สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 404 ฆ่า!
จั่วม่อจับความหวาดหวั่นในดวงตาของผู้นำกลุ่มทหาร
กองพลปฐพีหนักหน่วงได้ทันที หัวใจมันไม่สั่นคลอนแม้แต่
น้อย มันไม่รู้ตัวอย่างสิ้นเชิง ว่าการโจมตีหนนี้ กระแทกใส่ปราการ
ทางจิตใจของผู้นำทหารผู้นี้อย่างรุนแรง
ชิงลงมือโจมตีโดยไม่รีรอลังเล ความเฉียบขาดคมกล้า
เป็นที่น่าสะท้านขวัญ ดวงตาเฉยเมยขู่ขวัญผู้คนทั้งหมด พวกมัน
ตระหนักในบัดดล บุรุษที่ยังดูหนุ่มแน่นผู้นี้ จะต้องมีประสบการณ์
ต่อสู้อย่างโชกโชนไม่ผิดแน่!
ทหารอสูรเหล่านี้ค่อยเข้าใจอย่างลึกซึ้ง ว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้
แตกต่างกับที่พวกมันคิดอย่างสิ้นเชิง
ผู้นำกลุ่มทหารลอบสำนึกเสียใจ แต่ในเวลาเช่นนี้มันย่อม
ไม่มีเวลามาขบคิดใคร่ครวญเรื่องนี้ หมัดที่แฝงกลิ่นอายแห่งความ
ตายกรายเข้ามาถึงตัวมันแล้ว แม้จะทราบว่าที่นี่คือคุกสิบนิ้ว ไม่ได้
ตกตายจริงๆ แต่หัวใจมันยังสั่นสะท้าน สั่นสะท้านหวั่นไหวอย่างไม่
อาจควบคุม!
มันถึงตากว้าง ในฐานะอสูรนักรบมือฉมังผู้หนึ่ง แม้ว่า
หัวใจจะหวาดกลัวจนแข็งทื่อ แต่ร่างกายที่ฝึกปรือมาอย่างดียังคง
ตอบสนองตามสัญชาตญาณ!
มันถดถอยไปทันที สองมือตวัดไขว้เบื้องหน้าทรวงอก
เสียงตวาดแหบลึกจากก้นบึ้งหัวใจ คล้ายระบายความหวาดกลัว
ออกมาในรวดเดียว!
โล่ปฐพี!
ศาสตร์อสูรระดับตํ่าวิชานี้ สำแดงความสามารถในการ
ต่อสู้ตามสัญชาตญาณของผู้นำทหารผู้นี้ออกมาอย่างเต็มที่
ศาสตร์อสูรระดับตํ่า ในสถานการณ์คับขันอันตรายเช่นนี้ มีเพียง
ศาสตร์อสูรที่สามารถร่ายออกมาได้รวดเร็วที่สุด จึงสามารถช่วยให้
มันไขว่คว้าโอกาสเอาตัวรอดได้!
โล่ปฐพีที่เร่งเร้าพลังทั่วร่างมีพื้นผิวราบเรียบปานกระจก
เงา สีนํ้าตาลเข้มทำให้ผู้คนรู้สึกว่ามันแข็งกระด้างดุจโลหะ
หมัดของจั่วม่อพลันกางแผ่ออกดุจบุปผาบาน กลับ
กลายเป็นฝ่ามือ ฝ่ามือกดลงบนโล่ปฐพีเบาๆ คราหนึ่ง จากหนัก
หน่วงสุดเปรียบปานกลับกลายเป็นแผ่วพลิ้วนุ่มนวลอย่างกะทันหัน
ความขัดแย้งผิดธรรมชาตินี้ ทำเอาอสูรนักรบที่คำนวณผิดพลาดผู้
นั้นอึดขัดขัดข้องจนแทบกระอักเลือดออกมา
แต่เมื่อมันเห็นลวดลายอักขระสีทองบนฝ่ามือของจั่วม่อ สี
หน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
ผลุ!
