สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 424 หลอมสร้างอย่างลืมตัว
เมื่อเพิ่มจั่วม่อเข้ามาอีกคน ความเร็วในการหลอมสร้างเรือ
ผลึกทองลำใหญ่ก็พุ่งทะยานขึ้น เปลวไฟลายชั้นมหาทิวาระดับหก
หลอมละลายทรายผลึกทองระดับห้าได้อย่างง่ายดาย จั่วม่อทีแรก
ยังสะดุดติดขัดอยู่บ้าง เนื่องจากร้างฝีมือมานาน แต่จากนั้นก็ฟื้นฟู
ความสามารถในอดีตอย่างรวดเร็ว ความเร็วของมันพุ่งทะยานขึ้น
อีกรอบ!
ไม่นานหลังจากนั้น ค่ายจินวูทั้งค่ายได้แต่ร่วมแรงร่วมใจ ทำ
หน้าที่เป็นผู้ช่วยของจั่วม่อได้เท่านั้น!
ผลึกทองหนักหนึ่งหมื่นตันกลั่นเกลาเสร็จสิ้น!
ทรายผลึกทองหนึ่งพันจิน สามารถกลั่นเกลาจนเหลือผลึก
ทองหนักหนึ่งจิน ผลึกทองหนักหนึ่งหมื่นตัน หมายความว่าพวก
มันใช้ทรายผลึกทองในการกลั่นเกลาถึงหนึ่งล้านตัน!
แรกเริ่มเดิมที จั่วม่อเพียงตั้งใจว่าจะกลั่นเกลาผลึกทองหนึ่ง
พันตันเพื่อสร้างเรือใหญ่ แต่อสุภประหลาดพอสังเกตวิธีกลั่นเกลา
ผลึกทองของจั่วม่อ กลับบังเกิดความสนใจอย่างไม่คาดคิด ทำการ
ลอกเลียนจั่วม่ออยู่พักใหญ่ และด้วยพลังฝึกปรือสะท้านฟ้าดินของ
อสุภประหลาด ภายใต้การจี้ดรรชนีคราเดียว เนินทรายมหึมาก็
ถล่มทลายหายไป เหลือเพียงผลึกทองบริสุทธิ์ทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง
ด้วยการจี้ออกสามดรรชนี อสุภประหลาดกลั่นเกลาเนินทราย
ยักษ์ไปสามเนิน แต่ละเนินทรายล้วนสูงใหญ่กว่าห้าสิบจั้ง!
ทิ้งลูกผลึกทองใหญ่โตมโหฬารสามลูก ไว้ให้พวกมันยืนมองดู
อย่างโง่งม!
จั่วม่อหลังจากอึ้งงันไปพักใหญ่ ค่อยหัวร่อปากกว้าง กระโดด
โดลเต้นเข้าไป บรรทุกลูกกลมผลึกทองมหึมาทั้งสามลูก
กลับมา! เวลานี้มันค่อยพบว่าสังขารปิศาจที่ทรงพลังอย่างล้นเหลือ
นับเป็นคู่หูที่ดีที่สุดสำหรับการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทขนาด
ใหญ่ มิเช่นนั้น เพียงแค่ขนย้ายลูกผลึกทองยักษ์ทั้งสามลูกกลับมา
ยังไม่มีปัญญา
ผลึกทองให้ความรู้สึกอยู่ระหว่างผลึกแก้วกับทองคำ มีความ
โปร่งใสแวววาวของผลึกแก้ว และเป็นเนื้อโลหะหนาแน่น
ละเอียดอ่อนดุจเดียวกันกับทองคำ เมื่อผลึกทองหนึ่งหมื่นตันกอง
รวมไว้ด้วยกัน มีขนาดเพียงเท่าเนินทรายเล็กๆ สูงสามจั้งเท่านั้น
ชาวค่ายจินวูทุกรูปทุกนามล้วนอ้าปากค้าง ฝีมือหลอมสร้าง
อันมหัศจรรย์ของเหล่าป่านก็ทำให้พวกมันตื่นตะลึงมากพออยู่แล้ว
แต่ฝีมือของอสุภประหลาด ถึงขั้นทำให้พวกมันไร้วาจาจะกล่าวไป
เลย
ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าขั้นตอนที่ยากลำบากที่สุดและสิ้นเปลือง
เวลาที่สุด กลับสำเร็จลุล่วงไปด้วยประการฉะนี้เอง!
