน
ล่วงรู้ว่ามหานครนภาโลหิตเป็นตำแหน่งที่เกิดการสู้รบระหว่างซิว
เจ่อกับอสูรปิศาจหนักหน่วงรุนแรงที่สุด
สำหรับจั่วม่อ นี่ไม่ใช่ข่าวดี เดิมทีมันตั้งใจว่าพอระบุ
ตำแหน่งปัจจุบันของพวกมันได้ชัดเจน จะใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย
ออกจากสถานที่ผีสางนั้นเสียที
แต่พอฟังว่าอาณาจักรชื่อเหิงอยู่ในมหานครนภาโลหิต
หัวใจพลันเย็นเฉียบลงกลางคัน มันย่อมเคยได้ยินได้ฟังตำนานว่า
มหานครนภาโลหิตถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร สถานที่เยี่ยงนั้นไม่
เหมาะสมต่อการใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย เนื่องเพราะมีสิ่งรบกวนมาก
เกินไป ในกาลก่อน ครั้งที่การล่าอสูรยังเป็นที่นิยมมากที่สุด ซิวเจ่อ
ได้ทุ่มเทความพยายามไปไม่น้อย เพื่อสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายใน
มหานครนภาโลหิต แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน
ทรัพยากรเครื่องใช้จำเป็นจึงได้แต่ขนส่งด้วยเรือสมบัติแทน
จั่วม่อมีความรู้ความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับค่ายกล
เคลื่อนย้าย ที่ผ่านมาเนื่องเพราะมันไม่สามารถทำนายการรบกวน
ได้ เป็นเหตุให้ไม่กล้าลงมือโดยผลีผลาม ในค่ายกลเคลื่อนย้าย
ความผิดพลาดแม้เพียงส่วนเสี้ยวก็เป็นเรื่องน่าสะพรึงกลัวเหลือที่จะ
กล่าว เหตุที่พวกมันต้องมาตกอยู่ในสถานที่ผีสางนี้ ก็มิใช่เพราะมี
คนลอบเปลี่ยนส่วนหนึ่งของค่ายกลเคลื่อนย้ายในอาณาจักรวารี
ฟ้าหรอกหรือ
แผนการนี้เป็นไปไม่ได้แล้ว จั่วม่อรีบปัดแผนการเดิมทิ้งไป
ความสนใจของมันหันเหไปยังเนื้อความท่อนหนึ่ง ‘เกิด
การต่อสู้สะท้านฟ้าสะเทือนดินขึ้นในบริเวณใกล้เคียงกับแม่นํ้า
อาณาจักร’ ประโยคนี้ทำให้จั่วม่อตาลุกวาว หลังจากสืบเสาะใน
หมอกภูตมาระยะหนึ่ง พวกมันค้นพบแบบฉบับอย่างหนึ่ง นั่นคือยิ่ง
เข้าใกล้ใจกลางสนามรบมากเท่าใด พลังงานภูตทมิฬก็ยิ่งหนา
หนักขึ้นเท่านั้น และสัตว์ร้ายวิญญาณภูตก็ยิ่งร้ายกาจขึ้นเท่ากัน
หากเป็นเช่นนั้น… …
จั่วม่อแยกแยะสะสางความคิดของมันทันควัน ยิ่งคิดก็ยิ่ง
ตื่นเต้นยินดี อาศัยวิธีการนี้ พวกมันสมควรค้นพบใจกลางของ
สงครามซึ่งอยู่ใกล้กับแม่นํ้าอาณาจักรได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ
ในรายงานการสืบสวนระบุว่า เหตุผลที่อาณาจักรชื่อเหิงหาย
สาบสูญไป เป็นเพราะแม่นํ้าอาณาจักรที่นำไปสู่อาณาจักรอื่นถูก
ทำลายในระหว่างสงครามนั่นเอง ทำให้การคงอยู่ของอาณาจักร
ชื่อเหิงหายสาบสูญ ไม่อาจเข้าถึงได้อีก
หากพวกมันสามารถเสาะหาตำแหน่งดั้งเดิมของแม่นํ้า
อาณาจักร แล้วเปิดปากทางแม่นํ้าอาณาจักรอีกครั้ง… …
ด้วยหนทางนี้ โอกาสที่พวกมันจะออกมาได้ก็เพิ่มขึ้นอีก
อักโข!
