สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 421 ความคิดที่เสียสติที่สุด
ในเวลานี้ จั่วม่อไม่ทราบจะบ่งบอกบรรยายความรู้สึกของมัน
อย่างไรดี
นี่เป็นเรื่องจริงหรือ… …เป็นเช่นนี้จริงๆ หรือ… …
นี่ไม่ใช่อารมณ์เศร้าสลด แต่ก็ไม่ใช่ปิติยินดีมากนัก จั่วม่อปรับ
อารมณ์อย่างรวดเร็ว ในเมื่อเรื่องราวเกิดขึ้นแล้ว ต่อให้ครุ่นคิดมาก
เท่าใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนความจริงที่เกิดขึ้นแล้วได้
รู้สึกถึงพลังสามสายในร่างที่ผสานรวมกันอย่างกลมกลืน มัน
อยากรู้อยากเห็นอยู่บ้าง ยอดยุทธ์ในสมัยโบราณก็เป็นเช่นนี้หรือ?
เช่นนั้นพวกมันโคจรพลังกันอย่างไร?
คิดไปคิดมา จั่วม่อตกลงใจไปตามหาเพื่อถามอสุภประหลาด
ตรงๆ เสียเลย ดีกว่าจะมัวมาครุ่นคิดเลื่อนลอยอย่างไม่มีจุดหมาย
เช่นนี้
ปฏิกิริยาตอนแรกของจั่วม่อดูเหมือนแปลกพิลึกอยู่บ้าง แต่
หลังจากนั้นก็สงบเป็นปกติ ความกังวลของทุกคนก็ค่อยๆ ลดลง
พวกมันหันไปกังวลสนใจอยู่กับพายุทรายอันน่าประหวั่นพรั่นพรึง
แทน เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ ทุกคนล้วนหน้าเปลี่ยนสีโดยไม่มี
ข้อยกเว้น
ประการหนึ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน คือความสามารถในการ
ป้องกันตัวเองของเรือขนส่งทาสนั้น ไม่เพียงพอต่อการรับมือสภาพ
อากาศอันเลวร้ายอย่างเช่นพายุทราย ควรทราบว่าพวกมันเพิ่งจะ
ก้าวเข้าสู่ชายขอบของบริเวณใจกลางสนามรบเท่านั้น ผู้ใดทราบ
ว่ายังมีอันตรายอีกมากมายเท่าใดรอคอยพวกมันอยู่เบื้องหน้า?
เกี่ยวกับปัญหานี้ ทุกคนไม่มีผู้ใดคาดหวังในแง่ดี
ในบรรดาเรือขนส่งทาสทั้งหมด เรือที่มีสภาพดีที่สุดเป็นเรือ
อีกาทองคำของค่ายจินวู เนื่องจากค่ายจินวูไม่มีผู้ใดมี
ความสามารถเชิงยุทธ์ จึงพากันทุ่มเทสมาธิจิตใจ ปรับปรุงเสริม
กำลังแก่เรือขนส่งทาสของตนอยู่เสมอ ส่วนเรือขนส่งทาสลำอื่น
บรรทุกไพร่พลที่เป็นหน่วยรบ ปกติพวกมันเอาแต่ครํ่าเคร่งฝึกฝีมือ
บำเพ็ญเพียร ดังนั้นเรือขนส่งทาสของพวกมันเมื่อเทียบกันแล้ว มี
พลังป้องกันเปราะบางกว่ามาก
หากมิใช่ว่าอสุภประหลาดยื่นมือเข้าช่วยรักษาเสถียรภาพ ผล
สุดท้ายคงเลวร้ายสุดคาดคิด
ค่ายจินวูทั้งเบื้องสูงเบื้องตํ่าพากันเคลื่อนไหวอย่างพรักพร้อม
หากก่อนหน้านี้พวกมันกำลังลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่งแล้วละก็
ยามนี้ทุกคนก็สีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง บรรยากาศตึงเครียดแผ่ซ่าน
ไปทั่ว
ไม่มีผู้ใดทราบว่าพายุทรายลูกต่อไปจะมาเมื่อใด!
