สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 407 ตกลงรับคำท้า
“มันกล้า! มันช่างกล้า!”
“สวะ! สวะเอ๊ย… …”
“ฆ่ามัน! ข้าจะต้องฆ่ามันให้ได้!”
องครักษ์หน้าห้องได้ยินเสียงคำรามอย่างเกรี้ยวกราดของ
ท่านแม่ทัพจากภายในห้อง ตามด้วยเสียงข้าวของกระแทกพื้นดัง
สนั่น มันย่นคออย่างขวัญผวา นึกถึงเลือดเนื้อเลอะเลือนที่กระจาย
อยู่ทั่วห้องในวันนั้น หัวใจมันเขม็งเกลียวทันที
ต้าเหรินเวลาพิโรธโกรธกริ้ว ช่างน่าพรั่นพรึงนัก!
มันยังสงสัยใจอยู่บ้าง ผู้ใดทำให้ต้าเหรินบันดาลโทสะ
รุนแรงถึงเพียงนี้?
ทุกวันนี้ทั่วทั้งกองพลปฐพีหนักหน่วงล้วนหน้าชื่นตาบาน
ผู้ใดไม่สรรเสริญเยินยอกองพลปฐพีหนักหน่วงของพวกมัน? ทุก
คนรู้สึกว่าใบหน้าของพวกมันทอประกายเรืองรอง ว่ากันว่า
กองบัญชาการกลางยังจะเข้าเยี่ยมชมกองกำลังของพวกมันในเร็ว
วันนี้
เป็นคนไม่รู้ความใดมองหาที่ตาย?
องครักษ์หน้าห้องสาปแช่งอยู่ในใจ แต่ยังไม่ทันจะขบคิด
ได้มากกว่านี้ ร่างหนึ่งผลุนผลันออกจากห้อง เป็นต้าเหริน!มันแทบ
กระโดดตัวลอย รีบค้อมกายคารวะตัวสั่นเทา แต่ต้าเหรินใบหน้าดำ
ทะมึน ไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองมันเสียด้วยซํ้า
โอ้โอ้ ต้องมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเป็นแน่… …
“คนผู้นี้…” จีเฉิงสีหน้าแข็งทื่อ อึดใจให้หลัง ค่อยหาเสียง
ตัวเองเจอ ตะกุกตะกักว่า “มันใช่เสียสติหรือไม่? เกินไป… …
อหังการเกินไปแล้ว! ยโสโอหังเกินไป… …”
จีลี่หวี่คล้ายไม่ได้ยิน นางเอาแต่เหม่อมองบุรุษหนุ่มใน
ช่องข่าวอสูรที่กำลังชี้มายังนางอย่างเลื่อนลอยงุนงง บุรุษในช่อง
ข่าวอสูรนั้นสายตาคมกล้าดุจกระบี่ที่ไม่เคยถอยร่น นิ้วที่ชี้ตรงดิ่ง
เป็นคำประกาศสงคราม!
“เสียสติเกินไปแล้ว!” จีเฉิงสั่นศีรษะไม่หยุด พึมพำคำเดิม
ซํ้าๆ ราวกับต้องการให้ตัวเองเชื่อเช่นนี้ มันกระทั่งไม่ทราบว่าตน
กล่าวอันใด “สาสม… …สาสมใจเกินไปแล้ว!”
เนิ่นนานหลังจากนั้น จีเฉิงกับจีลี่หวี่ที่เลอะเลือนมึนงงค่อย
ตั้งสติได้ แต่ทั้งคู่จมลงในความเงียบงันอันแปลกประหลาด พวกมัน
ไม่ทราบจะกล่าวว่ากระไร และไม่รู้จะใช้ถ้อยคำใดมาบ่งบอก
บรรยายความรู้สึกของพวกมันในยามนี้
บุรุษหนุ่มที่อายุไม่เกินยี่สิบปี กลับกล้าท้าทายแม่ทัพ
บัญชาการกองพลต่อหน้าผู้คนทั้งโลก!
ในประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูรยังไม่เคยปรากฏคนเสียสติ
เช่นนี้มาก่อน แต่วันนี้กลับปรากฏขึ้นต่อหน้าต่อตา พวกมันถึงกับ
ได้ชมดูกระบวนการทั้งหมดด้วยสายตาตัวเอง
“เจี่ยเจีย ในความเห็นของท่าน อวี้เหิงจะรับคำท้า
หรือไม่?” จีเฉิงถามขึ้นอย่างกะทันหัน
จีลี่หวี่กัดริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว “ต้องรับแน่”
“มิผิด!” จีเฉิงสุ้มเสียงซับซ้อนไปด้วยอารมณ์หลากหลาย
“อวี้เหิงจะต้องรับคำท้าอย่างแน่นอน! เซียวม่อเกอเองก็ต้อง
คาดการณ์ไว้แล้วว่าอวี้เหิงจะรับคำท้า คนผู้นี้ช่าง… …เสียสติโดย
แท้!”
มันเอาแต่ยํ้าคำ ‘เสียสติ’ หลายครั้งหลายครา ราวกับว่ามี
แต่ทำเช่นนี้จึงสามารถระบายความรู้สึกที่แท้จริงของมันได้
“พวกเราทั้งหมดอาจประเมินมันผิดพลาดไปตั้งแต่แรก” จี
ลี่หวี่ดวงตากลับคืนสู่ความกระจ่างชัดเจนอีกรอบ สติปัญญาเริ่ม
เฉียบแหลมตามปกติ นางสุดท้ายก็สงบเยือกเย็นเป็นอย่างยิ่ง
“เซียวม่อเกอในเมื่อกล้าท้าสู้ ย่อมหมายความว่ามันมีที่ถือดี”
จีเฉิงผงกศีรษะซํ้าแล้วซํ้าอีก หากก่อนหน้านี้มันยังมีที่ดู
ถูกเหยียดหยันเซียวม่อเกออยู่บ้าง ถึงตอนนี้มันก็กลับกลายเป็น
สาวกของเซียวม่อเกออย่างเต็มตัว การท้าสู้สุดเย่อหยิ่งอหังการ
เช่นนี้ ยิ่งขบคิดก็ยิ่งชวนให้ตื่นเต้นสาสมใจนัก สำหรับตัวมันเอง
อย่าว่าแต่จะกระทำเช่นนี้ กระทั่งคิดยังไม่กล้าคิดเสียด้วยซํ้า!
ไม่ว่าเซียวม่อเกอจะพ่ายแพ้หรือได้ชัย ความอหังการและ
ขวัญกล้าบังอาจของมัน ก็ทำให้จีเฉิงยอมรับนับถืออย่างสิ้นเชิง
โดยไม่ทันตระหนัก เซียวม่อเกอกลับกลายเป็นแบบอย่าง
ในใจของจีเฉิงไปแล้ว เรื่องนี้กระทั่งจีเฉิงเองก็ไม่รู้สึกตัว รีบถาม
อย่างรุ่มร้อน “เซียวม่อเกอสามารถเอาชัยอวี้เหิงหรือไม่?”
