สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 403 ปะทะ!
“เจ้าคิดว่าเซียวม่อเกอจะรับหมายเกณฑ์หรือไม่?” อวี้จื่อ
โจวถามอย่างครุ่นคิด ดวงตาเต็มไปด้วยความชิงชังและอาฆาต
มาดร้าย
“สมควรเป็นเช่นนั้น” สหายสนิทของมันกล่าวอย่างไม่
มั่นใจนัก “ในเวลานี้การปฏิเสธหมายเกณฑ์จะถูกลงโทษตามกฏ
ของกองทัพ! ไม่ว่ามันจะแข็งแกร่งเท่าใด ก็ต้องไม่กล้าขัดขืน
กองทัพ”
“ฮ่าฮ่า!” อวี้จื่อโจวหัวร่ออย่างลำพองใจ “ไม่ว่าจะรับ
หรือไม่รับ ล้วนไม่ใช่เรื่องดีสำหรับมันทั้งนั้น ฮ่าฮ่า! นี่เป็นทางตัน
ตั้งแต่แรกแล้ว! ข้าจะให้มันทราบ คำว่าตายเขียนอย่างไร!”
“กระบวนท่านี้ของเจ้าช่างลึกซึ้งชั่วร้ายนัก!”
“ฮ่าฮ่า! คำชมของเจ้าทำให้ข้าเบิกบานใจยิ่ง! ฮ่าฮ่า!”
“กองพลปฐพีหนักหน่วงส่งหมายเกณฑ์ไปเรียกตัวเซียว
ม่อเกอเช่นนั้นหรือ?” จีลี่หวี่อัศจรรย์ใจอยู่บ้าง
“อา” จีเฉิงผงกศีรษะรัวๆ “เป็นฝีมือของอวี้จื่อโจว ผู้
บัญชาการกองพลปฐพีหนักหน่วงเป็นลุงของมัน ผู้คนมากมาย
ล้วนทราบดี”
“อวี้จื่อโจวไม่ใช่ตัวดีอย่างที่คาดไว้จริงๆ” จีลี่หวี่กล่าวด้วย
รอยยิ้มเย็นชา “แต่กระบวนท่านี้หมดจดงดงามยิ่ง!”
“เราจะทำอย่างไร?” จีเฉิงตื่นเต้นเล็กน้อย “เวลาอันดีงาม
ของเซียวม่อเกอหมดลงแล้ว!”
“เรา? เรื่องนี้เกี่ยวข้องอันใดกับเรา?” จีลี่หวี่ดวงตาทอ
ประกาย “อวี้จื่อโจวจมลงไปในความเคียดแค้นอาฆาต สูญเสีย
ความยับยั้งชั่งใจ ในเวลาเช่นนี้ยังจะออกกระบวนท่าเยี่ยงนี้ เจ้าเห็น
ว่าผู้คนจะคิดอย่างไร?”
“ท่านหมายความว่า… …” จีเฉิงครางในลำคอ มันไม่ได้โง่
งม ย่อมเข้าใจว่านางหมายความว่าอย่างไร
“พวกมันต่อสู้กันก็เรื่องของพวกมัน เราแค่นั่งบนภูดู
พยัคฆ์หักหาญกันก็พอ” จีลี่หวี่กล่าวอย่างเฉียบขาด “ช่วงเวลา
หน้าสิ่วหน้าขวานที่แนวหน้าปราชัยอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ วางตัวเอง
อยู่ในจุดที่ไม่สุ่มเสี่ยงจะประเสริฐกว่า” จากนั้นหันเหหัวเรื่องว่า “ฟัง
ว่ามู่ซีกลับมาแล้วใช่หรือไม่?”
“อา นางกลับมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว” จีเฉิงพยักหน้า
จากนั้นฉุกใจคิด กล่าวอย่างอัศจรรย์ใจว่า “ท่านใช่เห็นว่านางมี
ความหวังหรือไม่?”
