สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 422 จอมทรราช
“เจ้าผู้นี้ช่างหลับได้หลับดีจริงๆ จนบัดนี้ยังไม่ยอมตื่นขึ้นมา!”
เหนียนลู่บ่นพึมพำ แต่ในดวงตาทอแวววิตกกังวล
เหลยเผิงไม่กล่าววาจา นับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา มันก็กลับ
กลายเป็นสงบปากสงบคำกว่าเดิม นั่งนิ่งประดุจหุ่นไม้ แต่ดวงตาคม
วาวน่าสะพรึงกลัวกว่าเดิม เวลานี้ดวงตาคมกริบดุจคมดาบก็ฉาย
เค้าความวิตกกังวลเช่นกัน
มันกับเหนียนลู่ฟื้นคืนสติได้สามวันแล้ว แต่ม้าฝานกลับยังคง
ไม่ตื่นขึ้นมา
เหลยเผิงกับเหนียนลู่ทอดตามองค่ายพักที่คึกคักวุ่นวาย ทุก
ผู้คนครํ่าเคร่งฝึกฝีมืออย่างดุเดือด ทั้งสองคนพอตื่นขึ้นมาไม่นาน
ก็ได้รับฟังเรื่องราวที่เหลือเชื่อมากมาย อย่างเช่นผืนทรายใต้ฝ่าเท้า
ของพวกมัน คือทรายผลึกทองระดับห้าที่เพียงแค่เม็ดเดียวก็ราคา
แพงระยับ รวมถึงเรื่องของอสุภประหลาด ซึ่งอาจเป็นยอดยุทธ์
โบราณที่เหลือรอดจากหลายหมื่นปีก่อน
ทุกเรื่องราวอัศจรรย์พันลึกเกินไป หากสหายของพวกมัน
ไม่ได้ทำสีหน้าจริงจัง และแทบจะสบถสาบานออกมา เหลยเผิงกับ
เหนียนลู่ต้องไม่ยอมเชื่อเป็นแน่
ทุกผู้คนแล่นเข้ามาทักทายเหลยเผิงกับเหนียนลู่ ตบหลังตบ
ไหล่อย่างปิติยินดี จนทั้งสองตื้นตันแทบหลั่งนํ้าตา แต่แล้วสหายทั้ง
กลุ่มหลังจากทักทายช่วงสั้นๆ ก็แล่นกลับไปฝึกปรืออย่างดุเดือด
ตามเดิม การฝึกปรือที่ดูคล้ายต้องการทำให้ตัวเองพิการเสีย
มากกว่า
เหลยเผิงกับเหนียนลู่หันมองหน้ากัน การครํ่าเคร่งฝึกปรือ
อย่างบ้าคลั่งแม้เป็นประเพณีอันดีงามของค่าย แต่การฝึกปรือถึง
ขั้นท้าทายมฤตยูเช่นนี้ พวกมันเพิ่งจะเคยเห็นเป็นครั้งแรก
ต่อมาในภายหลัง พวกมันทั้งสองค่อยได้ฟังว่าระหว่างที่เกิด
พายุทรายเมื่อหลายวันก่อน ต้าเหริน เหวยซือกับเหล่ายอดฝีมืออีก
สองสามคน ไม่ได้เข้ามาหลบภัยภายในเรือขนส่งทาส เหล่าสหาย
แย่งกันบรรยายว่าพายุทรายครั้งนั้นน่าประหวั่นพรั่นพรึงเพียงใด
แต่พอพวกมันเล่าว่าเหล่ายอดฝีมือยืนหยัดผ่านพายุทรายอย่าง
งดงาม แบบอย่างของผู้งมงายการต่อสู้ทั้งสอง ถึงกับรู้สึกว่าร่างกาย
แทบลุกเป็นไฟ
หลังจากนั้นบางคนยังกระซิบบอก ‘ข้อมูลวงใน’ ว่ากันว่า นี่ที่
แท้เป็นวิธีฝึกฝีมือจากสมัยโบราณ ได้ผลลัพธ์ดีเยี่ยม!