จั่วม่อจ้องมองและทบทวนข้อมูลทั้งหมดซํ้าๆ เพื่อจดจำให้
ลึกซึ้งอยู่ในใจ หมิงเจวี๋ยจื่อก็ไม่เร่งรัดมัน เพียงอดทนรอคอยให้จั่ว
ม่ออ่านจบอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
สักครู่ให้หลัง จั่วม่อเงยหน้าขึ้นอย่างพออกพอใจ “นี่เป็น
ค่าจ้างของเจ้า”
หมิงเจวี๋ยจื่ออึกอักรีรอ แล้วรวบรวมความกล้า กล่าวว่า
“ท่านเซียวม่อเกอ ข้าหวังว่าจะสามารถใช้ค่าตอบแทนนี้แลกกับ
ศาสตร์อสูรชุดหนึ่ง” จากนั้นกล่าวเสริมว่า “หากท่านมีมัน”
จั่วม่องงงันวูบ ข้อเรียกร้องของหมิงเจวี๋ยจื่อเหนือความ
คาดหมายของมัน แต่ยังคงถามกลับว่า “ศาสตร์อสูรใด?”
“ศาสตร์พฤกษาวารีกระจ่าง!” หมิงเจวี๋ยจื่อพอกล่าวจบ ก็
เพ่งมองจั่วม่อตาเขม็ง สีหน้าตึงเครียดกังวลยิ่ง
“ศาสตร์พฤกษาวารีกระจ่าง?” ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยา
พอได้ยินนามของศาสตร์อสูรนี้ต้องนิ่งอึ้งไป จากนั้นกล่าวกับจั่วม่
ออย่างกะทันหัน “ถามมันว่ารู้จักหมิงต้วนหรือไม่?”
“เจ้ารู้จักหมิงต้วนหรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างไม่เกี่ยงงอน
หมิงเจวี๋ยจื่อคึกคักกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “เป็นบรรพชน
ของข้าเอง! ต้าเหรินรู้จักท่านบรรพชนใช่หรือไม่?”
ในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยานิ่งเงียบงัน เว่ยทอดถอนครา
หนึ่ง
“ผู เจ้ารู้จักมันใช่หรือไม่?” อันที่จริงอาศัยปฏิกิริยาของผู
เยา จั่วม่อก็ทราบดี ว่าผูเยาจะต้องรู้จักหมิงต้วนอย่างแน่นอน ทั้งยัง
มีความสัมพันธ์ที่ไม่รวบรัดธรรมดา แต่มันยังงุนงงสงสัยอยู่บ้าง
ต้องนึกถึงหนานเยว่ขึ้นมา เมื่อครั้งหนานเยว่ ท่าทีของผูเยาก็เป็น
เช่นเดียวกันนี้
“บอกมัน” ผูเยาไม่ตอบคำ แต่สั่งการแทน “ศาสตร์อสูร
สามารถมอบให้ แต่มันจะต้องติดตามเจ้าหนึ่งร้อยปี”
จริงดังคาด เงื่อนไขก็เป็นเช่นเดียวกันกับหนานเยว่ จั่วม่อ
รำพึงในใจ แต่ยังคงทวนเงื่อนไขของผูเยาต่อหมิงเจวี๋ยจื่อ
หมิงเจวี๋ยจื่อหมอบกราบกรานอย่างไม่รีรอลังเล “ผู้น้อย
ยินดีติดตามต้าเหริน!”
