สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 420 ปกติธรรมดามาก
ทันทีที่ความคิดอันบ้าคลั่งนี้ผุดขึ้น ก็เข้ายึดครองความคิดทั้ง
มวลของจั่วม่อ
ความคิดอื่นทั้งหมดถูกโยนทิ้งไปด้านข้าง ซึ่งความจริง ในช่วง
หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ จู่ๆ ค้นพบแนวคิดที่มีความเป็นไปได้
ประการหนึ่ง ก็เพียงพอให้มันทุ่มเทเดิมพันด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง
เนื่องเพราะมันไม่มีทางเลือกอื่นอีก!
ลูกแก้วห้าธาตุตกอยู่ในอันตรายอย่างร้ายแรง อาจถูกเปลวไฟ
ลายชั้นมหาทิวากลืนกินลงไปได้ทุกเมื่อ ลูกแก้วห้าธาตุเป็น
ปราการป้องกันด่านสุดท้ายของมัน หากเปลวไฟลายชั้นมหาทิวา
กลืนกินลูกแก้วห้าธาตุเสร็จสิ้น เหยื่อรายต่อไปที่จะถูกเปลวไฟลาย
ชั้นมหาทิวาอันคลุ้มคลั่งสวาปามลงไป เกรงว่าจะเป็นตัวจั่วม่อเอง
แล้ว
จั่วม่อดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงฉานในบัดดล
มันผนึกกำลังทั้งมวลที่ยังหลงเหลืออยู่ในร่าง ใช้การแปลงร่าง
ทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาออกมาโดยพร้อมเพรียง!
เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาเป็นอิสระทันที แตกระเบิดลุกฮือโหม
ปกคลุมจั่วม่อเอาไว้ทั้งร่าง เปลวไฟสีทองอ่อนแก่แบ่งไล่เป็นชั้นๆ
อย่างชัดเจน แต่ละชั้นเป็นรูปวงแหวน สะบัดวูบวาบด้วยจังหวะจะ
โคนเดียวกัน งดงามน่าลุ่มหลง คลับคล้ายวงรุ้งสีทองหลายสาย
แต่จั่วม่อไหนเลยจะอยู่ในอารมณ์ชื่นชมความงดงามของเปลว
ไฟลายชั้นมหาทิวา พลังของมันถูกผลาญไปอย่างรวดเร็ว
พลังจิตสำนึกที่ผสานรวมเข้ากับพลังปราณ ทันใดนั้นแตก
กระจายออกเป็นเศษเสี้ยวเล็กๆ นับไม่ถ้วน พร่างพรมลงไปในทุก
ซอกทุกมุมของร่างกาย ราวกับหยาดพิรุณ พวกมันแทรกซึมเข้า
ไปในเลือดเนื้อของจั่วม่ออย่างรวดเร็ว
ตูม!
จั่วม่อรู้สึกราวกับว่าบางอย่างภายในร่างกายแตกระเบิดอย่าง
เฉียบพลัน จิตใจขาวว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์!
ในเวลาเดียวกัน เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาที่ห่อหุ้มจั่วม่อเอาไว้
พลันหยุดเคลื่อนไหวอย่างน่าประหลาด ลูกแก้วห้าธาตุก็หยุดหมุน
เช่นกัน ในชั่วพริบตานี้ ทุกการเคลื่อนไหวในร่างจั่วม่อล้วน
หยุดชะงัก เวลาคล้ายหยุดลงอย่างกะทันหัน
เพียะ!
เสียงแตกระเบิดเบาๆ เงียบสงบอย่างน่าประหลาด เห็นเท้าซ้าย
ของมันระเบิดออกโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า แต่หมอกโลหิตคล้าย
ถูกขุมพลังที่มองไม่เห็นบีบบังคับ เปลี่ยนให้ฉีดพ่นออกมารวมตัว
กันเป็นเม็ดไข่มุกโลหิตขนาดเท่าเมล็ดข้าว
เพียะเพียะเพียะ!