ไม่เชื่อหรือ? ข้าได้ยินอสุภประหลาดกล่าวออกมาด้วยสองหู
ของข้าเอง!
ใช่ ใช่! ผลลัพธ์ที่ว่านี้ เจ้าแค่มองหน้าเซี่ยซานก็เห็นได้ชัดเจน
แล้ว หากมิใช่ได้ผลดีเยี่ยม เจ้าผู้นี้ไฉนฉีกยิ้มจนปากแทบถึงใบหู
เล่า?
เพื่อฝึกฝีมือด้วยวิธีการมหัศจรรย์นี้ จะต้องมีพลังด่านจินตัน
เป็นอย่างน้อย ทีนี้ทราบแล้วหรือไม่ว่าไฉนทุกคนจึงกลายเป็นบ้า?
สหายเหล่านี้บอกเล่าข่าววงในจบ ก็หันมาตบบ่าปลอบโยน
สองคู่หูคนละตุบสองตุบ บอกให้พักฟื้นรักษาตัวให้ดีเสียก่อน
จากนั้นต่างคนต่างกระจัดกระจายหายหัวไป ครํ่าเคร่งฝึกปรืออย่าง
บ้าคลั่งต่อเนื่อง
ทันใดนั้นเอง เหลยเผิงสีหน้าแข็งค้างอย่างกะทันหัน แล้วเผย
แววปิติยินดี ร่างหายวับไปจากที่
เหนียนลู่ก็ยืนอยู่ข้างมันด้วยสีหน้าปลาบปลื้มประโลมใจ
ม้าฝานฟื้นแล้ว!
“ต้าเหรินกำลังทำอะไร?” ม้าฝานพอฟื้นสติรู้สึกตัวเต็มที่ ก็เดิน
ออกจากกระโจม เห็นจั่วม่อยืนอยู่ตามลำพังบนเนินทรายข้างเคียง
อดงุนงงสงสัยไม่ได้
การเคลื่อนไหวของต้าเหรินแปลกพิสดารยิ่ง ทำท่าราวกับว่า
แขวนไข่อันเปราะบางไว้บนร่างกาย ทุกท่วงท่าเชื่องช้านุ่มนวลเป็น
ที่สุด ค่อยๆ หมุนตัวอย่างแช่มช้า ตามลำพังผู้เดียว
เหลยเผิงกับเหนียนลู่สีหน้ากลายเป็นแปลกพิกลในทันที
“ใช่เป็นทักษะยุทธ์บางอย่างหรือไม่?” ม้าฝานเบิกตากว้าง
เกือบเดินผ่านไป
“แค่กแค่ก!” เหลยเผิงกระแอมไอ กำลังจะบอกเล่าต่อมัน แต่
เหนียนลู่กลับชิงพูดอย่างกะทันหัน “เจ้าจะไม่เข้าไปทักทายเหล่า
ป่านก่อนหรือ?”
เหลยเผิงเหลือบมองเหนียนลู่ที่เต็มไปด้วยความสัตย์ซื่อเที่ยง
ธรรม แก้มสั่นกระตุกสองครั้ง จากนั้นหุบปากลง ไม่ส่งเสียงอันใด
ม้าฝานแม้เห็นว่าวาจาของเหนียนลู่สมเหตุสมผล แต่ยังคงสั่น
ศีรษะ “ข้าจะรอให้เหล่าป่านฝึกปรือเสร็จสิ้นเสียก่อน”
“ไม่สำคัญหรอกน่า เหล่าป่านเพียงแค่ยืดเส้นยืดสายเท่านั้น”
เหนียนลู่ลอบยิ้มลี้ลับ แต่สุ้มเสียงไม่ค่อยปกตินัก
“เช่นนั้นก็ประเสริฐ” ม้าฝานนำอยู่ด้านหน้าย่อมไม่ทันเห็นสี
หน้าของเหนียนลู่ เพียงรู้สึกว่าการกระทำของเหล่าป่านแปลก
ประหลาดอยู่บ้าง แต่เมื่อทราบว่าเหล่าป่านไม่ได้ฝึกปรือ ก็ไม่ได้
รีรอลังเลอีกต่อไป ในความเห็นของมัน เหล่าป่านเคยปกติตั้งแต่
เมื่อใดเล่า?
