สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 408 ทางเลือกของเณรน้อยมือใหม่?
“ศิษย์น้องกงซุน?” จั่วม่อเผยสีหน้าเข้าใจทันที ที่แท้ผูเยา
ไม่ได้ลงมือเอง จากนั้นงุนงงอยู่บ้าง “เจ้าใช้วิธีลับใดดึงศิษย์น้องกง
ซุนเข้ามาที่นี่ได้?”
“ฮี่ฮี่” ผูเยาลำพองใจยิ่ง “ก็ต้องใช้เรี่ยวแรงไปไม่น้อย
ทีเดียว แต่เคราะห์ดีที่จิตสำนึกของมันแข็งแกร่งกว่าเจ้า ดังนั้นยัง
พอมีวิธี”
จั่วม่ออับอายขายหน้าอยู่บ้าง ทั้งยังตกอกตกใจอย่างไม่
ปิดบัง “จิตสำนึกของศิษย์น้องกงซุนแข็งแกร่งกว่าข้าหรือ?”
“เฮอะ! ทีนี้เจ้าทราบความแตกต่างแล้วหรือไม่ เจ้าฝึกปรือ
ทุกอย่าง ล่วงรู้ทุกอย่าง อย่างละเล็กอย่างละน้อย แต่ไม่ได้
เชี่ยวชาญอะไรเลย” ผูเยาไม่พอใจจั่วม่อมานานแล้ว ไหนเลยจะ
พลาดโอกาสเหยียบยํ่าซํ้าเติมมัน
“หนทางนี้ดีที่สุดแล้ว ขอเพียงข้าสามารถอยู่รอดได้ก็พอ
หากข้าสามารถอยู่รอด ย่อมสามารถทำกำไรจิงสือ!” จั่วม่อไม่มี
ท่าทางสำนึกแม้แต่น้อย ทำให้ผูเยาขุ่นแค้นจนเหลือกตาขึ้น เว่
ยผู้อยู่อีกด้าน นั่งอย่างสงบเคร่งขรึมอยู่ข้างกายจั่วม่อ ด้วยใบหน้า
แย้มยิ้มสง่าผ่าเผยและเที่ยงธรรม อันเป็นป้ายยี่ห้อของมัน
จั่วม่อพบว่าพวกมันกำลังมองลงไปยังสนามรบจาก
ตำแหน่งแง่มุมอันแปลกประหลาด เห็นได้ชัดว่าศิษย์น้องกงซุน
ไม่ได้สังเกตเห็นการคงอยู่ของพวกมันทั้งสาม จั่วม่อกวาดตามอง
ไปรอบๆ อย่างสนอกสนใจ พลางถามว่า “อวี้เหิงสามารถพบเห็น
ศิษย์น้องกงซุนหรือไม่?”
ผูเยาแสร้งเมิน เว่ยจึงอธิบายว่า “พวกมันไม่อาจเห็นศิษย์
น้องของเจ้าได้ นอกจากพวกเราสามคน ไม่มีผู้ใดสามารถพบเห็น
มัน”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้!” จั่วม่อแสดงสีหน้าเข้าใจ จากนั้นถูมือ
อย่างกระเหี้ยนกระหือรือ “ศิษย์น้องกงซุนจะต้องทุบตีหยกโง่งมนั่น
จนรํ่าไห้หามารดา คืบคลานกลับไปแทบไม่ทัน ผู เจ้าชั่วร้ายยิ่ง!”
“ผู้อื่นหาได้อ่อนด้อยไม่” ผูเยาสั่นศีรษะ สีหน้าเคร่งเครียด
“อวี้เหิงเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง พลังของมันไม่อาจดู
แคลนได้!”
“แม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง?” จั่วม่ออึ้งงัน แล้วกล่าว
อย่างไม่เชื่อถือ “ไม่มีทาง เจ้าคนที่ดูขี้โกงนั่น จะเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับทองได้อย่างไร?”