หลังจากมอบศาสตร์พฤกษาวารีกระจ่างให้แก่หมิงเจวี๋
ยจื่อ จั่วม่อรีบสั่งให้ลูกสมุนคนใหม่กลับไปศึกษาดู ส่วนตัวมันเอง
เต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้ ตัดสินใจล้วงลึกให้ถึงที่สุด มัน
ถามผูเยาอย่างไม่อ้อมค้อม “ผู เจ้ารู้จักบรรพชนของพวกมันใช่
หรือไม่? แล้วไฉนกระทั่งศาสตร์อสูรของพวกมันเจ้าก็ล่วงรู้ด้วย?”
หลังจากเงียบงันอยู่นาน ผูเยาในที่สุดก็เอ่ยปาก “บรรพ
ชนของพวกมันเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของข้าเอง”
จั่วม่ออึ้งงัน มันเคยคิดว่าผูเยามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ
ตระกูลเหล่านี้ แต่ยังคงนึกไม่ถึงว่าจะเป็นความสัมพันธ์เช่นนี้
“ในปีนั้น ในสงครามครั้งสุดท้ายของเรา พวกเราติดกับ
ฝ่ายตรงข้าม” ผูเยาเหม่อมองไปยังที่ห่างไกล สุ้มเสียงเต็มไปด้วย
ความหวนคะนึง “ทุกคนรู้ดีว่าเราไม่อาจหลบหนีได้ เพื่อให้แน่ใจว่า
สายการสืบทอดของพวกเราจะไม่ขาดหายไป ทุกคนแลกเปลี่ยน
ศาสตร์อสูรกันในหมู่พวกเราทั้งหมด สัตย์สาบานว่าหากผู้ใดรอด
ไปได้ จะช่วยส่งต่อศาสตร์อสูรเหล่านี้ให้แก่ลูกหลานของสหาย”
จั่วม่อเงียบงันไปชั่วครู่ จากนั้นถามว่า “เช่นนั้นไฉนเจ้า
ต้องเรียกร้องให้พวกมันติดตามข้า? เพียงแค่ส่งมอบให้พวกมันไป
ก็พอ”
“ข้าไม่เคยคิดว่าตระกูลของพวกมันจะเสื่อมทรุดลงเป็น
เวลานานถึงเพียงนี้” ผูเยาเบ้ปาก “ต่อให้ข้ามอบศาสตร์อสูรให้แก่
พวกมัน ตระกูลของพวกมันยังไม่มีปัญญาเอาตัวรอดได้ด้วยตัวเอง
ให้พวกมันติดตามเจ้า นับว่าช่วยเหลือพวกมันหนหนึ่ง ฝีมืออื่น
ของเจ้าแม้ไม่อาจเชิดหน้าชูตา แต่กล่าวถึงความสามารถในการ
หลบหนีเอาชีวิตรอด นับว่าสูงส่งสุดยอด เรียกให้พวกมันติดตาม
เจ้า อย่างน้อยพวกมันสามารถมีชีวิตรอด”
จั่วม่อหน้างองํ้า “ไฉนเอาหนี้เก่าของเจ้ามาวางบนศีรษะ
ข้าเล่า?”
“เจ้าเป็นศิษย์ของข้า ไม่วางบนศีรษะเจ้า จะไปวางให้แก่
ผู้ใด?” ผูเยากล่าวด้วยนํ้าเสียงชอบธรรม จากนั้นแย้มยิ้มอย่าง
ประสงค์ร้าย “เคราะห์ดีที่เจ้าไม่ยอมรับมรดกของเว่ย จุ๊จุ๊ มิฉะนั้น
หากเจ้าสืบทอดหนี้เก่าของมัน เจ้าจะได้รู้อย่างแท้จริงว่านรกคือ
อะไร!”