สิ่งเดียวที่เรียกได้ว่าเป็นมหาวาสนาในคราเคราะห์ นั่นก็คือที่นี่
เต็มไปด้วยวัตถุดิบที่ไม่รู้จักหมดสิ้น!ทรายผลึกทอง! ทรายผลึก
ทองปริมาณมหาศาลไร้ขอบเขต ที่ต่อให้ใช้ไปมากเท่าใด ก็ไม่
สามารถใช้จนหมดได้!
“ข้ามีความคิดหนึ่ง” ซุนเป่าโพล่งขึ้นอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ขณะ
จ้องมองทะเลทรายกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา
จี๋เหว่ยถามอย่างสงสัยใคร่รู้ “ความคิดใด?” พวกมันรู้ใจกัน
เป็นที่สุด จี๋เหว่ยทราบว่าสิ่งที่ซุนเป่าเอ่ยออกมาในเวลาเช่นนี้ ย่อม
ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ
ซุนเป่าหันหน้าขวับมามอง สายตาลุกโชนร้อนเร่า “เราจะใช้
ทรายผลึกทอง หลอมสร้างเรือขนส่งทาสลำใหม่!”
“ใช้ทรายผลึกทองหลอมสร้างเรือขนส่งทาสลำใหม่?” จี๋เหว่ย
อุทานอย่างแตกตื่น “สวรรค์! เจ้าเสียสติแล้ว!”
“มิผิด! ใช้ทรายผลึกทองหลอมสร้างเรือสมบัติลำใหม่ของ
เรา! เรือทั้งลำ ล้วนใช้ทรายผลึกทองสร้างมารดามันทั้งหมดเลย!”
ซุนเป่าคล้ายคนสติฟั่นเฟือนผู้หนึ่ง กรีดวาดมือไปมา พลางหัวร่อ
ดังสนั่น “อาจี๋! เจ้าลองดูสถานที่นี้ ไม่ว่ามองที่ใดก็ล้วนแต่เป็น
ทรายผลึกทอง! หากเราออกไปจากที่นี่ ชั่วชีวิตนี้อาจไม่ได้พบเจอ
กับโอกาสอันดีงามเช่นนี้อีกเป็นครั้งที่สอง!”
จี๋เหว่ยเหม่อมองทะเลเนินทรายไร้ขอบเขต หัวใจสั่นหวั่นไหว
ดวงตาค่อยๆ สาดประกายร้อนแรงทีละน้อย คึกคักลิงโลดขึ้น
เรื่อยๆ!
ซุนเป่ากล่าวไม่ผิด หากพวกมันพลาดโอกาสที่อยู่ตรงหน้านี้
ชั่วชีวิตนี้อาจไม่ได้พบเจอมหาวาสนาเช่นนี้อีกเป็นหนที่สอง! ไม่ว่า
ครั้งนี้พวกมันขนถ่ายทรายผลึกทองไปด้วยมากมายเท่าใด พวก
มันก็จะไม่มีวันได้สิ้นเปลือง เท่ากับการใช้ทรายผลึกทองสร้างเรือ
สมบัติทั้งลำอีกแล้ว เรือสมบัติลำโตที่สามารถรองรับพี่น้องทุกคน
พร้อมกัน!
“แต่เรายากจะถลุงทรายผลึกทองและหลอมสร้างมันได้… …”
ซุนเป่าตัดบทอย่างไม่ลังเลใจ “เช่นนั้นเราจะใช้กระถางภูตแดง
เพลิง! เจ้าจดจำไม่ได้แล้วหรือ ว่าคราวที่แล้วพวกเราหลอมสร้าง
กระถางภูตแดงเพลิงขึ้นมาได้อย่างไร? เพียงแค่ทำเช่นนั้นอีกครั้งก็
พอ!”
เห็นสองปรมาจารย์ยิ่งมายิ่งตะโกนตื่นเต้นด้วยใบหน้าแดงกํ่า
ผู้คนของค่ายจินวูพากันสุมหัวเข้ามารวมกันมากขึ้นเรื่อยๆ
รอจนกระทั่งพวกมันเข้าใจว่าสองปรมาจารย์สนทนาเรื่องเสีย
สติอันใด พวกมันล้วนนิ่งขึงตะลึงงัน!
แต่หลังจากเงียบกริบไปชั่วครู่สั้นๆ ผู้คนรอบข้างก็ระเบิดขึ้น
พร้อมกัน!