เนิ่นนานหลังจากนั้น ซุนเป่ากับจี๋เหว่ยค่อยได้สติ รีบสั่งการให้
บรรดาชาวค่ายตัดแบ่งผลึกทองออกไปใช้งานตามแผนการ
จั่วม่อไม่ได้สอดมือเข้ายุ่งเกี่ยวกับงานส่วนที่เหลือ มันทราบว่า
ซุนเป่ากับพวกมีแผนการของตัวเอง ในการหลอมสร้าง ฝีมือหลอม
สร้างแม้เป็นส่วนสำคัญ แต่แนวคิดก็สำคัญที่สุดเช่นกัน หากมัน
เข้ายุ่งเกี่ยว ซุนเป่ากับพวกจะได้รับอิทธิพลจากความคิดของมัน
เข้าไปด้วย ส่วนตัวมันเองไม่ได้คุ้นเคยกับวิธีการทำงานอันเป็น
เอกลักษณ์ของชาวค่ายจินวู หากให้มันมีอิทธิพลต่อการกำหนด
แนวคิด อาจก่อเกิดผลร้ายมากกว่าดี
เมื่อมีเวลาอยู่ว่าง จั่วม่อตกลงใจฝึกปรือวิชาหลอมสร้างด้วย
ทรายผลึกทอง
หลังจากนั้นไม่นาน ในมือของมันปรากฏกระบี่ยักษ์สีทองเล่ม
หนึ่ง กระบี่ยักษ์ผลึกทองเล่มนี้ลอกเลียนรูปลักษณ์มาจากกระบี่ดำ
ของศิษย์พี่ใหญ่ ความยาวแทบสูงเท่าศีรษะคน คล้บคล้ายดาบฟัน
ขาม้าเล่มหนึ่ง คุณสมบัติกึ่งโปร่งใสและแวววาวของผลึกทอง
บันดาลให้กระบี่พิสดารเล่มนี้ดูคล้ายงานฝีมือมากกว่าจะเป็นอาวุธ
สังหารคน
ว่ากันตามจริง ฝีมือหลอมสร้างของจั่วม่อไม่อาจเรียกได้ว่าดี
แต่วัตถุดิบเป็นวัตถุดิบระดับสูงยิ่ง และเนื่องเพราะกระบี่ทั้งเล่มสร้าง
ด้วยผลึกทองบริสุทธิ์ ซึ่งกลั่นเกลาจากทรายผลึกทองระดับห้า
ล้วนๆ นํ้าหนักของกระบี่จึงบรรลุถึงระดับน่าสะพรึงกลัวถึงสามตัน!
นอกเหนือจากตัวมันเอง เกรงว่าไม่มีผู้ใดสามารถใช้กระบี่ยักษ์
ผลึกทองเล่มนี้ได้
ฝีมือของมันขึ้นสนิมเสียแล้ว อา ขึ้นสนิมเสียแล้ว! มันทอด
ถอนพลางสั่นศีรษะ
แต่วัตถุดิบยังคงเลิศลํ้ายิ่ง เปลวไฟที่ใช้หลอมสร้างก็เป็นเปลว
ไฟระดับหก กระบี่ยักษ์ผลึกทองเล่มนี้สำเร็จเป็นกระบี่บินระดับห้า
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อประหลาดใจที่สุด คือกระบี่เล่มนี้มีสามค่ายกล
ทักษะยุทธ์ ‘สามหมื่นจิน’ ‘ทลายความชั่วร้าย’ และ ‘เพลิง
สวรรค์’ แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้จั่วม่อแปลกใจคือจำนวนของค่ายกล
ทักษะยุทธ์ ตัวค่ายกลทั้งสามไม่ได้ทำให้มันประหลาดใจ แต่ด้วย
จำนวนค่ายกลทักษะยุทธ์สามชุด กระบี่ยักษ์ผลึกทองเล่มนี้
สามารถจัดเข้าสู่ระดับห้าขั้นกลาง
จั่วม่อกลับไม่ได้รู้สึกยินดีที่หลอมสร้างกระบี่ยักษ์ระดับห้าขั้น
กลางออกมาเล่มหนึ่ง ตรงกันข้าม มันกลับสั่นศีรษะอย่างผิดหวัง
ผลึกทองสร้างจากทรายผลึกทองบริสุทธิ์ มีขีดความสามารถที่จะ
หลอมสร้างเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับหก เพียงระดับห้าขั้นกลางถือ
ว่าอยู่ในเกณฑ์ธรรมดาสามัญยิ่ง
ระดับห้าและระดับหกมีความต่างชั้นกันอย่างใหญ่หลวงตาม
ธรรมชาติ นี่หาใช่เรื่องน่ายินดีไม่
แต่สิ่งที่จั่วม่อไม่รู้ คือมีดวงตามากมายจ้องมองกระบี่ยักษ์ในมือ
มันอย่างร้อนแรง เสียงกลืนนํ้าลายดังไม่ขาดหู
เหลยเผิงหนังหน้าหนาที่สุดในค่าย รีบโถมออกมาเป็นคนแรก
“เหล่าป่าน กระบี่นี้มอบให้แก่ข้าเถอะ!กระบี่ใหญ่โตเช่นนี้ เหล่า
ป่านต้องเปลืองเรี่ยวแรงถือไม่น้อย ข้าตัวใหญ่แข็งแรง ไม่กลัว
เหนื่อยยากลำบาก!”