“หาเวลาให้พวกเราเข้าเยี่ยมเยือนนาง” จีลี่หวี่ดวงตาทอ
แววประหลาด “ข้ามีลางสังหรณ์ว่าตระกูลไม้วังทะเลสาบ เกรงว่าอีก
ไม่นานนางจะขึ้นเป็นผู้นำสูงสุด”
“นี่เป็นไปไม่ได้” จีเฉิงสีหน้าไม่เชื่อถือ กล่าวอย่างไม่เห็น
ด้วยว่า “นางยังเยาว์วัยอยู่มาก! นอกจากนี้ในภารกิจคราวนี้ นาง
ยังไม่ได้มีความสำเร็จยิ่งใหญ่อันใด”
“รอดูไปเถอะ” จีลี่หวี่หัวร่อคิกคัก
มู่ซีเล่าเรื่องราวการเดินทางของนางทั้งหมดโดยไม่ตก
หล่นรายละเอียดใดๆ ผู้เฒ่าที่อยู่ตรงหน้านางคือบุคคลที่นางเคารพ
รักมากที่สุด ทั้งยังเป็นประมุขคนปัจจุบันของตระกูลไม้วังทะเลสาบ
ในความเห็นของนาง ท่านผู้เฒ่าเป็นบุคคลที่ปราดเปรื่องรอบรู้ที่สุด
“เจ้าบอกว่าซิวเจ่อก็สืบสวนเรื่องนี้ด้วย?” ประมุขตระกูล
ถามยํ้าเสียงตํ่าลึก
“เจ้าค่ะ” มู่ซีตอบอย่างสุภาพเรียบร้อย “พวกเรากลับไม่ได้
เอะใจเลยแม้แต่น้อย ว่าพวกมันซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ตัวถึงเพียงนั้น หาก
มิใช่พวกมันเกิดเรื่องประจวบเหมาะขึ้น เกรงว่าแผนการของพวก
มันอาจสัมฤทธิ์ผลแล้ว”
“ดาวพร่างกลางทิวา… …” ท่านประมุขพึมพำกับตนเอง
“เป็นต้าเหรินท่านใดกันหนอ?”
มู่ซีนั่งเรียบๆ ร้อยๆ ไม่รบกวนความคิดของท่านประมุข
กล่าวตามความสัตย์ กระทั่งตอนนี้ ดาวพร่างกลางทิวามีคุณค่า
ความหมายเยี่ยงไร นางยังไม่เข้าใจกระจ่างด้วยซํ้า
สักครู่ให้หลัง ท่านประมุนสั่นศีรษะทอดถอน รั้งความคิด
กลับมา
มู่ซีไม่สามารถระงับความกระหายใคร่รู้อีกต่อไปจริงๆ
“ท่านประมุข ดาวพร่างกลางทิวาที่แท้เป็นเรื่องราวใดกันแน่?”
ท่านประมุขมองนางด้วยสายตาอ่อนโยน อธิบายเสียงเนิบ
ช้าว่า “สิ่งที่เรียกว่าดาวพร่างกลางทิวา คือการที่คนผู้หนึ่งใช้พลัง
ดวงดาวรักษาเยียวยาอาการบาดเจ็บของตน หากเกิดขึ้นในตอน
กลางวัน จะบันดาลให้ดวงดาวปรากฏขึ้นเต็มท้องนภา นี่คือดาว
พร่างกลางทิวา มีเพียงอสูรปิศาจที่ทรงพลังอำนาจสุดฟ้าสุดดิน จึง
สามารถครอบครองพลังที่ฝืนทวนฟ้าสวรรค์เช่นนี้ได้” จากนั้นแย้ม
ยิ้มขมขื่น กล่าวสืบต่อ “วิชาเช่นนี้สมควรมีอยู่แต่ในตำนานเท่านั้น
ในยุคปัจจุบันนี้ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดครอบครองพลังนี้
นอกจากนี้ เฉพาะในช่วงคับขันอันตรายที่บาดเจ็บสาหัสปางตาย
เท่านั้น ต้าเหรินผู้ยิ่งใหญ่จึงจะใช้วิชานี้ออกมา”
มู่ซีในที่สุดค่อยเข้าใจทะลุปรุโปร่ง “ไม่น่าแปลกใจเลย!”