“ไม่ว่าเซียวม่อเกอจะร้ายกาจเพียงใด มันก็ยังเยาว์วัยนัก
หากเป็นการประลองยุทธ์ ย่อมไม่ใช่คู่มือของอวี้เหิง ทว่า…” จีลี่หวี่
ดวงตาทอประกายแวววาม “ทว่าพวกมันสมควรทำศึกสัประยุทธ์ใน
สงครามหมากรุก สิ่งที่เซียวม่อเกอหยามเหยียดคือฝีมือในฐานะแม่
ทัพบัญชาการศึกของอวี้เหิง หากอวี้เหิงคิดล้างความอัปยศนี้ มัน
จะต้องพิชิตเซียวม่อเกอทางด้านการทำศึก ดังนั้นวิธีเดียวที่พวก
มันทั้งสองจะประชันขันแข่งกันได้ ย่อมต้องเป็นหมากรุกสงคราม”
“ท่านคิดบอกว่าเซียวม่อเกอก็เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่
ทรงพลังผู้หนึ่งเช่นนั้นหรือ?” จีเฉิงอ้าปากค้าง สีหน้าทอแวว
เหลือเชื่อ
“เป็นไปได้อย่างยิ่ง!” จีลี่หวี่พึมพำกับตัวเอง “มันในเมื่อ
กล้าท้าสู้กับอวี้เหิง หมายความว่ามันต้องคิดว่าตัวเองมีโอกาสได้
ชัย อวี้เหิงเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง คิดเอาชัยบุคคล
เช่นนี้ มีเพียงคำตอบเดียว นั่นคือมันเองก็ต้องเป็น… …”
“แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง!” จีเฉิงอุทาน มันชักรู้สึก
ว่าสติปัญญาไม่พอใช้เสียแล้ว
เข่นฆ่าอสูรยอดฝีมือรวดเดียวยี่สิบหกตนต่อเนื่อง สร้าง
คุกขึ้นใหม่ ทุกสิ่งล้วนชี้ชัดถึงพลังฝีมืออันน่าตระหนกของเซียวม่อ
เกอ ด้วยอายุอานามของเซียวม่อเกอ เพียงเท่านี้ก็มากพอจะขู่
ขวัญจีเฉิงจนตระหนกอกสั่นแล้ว บัดนี้เจี่ยเจียยังบอกว่าเซียวม่อ
เกอยังเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองอีกด้วย!
บ้าคลั่งเกินไปแล้ว… …บ้าคลั่งเกินไป… …
“เป็นไปไม่ได้! เป็นไปไม่ได้!” จีเฉิงพึมพำด้วยสีหน้าเลื่อน
ลอย มันรู้สึกสมองลัดวงจร จะเป็นไปได้อย่างไร? เหลวไหล! บุรุษที่
อายุใกล้เคียงกับมันไม่เพียงครอบครองพลังฝีมืออันแกร่งกล้า แต่
ยังเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง โลกนี้บ้าคลั่งไปแล้วหรือไร?
หรือว่าแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองกลายเป็นหัวผักกาดที่
วางขายกันกลาดเกลื่อนไปแล้ว?
มันสมองลั่นอึงอล แต่สุ้มเสียงของเจี่ยเจียเชื่อมั่นมากเสีย
จนมันต้องเชื่อตาม เจี่ยเจียใช้สุ้มเสียงเช่นนี้สรุปเรื่องราวออกมา
ครั้งใด ผลลัพธ์มักไม่ผิดไปจากที่นางคาดเอาไว้มากนัก นับตั้งแต่
เล็กจนเติบใหญ่ ก็เป็นเช่นนี้ตลอดมา!
จะเป็นไปได้อย่างไร… …
จีเฉิงคล้ายถูกหวดฟาดกลางแสกหน้า ในใจขมขื่นไม่
น้อย เทียบกับเซียวม่อเกอ มันรู้สึกว่าตัวเองเป็นเพียงสุกรตัวหนึ่ง
พวกมันห่างชั้นกันเสียจนมันไม่อาจรวบรวมกำลังขวัญ ยกตัวเอง
ขึ้นเปรียบเทียบเสียด้วยซํ้า
จีลี่หวี่สังเกตเห็นสีหน้าของผู้เป็นน้องชาย นางงงงันวูบ
จากนั้นพลันเข้าใจกระจ่าง จึงกล่าวเบาๆ ว่า “ข้าคิดว่าพวกเรา
ทั้งหมดผิดพลาดตั้งแต่แรก”
“ผิดพลาดเรื่องใด?” จีเฉิงงุนงง
“ประวัติความเป็นมาของเซียวม่อเกอยังคงไม่มีผู้ใดล่วงรู้
หลายคนเข้าใจว่ามันมีชาติกำเนิดตํ่าต้อย ไม่มีรากฐานหรือผู้หนุน
หลัง” กล่าวถึงตรงนี้ ใบหน้างามลํ้าฟ้าสั่นไปมาเบาๆ กล่าวสืบต่อว่า
“ดูจากยามนี้ ข้อสันนิษฐานนี้สมควรผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย
เซียวม่อเกอไม่ได้มีชาติกำเนิดตํ่าต้อย ประวัติความเป็นมาของมัน
จะต้องไม่รวบรัดธรรมดา มันกระทั่งอาจมีชาติกำเนิดที่ยิ่งใหญ่จน
ใครๆ ก็คาดไม่ถึง!”