เสียงระเบิดดังรัวเร็ว เห็นหลายส่วนในร่างจั่วม่อแตกปะทุติดต่อ
ตามกัน ไข่มุกโลหิตกลุ่มหนึ่งยืดขยายออกตามแนวท่อนขาของ
จั่วม่อ กระจายตัวอย่างรวดเร็ว
เส้นชีพจรปราณ ข้อต่อ อวัยวะน้อยใหญ่… …
เพียะเพียะเพียะเพียะ… …
กระดูกสันหลังของจั่วม่อแตกปะทุราวคั่วถั่วในกระทะ ร่างกาย
มันสะบัดเริด สั่นสะท้านอย่างรุนแรงไปตามเส้นทาง แต่เปลวไฟลาย
ชั้นมหาทิวาคล้ายถูกแช่แข็ง ยังคงไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
เมื่อไข่มุกเม็ดสุดท้ายในชุดไข่มุกโลหิตสามสิบหกเม็ด ปรากฏ
ขึ้นที่กึ่งกลางหว่างคิ้วของจั่วม่อ ร่างกายมันค่อยสงบลงตามเดิม
จั่วม่อบนใบหน้าไม่ยินดีไม่โศกเศร้า มีเพียงความเฉยเมยไม่
แยแส
ซื่อ!
เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาอันดุร้ายถูกดูดกลืนกลับเข้าไปใน
ร่างกายอย่างรวดเร็ว ทันทีที่เข้าสู่ร่างกาย เปลวไฟก็แบ่งออกเป็น
สามสิบหกส่วน กระจายเข้าสู่กระแสเลือดสามสิบหกสาย พุ่งเข้าไป
ในไข่มุกโลหิตทั้งสามสิบหกลูก
ไข่มุกโลหิตสีแดงเข้มคล้ายถูกย้อมด้วยชั้นสีทองชั้นหนึ่ง
การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาล่มสลายเหมือน
หิมะถล่มทลาย ชุดเกราะปราณและยุทธภัณฑ์เวทที่สวมใส่อยู่บน
ร่าง ล้วนป่นสลายกลายเป็นฝุ่นธุลี สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่บน
ร่างกายของมัน คือบรรดาแหวนมิติบนนิ้วมือ
ท่ามกลางพายุทรายโหมกระหนํ่า จั่วม่อประดุจมนุษย์ที่ไม่เคย
ฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียรมาก่อน บนร่างไม่มีพลังงานใดแม้สักส่วน
เสี้ยว แต่สิ่งที่ชวนให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน คือดวงตาอันเย็นชาและไม่
แยแสต่อสิ่งใดคู่นั้น
พายุทรายต่อให้ทรงพลังกว่านี้ ยังไม่อาจเข้าใกล้เกินรัศมีหนึ่ง
จั้งรอบกายมัน
พื้นที่ว่างหนึ่งจั้งรอบกายจั่วม่อเงียบสงัดเสมือนตาย
อสุภประหลาดเพ่งมองจั่วม่อราวกับว่ามีดอกไม้งอกเงยขึ้นบน
ใบหน้าจั่วม่อก็มิปาน ดวงตาสีเทาคู่นั้นเผยแววขบคิดใคร่ครวญที่
หาได้ยากยิ่ง
ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด รอจนจั่วม่อได้สติอีกครั้ง เห็น
ดวงตาหลายคู่เต็มไปด้วยความห่วงกังวล
“ทุกคนไฉนพากันมองข้าเช่นนั้น?” จั่วม่อถามตาม
สัญชาตญาณ ทันใดนั้นพลันรู้สึกร่างเย็นวาบ พอก้มลงมอง เลือด
ลมก็ฉีดขึ้นใบหน้าทันที ด้วยความเร็วที่มองไม่เห็นชัดตา มันรีบ
ฉวยเสื้อผ้าออกจากแหวน ปกคลุมร่างกายอย่างกระดากใจ
นี่มันเรื่องอะไรกัน?
มันหัวหมุนงุนงง เกิดอะไรขึ้น? จู่ๆ พลันนึกขึ้นได้ สีหน้า
แปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก พายุทราย! ใช่แล้ว! เมื่อครู่มันเผชิญกับ
พายุทราย!
มันใช่ประสบปัญหาใดหรือไม่?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
จั่วม่อหน้าเปลี่ยนสีอย่างกะทันหัน รีบตรวจสอบร่างกายตัวเอง
ทันที
ในร่างกายมันว่างเปล่า ดูผิวเผินไม่มีสิ่งใดผิดแผกจากยาม
ปกติ แต่เมื่อจั่วม่อพยายามโคจรพลังปราณ อดหน้าเปลี่ยนสีอย่าง
รุนแรงไม่ได้!
ไฉนเป็นเช่นนี้?
พลังปราณ พลังจิตสำนึกและสังขารของมันผสานรวมเป็นหนึ่ง
เดียว!
นี่… …นี่มัน!