เว่ยกล่าวอย่างอับจนปัญญาอยู่บ้าง “อย่าลากข้าเข้าไป
เกี่ยวข้องกับปัญหาของพวกเจ้าได้หรือไม่?” กล่าวจบคำ ยังอดแย้ง
ไม่ได้ “ชุดเกราะป้ายศิลาหลุมฝังศพล้วนยืนอยู่บนศรัทธาและคำ
สาบาน นี่คือศักดิ์ศรีและความเข้มแข็ง”
จั่วม่อกับผูเยาเหลือกตาตลบหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง วาจา
ของเว่ย พวกมันไม่เชื่อถือแม้แต่คำเดียว
จั่วม่อนึกถึงเรื่องอื่น หันไปถามผูเยาว่า “เช่นนั้นเจ้าได้รับ
เวทวิชาของซิวเจ่อมาจากที่ใดกัน?”
“ของรางวัลจากชัยชนะ!” ผูเยาทำสีหน้าภาคภูมิลำพอง
“ซิวเจ่อที่ตายใต้เงื้อมมือข้าไม่มีผู้ใดธรรมดาสามัญ เวทวิชาเหล่านี้
เป็นของสะสมของข้า พวกมันยอดเยี่ยมหรือไม่?”
จั่วม่อตาลุกวาว “มีมากเท่าใด? เอามาให้ข้าทั้งหมด
เถอะ!”
“ไฉนต้องให้เจ้าด้วย?” ผูเยาเหลือกตาอีกรอบ
“ข้าเป็นศิษย์ของเจ้า!” จั่วม่อนํ้าเสียงชอบธรรมยิ่ง กระทั่ง
สีหน้ายังคล้ายเหมือนผูเยาเมื่อครู่
ผูเยาสะอึกทันที แต่ยังสามารถตอบโต้ได้ทันควัน “อันที่
จริงมอบให้เจ้าทั้งหมดก็ไม่เห็นจะไม่ได้”
“ว่าเงื่อนไขมาเลย?” จั่วม่อกลอกกลิ้งจนกลมเกลี้ยง
“ก่อนอื่นเลย เจ้าเมื่อรู้ตัวว่าเป็นศิษย์ของข้า แต่ลองดูเจ้า
เถอะ สิ่งที่ดีที่สุดของเจ้า คือฝึกปรือสังขารปิศาจ! นี่จะให้ผู้คน
ยอมรับได้อย่างไร!” ผูเยาไม่พอใจเรื่องนี้มานานแล้ว ฉวยโอกาสนี้
เล่นงานยกหนึ่ง เว่ยที่ด้านข้างดวงตาทอประกายวูบ มันทราบว่าผู
เยาเริ่มเล่นงานมันแล้ว
“นี่ไม่มีทางเลือกอื่นเลย ผู้ใดใช้ให้สังขารปิศาจมหาทิวา
ร้ายกาจที่สุดเล่า เราจำเป็นต้องรักษาชีวิตให้รอดเสียก่อน ค่อย
สามารถกล่าวถึงเรื่องอื่นได้” จั่วม่อผายสองมือกว้าง กล่าวด้วยสี
หน้าอับจนปัญญาเต็มที่
ผูเยาเป็นชนชั้นใด ไหนเลยจะพ่ายแพ้กับแค่คำพูดเพียง
เท่านี้ “ฮ่า เช่นนั้นรอจนศาสตร์อสูรของเจ้ารุดหน้าไปถึงระดับใด
ข้าจะมอบเวทวิชาระดับนั้นให้แก่เจ้า”
จั่วม่อก็ไม่ใช่ลูกพลับอ่อนนุ่ม คิดล่อลวงเกอหรือ? ไม่ง่าย
นักหรอก! มันหันไปกล่าวกับเว่ยแทน “เว่ย สอนทักษะปิศาจให้ข้า
หน่อย!”
ผูเยาหน้าเขียวคลํ้าทันที
เว่ยไม่คิดกระตุ้นความวิกลจริตของผูเยา แต่มันก็ไม่อยาก
เพียงแค่มองดูจั่วม่อทอดทิ้งสังขารปิศาจไปจริงๆ มันลอบตรวจสอบ
ทุกคนในค่ายเว่ยแล้ว ไม่มีผู้ใดมีพรสวรรค์เท่าจั่วม่ออีก เมื่อ
สามารถฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวามาถึงขั้นนี้ นี่เป็นพรสวรรค์
แต่กำเนิดโดยแท้!