ม้าฝานทะยานร่างขึ้นกลางอากาศ ลอยเข้าหาจั่วม่อ
รอจนเข้าไปถึงระยะห่างจากเหล่าป่านสามจั้ง ในสายตามัน
พร่าเลือนวูบ ร่างของเหล่าป่านหายวับไปจากที่!
เหล่าป่านหายไปโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า!
ในเวลาเดียวกัน สังหรณ์อันตรายกรีดร้องระงม แต่ไม่ทันจะได้
ตอบสนอง มันรู้สึกราวกับว่าถูกเรือขนส่งทาสทั้งลำ พุ่งเข้าชนด้วย
ความเร็วเต็มพิกัด
ปัง!
ม้าฝานผู้น่าสงสารปลิวลิ่วดุจว่าวสายป่านขาด
ม้าฝานร่างกลิ้งหลุนๆ กลางอากาศไม่หยุดยั้ง แสงวิบวับจาก
ทรายผลึกทองกวาดผ่านใบหน้าสับสนเลื่อนลอยของมันเป็นครั้ง
คราว แรงกระแทกแม้ไม่รุนแรงเท่าใด แต่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่
อนุญาตให้ผู้ใดต้านทาน
นี่มันเกิดอะไรขึ้น… …
เพิ่งฟื้นคืนสติได้ไม่นาน ม้าฝานยังสับสนงุนงงอยู่ไม่น้อย
ความคิดจิตใจไม่ปราดเปรียวเท่าที่ควร เหนียนลู่กับเหลยเผิงหัวร่อ
ดิ้นไปดิ้นมาอยู่บนพื้น หัวร่อพลางตบพื้นทรายพลาง ราวกับจะ
ขาดใจตายเสียให้ได้ เห็นฉากนี้ เสียงโห่ฮาและผิวปากอย่างถูกอก
ถูกใจดังสนั่นหวั่นไหวไปทั้งค่าย
“สมกับที่เป็นม้าฝาน ท่าม้วนตัวตีลังกายี่สิบแปดตลบนี้ ท่วงท่า
สภาวะนี้ ระดับความยากเกรงว่าบรรลุขั้นสามจุดศูนย์สมบูรณ์แบบ
… …”
“วาววาว ท่าระเบิดไร้ไมตรีของต้าเหริน! น่าดูชมยิ่ง! ชมดูครา
ใดก็กระชากขวัญวิญญาณข้านัก!”
“โอ้โอ้โอ้ เหยื่อรายที่ยี่สิบ!”
ฟังถ้อยคำประดานี้ ม้าฝานเข้าใจกระจ่างทันที มันถูกเหลยเผิง
กับเหนียนลู่หลอกลวงเข้าให้! ยังคงม้วนกลิ้งอยู่กลางอากาศ ม้า
ฝานร่างพลันแผ่กว้างเหมือนวิหคยักษ์กางปีก ถลึงจ้องเหลยเผิงกับ
เหนียนลู่บนพื้นอย่างกราดเกรี้ยว
เหลยเผิงกับเหนียนลู่สบตากันวูบ รํ่าร้องอย่างพร้อมเพรียง
“เผ่น!”