พลังปราณของมันในอดีตเหมือนกระแสนํ้าลำธารที่ควบคุม
บังคับได้อย่างง่ายดาย แต่ระหว่างพลังปราณกับเลือดเนื้อสังขาร
ประดุจชั้นนํ้ามันกับนํ้า แยกกันอยู่คนละชั้นอย่างชัดเจน พลัง
ปราณหนืดข้นโคจรไปทั่วร่างอย่างเชื่องช้ายิ่ง
พลังจิตสำนึกของมันในกาลก่อนคล้ายกลุ่มหมอก แต่บัดนี้
กลายเป็นตาข่ายขนาดมหึมา แทรกผ่านไปทั่วร่าง สายใยตาข่าย
นับไม่ถ้วนแผ่กระจายไปในเลือดเนื้อทุกซอกทุกมุม
แต่สิ่งที่แปลกประหลาดที่สุด กลับเป็นสังขารร่างกายของมัน!
เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาจอมอหังการไม่ได้ลอยอยู่ในตันเถียน
เช่นในอดีต แต่แทรกซึมกระจัดกระจายเข้าไปในเลือดเนื้อของมัน
แทน เป็นเหตุให้เลือดเนื้อทุกส่วนของมันเคลือบคลุมด้วยเงาสีทอง
แวววาม
นี่… …นี่มันอะไรกันแน่?
จั่วม่อนิ่งขึงตะลึงลานเหมือนไก่ไม้!
“ศิษย์น้อง เจ้าเป็นไรหรือไม่?” เหวยเสิ้งเห็นสีหน้าตื่นตระหนก
ของจั่วม่อ รีบถามไถ่อย่างกังวล ทุกคนล้วนได้รับประโยชน์จาก
พายุทรายครั้งนี้ แต่สภาพของจั่วม่อดูแปลกพิกลอยู่บ้าง จนพวก
มันอดห่วงกังวลไม่ได้
จั่วม่อได้สติทันที เห็นความห่วงใยบนใบหน้าเหล่านั้น ต้องฝืน
เค้นรอยยิ้มขึ้น กล่าวว่า “ไม่มีอะไร ข้าไม่เป็นไร!”
ฟังว่าจั่วม่อปกติดี ทุกคนค่อยถอนหายใจอย่างโล่งอก
พวกมันพากันขยับออกไป จั่วม่อพลันเห็นอสุภประหลาดจาก
มุมหางตา หัวใจโลดขึ้นทันที รีบโถมเข้าหาอสุภประหลาดอย่าง
ร้อนใจ
มันคล้ายเพียงสะกิดเท้าเบาๆ เหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ภาพ
ตรงหน้ากลับพร่าเลือนวูบ!
ร่างมันพุ่งลิ่วไปข้างหน้า ยังไม่ทันจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น มัน
คล้ายชนใส่อะไรบางอย่างเข้าเต็มแรง ในสายตามืดทะมึน
จั่วม่อเบิกตาอย่างโง่งม!
เม็ดทรายเล็กละเอียดนับไม่ถ้วนไหลเข้าไปในปากที่อ้ากว้าง
มันในที่สุดค่อยตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น
มันพุ่งชนทะลุเข้ามาอยู่ในเนินทราย!
โดยไม่จำเป็นต้องผนึกพลังจิตสำนึก มันก็สามารถตรวจจับ
ทุกสิ่งโดยรอบได้อย่างละเอียดชัดเจน มันอยู่ใต้เนินทรายจริงๆ! พุ่ง
ชนหัวปักเข้ามาในเนินทราย!
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน?
มันไม่อาจเข้าใจได้ กดมือลงบนพื้นโดยไม่ตั้งใจ เพียงคิดดึง
ตัวเองออกจากพื้นทราย แต่แล้วมือของมันยังไม่ทันจะใช้กำลังใด
ร่างพลันพุ่งลิ่วดุจกระบี่บินเหินทะยาน สูงขึ้นไปกลางอากาศหลาย
จั้ง!
กลางเวหา จั่วม่อปล่อยให้ทรายผลึกทองไหลร่วงลงจากร่าง สี
หน้าว่างเปล่าซึมเซา
ผู้ใดสามารถบอกข้าได้ว่าเกิดอะไรขึ้น?
