สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 406 เช่นนั้นก็ลองมาสู้กันดูสักครา!
“อวี้เหิงสมกับที่เป็นจิ้งจอกเฒ่าโดยแท้” จีลี่หวี่ชมเชย
“ใช่! คิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะเจ้าอุบายถึงเพียงนี้!” จีเฉิงยัง
แทบมีสีหน้าไม่เชื่อ นี่ก็ยากจะตำหนิมัน ก่อนหน้านี้มันไม่แม้จะ
ชายตามองแม่ทัพของกองพลประจำการเช่นนี้ ในสายตาของเหล่า
คนตระกูลใหญ่เช่นมัน กองพลใต้บังคับบัญชาของสภาผู้อาวุโสจึง
จะเป็นชนชั้นยอดที่แท้จริง สำหรับกองพลประจำการแม้แข็งแกร่ง
กว่ากองกำลังภูมิภาค แต่ศักดิ์ฐานะและชื่อเสียงไม่สูงนัก
แต่ถึงตอนนี้ มันค่อยเชื่อว่ากองพลประจำการก็มีบุคคล
อันร้ายกาจอยู่ด้วย
“อย่าได้ประมาทผู้อื่น” จีลี่หวี่เหลือกตา “อวี้เหิงจะอย่างไร
ก็เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง มันไหนเลยจะอ่อนแอด้อย
ความสามารถได้? แต่เมื่อเทียบกับการแสดงอันยอดเยี่ยมฉากนี้
อวี้จื่อโจวนับว่าอ่อนด้อยไปมากจริงๆ ดูเหมือนตระกูลหยกรุ่นนี้ไม่มี
ผู้ใดโดดเด่นอีกแล้ว”
“จุ๊จุ๊ คราวนี้อวี้จื่อโจวจบสิ้นแล้ว! เศษสวะเช่นนี้ เจี่ยเจีย
ย่อมไม่เหลือบแลมันอีก” จีเฉิงกล่าวพลางสั่นศีรษะ
จีลี่หวี่กล่าวอย่างไม่เห็นสำคัญ “ข้าไม่ได้สนใจมันแต่แรก
แล้ว หากมิใช่ว่ามันมาจากตระกูลหยก ข้าคงไม่ใส่ใจมันแม้แต่
น้อย”
“ข้าละสงสัยนักว่าผู้ใดจะมาเป็นพี่เขยของข้า” จีเฉิงรำพึง
เบาๆ จากนั้นคล้ายฉุกคิดอะไรบางอย่าง “แต่เห็นเซียวม่อเกอเสีย
ท่าเช่นนี้ เจี่ยเจียของข้าคงเบิกบานใจยิ่งใช่หรือไม่!”
“ฮิ เบิกบานใจอยู่บ้าง!” จีลี่หวี่หัวคิ้วคลายลง หัวร่อคิกคัก
เบาๆ แล้วจากนั้นกลับหัวคิ้วขมวดมุ่นอีกครั้งอย่างรวดเร็ว “แต่ข้า
สังหรณ์ใจว่าเซียวม่อเกอจะไม่ยอมจบลงง่ายๆ เช่นนี้แน่”
“ต่อหน้าจิ้งจอกเฒ่าอวี้เหิง มันยังจะมีโอกาสแก้ไข
สถานการณ์อีกหรือ” จีเฉิงกล่าวอย่างเชื่อมั่น
‘นั่นก็ไม่แน่นัก… …’ จีลีหวี่คิดกล่าวเช่นนี้โดยไม่รู้ตัว แต่
วาจาพอขึ้นมาถึงปาก นางสุดท้ายกลืนกลับลงไป
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นในใจนาง นางเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า
ว่าบุรุษผู้นั้นจะต้องไม่ยอมแพ้เพียงเท่านี้แน่!
การหลีกหนีโดยไม่ต่อสู้ แน่นอนว่าไม่ใช่แบบฉบับของ
บุรุษผู้นี้!