ผูเยาแค่นเสียงอย่างเย็นชา กล่าวว่า “เจ้าดูแคลนมัน
หรือ? ข้าจะบอกให้เอาบุญ มันเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง
อย่างแท้จริง! กับคนอย่างเจ้า มันเพียงกระดิกนิ้วคราเดียว ก็บดขยี้
เจ้าได้ทั้งกองทัพ”
จั่วม่อใบหน้าหนายิ่ง เพียงการจู่โจมระดับนี้ หาสะทก
สะท้านใหม่ เพียงหัวร่อคิกคักพลางถกเถียงว่า “บดขยี้ข้าหรือ?
เอาชนะศิษย์น้องของข้าให้ได้เสียก่อนเถอะ! ใช่แล้ว ศิษย์น้องกง
ซุนตอนนี้อยู่ระดับใด? แค่เอาชนะตาเฒ่าผู้นี้ คงไม่มีปัญหา
กระมัง?”
“นี่ยากบอกได้” ผูเยารอยยิ้มจางหายไปจากใบหน้า สี
หน้าขรึมเคร่ง “ข้าไม่เคยสัประยุทธ์กับอวี้เหิงมาก่อน ไม่อาจหยั่ง
ทราบว่าฝีมือของมันเป็นอย่างไร”
“เอาเถอะ จะอย่างไรข้าก็เชื่อมือศิษย์น้องกงซุน!” จั่วม่อมี
สีหน้ามั่นอกมั่นใจอย่างล้นเหลือ
ผูเยาอัศจรรย์ใจอยู่บ้าง “เจ้าเชื่อมั่นในตัวมันถึงเพียงนี้
เชียว?”
“แน่นอน ศิษย์น้องเป็นยอดอัจฉริยะ!” จั่วม่อตอบอย่างไม่
ลังเล
กงซุนชาปกติมักประหม่าเอียงอาย กระทั่งยามกล่าววาจา
ทั้งสุ้มเสียงและสีหน้าท่าทีก็นุ่มนวลอ่อนโยน แต่ถึงคราวทำศึก มัน
คล้ายเปลี่ยนเป็นคนละคนโดยสิ้นเชิง ความวิกลจริตเช่นนี้ อาจ
เนื่องมาจากอิทธิพลของผูเยา หรืออาจเป็นนิสัยใจคอตาม
ธรรมชาติของมันก็ไม่รู้ได้ แต่กงซุนชายามทำศึกนั้นทั้งหาญกล้า
บ้าบิ่นและป่าเถื่อนรุนแรง ไร้ความปราณีอย่างสมบูรณ์ จู่โจม
สังหารโดยไม่เคยมือไม้อ่อน
แต่มีไม่กี่คนที่ทราบ ว่าภายใต้ความวิกลจริตที่ปกคลุมบน
พื้นผิว แอบซ่อนไว้ด้วยธารนํ้าแข็งอันเย็นเยียบ
เพียงกวาดตารอบหนึ่ง มันก็ค้นพบสภาพแวดล้อมที่ผิด
แผกแตกต่างจากยามปกติ นี่เป็นอาณาเขตภูมิประเทศที่ซับซ้อน
น่าตื่นตาตื่นใจ เต็มไปด้วยพืชพรรณที่มันไม่เคยพบเห็นมาก่อน
พลังงานประหลาดไหลเวียน ดูเหมือนจริงอย่างบอกไม่ถูก… …
กระดานหมากรุกอันใหญ่โตมโหฬารนัก!
กงซุนชายืนอยู่บนยอดเขาแห่งหนึ่ง ก้มลงมองดินแดน
กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา สายลมกระโชกพัดเข้าปะทะหน้า
ลมภูเขารุนแรงยิ่ง พัดใส่เส้นผมบนหน้าผากมันจนไปล่ปลิวไปตาม
ลม สะบัดไปมาอยู่ในครรลองสายตา เรือนผมกลายเป็นยุ่งเหยิงเป็น
กระเซิงในทันที แต่มันคล้ายไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย มุมปากประดับ
ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ สายตามองไปยังที่ห่างไกล ในดวงตาที่กวาดมอง
ไปทางโน้นทีทางนี้ที เห็นเปลวไฟจุดหนึ่งค่อยๆ ลุกโชนขึ้น เมื่อ
เผชิญกับลมพัดเป่า พลันปะทุโหมไหม้อย่างร้อนแรง!