“ลงมือเลย! นี่เป็นโอกาสสุดยอดที่หาไม่ได้อีกแล้ว… …”
“โฮ! สวรรค์! แค่คิดก็ตื่นเต้นจนตัวสั่นแล้ว! เรือสมบัติทราย
ผลึกทอง!”
“เสียสติ! พวกเราล้วนเสียสติกันหมดแล้ว! แต่นี่ยอดเยี่ยม
จริงๆ!”
ทุกผู้คนจมลงในความลิงโลดแทบคลุ้มคลั่ง! ความคิดอันบ้า
คลั่งสุดขีดของซุนเป่า ไม่ว่าซิวเจ่อสายการผลิตใดหากได้ยินเข้า
ก็เพียงพอให้ตื่นเต้นลิงโลดจนคลุ้มคลั่งอย่างแท้จริง
“เข้าใจแล้วหรือไม่?” อสุภประหลาดหันกลับมาถาม
เบื้องหน้ามัน เห็นหลุมลึกตรงดิ่งทอดยาวไปไกลนับสิบลี้ หลุม
นี้ยังกว้างหลายจั้ง ขอบผนังราบเรียบใสแจ๋วอย่างกับแก้วผลึก นั่น
สมควรเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากทรายผลึกทองถูกหลอมละลาย
ในชั่วพริบตาเดียว
และทั้งหมดทั้งมวลนี้ เกิดจากการที่อสุภประหลาดจี้ดรรชนี้ใส่
คราหนึ่งเท่านั้น
ทุกผู้คนแตกตื่นสุดระงับ! มีเพียงจั่วม่อที่เป็นข้อยกเว้น มันมีสี
หน้าผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด
มันตอบอย่างหดหู่ว่า “ข้าพอจะเข้าใจหลักการคร่าวๆ”
อสุภประหลาดพลังฝีมือเข้มแข็งสุดเปรียบปาน แข็งแกร่งเสีย
จนเพียงแค่ชี้นิ้วคราเดียว ก็สามารถบดขยี้จั่วม่อเป็นผุยผง แต่
จั่วม่อยังคงเผยสีหน้าผิดหวังอย่างไม่อาจควบคุมตัวเองได้
อสุภประหลาดทรงพลังสุดฟ้าสุดดินอย่างแท้จริง แต่นั่นเป็น
เพียงเพราะด่านพลังที่ห่างชั้นกันมากเกินไปเท่านั้น ตัวประหลาดที่
มีชีวิตมานานหลายหมื่นปี พลังที่สั่งสมตลอดช่วงเวลานั้นย่อมต้อง
น่าแตกตื่นสะท้านโลก แต่กระบวนท่าจี้ดรรชนีที่ชวนพรั่นพรึง กลับ
ไม่ได้สำแดงร่องรอยของทักษะยุทธ์แม้แต่น้อย
นี่เป็นกระบวนท่าโจมตีแบบพื้นฐานและดั้งเดิมที่สุด แค่ผนึก
พลังทั้งหมดบีบอัดไว้ที่จุดเดียว แล้วปลดปล่อยออกมา ในแง่ของ
ทักษะยุทธ์ไม่อาจเทียบชั้นได้กับกระบวนท่าสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
ซิวเจ่อหรืออสูรปิศาจ พวกมันล้วนพัฒนาเคล็ดวิชาฝึกฝีมือ
บำเพ็ญเพียรของตน ก่อร่างลักษณะพิเศษของตน มุ่งเน้นไปคนละ
วิถีทาง สรรค์สร้างระบบของแต่ละเผ่าพันธุ์ เต็มไปด้วยเคล็ดวิชา
หลากหลายมากมาย กระทั่งวิถีฝึกปรือสังขารปิศาจที่อ่อนด้อยด้าน
ทักษะยุทธ์ที่สุดในสามวิถี ก็ยังประณีตและละเอียดซับซ้อนกว่าวิธี
โจมตีของอสุภประหลาดไม่รู้ว่ากี่เท่าตัว
จั่วม่อฝืนยิ้มอย่างขมขื่น
ขบคิดดูอีกที นี่ก็นับว่าสมเหตุสมผลมากที่สุดแล้ว วิถีการฝึก
ฝีมือพัฒนามาอย่างต่อเนื่องหลายหมื่นปี หลังจากผ่านการพัฒนา