“เป็นไร? เจ้าไม่คิดช่วยเหลือเด็กน้อยที่เจ้าสนใจเสีย
หน่อยหรือ?” คนหน้าไฟถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ตอนนี้สถานการณ์
ของเจ้าหนูนั่นชักไม่เข้าทีแล้ว!”
“ข้าไม่ใช่คนว่างงานพอที่จะเสียเวลากับเรื่องเช่นนี้” เชียน
หลิวเหน็บแนมอย่างไม่พอใจ
“ฮะ? มิใช่ว่าตลอดมานี้เจ้าสนใจมันมากหรอกหรือ? เจ้า
ยังชื่นชมพรสวรรค์อันไร้ผู้ต้านและศักยภาพไร้ขีดจำกัดของมัน
หรือมิใช่?” คนหน้าไฟซักไซ้อย่างประหลาดใจ
“เจ้าเมื่อไม่ชมชอบรสเค็ม ก็ไม่ต้องกังวลกับคนที่ชมชอบ
รับประทานหัวผักกาดดองได้หรือไม่*” เชียนหลิวคร้านกระทั่งจะลืม
ตาสนทนา
(*อุปมาว่ากังวลเกี่ยวกับเรื่องที่ความจริงไม่เกี่ยวข้องกับตัวเอง)
คนหน้าไฟโมโหโทโสทันที “ข้าไม่ชอบรับประทานหัว
ผักกาดดอง!” แล้วสุ้มเสียงเปลี่ยนไปทันควัน “เจ้าไม่กังวลสนใจ
จริงๆ?”
เผชิญกับคนหน้าไฟจอมดื้อด้าน เชียนหลิวอับจนปัญญา
เป็นที่สุด ได้แต่เงยหน้าขึ้นอธิบาย “จะอย่างไรมันก็ไม่ถึงแก่ความ
ตายเสียหน่อย เพียงแค่เสียหน้าเสียชื่อไปบ้างเท่านั้น แล้วจะเป็นไร
ไปเล่า?”
“อ้อ นั่นก็จริงของเจ้า” คนหน้าไฟค่อยเข้าใจ
“ยิ่งไปกว่านั้น เด็กผู้นั้นหาใช่คนที่ถูกเล่นงานทีเดียวก็งอ
มืองอเท้ารอรับความพ่ายแพ้ไม่”
“นั่นปะไร เจ้าที่แท้ก็สนใจเด็กผู้นั้นจริงๆ ด้วย… …”
กระบวนท่าอันหมดจดของอวี้เหิงคราวนี้ ทำให้ทั้งมันทั้ง
กองพลปฐพีหนักหน่วง กลายเป็นโด่งดังในชั่วข้ามคืน
ไม่ว่าจะเป็นพลเมืองอสูรทั่วไปที่ถูกมันหลอกลวงตบตา
หรือฝ่ายตรงข้ามที่รู้จักมันดีก็ตาม ทุกผู้คนเต็มไปด้วยความชื่นชม
กองพลปฐพีหนักหน่วงขวัญกำลังใจลุกโชนร้อนแรง ทุกคนเชิด
หน้ายืดอก ในใจปลาบปลื้มอิ่มเอมใจ สายตาที่มองไปยังท่านแม่
ทัพเต็มไปด้วยความเคารพเทิดทูน
อวี้เหิงกระหยิ่มยิ้มย่องเป็นที่สุด มันต้องเค้นสมองแทบตาย
เพื่อหาทางตอบโต้ แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นของแผนการ ยังเหนือกว่า
ที่มันคาดคิดเอาไว้มาก มันไม่เพียงไม่ถูกตำหนิเพราะเรื่องนี้
ตรงกันข้าม ผู้บัญชาการระดับสูงจากกองบัญชาการกลางยัง