ขนาดของกระดานหมากรุกแห่งนี้ยิ่งใหญ่กว่าที่มันเคย
ต่อสู้มาทั้งหมด
มันพริ้มตาหลับลง สองแขนกางแผ่ออกกว้าง คนคล้าย
ผสานกลายเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม
ในความมืด อวี้เหิงลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า ในดวงตาสาด
ประกายเจิดจ้า
สักครู่ให้หลัง มันเผยสีหน้าพออกพอใจ การปิดห้อง
เข้าฌานเงียบๆ ในหลายวันมานี้ไม่ได้เสียเปล่า มันสามารถรู้สึกได้
ว่าสภาพจิตใจของมันทะยานขึ้นสู่จุดสมบูรณ์ที่สุดแล้ว ความโกรธ
กริ้วคลุ้มคลั่งจากหลายวันก่อนหายไปโดยไร้ร่องรอย ในช่วงเวลานี้
มันประหนึ่งสุนัขป่าในความมืด เต็มไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้
แต่ยังคงถือครองจิตใจอันกระจ่างแจ้งและเย็นเยือก
การท้าสู้ของเซียวม่อเกอบีบบังคับมันเข้าตาจน ต้อง
เผชิญกับความเป็นความตาย มันมีเลือกทางเดียวเพียงสายเดียว
ต่อสู้!
มันไม่เคยถูกกระทำเหมือนคนโง่เช่นนี้มาก่อน ทั้งยังถูก
บีบบังคับให้ได้แต่ตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ ที่มันพิโรธเดือดดาล ส่วน
ใหญ่มาจากเรื่องนี้
กระบวนท่าของเซียวม่อเกอนี้ เหนือความคาดหมายของ
มันโดยแท้
แต่สำหรับอวี้เหิง ระหว่างเส้นทางที่มันไต่เต้าขึ้นเป็นแม่
ทัพบัญชาการกองพล เคยผ่านพบเหลี่ยมเล่ห์เพทุบายมานับไม่
ถ้วน ยังเคยตกอยู่ในสถานการณ์คับขันอันตรายกว่านี้หลายต่อ
หลายครั้ง เมื่อมีประสบการณ์ มันก็สงบใจลงอย่างรวดเร็ว และ
ค้นพบหนทางรอดสายหนึ่ง
ในสงครามหมากรุกกระดานนี้ มันไม่เพียงต้องได้ชัย ทั้ง
ยังต้องได้ชัยอย่างหมดจดงดงาม!
มีเพียงทำเช่นนั้น มันจึงรักษาศักดิ์ศรีในสายตาผู้คน
เอาไว้ได้ เมื่อยอมรับเรื่องนี้ มันก็โยนความลังเลทั้งหมดทิ้งไป เริ่ม
ตระเตรียมสภาพจิตใจให้พร้อม จากสิ่งนี้สามารถเห็นถึง
ประสบการณ์อันโชกโชน และความเฉียบขาดของแม่ทัพ
บัญชาการกองพลผู้หนึ่ง ชื่อเสียงของมันย่อมไม่ใช่ได้มาเพราะ
โชคช่วย
แม่ทัพบัญชาการศึกที่เติบโตเต็มที่ ความสามารถในการ
ปรับความคิดให้เข้ากับสถานการณ์เฉพาะหน้า เป็นสิ่งสำคัญยิ่ง
อวี้เหิงย่างเท้าเข้าสู่กระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง
อย่างไม่รีรอลังเล
“อวี้เหิงมาแล้ว” จีเฉิงร้องบอก ไม่ละสายตาแม้แต่วูบเดียว
จีลี่หวี่ไม่ได้ส่งเสียง สายตาจับแน่นอยู่บนช่องข่าวอสูรที่
แพร่ภาพอยู่ตรงหน้า
ศึกครั้งนี้สะท้านสะเทือนไปทุกอาณาจักรอสูร ช่องข่าว