ราวกับเจาะกระดาษบางๆ โล่ปฐพีไม่ต่างจากกระดาษแข็ง
ฝ่ามืออันน่าพรั่นพรึงไม่เผชิญพบแรงต้านทานใดๆ ทะลวงผ่านโล่
ปฐพีอย่างสะดวกดาย แล้วฟาดใส่บนร่างของมันอย่างหักโหม
ฝ่ามือประทับสุริยัน!
พลังอันล้นเหลือทะลักทลายเข้ามาจากฝ่ามือ ผู้นำทหาร
อ้าปาก คิดร้องเตือนเหล่าสหายสักคำ แต่มันกระทั่งคำเดียวยังไม่
ทันเปล่งออกมา!
มันเปลี่ยนเป็นแสงสีขาว สลายหายไปในบัดดล!
การเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนี้รวดเร็วสุดบรรยาย เพิ่ง
เริ่มต้นก็จบลงทันควัน รวดเร็วปานฟ้าแลบ รอจนผู้นำอสูรนักรบ
กลายเป็นกลุ่มแสงหายไป สหายทั้งสามเพิ่งรู้สึกตัว ล้วนสีหน้า
แปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
แต่ในครรลองสายตาของพวกมัน กลับไม่เห็นร่างของ
จั่วม่อแม้แต่เงา
ทันใดนั้น ทหารอสูรผู้หนึ่งสีหน้าแปรเปลี่ยน ร้องตวาด
อย่างอกสั่นขวัญแขวน “ระวัง!”
เช้ง!
เห็นดาบยาวตรงรูปทรงประหลาดเล่มหนึ่ง แทงผ่านกลาง
หลังอสูรนักรบตนหนึ่ง ทะลุผ่านออกกลางอก
กลายเป็นแสงสีขาวอีกหนึ่งกลุ่ม!
แสงสีขาวเจิดจ้าสะท้อนบนใบหน้าแตกตื่นของอสูรนักรบ
ตนที่สาม ในสายตาของมัน เห็นร่างสีทองขยายใหญ่พรวดพราด
ในบัดดล
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงระเบิดขึ้นในร่าง มันกลายเป้น
ลำแสงสีขาวดวงที่สาม!
อสูรนักรบตนสุดท้ายทราบแก่ใจว่ามันไม่มีปัญญาหลบ
รอดพ้น พลันอ้าปากขู่คำรามอย่างจนตรอก แสงสีเหลืองอันกล้า
แข็งท่วมทับร่างกายมัน พลังสภาวะอันเกรี้ยวกราดพวยพุ่งขึ้นอย่าง
กะทันหัน
ศาสตร์ฟ้าเหลืองดินหนักหน่วง!
นี่เป็นหนึ่งในวิชาศาสตร์อสูรระดับกลางที่เป็นไพ่ตายของ
กองพลปฐพีหนักหน่วง เนื่องเพราะพลังของมันเทียบจะเทียบเคียง
ได้กับศาสตร์อสูรระดับสูง! ด้วยวิชาลับที่พิเศษเฉพาะ จะเร่งเร้าและ
รวบรวมพลังจิตสำนึกทั่วร่างในชั่วพริบตา แล้วแตกระเบิดเป็นวง
กว้าง เป็นการโจมตีพลีชีพวิชาหนึ่ง หยกศิลาล้วนแหลกลาญ!
การควบคุมพลังจิตสำนึกใช้กระบวนท่านี้ไม่ได้ยากเย็น
อันใด แต่มีผู้คนไม่มากนักที่สามารถใช้มัน เนื่องเพราะผู้ใช้ศาสตร์
อสูร นอกเหนือจากต้องรู้วิธีร่ายศาสตร์อสูรนี้ ที่สำคัญต้องมีความ
ตั้งใจเด็ดเดี่ยวที่จะตกตาย
อสูรนักรบตนสุดท้ายแสยะยิ้มบิดเบี้ยวอย่างดุร้ายกระหาย
เลือด เห็นได้ภายใต้ม่านแสงสีเหลืองหนาหนัก
มันโถมเข้าหาจั่วม่อในบัดดล!
มันรวดเร็วยิ่ง พอแสงสีเหลืองวาบขึ้น ร่างก็หายวับไปจาก
ที่
เช้งเช้ง!