ชมเชยมันแทน ควรทราบว่าบรรดาอัจฉริยะจากตำหนักศาสตร์
อสูรมักไม่ชมชอบรับตำแหน่งในกองทัพ นอกเสียจากว่าเป็นกอง
พลที่ขึ้นตรงต่อสภาผู้อาวุโส ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พวกมันสนใจ
กองบัญชาการกลางมักรู้สึกเจ็บปวดมากกับเรื่องนี้ แต่ไม่เคยมี
หนทางแก้ไข
หมายเกณฑ์จากกองพลปฐพีหนักหน่วงทำให้พวกมันตา
ลุกวาว ที่สำคัญไปกว่านั้น อวี้เหิงยังจัดการเรื่องนี้ได้อย่างหมดจด
งดงาม! ไม่เพียงแต่ไม่ทำให้พวกมันยุ่งยากใจ แต่ยังช่วยให้
ภาพลักษณ์ของกองทัพดูดีขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ในเวลาที่แนวหน้า
เพลี่ยงพลํ้าไม่หยุดหย่อนเช่นนี้ ถ้อยคำของแม่ทัพอวี้เหิงช่วยปลุก
ปลอบขวัญกำลังใจที่ตกตํ่าของเหล่าทหาร ให้กลับมาคึกคัก
เข้มแข็งกว่าเดิม
ช่วงเวลาของอวี้เหิงโชติช่วงเรืองรองกว่าเดิม ไม่ว่าเซียว
ม่อเกอจะมาหรือไม่มา มันก็ไม่จำเป็นต้องกังวลสนใจ หลังจากพายุ
คราวนี้ผ่านพ้นไป ชื่อเสียงของมันก็เรืองโรจน์ ชนชาวอสูรบางคน
ถึงกับขนานนามให้มันว่า ‘แม่ทัพอันดับหนึ่งแห่งกองพล
ประจำการ’ เลยทีเดียว ไม่ว่าเซียวม่อเกอจะมาหรือไม่ มันก็ได้รับ
ประโยชน์เป็นกอบเป็นกำแล้ว ต่อให้ถูกส่งไปทำศึกที่แนวหน้าจริงๆ
มันก็หาได้หวาดหวั่นไม่ ตำแหน่งแม่ทัพกองพลของมันไม่ใช่ได้มา
เพราะโชคช่วย แต่เป็นการบุกบั่นฟันฝ่ามานับไม่ถ้วน
นี่เป็นการค้าที่ได้กำไรโดยไม่ต้องลงทุน!
มันชมดูช่องข่าวอสูรอย่างภาคภูมิลำพอง ในอดีตมันไม่
ชมชอบสิ่งที่เต็มไปด้วยถ้อยคำไร้สาระเหล่านี้ แต่ตอนนี้มัน
หลงใหลเป็นอย่างยิ่ง รับฟังผู้สื่อข่าวยกย่องเชิดชูมันซํ้าแล้วซํ้าเล่า
อวี้เหิงรู้สึกเบิกบานสำราญใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
ผู้สื่อข่าวในช่องข่าวอสูรนี้ อวี้เหิงรู้จักดี เมื่อวันวาน เป็น
คนผู้นี้เองที่ยกย่องสรรเสริญอวี้เหิงเป็นการใหญ่ ‘ขุนพลพยัคฆ์
แห่งกองพลประจำการ’ ‘นักรบที่แท้จริง’ ‘ผู้กล้าแห่งยุค’ คำ
สรรเสริญเยินยอเหล่านี้ กระทั่งอวี้เหิงเองพอฟังยังรู้สึกขวยเขินอยู่
บ้าง
คนผู้นี้ วันนี้จะสรรเสริญเยินยอมันอย่างไรหนอ?