อสูรทุกช่องไม่ว่าน้อยใหญ่ ล้วนพากันถ่ายทอดการศึกครั้งนี้อย่าง
พร้อมเพรียง เช่นเดียวกันกับในอาณาจักรอสูรทุกแห่ง ทุกเมือง
อสูรนับหมื่นชุมนุมกลางอากาศ ชมดูการถ่ายทอดสด ไม่มีผู้ใด
พลาดศึกคราวนี้ เทียบกับการต่อสู้ของเซียวม่อเกอที่ผ่านๆ มา ศึก
ในวันนี้ถือเป็นอีกระดับชั้นหนึ่งอย่างสิ้นเชิง
คู่ต่อสู้ของมันเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง กระดาน
หมากรุกยังเป็นหมากรุกสงครามขนาดใหญ่โตที่ยากลำบากและ
สมจริง ทำให้ศึกครั้งนี้ยิ่งน่าดูชมกว่าเดิม ผลลัพธ์ของศึกนี้ยังจะ
ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทิศทางในภายหน้า ของทั้งกองพลปฐพี
หนักหน่วงและแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองอวี้เหิง
ในประวัติศาสตร์ของเผ่าอสูร เหตุการณ์ที่ชะตากรรมของ
ทั้งกองพลถูกกุมเอาไว้ในมือของคนผู้หนึ่งเช่นนี้ ไม่เคยมีปรากฏ
ขึ้นมาก่อน
นอกจากดึงดูดความสนใจจากผู้คนแล้ว ศึกครั้งนี้ยัง
ดึงดูดความสนใจจากระดับเหนือขึ้นไป ไม่ใช่เพียงแค่
กองบัญชาการกลาง กระทั่งสภาผู้อาวุโสยังสนใจเรื่องนี้ ความ
บาดหมางกับสมาพันธ์อัจฉริยะก่อนหน้านี้ เทียบกับศึกอันสะท้าน
สะเทือนเป็นวงกว้าง ก็ไม่ต่างอันใดกับเด็กเล่นของเล่น
อวี้เหิงเป็นแม่ทัพบัญชาการกองพลปฐพีหนักหน่วงมา
นานนับสิบปี มีชื่อเสียงยิ่งใหญ่เกรียงไกร อีกทั้งชื่อเสียงของมันใน
ฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง ยิ่งยาวนานกว่านั้นอีก
กล่าวได้ว่าในอาณาจักรอสูรทั้งมวล มีแม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับเงินทั้งสิ้นร่วมหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นคน แต่แม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับทอง กลับมีไม่เกินแปดร้อยคน เมื่อได้รับฉายาแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับทอง เท่ากับว่าพวกมันเบียดเสียดเข้าสู่กลุ่มแม่
ทัพบัญชาการศึกชั้นยอด
จีลี่หวี่จ้องกระดานหมากรุกในช่องข่าวอสูรตาเขม็ง แม้ว่า
การต่อสู้ยังไม่เปิดฉากขึ้น พื้นที่ทั้งหมดก็ยังคงว่างเปล่า แต่เซียว
ม่อเกอกับอวี้เหิงล้วนเข้าสู่สนามรบแล้ว นี่ทำให้ทุกคนคึกคัก
แจ่มใสขึ้นมาทันที
ผู้ชมไม่อาจเห็นตัวทั้งสองฝ่าย แต่สนามรบในกระดาน
หมากรุกทั้งหมดพลันสว่างเจิดจ้า นั่นหมายความว่าคู่ต่อสู้ทั้งสอง
ฝ่ายเข้าประจำที่แล้ว
ในใจของอสูรทุกรูปทุกนาม ความคิดที่คล้ายคลึงกันผุด
ขึ้น
เปิดฉากการต่อสู้!