“ทีนี้เจ้าคงเข้าใจแล้วว่าสภาผู้อาวุโสไฉนจึงตื่นตระหนก
นัก ทั้งยังลงมืออย่างรีบด่วน” ท่านประมุขกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “สภา
ผู้อาวุโสเมื่อมอบภารกิจนี้ให้แก่เจ้า นี่แสดงให้เห็นว่าพวกมันชื่น
ชมเจ้า พวกมันคิดฟูมฟักเลี้ยงดูเจ้า เวลานี้สถานการณ์ในแนว
หน้าเพลี่ยงพลํ้าติดต่อกัน นี่เป็นโอกาสของพวกเจ้าเหล่าคนหนุ่ม
สาว”
มู่ซีผงกศีรษะรับอย่างสงบ “ซีเอ๋อร์จะไม่ทำให้พวกท่าน
ผิดหวัง”
ท่านประมุขดวงตาทอแววปลาบปลื้มประโลมใจ จากนั้นสี
หน้าเปลี่ยนเป็นเครียดขรึม กล่าวว่า “หลินเชียนที่เจ้ากล่าวถึง คน
ผู้นี้สมควรเป็นศิษย์ของคุนหลุน มันเมื่อสามารถระบุชาติกำเนิด
ของเจ้าได้ในทันที นอกจากศิษย์คุนหลุนเกรงว่าไม่มีผู้ใดอีก ศิษย์
คุนหลุนมักจะเด่นลํ้าทุกยุคทุกสมัย หากภายหน้าเจ้าต้องทำศึกกับ
พวกมัน อย่าได้ประเมินพวกมันตํ่าเกินไป!”
“ซีเอ๋อร์น้อมรับคำสั่งสอน!” มู่ซีรับคำอย่างว่าง่าย เงาร่าง
สง่างามเยือกเย็นปรากฏขึ้นในใจนาง จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
พลันพลุ่งพล่าน หลังจากกลับสู่ภพอสูร นางมักจะหวนคิดทบทวน
การต่อสู้กับหลินเชียนอยู่เสมอ แต่กระทั่งถึงยามนี้ ยังค้นไม่พบ
จุดอ่อนของมัน
นางต้องยอมรับว่าฝีมือในฐานะผู้บัญชาการของอีกฝ่าย
สูงส่งกว่านางมาก! นางมีเปรียบที่กำลังพลเหนือกว่า แต่ยังคงไม่
สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้ หากนี่เป็นสงครามจำลองในชั้นเรียนแม่
ทัพบัญชาการศึก จะถูกตัดสินเป็นความพ่ายแพ้ของนาง
สมกับที่เป็นศิษย์คุนหลุน!