จั่วม่อกลับไม่ขยับเคลื่อนไหว เพียงจ้องมองอีกฝ่ายอย่าง
เย็นชา
กลางอากาศ อสูรนักรบตนสุดท้ายเบิกตามองสองขาของ
ตนที่ขาดร่วงอยู่บนพื้นอย่างตื่นตะลึง มันจ้องมองจนกระทั่งแสงสี
ขาวโถมทับกลบกลืนร่างของเซียวม่อเกอในสายตามัน ร่างนั้น
เพียงแค่ยืนมองมันอย่างเยือกเย็นจนแทบเป็นอำมหิต
เป็นไปได้อย่างไร… …จะเป็นไปได้อย่างไร?
ในเวลาเดียวกัน มันกลายเป็นกลุ่มแสงสีขาว เห็นใบมีด
นํ้าแข็งปรากฏขึ้นในอากาศที่เคยว่างเปล่า ก่อนจะแตกกระจายเป็น
ชิ้นเล็กชิ้นน้อย ท่ามกลางเสียงคมชัดสดใส
ค่ายกลลวงตาใบมีดนํ้าแข็ง!
จั่วม่อก่อตั้งค่ายกลลวงตาใบมีดนํ้าแข็งอันเรียบง่ายไว้รอบ
กายอสูรนักรบตนนี้ พร้อมกับที่มันเรียกดาบเที่ยงวัน จากนั้นเพียง
รอคอยให้อสูรนักรบตกลงสู่ตาข่ายอย่างง่ายดาย
อสูรที่ฝึกปรืออยู่ในคุกชั้นที่สามไม่มากเท่าในกระดาน
หมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง แต่ยังคงมีอสูรไม่น้อยที่เห็นการต่อสู้ครั้ง
นี้ เหล่าผู้คนล้วนมีสีหน้าตื่นตะลึง เสียงสูดลมหายใจอย่างหนาว
เหน็บดังติดต่อตามกันไม่ขาดหู สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นตำตา อยู่เหนือ
ความคาดคิดของพวกมันอย่างสิ้นเชิง
ไม่เพียงผลของการต่อสู้เหนือความคาดหมายของพวก
มัน กระบวนการต่อสู้ยังเหนือคาดคิดอย่างสมบูรณ์
สี่อสูรนักรบที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีในกองทัพ ถูกเซียวม่อ
เกอเชือดทิ้งในคราวเดียว หนึ่งคนหนึ่งกระบวนท่า แต่ละคนต้านรับ
ไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว กระทั่งไม่ได้เป็นภัยคุกคามตอบโต้
เซียวม่อเกอแม้แต่น้อย การตายของอสูรนักรบตนสุดท้ายยังทิ้ง
ความประทับใจให้แก่พวกมันอย่างรุนแรง แสงสีเหลืองธาตุดินอัน
แน่นหนา พลังสภาวะน่าตระหนก ไม่ว่าผู้ใดก็บอกได้ว่านี่เป็น
ศาสตร์อสูรอันทรงอานุภาพ ซึ่งสามารถเทียบชั้นได้กับศาสตร์อสูร
ระดับสูง แต่ผลลัพธ์ของการปะทะช่างไม่คาดฝันนัก เพียงแค่ค่าย
กลลวงตาใบมีดนํ้าแข็งอันตํ่าต้อย ก็สามารถสยบศาสตร์อสูรอัน
ทรงพลังนี้จนสิ้นท่า
ผลลัพธ์นี้เรียกได้ว่าเหลือเชื่อเป็นที่สุด ทั้งยังน่าขบขันยิ่ง
แต่ไม่มีผู้ใดหัวร่ออก
หลังจากชมดูการต่อสู้และค่อยๆ คลายความตื่นตระหนก
ลง ทำให้ผู้สังเกตการณ์หลายคนเริ่มครุ่นคิด เหล่าผู้คนที่สามารถ
เข้ามาถึงคุกชั้นสามย่อมไม่มีผู้ใดอ่อนแอ แต่ละคนยังมี
ประสบการณ์ต่อสู้เหนือกว่าอสูรทั่วไป ประสบการณ์ต่อสู้อันโชก
โชนบอกพวกมันอย่างชัดแจ้ง หากการต่อสู้ที่เกิดขึ้นต่อหน้าพวก
มันนี้ บังเกิดขึ้นภายนอกคุกสิบนิ้ว ผลลัพธ์ก็จะไม่แตกต่างไปจาก
นี้เช่นกัน
บุรุษที่น่ากลัวนัก!