ทั้งสองโถมทะยานไปคนละทาง ผู้หนึ่งไปทางซ้าย อีกคนไป
ทางขวา
เสียงไล่ล่าและกรีดร้องโหยหวนที่ตามมาดังลั่นไปทั่วค่าย เรียก
เสียงหัวร่อชอบอกชอบใจดังเกรียวกราว
ส่วนผู้ร้ายตัวจริงจั่วม่อ กำลังดึงตัวเองออกจากผืนทรายอย่าง
ระมัดระวัง
มันชินชากับเหตุการณ์เช่นนี้เสียแล้ว เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นหลาย
ครั้งหลายครา เป็นเหตุให้ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้มันเกินสามสิบจั้ง
ทั้งหมดเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงบัดซบในร่างมัน! พลัง
จิตสำนึก พลังปราณและสังขารร่างกายของมันได้ผสานรวมเป็น
หนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ กระทั่งอสุภประหลาดยังไม่อาจคาดเดาผล
ที่จะตามมาได้ เดิมทีเข้าใจว่าจั่วม่ออยู่บนวิถีทางเดียวกันกับอสุภ
ประหลาด แต่ในความเป็นจริง พวกมันทั้งสองผิดแผกแตกต่างกัน
อย่างสิ้นเชิง สามระบบพลังหลักของเซียนอสูรปิศาจ ผ่านการ
พัฒนาตามวิถีทางของตนมายาวนานนับหมื่นๆ ปี กลายเป็นสิ่งที่
แตกต่างจากยุคโบราณอย่างสิ้นเชิง
พลังที่พัฒนารุดหน้าหลายหมื่นปี จนแยกออกเป็นสามวิถีที่
แตกต่างกัน เมื่อย้อนกลับมารวมกันเป็นหนึ่งอีกครั้ง ยังจะ
เหมือนกับพลังสมัยโบราณอยู่อีกหรือ? กระทั่งอสุภประหลาดยัง
บอกไม่ได้ว่าจะกลายเป็นเช่นไร ผูเยากับเว่ยก็ไม่ล่วงรู้ แน่นอนว่า
เสียงหัวร่อเยาะหยันของผูเยาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
จั่วม่อค้นพบอย่างน่าเศร้าสลด ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ มันได้
แต่พึ่งพาตัวเองเท่านั้น
ประเสริฐ พึ่งพาตัวเองก็พึ่งพาตัวเองเถอะ จะอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่
ครั้งแรกที่มันจำต้องพึ่งพาตัวเอง เพียงแต่ความฝันของการถูก
ปกป้องดูแล และได้นอนทอดหุ่ยรับประทานข้าวต้มอย่างสุขสบาย
เมื่อใดจึงจะบรรลุเสียที… …
จั่วม่อนํ้าตาไหลอาบหน้า
ปัญหาหลักที่มันกำลังประสบอยู่ คือตอนนี้การเคลื่อนไหวของ
มันเร็วกว่าความคิดของมันส่วนหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับม้าฝาน
เมื่อครู่ ทันทีที่มีคนเข้ามาใกล้มันในระยะสามจั้ง ร่างกายของมันจะ
ขยับไปเองตามสัญชาตญาณ ปฏิกิริยาตอบสนองนี้เร็วกว่า
ความคิดของมัน มันยังไม่ทันจะได้คิด ก็มักจะอัดผู้คนปลิวลิ่วไป
ก่อนแล้ว
ทุกคนพากันขนานนามสิ่งนี้ว่าท่าระเบิดไร้ไมตรี หมายความ
ว่าไม่ว่ามิตรหรือศัตรู ยินยอมหรือไม่ยินยอม ล้วนมีจุดจบประการ
เดียวเท่านั้น แน่นอนว่านี่ยังแฝงความหมายอื่นไว้อีกชั้น ไม่ว่าเหล่า
ป่านตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ มันก็จะอัดผู้คนปลิวกระเด็นอย่างไร้ไมตรีทุก
ครั้ง
ด้วยเหตุนี้จั่วม่อจึงได้รับฉายานามใหม่เอี่ยมอ่อง ‘จอม
ทรราช’ นี่ทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดซึ้งในชีวิต
สภาพการณ์ภายในร่างมัน เต็มไปด้วยพลังอำนาจและความ
เหี้ยมหาญทะยานฟ้าที่ไม่อาจเข้าใจได้ พลังในร่างมันไม่ได้ขาดตก
บกพร่อง กล้ามเนื้อทุกมัด พลังปราณทุกหยาดหยดและพลัง
จิตสำนึกทุกเส้นสาย ล้วนเต็มไปด้วยพลังอำนาจอันล้นเหลือ
แต่เมื่อพลังอันยิ่งใหญ่ไม่อาจควบคุมบังคับได้ ก็นำมาซึ่ง
เภทภัยเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อในยามนี้ค่อยเผยจิตใจอันเปิดกว้างและ
ความตั้งใจอันแน่วแน่มั่นคงของมัน แม้ว่าต่อหน้าพลังนี้ มันจะ
อ่อนแอไม่ต่างจากเด็กน้อยผู้หนึ่ง ทั้งยังไม่มีความสามารถต่อต้าน
แม้แต่น้อย
แต่มันทั้งไม่ท้อแท้ และไม่ยอมพ่ายแพ้เลิกรา
อาจบางทีมันสมควรปรับเปลี่ยนวิธีคิดแบบเดิมๆ กระมัง? ทรุด
นั่งลงอีกครา จั่วม่อขบคิดหาวิธีการที่จะแก้ไขสภาพนี้อย่างเอาเป็น
เอาตาย
เวลานี้เอง เสียงผู้คนตะโกนขึ้นอย่างกะทันหัน “พายุทรายมา
อีกแล้ว!”