ใบหน้าสับสนงุนงง จั่วม่อตัวแข็งทื่อ ร่วงลิ่วลงมาดุจก้อนหิน
รอจนอยู่ห่างจากพื้นสิบกว่าจั้ง แม้ว่ามันยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่ก็ทราบว่าจะต้องเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงทางสังขารร่างกาย
ของมันแน่
อันดับแรกก็ต้องลงไปเสียก่อนค่อยว่ากัน มันคิดเช่นนี้
แต่เพียงแค่ความคิดบังเกิด จั่วม่อสายตาพร่าเลือนวูบอีกครั้ง
รอจนมองเห็นชัดตา มันก็ลงมาถึงพื้นเรียบร้อยแล้ว!
พบพานผีสางแล้ว!
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง!
“ครั้งนี้ต้าเหรินได้รับประโยชน์ไม่น้อยจริงๆ!” เซี่ยซานเงยหน้า
ขึ้นมอง พลางทอดถอนชมเชย
“ต้าเหรินเป็นยอดอัจฉริยะโดยแท้!” จงหยูประนมมือ สีหน้า
เคร่งขรึมสำรวม “เมื่อครู่นี้ข้ากระทั่งร่างของต้าเหรินยังไม่เห็นชัด
ตา! น่าสะพรึงกลัวยิ่ง!”
“ข้าก็เช่นกัน!” เซี่ยซานเข้าอกเข้าใจเป็นอย่างดี จากนั้นหัน
ไปถามเหวยเสิ้ง “เหวยซือ เมื่อครู่ท่านเห็นชัดตาหรือไม่?”
เหวยเสิ้งสั่นศีรษะ แต่ไม่กล่าวอันใด นึกถึงท่าร่างของจั่วม่อเมื่อ
ครู่ ความตื่นตะลึงสายหนึ่งพาดผ่านในใจ ในสายตาของมันเมื่อครู่
ก็เห็นเพียงเงาเลือนรางสายหนึ่ง!
นี่เป็นไปไม่ได้!
เหวยเสิ้งแทบร้องอุทานอย่างแปลกใจ ควรทราบว่ามันไม่ได้
สัมผัสผู้อื่นโดยพึ่งพาแค่เพียงสายตาของมันเท่านั้น แต่เป็นการใช้
เจตจำนงกระบี่แทนสายตา! ในประสบการณ์ของมัน ไม่มีสิ่งใด
รวดเร็วไปกว่าเจตจำนงกระบี่!
แต่เมื่อครู่… …เจตจำนงกระบี่ของมันถึงกับติดตามความเร็ว
ของศิษย์น้องไม่ทัน!
นี่หมายความว่าอย่างไร? มันเหงื่อเย็นไหลท่วมแผ่นหลัง หาก
เจตจำนงกระบี่ไม่อาจไล่ทันความเร็วของผู้อื่น นี่ย่อมหมายความว่า
มันไม่สามารถจับตรึงอีกฝ่ายไว้ได้ เมื่อไม่อาจจับตำแหน่งเป้าหมาย
การโจมตีย่อมไร้ผล!
เกิดอะไรขึ้นกับศิษย์น้อง? เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
จั่วม่อก้มตัวลง ค่อยๆ ยกเท้าขึ้นอย่างระมัดระวัง จากนั้นวาง
เท้าลงช้าๆ ราวกับว่าทรายใต้ฝ่าเท้าของมันเป็นสมบัติลํ้าค่าอัน
เปราะบาง
ทุกผู้คนที่อยู่รอบข้างสายตาเปลี่ยนเป็นแปลกพิกล ต้าเหรินดู
คล้ายเป็ดกำลังเดินย่อง!
จั่วม่อไม่ได้สังเกตเห็นสายตาของคนอื่น สมาธิจิตใจทั้งหมด
ของมันทุ่มเทลงไปที่สองเท้า แต่ละก้าวของมันมุ่งมั่นบรรจงราวกับ
กำลังเย็บปักถักร้อย
บัดเดี๋ยวจมลึก บัดเดี๋ยวตื้นเขินสลับกันไป ในที่สุดจั่วม่อเดิน
ไปถึงเบื้องหน้าอสุภประหลาดอย่างทุลักทุเล ค่อยระบายลมหายใจ
อย่างโล่งอก
“เกิดอะไรขึ้นกับข้า?” จั่วม่อถามห้วนๆ
เจ้าหลอกลวงพวกมันทั้งหมด แล้วยังฉุดลากเสี่ยวเหยียลงนํ้า
ไปด้วย ตอนนี้เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าต้องมีคำอธิบาย!
อสุภประหลาดเอียงคอ “เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่าเกิด
อะไรขึ้น?”
จั่วม่อถลึงตา “ร่างกายข้า! เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของข้า?”