อวี้เหิงครุ่นคิดพลางรับประทานผลไม้ นอนเอนกายสบาย
อารมณ์
“ในช่วงเวลานี้ ยังจะมีเรื่องใดที่ปั่นป่วนร้อนแรงและตกเป็น
ที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ได้เท่ากับ
เรื่องหมายเกณฑ์ทหารอีกเล่า ทุกภาคส่วนได้ออกมากล่าวจาก
สถานะของพวกมันอย่างต่อเนื่อง วาจาของแม่ทัพอวี้เหิงได้แสดงให้
เราเห็นถึงความจริงใจของกองพลปฐพีหนักหน่วง อย่างไรก็ตาม
ตั้งแต่ต้นจนจบ เรากลับพลาดเสียงของหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญ
ที่สุดไป ใช่แล้ว เซียวม่อเกอ! ตั้งแต่แรกเริ่ม เซียวม่อเกอไม่ได้เผย
โฉมออกมา ทั้งยังไม่เคยให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน สิ่งที่
พวกเราสามารถเห็นได้ ก็มีเพียงเซียวม่อเกออาศัยหนึ่งต้านรับสี่
มิหนำซํ้ายังเอาชัยสี่อสูรนักรบจากกองพลปฐพีหนักหน่วงอย่าง
ท่วมท้น ตามในบันทึกศาสตร์อสูรที่เราท่านล้วนได้ชมดูกันไปแล้ว
จนกระทั่งวันนี้ เซียวม่อเกอในที่สุดก็แถลงข่าวแล้ว”
อวี้เหิงแย้มยิ้มเหยียดหยาม ไม่ว่าจะเป็นด้านความรู้สึก
หรือด้านเหตุผล มันล้วนถือไพ่เหนือกว่า เซียวม่อเกอไม่ว่าจะกล่าว
อันใด ล้วนไม่มีทางเหนือไปกว่ามันได้
ในช่องข่าวอสูร เห็นเซียวม่อเกอสีหน้าเย็นชา นี่เป็นครั้ง
แรกที่อวี้เหิงชมดูรูปโฉมของเซียวม่อเกอ อดชะงักงันไปครู่หนึ่ง
ไม่ได้ อ่อนวัยยิ่ง ทั้งยังไม่มีทีท่าอนาทรร้อนใจ อวี้เหิงดวงตาทอแวว
สนุกสนาน มันอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะเล่นลูกไม้ใด?
“ข้ายังคงปฏิเสธหมายเกณฑ์ของกองพลปฐพีหนักหน่วง”
เซียวม่อเกอเอ่ยปากเป็นประโยคแรก
ผู้สื่อข่าวรีบถามทันที “เพราะเหตุใด? ท่านไม่คิดจะอุทิศ
ตนเพื่อมหาสงครามครั้งนี้ใช่หรือไม่?”
“ย่อมไม่ใช่” เซียวม่อเกอสั่นศีรษะ สีหน้าหนักใจ
“เช่นนั้นเพราะเหตุใดกัน?” ผู้สื่อข่าวรุกเร้า
เซียวม่อเกอเผยสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก คล้าย
ขัดแย้งในใจ
ผู้สื่อข่าวเห็นเช่นนี้ ในใจลอบรุ่มร้อนกังวล แต่บนฉาก
หน้ายังกล่าวนำอย่างสนิทสนมและกระตือรือร้น “หากท่านมีเรื่อง
ลำบากใจอันใด โปรดบ่งบอกแก่พวกเราทุกคน ข้าเชื่อว่าทุกคน
จะต้องเข้าใจความลำบากใจของท่านแน่!”
เซียวม่อเกอยังคงเอาแต่หลับตาสั่นศีรษะ
“หรือเป็นเพราะการฝึกฝีมือ? ท่านใช่อยู่ในขั้นสำคัญของ
การฝึกฝีมือหรือไม่?” ผู้สื่อข่าวพยายามคาดเดาสุดความสามารถ
“ไม่ใช่” เซียวม่อเกอสั่นศีรษะอีกครา
“หรือเป็นเพราะสภาพการณ์ที่ไม่อาจแก้ไขเปลี่ยนแปลง
อันใด?” ผู้สื่อข่าวขบกราม พยายามถาม
“ไม่ใช่” เซียวม่อเกอสั่นศีรษะอีกครั้ง
“เช่นนั้นเพราะเหตุใดเล่า?” ผู้สื่อข่าวใกล้คลั่งใจตายเต็ม
ทน
อึกอัก รีรอ ลังเลอีกครั้ง เซียวม่อเกอถามอย่างไม่มั่นใจ
“จะให้ข้ากล่าวจริงๆ?”