จั่วม่อดวงตาอันเย็นเยียบค่อยๆ เผยร่องรอยความอบอุ่น
มันคลายจากสภาวะต่อสู้ของตน เสียงอุทานและสูดลมหายใจของ
ผู้ชมไม่ส่งผลกระทบต่อมันแม้แต่น้อย สำหรับมัน นี่ก็แค่การต่อสู้
รอบหนึ่ง เพียงการต่อสู้ที่ไม่เห็นจะมีสิ่งใดน่าตกใจรอบหนึ่งเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม มันเมื่อนึกถึงคำพูดที่อสูรนักรบเหล่านี้
กล่าวไว้ในตอนแรก อดขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่ได้
ภัยคุกคามเปิดเผยอันน่ารำคาญเหล่านี้ มันย่อมสามารถ
เมินเฉยได้ แต่เกรงว่าหนานเยว่กับพวกอาจได้รับผลกระทบไปด้วย
นี่ยุ่งยากอยู่บ้าง!
จั่วม่อรำพึงในใจ
เมื่อจั่วม่อไปถึงกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง มันพบ
หนานเยว่อย่างรวดเร็ว เนื่องเพราะหนานเยว่รอคอยมันอยู่ ก่อน
หน้าที่จะพบเจอจั่วม่อในคราวนั้น หนานเยว่ยังเป็นเพียงอสูรน้อย
ธรรมดาสามัญนางหนึ่ง เวลานี้นางแม้กำลังฝึกปรือศาสตร์อสูร
ระดับสูงดังเช่นศาสตร์เกาทัณฑ์สวรรค์แดนใต้ แต่สายตาและ
ประสบการณ์ความรอบรู้ของนางโดยเนื้อแท้แล้ว ยังไม่ได้
เปลี่ยนแปลงไปมากเท่าใด
เมื่อต้องเผชิญกับอำนาจอิทธิพลของกองพลปฐพีหนัก
หน่วง นางเต็มไปด้วยความหวาดวิตก ในฐานะอสูรแท้จริง นางย่อม
เข้าใจความหมายของหมายเกณฑ์ทหารนี้ดีกว่าจั่วม่อ โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน ที่กองทัพอสูรพ่ายแพ้
อย่างต่อเนื่องในแนวหน้าเช่นนี้
เห็นจั่วม่อทะยานร่างเข้ามา นางปิติยินดีทันที “ต้าเหริน!”
ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อนางเห็นหน้าต้าเหริน มองดู
ใบหน้าสงบเยือกเย็นของมัน มองดวงตาเฉยชาแต่เต็มไปด้วยความ
เชื่อมั่นของมัน หัวใจที่กระวนกระวายของนางค่อยๆ สงบลงอย่าง
รวดเร็ว ต้าเหรินจะต้องมีหนทางอย่างแน่นอน! ความคิดนี้วาบผ่าน
ในใจโดยไม่รู้ตัว เข้ามายึดครองจิตใจนางอย่างรวดเร็ว
“เจ้าได้รับหมายเกณฑ์ทหารจากกองพลปฐพีหนักหน่วง
ใช่หรือไม่?” จั่วม่อไม่กล่าวมากความ ถามหนานเยว่อย่างไม่อ้อม
ค้อม
“ใช่ ต้าเหริน!” หนานเยว่ตอบ พร้อมกันนั้นนางพลันตวัด
มือร่ายศาสตร์อสูรบันทึกภาพ นางบันทึกเนื้อหาที่เขียนอยู่ใน
หมายเกณฑ์มาด้วย ต้าเหรินในเมื่อทราบอยู่แล้ว เช่นนั้นจะต้องมี
หนทางแก้ไขแน่! นางคิดอยู่ในใจ
จั่วม่อกวาดตามองอย่างรวดเร็ว เข้าใจกระจ่างทันที
หลังจากขบคิดครู่หนึ่ง ค่อยถามหนานเยว่ “หากข้าไม่ต้องการรับ
หมายเกณฑ์ฉบับนี้ มีหนทางใดหรือไม่?”