“เพราะเหตุใด?” จีเฉิงยังไม่ฟื้นตัวจากอาการตื่นตกใจ
“ต่อให้มันมาจากชาติกำเนิดตํ่าต้อย ก็ยังมีความเป็นไป
ได้ที่จะครอบครองศาสตร์อสูรอันทรงพลัง แต่หากมันเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึก มันจะมีที่มารวบรัดธรรมดาได้อย่างไรเล่า? เซียวม่อ
เกอสมควรถือกำเนิดจากชนชั้นสูง หรือไม่ก็มีเหล่าซือที่มี
ชื่อเสียง!” จีลี่หวี่แยกแยะ
“กล่าวเช่นนี้ก็มิผิด” จีเฉิงเข้าใจทันที
“ชาติดำเนิดของคนผู้นี้อาจสูงส่งกว่าตระกูลจีเรา ทั้งยังมี
ประวัติศาสตร์อันลึกลํ้ายาวนาน!” จีลี่หวี่สรุปอย่างเชื่อมั่น
จีเฉิงใบหน้าซีดขาวในที่สุดค่อยมีสีเลือดขึ้นมาบ้าง เมื่อ
คิดได้เช่นนี้ มันรู้สึกดีขึ้นมาก
“ข้าหวังให้เป็นเช่นนี้จริงๆ!”
“เป็นอย่างไร? การแสดงของข้าไม่เลวเลยใช่หรือไม่?”
จั่วม่อถามเว่ยอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง
เว่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย “ยอดเยี่ยมยิ่ง!”
จั่วม่อจะไม่หลงกลสีหน้าท่าทีสุภาพถ่อมตนของเว่ยอีก
ต่อไป ต่อหน้าผูเยาจอมกลอกกลิ้งเจ้าเล่ห์ เว่ยย่อมต้องเล่นบทบาท
วิญŜูชน เว่ยยังเป็นบุคคลที่ยึดมั่นในความเชื่อมั่นศรัทธาของตน
แต่เรื่องคราวนี้ทำให้จั่วม่อตระหนักว่า ในหมู่พวกมันทั้งสาม เจ้าผู้นี้
เป็นคนที่มีฝีมือในการหลอกลวงตบตาผู้คนสูงส่งที่สุด
เต็มไปด้วยความสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม สง่าราศีอันเคร่งขรึม
… …
ต่อให้กล่าวหลอกลวงคำโต สายตาของเว่ยยังคงเต็มไป
ด้วยความสัตย์ซื่อจริงใจ จั่วม่อถึงกับกังขาเต็มที่ ว่าเจ้าผู้นี้ยาม
กระทำเรื่องราวที่ไม่อาจสู้หน้าผู้คน ใบหน้าจะต้องยังคงเคร่งครัด
จริงใจเช่นนี้แน่
เจ้าผู้นี้เป็นสุดยอดแห่งความปลิ้นปล้อนสับปลับโดยแท้!
แต่จะอย่างไรต้องยอมรับว่า หลังจากผ่านการอบรมสั่ง
สอนจากเว่ย การแสดงของจั่วม่อเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบจริงๆ
“สมควรทำอย่างไรต่อไป?” จั่วม่อถามผูเยาอย่างสนอก
สนใจ “คงไม่ให้ข้าต่อกรกับมันจริงๆ กระมัง?”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง” ผูเยาใบหน้าเผยรอยยิ้มเย่อหยิ่งลำพอง
จากนั้นรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นลี้ลับ “เจ้าจะได้รู้ในไม่ช้า!”