ไม่ว่าพลังฝีมือหรือท่วงท่าสภาวะ ล้วนบันดาลให้ผู้คนยก
ย่องพวกมัน
นางไม่ได้ท้อแท้หดหู่ กลับตรงกันข้าม การปรากฏตัวของ
หลินเชียนกลับช่วยเปิดตาที่มืดมัวของนาง ทำให้นางตระหนักถึง
ความโง่เขลาเบาปัญญาและคับแคบของตน ที่เอาแต่เปรียบเทียบ
ตัวนางเองกับเหล่าผู้คนในตำหนักศาสตร์อสูร นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำ
ให้นางเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่ายังมีโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลรอคอย
นางอยู่ที่ภายนอก
สังเกตเห็นในดวงตามู่ซีสาดประกายร้อนแรงด้วยจิตวิญ
ยาณการต่อสู้ ท่านประมุขตระกูลผู้มากประสบการณ์เข้าใจสิ่งที่
นางคิดในทันที อดแย้มยิ้มน้อยๆ อย่างเอื้อเอ็นดูไม่ได้
“เรื่องนี้ราวจะไม่จบสิ้นเพียงเท่านี้ หากได้รับความ
ช่วยเหลือจากต้าเหรินที่สามารถก่อเกิดดาวพร่างกลางทิวา ไม่ว่า
ต้องจ่ายค่าตอบแทนใดล้วนคุ้มค่า สิ่งนี้พวกเราล่วงรู้ บรรดาต้าเห
รินในสภาผู้อาวุโสล่วงรู้ แต่ซิวเจ่อก็ล่วงรู้ด้วยเช่นกัน” ประมุข
ตระกูลสงบเยือกเย็นยิ่ง “ในเมื่อเบาะแสทั้งหมดชี้ไปยังสำนักกระบี่
สุญตา ดังนั้นมิใช่ว่าเราไม่มีทิศทาง”
มู่ซีงุนงงสงสัยอยู่บ้าง ในความเห็นของนาง ตระกูลของ
นางไม่สมควรกระโจนเข้าเกลือกกลั้วกับปลักนํ้านี้
ท่านประมุขคล้ายเห็นความฉงนงุนงงในใจมู่ซี จึงกล่าว
อย่างยิ้มแย้มว่า “ตระกูลไม้วังทะเลสาบเรามีอำนาจอยู่บ้าง รวมถึง
อิทธิพลในดินแดนซิวเจ่อ แต่สภาผู้อาวุโสสมควรสืบสวนเรื่องนี้
ต่อไปในทางลับ”
“เช่นนั้นไม่เท่ากับเราพยายามสูญเปล่าหรือ?” มู่ซีถาม
“ฮ่าฮ่า อาจดูเหมือนว่าเราพยายามสูญเปล่าจริงๆ” ท่านประมุขหัว
ร่อฮาฮา ดวงตาพลันสาดประกายคมกล้า “แต่หากต้าเหรินท่านนี้
เป็นผู้อาวุโสที่รอดชีวิตจากมหาสงครามเมื่อสามพันปีก่อนเล่า?”
มู่ซีทีแรกตัวแข็งทื่อ จากนั้นสั่นศีรษะอย่างไม่ลังเล “นี่
เป็นไปไม่ได้!”
“ไฉนเป็นไปไม่ได้?” ประมุขตระกูลหรี่ตาแคบเหมือนคม
มีด “ข้ากลับรู้สึกว่าเช่นนี้จึงสมเหตุสมผลที่สุด! มิเช่นนั้น ไฉนต้า
เหรินท่านนี้จึงปรากฏตัวขึ้นในดินแดนของซิวเจ่อเล่า? ต้าเหรินที่
สามารถก่อเกิดดาวพร่างกลางทิวา จะแปลกอันใดหากจะมีวิชาลับ
สำหรับรักษาชีวิตสักสองสามวิชา ยิ่งไปกว่านั้น นี่เกี่ยวพันกับ
ความลับเรื่องหนึ่งที่มีคนล่วงรู้ไม่มากนัก”
“ความลับใด?” มู่ซีถามตามสัญชาตญาณ แต่เมื่อวาจา
หลุดออกจากปาก พลันสำนึกเสียใจขึ้นมา นางถามเช่นนี้ แทบจะ
เรียกได้ว่าไม่รู้การควรไม่ควรแล้ว