มรดกของชุดเกราะป้ายศิลาหลุมฝังศพเป็นเรื่องของ
โชคชะตา หากมันล้มเลิกโอกาสอันดีงามนี้ ก็ไม่ทราบว่าอีกนาน
เท่าใดจึงจะพบเจออีกคนหนึ่ง
และในสายตาของมัน จั่วม่อแม้ดูไม่อินังขังขอบ และไม่
เคยเดินไปในเส้นทางที่ถูกทำนองคลองธรรม แต่อันที่จริงมี
หลักการของตัวเอง ทั้งยังไม่ใช่คนโลเล
นึกถึงตรงนี้ เว่ยกล่าวอย่างกลอกกลิ้งเจนจัด “ข้าสาบาน
ว่าจะไม่สอนทักษะปิศาจให้แก่เจ้า”
ผูเยารู้สึกผิดท่าขึ้นมาทันที มันทราบดีว่าศิษย์ของมัน
ปราดเปรื่องเพียงใด
จริงดังคาด จั่วม่อพอฟังก็หัวร่อฮี่ฮี่ กล่าวว่า “นี่ง่ายดาย
ยิ่ง! ข้าทราบว่าเจ้าไม่สามารถละเมิดคำสาบาน โอ้ แน่นอนว่าเรา
จะไม่ไปวุ่นวายกับคำสาบานของเจ้า นี่มีทางออกหลายวิธี เห็น
หรือไม่ เป็นข้าขโมยรํ่าเรียนด้วยตัวเอง ไม่ใช่ว่าเจ้าสอนข้า”
เว่ยชักหวั่นไหวใจ มันแม้ยึดมั่นคำสาบาน แต่ไม่ใช่บุคคล
อันทื่อด้าน มิเช่นนั้นคงไม่ปลอมตัวเป็นสตรีมาหลอกลวงผูเยาแล้ว
ผูเยาดวงตายิ่งเป็นไม่มิตรอย่างรุนแรง แต่มันก็ลอบปวด
เศียรเวียนเกล้าอย่างรุนแรงพอกัน
เจ้าเด็กน้อยนี้นับวันยิ่งเหมือนโจรมากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ
ยากจะรับมือขึ้นทุกวัน!
รวมกับเว่ยที่กำลังนํ้าลายไหลหลังจากฟังข้อเสนอ ผูเยา
รู้สึกหัวหมุนยุ่งเหยิงขึ้นมาทันที
ขณะที่ผูเยากำลังปวดเศียรเวียนเกล้า สุ้มเสียงเย็นเยียบ
พลันตวาดขึ้น ขัดจังหวะการถกเถียงของคนทั้งสาม
“เซียวม่อเกอ! เจ้าได้รับหมายเกณฑ์แล้ว! ภายในสิบวัน
ให้ไปรายงานตัวที่ฐานทัพของกองพลปฐพีหนักหน่วง หากถึง
กำหนดเส้นตายแล้วเจ้ายังไม่ไป จะต้องรับโทษทัณฑ์ตามกฎของ
กองทัพ!”
จั่วม่อเงยหน้ามองอย่างตื่นตะลึง มันพบว่าตั้งแต่เมื่อใดไม่
ทราบ มันถูกคนสี่คนที่มีพลังสภาวะเย็นเยียบล้อมกรอบเอาไว้ อสูร
ทั้งสี่มีสีหน้าไม่เป็นมิตรอยู่บ้าง ปิดล้อมมันไว้อย่างแน่นหนา
หมายเกณฑ์?
กองพลปฐพีหนักหน่วง?
รายงานตัวภายในสิบวัน?
รับโทษทัณฑ์ตามกฎของกองทัพ?
จั่วม่อสมองขาวว่างเปล่า นี่มันเรื่องบ้าบออันใด?