เรื่องที่เซียวม่อเกอท้าสู้อวี้เหิงต่อหน้าคนทั้งโลก
กลายเป็นหัวข้อร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ศาสตร์อสูรบันทึกภาพในเหตุการณ์หนึ่งพิชิตสี่ได้
แพร่กระจายไปในวงกว้าง ผู้คนพอชมดูการต่อสู้ทั้งหมด หลายคน
อดเห็นพ้องกับวาจาของเซียวม่อเกอไม่ได้ ไม่ผิดไปจากที่เซียวม่อ
เกอกล่าวแม้แต่น้อย ดูจากการต่อสู้ในศาสตร์อสูรบันทึกภาพ
ผลงานของสี่อสูรนักรบไม่สมควรให้อภัยจริงๆ
ต่อหน้าศาสตร์อสูรบันทึกภาพชุดนี้ การแสดงอันเร่าร้อน
ของอวี้เหิงกลายเป็นเรื่องน่าขันไปทันที
ภายในเมืองต่างๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับกองพล
ปฐพีหนักหน่วงดุเดือดรุนแรงขึ้นทุกที อย่างเช่นที่ว่ากองพลปฐพี
หนักหน่วงเน่าเฟะมาจากแกนกลาง มีกระทั่งคนที่สงสัยในศักดิ์
ฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองของแม่ทัพอวี้เหิงด้วย
อวี้เหิงได้สัมผัสกับสิ่งที่เรียกว่าร่วงจากสวรรค์ตกลงไปใน
นรกอย่างลึกซึ้งก็คราวนี้เอง
กองบัญชาการกลางที่ก่อนหน้านี้ยังยกย่องชื่นชมมัน
เปลี่ยนท่าทีจากหน้ามือเป็นหลังมือ สุ้มเสียงกลายเป็นเข้มงวด
กวดขัน คราวนี้พวกมันออกมาตำหนิติเตียนอวี้เหิงแทน พวกมัน
ล้วนเป็นแม่ทัพเก่าแก่ที่เปิดเผย เหล่าขุนพลเฒ่าไม่ใส่ใจว่าผู้ใดจะ
อวดโอ่โอหัง แต่กองทัพที่หย่อนยานและสูญเสียความสามารถใน
การสู้รบ เป็นสิ่งที่พวกมันชิงชังอย่างลึกลํ้า
ยิ่งไปกว่านั้น แนวหน้าที่เพิ่งประสบกับความปราชัย
หลายคนถึงกับตั้งข้อสงสัย ว่าเหตุผลที่กองพลเพลิงเดือดกับกอง
พลนํ้าค้างแข็งเย็นเยือกแทบย่อยยับอัปรา ก็เนื่องเพราะพวกมันเป็น
เช่นเดียวกันกับกองพลปฐพีหนักหน่วงหรือไม่? เน่าเฟะ หย่อนยาน
ไม่สามารถทนรับการสู้รบได้
แรงกดดันต่ออวี้เหิงเพิ่มพรวดพราดขึ้นทันที
ทุกวี่วันมันใบหน้ามืดคลํ้า หลานชายสุดที่รักอวี้จื่อโจวก็
ถูกมันโยนทิ้งไปไกลๆ กองพลปฐพีหนักหน่วงทั้งเบื้องสูงเบื้องตํ่า
เต็มไปด้วยบรรยากาศหม่นหมอง อวี้เหิงผู้มีประสบการณ์โชกโชน
ทราบดีว่าอีกฝ่ายเมื่อกล้าท้าสู้มันซึ่งหน้า ย่อมต้องมีกระบวนท่า
ตามหลัง มันทราบกระจ่างแก่ใจ ไม่ว่ามันจะได้ชัยหรือพ่ายแพ้ ล้วน
ไม่มีส่วนกอบกู้สถานการณ์อันใด
หากมันได้ชัย คู่ต่อสู้ก็เป็นแค่บุรุษหนุ่มเยาว์วัยผู้หนึ่ง ชัย
ชนะหาได้มีคุณค่าเกียรติยศใด เพียงแค่เป็นไปตามที่คาด ไม่มีอัน
ใดให้โอ้อวด…
แต่หากมันเพลี่ยงพลํ้า… …
ผลลัพธ์นี้มันไม่กล้าคิด!
กลอุบายอันลึกซึ้งชั่วร้ายนัก!