ขณะที่นางรู้สึกหวั่นไหว ท่านประมุขกลับไม่ถือสา และไม่
ปิดบังนาง เพียงเล่าว่า “ในมหาสงครามครั้งนั้น ทุกคนทราบดีว่า
อสูรปิศาจเราพ่ายแพ้ แต่มีไม่กี่คนที่ล่วงรู้ว่ามีผู้อาวุโสบางท่านถูก
จับกุมทั้งเป็น! พวกท่านถูกกักขังอยู่ในหอหลอมอสูร หากข้าคาด
เดาไม่ผิด ต้าเหรินซึ่งไม่ทราบที่มาท่านี้ เป็นไปได้มากว่าจะหลบหนี
ออกมาจากหอหลอมอสูร”
มู่ซีเบิกตากลมกว้าง อ้าปากค้าง รับฟังอย่างตะลึงลาน
เห็นสีหน้ามู่ซี ท่านประมุขหัวร่ออย่างอบอุ่นอ่อนโยน
“อย่าได้เห็นว่าแปลกประหลาด หากต้าเหรินท่านนี้หลบหนีออกมา
จากหอหลอมอสูรจริง ไม่ว่าตระกูลไม้วังทะเลสาบเราจะต้องทุ่มเท
ความพยายามสักเท่าใดในการเสาะหาท่าน ล้วนคุ้มค่าทั้งสิ้น”
มันไม่ได้อธิบายมากกว่านี้ มีบางอย่างที่มู่ซีจะเข้าใจได้ ก็
ต่อเมื่อนางมีวัยที่เหมาะสมเท่านั้น
“กองพลปฐพีหนักหน่วง?” จั่วม่อฉงนงงงวย แต่พอเห็นสี
หน้าท่าทีของเหล่าผู้คนที่ล้อมกรอบมันทั้งสี่ ใบหน้ามันก็เย็นชาลง
ทันที
“หมายเกณฑ์ส่งไปให้แก่ผู้ติดตามของท่านที่นับถือแล้ว
นางเรียกว่าหนานเยว่ โปรดไปรายงานตัวที่ฐานทัพของกองพล
ปฐพีหนักหน่วงภายในสิบวัน” หนึ่งในคนทั้งสี่จ้องมองจั่วม่อ กล่าว
ด้วยเสียงทุ้มลึก มันไม่ทราบว่าคนผู้นี้ตอแยผู้ใด แต่สำหรับพวกมัน
นี่เป็นคำสั่งที่เหนือทุกสิ่ง
“ข้าไม่รู้จักกองพลปฐพีหนักหน่วงอะไรนั่น ทั้งยังไม่สนใจ
แม้แต่น้อย!” จั่วม่อสีหน้าเย็นเยียบ
แม้ว่ามันไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายไฉนมาเสาะหามัน แต่ใน
ความเห็นของมัน อาศัยสีหน้าท่าทีของคนเหล่านี้ก็เพียงพอจะบ่ง
บอกถึงปัญหา ถูกสี่คนล้อมเอาไว้อย่างแน่นหนา มันหาได้
หวาดหวั่นพรั่นพรึงไม่
“เจ้าคิดขัดขืนคำสั่งของกองทัพ?” คนที่กล่าววาจาสีหน้า
มืดคลํ้าลง แววตาดุร้ายขึ้นทันที
อีกสามคนล้วนถลึงมองอย่างดุดัน ร่างสะอึกเข้ามา
ข้างหน้า พลังฆ่าฟันพุ่งเป้าไปยังจั่วม่อทันที แม้ว่าพวกมันเคยได้
ยินว่าจั่วม่อสร้างคุกกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างขึ้นมาใหม่
แต่ในสายตาของทหารอสูรนักรบ นี่ไม่นับเป็นอะไรได้ อัจฉริยะ
เหล่านี้เปราะบางเหมือนฟองอากาศ หากถูกวางไว้ในสนามรบ
เพียงกระแทกเบาๆ ก็แตกระเบิดไป
ทหารอสูรที่เป็นผู้นำกลุ่มหัวร่อเย้ยหยัน สายตาที่มันมอง
จั่วม่อไม่ต่างจากมองลูกแกะน้อยที่รอถูกเชือด ต่อให้อยู่ในคุกสิบ
นิ้ว มันก็ไม่รังเกียจที่จะสั่งสอนบทเรียนแก่อีกฝ่ายสักเล็กน้อย ใน
เงื้อมมือมัน ยังมีนายน้อยหยิ่งยโสโอหังจากที่ใดไม่ยอมเชื่อฟัง?