“ต้าเหริน นี่ไม่มีทางเลือกอื่นเลย” เสียงหนึ่งดังขึ้นจาก
ด้านหลัง เป็นคังหลินที่มาได้ประจวบเหมาะพอดี สีหน้ามันก็เต็มไป
ด้วยความกังวลเช่นกัน ตามหลังคังหลินมาติดๆ เป็นคังเจ๋อที่ไม่ได้
พบหน้ากันพักหนึ่ง
เห็นจั่วม่อหันมามองมัน คังหลินฝืนยิ้มขมขื่น กล่าวว่า
“ต้าเหริน กองพลปฐพีหนักหน่วงส่งหมายเกณฑ์อย่างเป็นทางการ
หากท่านไม่เชื่อฟัง พวกมันมีอำนาจเต็มที่สามารถบังคับท่านได้”
“ไม่มีทางอื่นใดอีกแล้วหรือ?” จั่วม่อหัวคิ้วขมวดมุ่น
“นอกเสียจากว่ากองทัพระดับสูงกว่านั้นหรือสภาผู้อาวุโส
สอดมือเข้ามาแทรกแซงโดยตรง มีเพียงสภาผู้อาวุโสที่มีอำนาจ
เปลี่ยนแปลงหมายเกณฑ์ทหารฉบับนี้” คังหลินสุ้มเสียงขมขื่น
“กองพลปฐพีหนักหน่วงเป็นกองกำลังประจำของกองทัพโดยตรง ผู้
บัญชาการทหารระดับสูงจึงมีสิทธิ์เข้าแทรกแซง เช่นเดียวกันกับ
สภาผู้อาวุโส พวกมันที่สิทธิ์แทรกแซงทุกเรื่อง”
“พวกเจ้ามีเส้นสายทางใดหรือไม่?”
ทั้งสามสั่นศีรษะอย่างพร้อมเพรียง จั่วม่อเห็นแล้วพลัน
เข้าใจทันที ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้กับตระกูลคังล้วนเสื่อม
ทรุดมาเป็นเวลานาน พวกมันอยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางของอำนาจ
อย่างสุดกู่
“ต้าเหริน เรื่องนี้บางทียังมีหนทางแก้ไข!” หมิงเจวี๋ยจื่อที่
กำลังแล่นมาหาพวกมัน พอดีได้ยินข้อหารือเข้า
ก่อนหน้านี้จั่วม่อสั่งให้มันออกไป แต่มันไม่ได้ไปไกล
จากนั้นบังเอิญได้ยินคนผ่านไปผ่านมาสนทนากันถึงความขัดแย้ง
ของเซียวม่อเกอกับกองพลปฐพีหนักหน่วง จึงรีบร้อนตามหาจั่วม่อ
ทันที
หลังจากจั่วม่อแนะนำว่าหมิงเจวี๋ยจื่อเป็นผู้ติดตามคนใหม่
ของมัน ทุกคนพลันรู้สึกสนิทชิดเชื้อ
“ต้าเหริน นี่จะต้องเป็นฝีมือของอวี้จื่อโจวอย่างแน่นอน”
หมิงเจวี๋ยจื่อคิดว่าต้องให้ทุกคนเข้าใจเสียก่อนว่าปัญหาเกิดจากที่
ใด
“อวี้จื่อโจว? มันเป็นใคร?” จั่วม่อสีหน้างุนงง
เห็นความงุนงงสงสัยบนใบหน้าต้าเหริน หมิงเจวี๋ยจื่อหัว
ร่อมิได้รํ่าไห้ไม่ออก ได้แต่บอกว่า “ต้าเหริน ท่านจำการต่อสู้ที่ท่าน
เข่นฆ่ายี่สิบหกคนต่อเนื่องได้หรือไม่? อวี้จื่อโจวเป็นคนที่สองเอง”
“อ้อ มันนั่นเอง” จั่วม่อมีความรู้สึกเล็กๆ อยู่บ้าง แต่คนที่
สร้างความประทับใจแก่มันอย่างลึกซึ้ง กลับเป็นยอดฝีมือสวม