ที่ขอบฟ้าห่างไกล เห็นเส้นสีดำทอดขวางเริ่มหนาหนักขึ้น
เรื่อยๆ ด้วยความเร็วอันน่าตระหนก เมื่อเคยมีประสบการณ์มาครั้ง
หนึ่งแล้ว เทียบกับพายุทรายหนก่อน ทุกคนสงบเยือกเย็นขึ้นมาก
ทั้งค่ายถูกปกป้องคุ้มครองอย่างสมบูรณ์ด้วยค่ายกลที่ค่ายจินวู
สร้างขึ้นจากทรายผลึกทอง
จี๋เหว่ยกับซุนเป่าล้วนเป็นขิงแก่อันเผ็ดร้อน หลังจากวางแผน
จะสร้างเรือใหญ่ พวกมันก็ไม่ได้เริ่มลงมือในบัดดล แต่ก่อนอื่นใด
ทั้งหมด พวกมันเริ่มก่อตั้งค่ายกลป้องกันขึ้นแทน พวกมันทราบดี
ว่าการหลอมสร้างเรือทรายผลึกทองขนาดใหญ่หาใช่เรื่องง่ายดาย
ไม่ พวกมันจะต้องทุ่มเทเวลาและเรี่ยวแรงทั้งหมดอยู่กับงานนี้ไปอีก
นาน การปกป้องทุกคนและสร้างความเชื่อมั่นในความปลอดภัย จึง
เป็นภารกิจเร่งด่วนที่สุด แม้ว่าพวกมันยังมีอสุภประหลาดให้พึ่งพา
แต่ต้าเหรินบอกว่าการพึ่งพาตัวเองจึงน่าเชื่อถือที่สุด
ค่ายจินวูทั้งเบื้องสูงเบื้องตํ่า ล้วนแผ่ซ่านกลิ่นอายภูมิปัญญา
อันเข้มแข็ง ม้วนหยกที่จั่วม่อเคยมอบให้แก่พวกมันในอดีตประหนึ่ง
เมล็ดพันธุ์ที่ถูกเพาะปลูกอย่างทุนถนอม ค่อยๆ งอกเงย และเริ่ม
เติบโตงอกงาม สามารถเห็นได้จากวิธีการก่อตั้งค่ายกลของพวก
มันในคราวนี้ แม้ว่าพวกมันไม่ได้รวดเร็วเท่ากับจั่วม่อทำคนเดียว
แต่พวกมันร่วมมือประสานงานอย่างมีระเบียบแบบแผน พวกมันยัง
ค้นพบวิธีแก้ปัญหาความยากในการกลั่นเกลาทรายผลึกทองอีก
ด้วย
เมื่อรับอิทธิพลมาจากจั่วม่อ ค่ายจินวูก็ชมชอบใช้งานขบวน
ค่ายกลขนาดใหญ่ ขบวนค่ายกลที่จั่วม่อเคยออกแบบไว้ในอดีต
เป็นที่ชื่นชอบของพวกมันอย่างมาก
ขบวนค่ายกลป้องกันในการออกแบบของพวกมัน กลาย
สภาพเป็นกลุ่มขบวนค่ายกลป้องกันขนาดกลาง
ทุกผู้คนแม้ทดลองทุกวิถีทาง ยังไม่สามารถเจาะผ่านค่ายกล
ขนาดกลางขบวนนี้เข้าไปได้ กระทั่งผูเยายังทอดถอนชมเชย และ
กล่าวว่าคนกลุ่มนี้เข้าใจแก่นแท้ของรูปแบบค่ายกลเต่าอมตะของ
จั่วม่ออย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่ไม่ได้เข้าหลบภัยในขบวนค่ายกล
ป้องกัน นอกเหนือจากเหล่ายอดฝีมือ เหวยเสิ้งกับจินตันคนอื่นๆ