“ข้าวิงวอนท่าน ได้โปรดบอกมาเถอะ!” ผู้สื่อข่าวคล้ายจะ
รํ่าไห้
“แต่กล่าวออกมา ข้ารู้สึกว่าไม่ค่อยดีนัก” เซียวม่อเกอ
ลากเสียง
ผู้สื่อข่าวนํ้าตานองหน้า ในเวลานี้ อสูรทุกตนที่เฝ้าดูข่าว
พากันนํ้าตานองหน้า อวี้เหิงแค่นเสียงอย่างเย็นชา พลางยิ้มเย้ย
หยัน เจ้าผู้นี้ช่างรู้จักเสแสร้งทำเป็นลึกลับนัก แต่กระบวนท่านี้น่า
สังเวชจริงๆ!
“ไม่ว่ามีเหตุผลใด บอกมาเถอะ กรุณากล่าวออกมา
เถอะ!” ผู้สื่อข่าวกล่าวด้วยเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย
“เช่นนั้นข้าจะกล่าวจริงๆ ละนะ!” เซียวม่อเกอมอง
ผู้สื่อข่าวด้วยท่าทีสัตย์ซื่อไร้เดียงสา
“บอกมาเถอะ… …กรุณาบอกเถอะ… …กรุณาบอกเถอะ…
…ฮึกๆ” ผู้สื่อข่าวสะอื้นพลางพยักหน้ารัวๆ
เซียวม่อเกอพลันนิ่งงันไป สีหน้าล้อเล่นสลายคลาย
เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมจริงจัง เหล่าอสูรที่ชมดูกลั้นหายใจอย่างไม่
รู้สึกตัว อสูรทุกตนล้วนรู้สึกคล้ายกัน ว่าถ้อยคำต่อไปของเซียวม่อ
เกอ จะต้องเป็นสิ่งที่สำคัญมาก!
“เนื่องเพราะ… …” เซียวม่อเกอหลับตาลง คล้ายอ่อนล้า
คล้ายระอาใจ แล้วพลันลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน ดวงตาคมกริบเจิด
จ้า “เพราะพวกมันอ่อนแอเกินไป!”
“อ่อนแอเกินไป?” ผู้สื่อข่าวที่ถูกพลังสภาวะของเซียวม่อ
เกอข่มขวัญ ทวนคำอย่างไม่รู้สึกตัว
“นั่นเป็นการต่อสู้สี่รุมหนึ่ง กับผู้เยาว์ที่ไร้ประสบการณ์
อย่างข้า ผู้ที่ไม่เคยก้าวเท้าเข้าสู่สนามรบมาก่อน แต่พวกมันกลับ
ถูกโค่นในคราวเดียว มิอาจต้านรับแม้แต่หนึ่งกระบวนท่า บอกข้าที
นี่คือความแข็งแกร่งของกองพลประจำการของพวกเราหรือ?” สุ้ม
เสียงที่บอกเล่าเฉยเมยไม่แยแส ทวนความโดยปราศจากอารมณ์
ความรู้สึก แต่กลับทำให้ผู้คนสัมผัสถึงความผิดหวังอย่างลึกลํ้าของ
มันได้ “ข้าผิดหวังเป็นที่สุด! นี่คือกองพลปฐพีหนักหน่วงของพวก
เราชาวอสูรหรือ? นี่หรือกองพลปฐพีหนักหน่วงที่พวกเราหวังว่าจะ
สามารถปกป้องคุ้มครองเราได้? นี่คือกองพลปฐพีหนักหน่วง ที่
พวกเราหวังว่าจะสามารถเอาชัยในมหาสงครามครั้งนี้ได้? บอกข้า
เถอะ ใช่จริงๆ หรือ?”