หน้ากากจากตระกูลชิงฮวานางนั้น
“ผู้บัญชาการกองพลปฐพีหนักหน่วงเป็นลุงของอวี้จื่อ
โจว” หลังจากคลุกคลีอยู่ท่ามกลางเหล่ายอดฝีมือมานาน หมิงเจวี๋
ยจื่อคุ้นเคยกับข่าวสารประเภทนี้มาก “อวี้จื่อโจวติดพันจีลี่หวี่ และ
ทุ่มเทกับนางไม่น้อย ที่มันท้าประลองต้าเหรินอาจสืบเนื่องจากจีลี่
หวี่ แต่เมื่อถูกต้าเหรินบดขยี้ มันจะต้องเสื่อมเสียหน้าอย่างร้ายแรง
ฟังว่าอวี้จื่อโจวเป็นคนใจแคบยิ่ง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง”
พฤติการณ์ของอวี้จื่อโจวทำให้หมิงเจวี๋ยจื่อรังเกียจ
เหยียดหยาม “ในช่วงเวลาอ่อนไหวเช่นนี้ อวี้จื่อโจวกลับเล่นลูกไม้
ชั้นตํ่าเช่นนี้ นี่เป็นวิธีการที่ไม่อาจพบหน้าผู้คน”
ฟังหมิงเจวี๋ยจื่อบอกกล่าวต้นสายปลายเหตุจนครบถ้วน
กระบวนความ จั่วม่อและคนอื่นๆ ในที่สุดค่อยเข้าใจกระจ่าง
“แล้วเจ้ามีหนทางใด?” จั่วม่อถามตรงประเด็น
“นี่อาจไม่ได้ผล” หมิงเจวี๋ยจื่อออกตัวเสียงหนักอึ้ง “แต่ก็
คุ้มค่าที่จะลองดู! ข้าบอกแล้ว ในเมื่อเป็นวิธีการตํ่าช้าที่ไม่อาจพบ
หน้าผู้เช่น เช่นนั้นเราก็ต้องก่อกวนให้เอะอะใหญ่โต!”
“ก่อกวนให้เอะอะใหญ่โต?” จั่วม่อยังไม่ค่อยเข้าใจนัก
“ใช่! มีเพียงก่อกวนเรื่องราวให้ใหญ่โต พวกมันจึงไม่กล้า
ทำตามใจชอบ” หมิงเจวี๋ยจื่ออธิบาย “อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้เพียง
สามารถตักเตือนให้พวกมันระมัดระวังกว่าเดิมเท่านั้น ในแง่ของ
กฏเกณฑ์ พวกมันมีอำนาจในการเกณฑ์ต้าเหรินจริงๆ!”
“แล้วจากนั้นเล่า?” จั่วม่อพอฟังก็ทราบว่าหมิงเจวี๋ยจื่อยัง
มีกระบวนท่าตามหลัง
“พวกมันจะยังคงยืนกรานที่จะกะเกณฑ์ต้าเหรินอย่าง
แน่นอน และนี่จะยิ่งทำให้เหล่าชนชั้นระดับสูงไม่ชมชอบ
พฤติการณ์ของพวกมันมากขึ้น เราเพียงแค่ต้องแสดงความ
อ่อนแอเล็กน้อย เรีกยร้องความเห็นใจจากบรรดาระดดับสูง” หมิง
เจวี๋ยจื่อกล่าวอย่างเยือกเย็น “อาศัยศักยภาพที่ต้าเหรินเคยแสดง
ออกมา รวมกับเสียงเอะอะโวยวายของเรา ย่อมมีโอกาสสูงที่
ระดับสูงจะเข้ามาแทรกแซง”
หนานเยว่กับคังหลินคังเจ๋อดวงตาสว่างวาบ นี่เป็นแผนที่
เลิศศลํ้าจริงๆ
กระทั่งจั่วม่อยังลอบพยักหน้าชมเชยในใจ แผนการของห
มิงเจวี๋ยจื่อมีความเป็นไปได้สูงทีเดียว
แต่… … อาจบางที… …
ในใจมัน แผนการที่บ้าคลั่งกว่านั้นค่อยๆ ก่อตัวเป็นรูป
เป็นร่างขึ้น!