รุ่นแล้วรุ่นเล่า การที่ทักษะยุทธ์จะทรงพลังกว่าสมัยก่อนก็เป็นเรื่องที่
สมเหตุสมผล หากมิใช่ว่ามหาสงครามเมื่อสามพันปีก่อน เป็นเหตุ
ให้วิชาความรู้ขาดช่วงหายสาบสูญไปเป็นจำนวนมาก วิถีการฝึก
ฝีมือของปัจจุบันก็ไม่แน่ว่าจะสู้คนสมัยก่อนไม่ได้
ดูเหมือนว่ามันต้องค้นหาวิธีการด้วยตัวเองเสียแล้ว
อสุภประหลาดเป็นสุดยอดอัจฉริยะแห่งยุคสมัยผู้หนึ่ง หลังจาก
ขบคิดชั่วแวบ พลันเข้าใจความหมายในวาจาจั่วม่อทันที ผงก
ศีรษะพลางกล่าว “ทักษะยุทธ์ของเจ้าซับซ้อนและหลากหลายยิ่ง
เหนือลํ้ากว่าพวกเรามาก” จากนั้นถามอย่างงุนงง “มีเพียงเหตุผล
เดียวที่จำต้องพัฒนาทักษะยุทธ์เหล่านี้จนกลายเป็นลึกลํ้าซับซ้อน
นั่นคือพลังปราณธรรมชาติกลายเป็นสิ่งหายาก หรือว่าในยุคสมัย
นี้พลังปราณธรรมชาติด้านนอกกลายเป็นเบาบางมากใช่หรือไม่?”
“ในยุคสมัยของท่านพลังปราณธรรมชาติหนาแน่นสมบูรณ์
มากหรือ?” จั่วม่อย้อนถามอย่างใคร่รู้
“ในยุคสมัยของเรา ไม่เคยต้องกังวลสนใจกับพลังปราณ
ธรรมชาติ สิ่งมีชีวิตทั้งหมดทราบด้วยตัวเองว่าจะดูดซับพลังปราณ
ธรรมชาติได้อย่างไร นี่เป็นความสามารถแต่กำเนิด” อสุภ
ประหลาดแถลงไข
“จริงดังคาด” จั่วม่อคาดไว้แล้วว่าคำตอบจะเป็นเช่นนี้ หาได้
ประหลาดใจไม่ ทรัพยากรไหนเลยจะอยู่ยงคงกระพัน ยิ่งใช้ก็มีแต่
ยิ่งหมดลง หลังจากผ่านการใช้อย่างต่อเนื่องหลายหมื่นปี ต่อให้
เป็นทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ก็คงจะหลงเหลือไม่มากแล้ว
อสุภประหลาดกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว ไม่ต้องแปลกใจว่าไฉน
ข้ารู้สึกอ่อนแอลง ที่แท้พลังปราณธรรมชาติลดน้อยถอยลงไป
มาก” มันพึมพำ “ใช่ เวลายาวนานมากเกินไป”
จู่ๆ มันก็เงยหน้าขึ้นถาม “เวลานี้มีกี่ชาติพันธุ์?”
“กี่ชาติพันธุ์?” จั่วม่อใบหน้างงงวย
อสุภประหลาดเพ่งดวงตาสีเทาจ้องหน้าจั่วม่อ “ต้องมีสิ่งมีชีวิต
ที่ไม่เหมือนกับเจ้าอยู่”
จั่วม่อพอฟังค่อยกล่าวอย่างเข้าใจ “ท่านใช่หมายถึงอสูรปิศาจ
หรือไม่?”
“อสูรปิศาจ?”
“เผ่าพันธุ์อสูร ส่วนใหญ่ถือกำเนิดจากแก่นสารของพืช
เผ่าพันธุ์ปิศาจมาจากสัตว์ป่า ส่วนพวกเราเป็นมนุษย์”
อสุภประหลาดเงียบงันไปนาน จากนั้นค่อยพึมพำ “ที่แท้เป็น
เช่นนี้”
จั่วม่อไม่ทราบว่า ‘ที่แท้เป็นเช่นนี้’ ของอสุภประหลาด
หมายความว่าอย่างไร มันถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “ในยุคสมัย
ของท่านมีอสูรปิศาจหรือไม่?”