อวี้เหิงหน้าเขียวคลํ้า
อึดใจให้หลัง มันเงยหน้าขึ้น ดวงตาเต็มไปด้วยรังสีฆ่าฟัน
เค้นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า “ยอมรับคำท้าสู้!”
พอวันที่สอง กระดานหมากรุกสงครามขนาดใหญ่โต
มโหฬาร ถูกสร้างขึ้นบนกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง
ภูมิประเทศทั้งหมดในหมากรุกสงครามกระดานใหญ่นี้
ปรมาจารย์หมากรุกเหอหย่งรับหน้าที่ออกแบบด้วยตัวเอง และเพื่อ
ก่อตั้งกระดานหมากรุกชุดนี้ ตำหนักศาสตร์อสูรพุ่มหนามวารีที่มี
ชื่อเสียง ได้ส่งเหล่าซือมาเป็นจำนวนมาก ใช้เวลาก่อสร้างถึงสาม
วันเต็ม
นี่เป็นการประลองหมากรุกสงครามที่ยิ่งใหญ่เป็น
ประวัติการณ์
กงซุนชากลืนเม็ดลูกแก้วแหล่งกำเนิดวิญญาณเม็ดหนึ่ง
พลางโคจรพลังตามเคล็ดวิชาขโมยฟ้าเปลี่ยนอาทิตย์ของมัน ทำ
การดูดซับแหล่งกำเนิดวิญญาณจากลูกแก้วสัตว์ร้ายวิญญาณภูต
ไม่หยุดยั้ง
ในยามนี้เคล็ดวิชาหลักของมันเป็นรูปเป็นร่างแล้ว เริ่ม
สำแดงพลังออกมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายทอดคำสั่ง มันไม่
จำเป็นต้องพึ่งพายุทธภัณฑ์เวทแม้แต่ชิ้นเดียว ก็สามารถถ่ายทอด
คำสั่งของตนไปยังทหารทุกคนในกองทัพ
เคล็ดวิชาหลักของมันโคจรหมุนเวียนไม่ขาดตอน จิต
สมาธิของมันกระจ่างชัดตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่เคยวอกแวกหวั่นไหว
แม้แต่น้อย สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง นี่สำคัญมากกว่าสิ่ง
อื่นใด
พลังฝีมือรุดหน้าอย่างเฉียบพลัน ไม่ได้ทำให้ใบหน้ามัน
ทอแววปิติยินดี เมื่อนึกถึงการพ่ายแพ้ในครั้งก่อน หัวใจเหมือนมี
ไฟสุมร้อนเร่า
วันนี้มันตั้งใจจะท้าสู้ตาเฒ่าผู้นั้นอีกครั้ง!
คราวนี้ต้องเอาชนะอีกฝ่ายให้จงได้!
เข้าไปในหมากรุกสงครามตามปกติ มันกดส่งคำท้าสู้
ออกไปโดยไม่พรั่นพรึง ที่ผ่านมาขอเพียงมันกดส่งคำท้าสู้ออกไป
อีกฝ่ายจะเริ่มการต่อสู้อย่างไม่ลังเล
แต่วันนี้การประลองหมากรุกสงครามกลับไม่เริ่มต้นขึ้น
เสียที กงซุนชาขมวดคิ้วนิ่วหน้า แม่นางน้อยในการต่อสู้จะ
เปลี่ยนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง ในเวลานี้เอง สุ้มเสียงลี้ลับพลันดัง
ขึ้นข้างหูของมัน “วันนี้มีการต่อสู้แบบใหม่ เจ้ากล้าหรือไม่?”
การต่อสู้แบบใหม่? ผู้ใดสนใจด้วยว่าจะเป็นหมากรุก
สงครามแบบใหม่หรือหมากรุกแบบเก่า! ข้าจะบดขยี้มันทั้งหมด!
เต็มไปด้วยความคึกคักฮึกเหิม กงซุนชาถูกประโยคลอยๆ
เหล่านี้จุดระเบิดขึ้นทันที
“ไสหัวเข้ามาเถอะ!”