ศึกคราวนี้ยังดึงดูดความสนใจของแม่ทัพบัญชาการศึก
มากมาย ในบรรดาแม่ทัพบัญชาการศึกทั้งมวล แม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับทองถือเป็นยอดฝีมืออย่างไม่ต้องสงสัย แม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับทองที่รับตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพ ยังเป็นยอดฝีมือใน
หมู่ยอดฝีมือ ยอดฝีมือเช่นนี้ทำการสัประยุทธ์ให้ดูเป็นขวัญตา
โดยตรง นับว่ามีโอกาสน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย
“ต้าเหริน ท่านถือหางผู้ใด?” แม่ทัพบัญชาการศึกหนุ่ม
ฉกรรจ์ผู้หนึ่งถามอย่างสุภาพ
ทุกผู้คนล้อมรอบสตรีนางหนึ่งประดุจดวงดาวห้อมล้อม
จันทรา เรือนผมยาวสีทองสยายเคลียไหล่ดุจสายนํ้าตก ผิวพรรณ
ผุดผ่องปานเย้ยหิมะ ใบหน้าเพียบพร้อมไร้ตำหนิ งดงามจนถึงที่สุด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งดวงตาคู่สวยสีฟ้ากระจ่างที่ลึกลํ้าไพศาลดุจห้วง
สมุทร คล้ายสามารถมองทะลุทุกสรรพสิ่ง เหล่าอสูรที่รายล้อมรอบ
กาย ไม่มีผู้ใดกล้าจ้องมองดวงตาคู่นี้ตรงๆ
บรรดาอสูรรอบกายนาง บุรุษหล่อเหลาสง่างาม สตรี
สะคราญปานหยาดฟ้า นางเพียงยืนเงียบงันอยู่ท่ามกลางพวกมัน
ไม่เอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ แต่ไม่มีผู้ใดสามารถข่มรัศมีเจิดจรัสของ
นางได้
สตรีอันเด่นลํ้าเหนือคนผู้นี้จะเป็นผู้ใดไปได้ นอกเสีย
จากหมิงเยวี่ยเยี่ย จันทร์กระจ่างกลางรัตติกาล ประมุขคนปัจจุบัน
แห่งสมาพันธ์อัจฉริยะ!
หมิงเยวี่ยเยี่ยแย้มยิ้มเล็กน้อย ริมฝีปากเผยอขึ้น “แล้วเจ้า
ถือหางผู้ใดเล่า?”
สุ้มเสียงปลอดโปร่งร่าเริง อสูรที่อยู่ใกล้ๆ ล้วนมีสีหน้า
เคลิบเคลิ้มมึนเมามากน้อยแตกต่างกันไป ขุนพลหนุ่มผู้นั้นใบหน้า
ปรากฏร่องรอยของจิตปฏิพัทธ์เบาบางจนแทบมองไม่เห็น ชั่วแวบ
เดียวมันก็รีบระงับสติ กล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ระดับความสามารถ
ของเซียวม่อเกอ เราไม่ทราบแน่ชัด แต่แบบฉบับของแม่ทัพอวี้เหิง
ชํ่าชองและเผ็ดร้อน เป็นกระดูกแข็งที่ยากจะขบเคี้ยวผู้หนึ่ง”
ถึงตอนนี้ สตรีสะคราญที่อยู่ด้านข้างกล่าวอย่างน่ารักน่า
เอ็นดู “ต่อให้กระดูกแข็งกว่านี้ หากเผชิญหน้าอาหนานก็ไม่
นับเป็นอะไรได้” เหอเม่ยเป็นหนึ่งในคนสนิทที่หมิงเยวี่ยเยี่ยไว้เนื้อ
เชื่อใจที่สุด นางไม่เพียงแต่งดงามเย้ายวน แต่พฤติการณ์ดุร้าย
รุนแรง เป็นกุหลาบงามที่เต็มไปด้วยหนามคม
ซังหนานรีบกล่าวถ่อมตน “เหอเจี่ยล้อเล่นแล้ว เทียบกับ
แม่ทัพอวี้เหิง ข้ายังอ่อนด้อยอยู่มาก”