จั่วม่อดวงตาหรี่แคบลง แสงเย็นสาดประกายวูบ ร่างท่อน
บนโยกไกวประหนึ่งลูกตุ้มแกว่ง
ผู้นำกลุ่มทหารอสูรม่านตาหดแคบลงทันควัน ในครรลอง
สายตาของมัน จั่วม่อคล้ายจู่ๆ ก็หายวับไป! สิ่งที่ทำให้มันตื่นตะลึง
ยิ่งไปกว่านั้นคือความเฉียบขาดดุดันของอีกฝ่าย ชิงโจมตีโดยไม่
เสียเวลากล่าววาจา!
มันทั้งตื่นตระหนกทั้งเดือดดาล ตวาดดังสนั่น “เจ้ากล้า…
…”
สองมือของมันยังเร็วยิ่งกว่าความเดือดดาลที่ปะทุขึ้นมา
เสียอีก หลังจากฝึกฝนมานานปี การตอบโต้ต่ออันตรายกลับ
กลายเป็นสัญชาตญาณของมันไป กลุ่มแสงสีเหลืองขะมุกขะมอม
ส่องวาบขึ้นในมือ ม่านแสงเปลือกแข็งสีเหลืองคลํ้าปรากฏขึ้นรอบ
กายมัน
นี่คือหนึ่งในศาสตร์อสูรระดับกลางที่ใช้กันอย่าง
แพร่หลายในกองพลปฐพีหนักหน่วง ‘ศาสตร์แผ่นดินพิทักษ์’ ที่
ผ่านการยืนยันในสนามรบจริงมาแล้ว ว่ามีความสามารถในการ
ป้องกันที่ยอดเยี่ยมมาก
เมื่อสามารถเข้าสู่คุกชั้นที่สาม พลังฝีมือของมันย่อมไม่
อ่อนด้อย ในฐานะหนึ่งในอสูรนักรบชั้นยอดของกองกำลัง มัน
เชื่อมั่นในพลังฝีมือของตนอย่างเปี่ยมล้น ยิ่งไปกว่านั้น มันยังมี
สหายที่เข้มแข็งอีกสามคนอยู่เคียงข้าง
สี่ต่อหนึ่ง ถึงกับทำให้มันรู้สึกว่าฆ่าไก่ไยต้องใช้มีดฆ่าโค
ปั้ง!
เสียงแตกดังสดใสชัดเจน ทำให้เสียงตวาดอย่างเดือดดาล
ของมันชะงักลงกลางคัน ในสายตามัน พลันปรากฏหมัดสีทองข้าง
หนึ่งขยายใหญ่พรวดพราดขึ้นในบัดดล!
จะเป็นไปได้อย่างไร!
หัวหน้ากลุ่มทหารสีหน้าแข็งทื่อ ศาสตร์แผ่นดินพิทักษ์ที่
มันพึ่งพาเสมอมา ไฉนแตกสลายอย่างง่ายดายเช่นนี้?
ศาสตร์อสูรระดับกลางของกองทัพ ที่มันผนึกขึ้นด้วยพลัง
ฝีมือทั่วร่าง… …
ถูก… …ถูก… … ถูกหมัดเดียวต่อยใส่จนแตกพินาศ… …
ในชั่วพริบตานี้เวลาคล้ายเชื่องช้าลงอย่างกะทันหัน ใน
สายตาของมัน หมัดของอีกฝ่ายใหญ่โตขึ้น ใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ ทุก
อย่างชัดเจนเป็นที่สุด มันกระทั่งสามารถเห็นลวดลายอันซับซ้อนที่
ปกคลุมอยู่บนหมัดหุ้มเกราะสีทองข้างนั้นอย่างแน่นหนา
ความหวาดกลัวเหมือนดั่งสัตว์ร้ายที่เหี้ยมหาญ อาละวาด
ไปทั่วร่างมันอย่างคลุ้มคลั่ง