ยุคสมัยโบราณกาลห่างไกลจากปัจจุบันมากเกินไป บันทึก
เรื่องราวสมัยโบราณยิ่งมีอยู่น้อยนิดจนน่าเวทนา ทุกผู้คนไหนเลย
จะไม่กระหายใคร่รู้ได้
อสุภประหลาดสั่นศีรษะ เล่าว่า “ในสมัยของเรา แม้จะมีหลาย
ชาติพันธุ์ แต่มีสิ่งมีชีวิตเพียงอย่างเดียวเท่านั้น รูปโฉมไม่ได้ผิด
แผกแตกต่างกันมากนัก สิ่งมีชีวิตแทบทั้งหมดสามารถ
เปลี่ยนแปลงรูปร่างหน้าตาได้ตามต้องการ ชาติพันธุ์มนุษย์เป็น
หนึ่งในสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น แทบไม่มีสิ่งใดแตกต่างจากชาติพันธุ์อื่นๆ
เพียงแต่พวกมันอ่อนแอยิ่ง”
“อ่อนแอ?” จั่วม่อดวงตาเบิกกว้างเท่าไข่ห่าน เต็มไปด้วยความ
ไม่เชื่อ
เผ่าพันธุ์มนุษย์น่ะหรืออ่อนแอ จะเป็นไปได้อย่างไร? ยุคนี้
อาณาจักรมนุษย์แทบจะเทียบเท่ากับจำนวนอาณาจักรของอสูร
ปิศาจรวมกันด้วยซํ้า ในด้านของสุดยอดฝีมือ จำนวนสุดยอดฝีมือ
ฝ่ายซิวเจ่อก็เหนือลํ้ากว่าอสูรปิศาจมาก
ในมหานครนภาโลหิต ซิวเจ่อไล่ล่าอสูรปิศาจมานานหลาย
พันปี! เป็นเวลาหลายพันปีที่อสูรปิศาจเป็นเพียงเหยื่อของมนุษย์
ไม่น่าแปลกใจเลยที่จั่วม่อคิดว่ามันฟังผิดพลาด มนุษย์น่ะหรือที่
อ่อนแอในยุคสมัยโบราณ?
“อสูรปิศาจที่เจ้ากล่าวถึง ในยุคสมัยนั้นพวกมันมีพรสวรรค์
เลิศลํ้ามาก สิ่งมีชีวิตหลายเผ่าครอบครองพลังอำนาจมากมาย
ตั้งแต่เกิด หากพวกมันฝึกปรืออีกสักเล็กน้อย ก็จะแข็งแกร่งทรง
พลังยิ่ง แต่มนุษย์เราไม่ได้มีพรสวรรค์เช่นนั้น จึงมักถูกสยบเอาไว้
ตลอดมา”
อสุภประหลาดบอกเล่าเสียงเรียบเรื่อยแผ่วเบา ราวกับกำลัง
บรรยายถึงบางสิ่งที่ไม่สลักสำคัญอันใด
แต่จั่วม่อกับพวกกลับมีสีหน้าสับสนมึนงง เรื่องราวเหล่านี้
สำหรับพวกมันแล้ว ยังน่าตระหนกยิ่งกว่ากระบวนท่าดรรชนี
สะท้านฟ้าดินของอสุภประหลาดเสียอีก
“เช่นนั้น…เช่นนั้นไฉนเผ่าพันธุ์มนุษย์ตอนนี้จึงเข้มแข็งที่สุด
เล่า?” จั่วม่อตะกุกตะกักถาม
“หากข้าคาดเดาไม่ผิด จะต้องเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลง
ของพลังปราณธรรมชาตินี้เอง สิ่งมีชีวิตเผ่าอื่นๆ แม้มี
ความสามารถที่ร้ายกาจ แต่เมื่อพลังปราณธรรมชาติกลับ
กลายเป็นหายาก ความสามารถตามธรรมชาติของพวกมันย่อม
ต้องอ่อนแอลง แต่เผ่าพันธุ์มนุษย์ที่ไม่เคยพึ่งพาความสามารถตาม
ธรรมชาติตั้งแต่แรก จึงไม่ประสบความสูญเสียมากเท่าสิ่งมีชีวิตเผ่า
อื่น …กาลเวลาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง”
อสุภประหลาดดวงสีเทาทอแววว่างเปล่า แต่วาจาของมันเต็ม
ไปด้วยภูมิปัญญาอันลึกลํ้า
จั่วม่อแม้สีหน้าคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจอยู่บ้าง แต่มันทราบ
ว่าสิ่งที่อสุภประหลาดกล่าวมา สมควรใกล้เคียงกับความเป็นจริง
มากที่สุดแล้ว
“ต้าเหริน! ต้าเหริน!!