ผู้สื่อข่าวนิ่งขึงตะลึงลาน! อวี้เหิงตะลึงงัน! อสูรทั้งมวลที่
ชมดูช่องข่าวอสูรล้วนตะลึงลาน!
ในโสตประสาทของพวกมัน มีเพียงสุ้มเสียงเย็นเยือกของ
เซียวม่อเกอสะท้อนก้อง
“ดังนั้นข้าไม่ยอมรับ! ข้าไม่เคยคิดว่ากองพลประจำการจะ
อ่อนแอถึงเพียงนี้ สี่ต่อหนึ่ง แต่ไหนเล่าการร่วมมือประสานงาน?
ไหนเล่ากลยุทธ์พื้นฐานที่อสูรนักรบสมควรมี? อยู่ที่ใดกันเล่า? ข้า
เชื่อว่าพวกท่านหลายคนได้ชมดูศาสตร์อสูรบันทึกการต่อสู้ครั้งนั้น
แล้ว พวกท่านสามารถหาร่องรอยของสิ่งเหล่านี้ได้สักเล็กน้อย
หรือไม่? และนี่คือกองพลประจำการของเราเผ่าอสูร? จะขำตาย!”
เซียวม่อเกอสั่นศีรษะ สีหน้าเครียดขรึม คล้ายกล่าวกับ
ตัวเองคนเดียว
“กองกำลังที่เสื่อมทรามเช่นนี้มาหาข้า บอกว่าต้องการกะ
เกณฑ์ข้าเข้าร่วมกองทัพ ข้าสมควรภาคภูมิใจหรือ? ไม่! ข้าอับ
อาย! อัปยศอดสูและเสื่อมเสียหน้า! แม้ว่าข้าไม่เคยเข้าร่วมกองทัพ
มาก่อน แต่ในใจข้า กองทัพทรงพลังอำนาจ ทรงพลังอำนาจเสีย
จนต้องให้ความเคารพยกย่อง สำหรับอสูรนักรบชั้นเลิศ แม้ว่าใน
การต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งจะไม่ใช่คู่มือของบรรดายอดฝีมือ แต่เมื่อเป็นสี่
ต่อหนึ่ง ผลงานอันบัดซบนี้ยังจะให้อภัยได้อีกหรือ!”
ท่ามกลางความเงียบดุจป่าช้า เสียงของเซียวม่อเกอ
กังวานชัดเจนอย่างบอกไม่ถูก คล้ายเหยียบยํ่าเข้าไปในหัวใจผู้คน
“ประสบการณ์ส่วนตัวของข้าทำเอาข้าสับสนงุนงงไปหมด
ผู้ที่เรียกว่าแม่ทัพบัญชาการศึกของกองกำลังกเฬวรากเช่นนี้ มันมี
คุณสมบัติจะเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกจริงๆ หรือ?”
เบื้องหน้าช่องข่าวอสูร อวี้เหิงขุ่นแค้นจนหน้าเขียวคลํ้า
ลมหายใจติดค้างอยู่กลางอก ไม่อาจระบายเข้าออกได้
“บางทีสี่ต่อหนึ่ง อาจเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เช่นนั้น… …”
ในช่องข่าวอสูร เซียวม่อเกอที่เพิ่งโยนระเบิดลูกใหญ่
ออกมา พลันเงยหน้าขึ้น ยกมือขวา ชี้ตรงมาข้างหน้า ราวกับว่า
กำลังชี้หน้าอวี้เหิงที่อยู่ตรงหน้ามัน
“เช่นนั้นก็ลองมาสู้กันดูสักครา! แม่ทัพบัญชาการศึก
ระดับทอง อวี้เหิง!
สุ้มเสียงสดใสกระจ่างชัด พลังสภาวะอหังการสยบฟ้าดิน
เงาร่างของบุรุษหนุ่มที่ชี้หน้าประกาศสงครามอย่างโอ่อ่าผ่า
เผย ประทับตรึงแน่นในหัวใจของผู้คนนับไม่ถ้วน