แล้ว อีกหลายคนที่อยู่ใกล้ด่านจินตัน อย่างเช่นอาเหวินและม้าฝาน
ก็รั้งอยู่ด้านนอก ไม่ยอมเข้ามาข้างในเช่นกัน
การเคี่ยวกรำในพายุทรายสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้อย่าง
รวดเร็ว ข้อมูลนี้แพร่สะพัดไปทั่วค่ายอย่างรวดเร็ว สำหรับคนเช่น
ม้าฝาน ผู้ห่างจากด่านจินตันเพียงก้าวเดียว ประสบการณ์เช่นนี้ยิ่ง
สำคัญสำหรับมันมากกว่าผู้ใด อาจช่วยให้พวกมันบรรลุความ
เข้าใจและเข้าสู่ด่านจินตันได้สำเร็จ สำหรับอาเหวินที่ประมือกับหุ่น
ทรายในคราวก่อน และตระหนักว่าพลังของมันอ่อนด้อยไปมาก จึง
ตกลงใจรับการเคี่ยวกรำจากพายุทรายเช่นเดียวกัน
นี่เป็นเหตุให้คราวนี้มีหลายคนตั้งมั่นอยู่ด้านนอกค่ายกล
ป้องกัน คนที่อยู่ด้านนอกล้วนเป็นหนิงม่ายขั้นสามที่มีอยู่ไม่มาก
นัก แต่ยังรวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง
คำนึงถึงความปลอดภัยของพวกมัน จั่วม่องัดเอาโซ่มัดเซียน
กองหนึ่งออกมา สั่งให้พวกมันผูกมัดไว้รอบเอวตัวเอง ส่วนปลาย
อีกด้านผูกไว้ภายในค่ายกลอย่างแน่นหนา มันทราบกระจ่างว่า
พายุทรายทรงพลังปานใด กระทั่งเหวยเสิ้งกับพวกยังได้แต่ป้องกัน
ตัวเองเท่านั้น หากเกิดปัญหาขึ้น คนผู้เดียวที่มีพลังในการ
ช่วยเหลือพวกมันคืออสุภประหลาด แต่จั่วม่อไม่กล้ามั่นใจว่าอสุภ
ประหลาดจะลงมือช่วยเหลือ ดังนั้นมันมุ่งเน้นในการวางมาตรการ
ปลอดภัยไว้ก่อนจะดีกว่า
ม้าฝานกับพวกเข้าใจดีว่ามาตรการช่วยชีวิตฉุกเฉินนี้สำคัญ
เพียงใด พากันผูกเอวตัวเองไว้อย่างเรียบๆ ร้อยๆ
พายุทรายมาเร็วยิ่ง กลบกลืนพวกมันลงไปในบัดดล
ขบวนค่ายกลสว่างวาบด้วยแสงสีทอง ปิดสกัดพายุทรายเอาไว้
อย่างเฉียบขาด หลายคนในขบวนค่ายกลกลับไม่รู้สึกผ่อนคลาย
พากันจ้องมองโซ่มัดเซียนที่กลายเป็นขึงตึงอย่างหวาดวิตก หาก
คนที่อยู่ด้านนอกทำท่าว่าจะมีปัญหา ทุกคนจะได้ร่วมแรงร่วมใจกัน
ลากพวกมันเข้ามาในค่ายกลอย่างทันท่วงที
แต่ผู้คนมากกว่านั้นกำลังจ้องมองไปยังจั่วม่อ พวกมันทั้งหมด
ล้วนปากอ้าตาค้าง เหม่อมองราวกับพบพานผีสาง