จั่วม่อคล้ายสะดุ้งตื่นจากฝัน หันไปมองซุนเป่าผู้กำลังแล่นตรง
เข้ามา ทำเสียงรับคำในลำคอ “อืมม์”
ซุนเป่ากล่าวอย่างระมัดระวังถ้อยคำอยู่บ้าง “พวกเราตกลงใจ
จะหลอมสร้างเรือใหญ่!”
“อ้อ หลอมสร้างเรือใหญ่ ก็ทำไปสิ” จั่วม่อตอบไปตาม
สัญชาตญาณ คล้ายยังไม่ได้สติอย่างสมบูรณ์
ซุนเป่ากัดฟัน กล่าวสืบต่อ “เราตั้งใจจะหลอมสร้างเรือสมบัติ
ทรายผลึกทองทั้งลำ!”
“เรือสมบัติทรายผลึกทอง… …ทั้งลำ… …” จั่วม่อทวนคำอย่าง
มึนงง แล้วเบิกตาโพลงอย่างฉับพลัน “ประเดี๋ยวก่อน… …เจ้าว่า
อะไรนะ?”
“เรากำลังวางแผนจะใช้ทรายผลึกทอง สร้างเรือใหญ่ลำ
หนึ่ง! เรือสมบัติยักษ์ที่สามารถรองรับพวกเราทุกคน!” ซุนเป่าเงย
หน้าจ้องมองจั่วม่อ ดวงตาสาดประกายร้อนแรง
จั่วม่ออ้าปากหวอ เหม่อมองซุนเป่าอย่างโง่งม
“ต้าเหริน ต่อไปการเดินทางของเราจะยิ่งต้องเผชิญกับ
อันตรายร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ลำพังเรือขนส่งทาสของพวกเราไม่
สามารถยืนหยัดได้ตลอดรอดฝั่งแน่ นอกจากนี้เรายังมีทรัพยากร
ทรายผลึกทองที่ไม่มีหมดสิ้นอยู่ตรงนี้! นี่เป็นโอกาสที่สวรรค์
ประทานให้แก่เรา! ไฉนเราไม่ใช้โอกาสนี้ หลอมสร้างเรือใหญ่ที่
สามารถแก้ปัญหาทุกสิ่งพร้อมกันเล่า?” ซุนเป่ากล่าวอย่างไม่กลัว
เกรง
เนิ่นนานให้หลัง จั่วม่อค่อยฟื้นสติสมบูรณ์ ดวงตาเป็นประกาย
ขึ้นเรื่อยๆ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นคึกคัก
ถูกแล้ว!
หากพวกมันสามารถใช้ทรายผลึกทองหลอมสร้างเรือใหญ่
จั่วม่อเพียงแค่คิด ยังรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่านแทบระเบิด ทรายผลึก
ทองที่โลกภายนอกนับขายกันเป็นเม็ด แต่มันสามารถใช้หลอม
สร้างเรือใหญ่ทั้งลำ!
ช่างเป็นความคิดที่บ้าคลั่งที่สุด!
จั่วม่อดวงตาลุกวาวจ้า กล่าวอย่างดุเดือด “หลอมสร้าง
มัน! ไฉนเราจะไม่สร้างเล่า! ทั้งยังจะหลอมสร้างให้ใหญ่ที่สุดเท่าที่
เราจะทำได้!”
ด้วยคำอนุญาตของมัน ค่ายจินวูตั้งแต่เบื้องสูงเบื้องตํ่า ตกลงสู่
ความบ้าคลั่งไปในบัดดล