“อาหนานคิดว่าผู้ใดจะได้ชัย?” เหอเม่ยอดถามอย่าง
อยากรู้อยากเห็นไม่ได้ บรรดาอสูรทั้งหมดที่นี่ก็ล้วนใคร่รู้ในคำถาม
นี้เช่นกัน หลายคนมองซังหนานเป็นตาเดียว สมาพันธ์อัจฉริยะเต็ม
ไปด้วยอัจฉริยะ นอกเหนือจากอัจฉริยะเชิงยุทธ์และศาสตร์อสูรที่มี
อนาคตยาวไกลไร้ขีดจำกัดแล้ว พวกมันยังมีแม่ทัพบัญชาการศึก
อีกหลายคน
ในสมาพันธ์อัจฉริยะมีแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทองสิบ
หกคน ซังหนานเป็นหนึ่งในพวกมัน ทั้งยังรั้งตำแหน่งแม่ทัพ
บัญชาการศึกอันดับหนึ่งแห่งสมาพันธ์อัจฉริยะ พลังความสามารถ
ของมันต้องตาสภาผู้อาวุโสแต่แรกแล้ว แต่ยอดอัจฉริยะที่มีฝีมือสูง
ลํ้าผู้นี้ กลับเลือกที่จะติดตามหมิงเยวี่ยเยี่ยอย่างเชื่อฟัง หากมันไม่
ติดตามหมิงเยวี่ยเยี่ย จะต้องกลายเป็นแม่ทัพบัญชาการกองพลที่
อายุเยาว์ที่สุดในภพอสูรอย่างแน่นอน
ซังหนานขบคิดแวบหนึ่ง กล่าวอย่างระมัดระวังว่า “ทั้งสอง
ฝ่ายล้วนมีโอกาส แต่ศึกครั้งนี้มีปัจจัยที่ไม่อาจหยั่งรู้มากเกินไป
ทว่าข้ารู้สึกว่าอวี้เหิงมีเปรียบอยู่บ้าง อวี้เหิงหก เซียวม่อเกอสี่”
“ที่แท้อาหนานถือหางอวี้เหิง” เหอเม่ยเข้าใจทันที
หมิงเยวี่ยเยี่ยมีสีหน้าครุ่นคิด ดวงตาสีฟ้าอ่อนลึกลํ้าเท่า
ห้วงสมุทร
ซังหนานยังคิดจะถามนางสืบต่อ ในเวลานี้เอง ทั้งสองฝ่าย
เริ่มเลือกกองทหารของพวกมัน ในหมากรุกสงคราม ขั้นตอนนี้
สำคัญยิ่ง พิชัยยุทธ์ที่แต่ละคนถนัดนั้นผิดแผกแตกต่างดังนั้นการ
เลือกประเภททหารของพวกมันจะแตกต่างกันไปคนละทาง หมาก
รุกสงครามกระดานนี้ใหญ่โตยิ่ง ละเอียดอ่อนยิ่ง มีทหารทุกประเภท
ให้เลือกอย่างพร้อมสรรพ แม่ทัพบัญชาการศึกที่มากประสบการณ์
อาจสามารถประเมินแบบฉบับและกลยุทธ์ของแม่ทัพอีกฝ่ายได้จาก
การจัดองค์ประกอบของกองกำลัง
ทันใดนั้นซังหนานอุทานเบาๆ “ฮะ!”
“อาหนาน มีเรื่องใด?” เหอเม่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้
ซังหนานจ้องมองช่องข่าวอสูรตาเขม็ง สีหน้าแปลกพิกล
“เป็นดังคาด เซียวม่อเกอผู้นี้เป็นบุคคลอันเย่อหยิ่งถือดีจริงๆ!”
“ไฉนกล่าวเช่นนี้?” เหอเม่ยตามไม่ทัน
ซังหนานสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ไม่ละสายตาจากช่องข่าว
อสูรแม้แต่แวบเดียว แต่ปากยังแยกแยะว่า “ทหารที่มันเลือกล้วน
เป็นทหารประเภทจู่โจม! ไม่มีทหารประเภทหนุนเสริม! ไม่มีทหาร
ประเภทป้องกัน! ไม่มีแม้แต่ตนเดียว!”
สิ่งที่ซังหนานไม่ได้กล่าวออกมาก็คือ…
ปกติมีเพียงเณรน้อยมือใหม่เท่านั้นที่จะเลือกจัดทัพ
เช่นนี้!