อสุภประหลาดกวาดตามองมันขึ้นๆ ลงๆ จากนั้นกล่าว
“ร่างกายของเจ้าปกติธรรมดามาก”
จั่วม่อแทบกระอักเลือด ปกติธรรมดา? นี่ยังเรียกว่าปกติ
ธรรมดาอีก? เช่นนั้นร่างกายเสี่ยวเหยียที่ผ่านมาเรียกว่าอะไรเล่า?
ผิดปกติอย่างนั้นหรือ?
มองดูสีหน้าเรียบเฉยของอสุภประหลาด จั่วม่อลอบทอดถอน
อย่างช่วยไม่ได้ เป็นมันโง่เขลาไปเอง ที่หวังพึ่งพาเจ้าวัตถุโบราณ
จากหลายหมื่นปีมาแล้ว! หลายหมื่นปีที่ผ่านมา ยาวนานพอให้
สมองของเจ้าผู้นี้ผุเปื่อยไปไม่รู้ว่ากี่รอบต่อกี่รอบ!
แต่จั่วม่อก็นึกขึ้นได้ ว่ามันยังมีวัตถุโบราณอีกสองชิ้นอยู่ใน
ร่าง เจ้าวัตถุโบราณอายุหลายพันปีคู่นี้ สมควรปกติมากกว่าวัตถุ
โบราณอายุหลายหมื่นปีอยู่บ้าง!
มันพลันจดจำได้ว่าตอนที่เปลวไฟอาละวาด มันไม่สามารถ
เรียกหาผูเยาได้ คิดถึงตรงนี้ต้องใจหายวาบ รีบเรียกหาผูเยาที่อยู่
ในทะเลแห่งจิตสำนึกทันที
จั่วม่อพอเห็นใบหน้าที่มีสีหน้าไม่สู้ดีของผูเยา ต้องรู้สึกสนิท
สนมอย่างบอกไม่ถูก
แต่วาจาถัดมาของผูเยา บันดาลให้มันทอดถอนหดหู่ใจทันที
“ข้ารู้ว่าเจ้าจะถามเรื่องใด” ผูเยาสีหน้าเคร่งขรึม “การ
เปลี่ยนแปลงภายในร่างกายเจ้าเป็นสิ่งที่หายากถึงที่สุด ข้าก็เพิ่ง
เคยเห็นเป็นครั้งแรก พลังจิตสำนึก พลังปราณและสังขารร่างกาย
กลับสามารถคงอยู่เป็นหนึ่งเดียวกัน เรื่องเช่นนี้ข้าไม่เคยพบเห็นมา
ก่อน”
จั่วม่อหัวใจเย็นเฉียบ
เว่ยก็สีหน้าหนักอึ้งพอกัน “ขอโทษด้วย ข้าก็เพิ่งเคยเห็นเป็น
ครั้งแรกเช่นกัน”
จั่วม่อหน้าขาวเผือดจนเขียวคลํ้า
อย่างไรก็ตาม เว่ยสมกับที่เป็นของเก่าอายุมากกว่าผูเยา
เล็กน้อย มันลังเลแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า “ข้าสงสัยว่าสภาพของเจ้า
ในตอนนี้…ค่อนข้างคลับคล้ายกับเหล่ายอดยุทธ์สมัยโบราณอยู่
บ้าง”
ผูเยางงงันวูบ จากนั้นสีหน้าเผยร่องรอยคึกคักกระตือรือร้น
ทันที “ใช่แล้ว! สภาพของเจ้ามิใช่ว่าคล้ายเหมือนกับยอดยุทธ์
โบราณหรอกหรือ? ยอดยุทธ์สมัยโบราณไม่ได้แบ่งแยกพลังปราณ
พลังจิตสำนึกและพลังสังขารออกจากกัน!”
ยอดยุทธ์…โบราณ… …
ถึงแม้ว่าเว่ยกับผูเยาจะเพียงแค่คาดเดา แต่จั่วม่อกลับประหวัด
นึกถึงวาจาที่อสุภประหลาดเพิ่งกล่าวเมื่อครู่ตามสัญชาตญาณ
แล้วใบหน้าพลันซีดจนขาว!
เจ้าวัตถุโบราณอายุหลายหมื่นปี บอกว่าร่างกายของจั่วม่อ…
ปกติธรรมดามาก… …
นั่นหมายความว่า…ในสายตาของอสุภประหลาด จั่วม่อกลาย
เป็นเช่นเดียวกับตัวมันเอง!