จั่วม่อแปลกใจเล็กน้อย “เจ้าไม่ใช่ว่าใช้ดาบหรอกหรือ?”
“ฮ่า ไม่สำคัญหรอก กระบี่ยักษ์กับดาบก็เหมือนๆ กัน” เหลย
เผิงแย้มยิ้มอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
“เอ้า หากเจ้าแน่ใจว่ายกไหว ก็เอาไปเถอะ” จั่วม่อกล่าวพลาง
ชี้ไปยังกระบี่ยักษ์ผลึกทองที่ปักแน่นอยู่ในพื้นทราย
เหลยเผิงลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง รีบวิ่งเข้าไปคว้ากระบี่ มัน
ผนึกพลังทั่วร่าง สูดลมหายใจลึก กระชากกระบี่ยักษ์ออกจากพื้น
ทราย โดยไม่กล่าวคำใดอีก มันแบกกระบี่ไว้บนบ่าราวกับแบกบาน
ประตู วิ่งรี่หายไป ประหนึ่งเกรงกลัวว่าจะมีผู้ใดไล่ทวงหนี้มัน
ผู้คนที่เฝ้าชมดูอยู่รอบข้างเผยสีหน้าขุ่นมัว สบถอย่างหัวเสีย
“ตัวโง่งมใหญ่ชิงตัดหน้าข้าไปเสียได้!”
“เหลยเผิงหนังหน้าหนาไร้เทียมทานจริงๆ!”
“เจ้าไยไม่ทำก่อนมันเล่า… …”
กระบี่ยักษ์เมื่อมีเจ้าของไปแล้ว จั่วม่อขบคิดอยู่พักใหญ่ แล้ว
เริ่มลงมืออีกคำรบ
ก่อนหน้านี้มันไม่ได้ขบคิดให้รอบคอบ เกี่ยวกับคุณสมบัติที่
หนักกว่าปกติของผลึกทอง ดังนั้นกระบี่บินที่มันหลอมสร้างหนัก
เกินไป เมื่อมีบทเรียนรอบหนึ่ง จั่วม่อก็เริ่มหลอมสร้างอีกหน
หลังจากนั้นไม่นาน ในมือมันปรากฏกระบี่บินสองเล่ม หนึ่งสั้น
หนึ่งยาว
คราวนี้จั่วม่อมีสีหน้าพึงพอใจ กระบี่สองเล่มนี้เป็นกระบี่บุรุษ
สตรี กระบี่บุรุษยาวหนึ่งฉื่อ กระบี่สตรียาวเก้าชุ่น สันกระบี่โค้งนูน
ไล่ระดับ ใบกระบี่โค้งเรียวตามธรรมชาติ ดูคล่องแคล่วปราดเปรียว
เหนือธรรมดา!
กระบี่บินคู่นี้มีสี่ค่ายกลทักษะยุทธ์ ‘ตัดนภา’ ‘หมอกสายรุ้ง’
‘แสงทะยาน’ และ ‘เส้นใยทอง’!
ระดับห้าชั้นยอด!
กระบี่บินคู่นี้แน่นอนว่าเป็นสุดยอดในบรรดากระบี่บินระดับ
ห้า! ยุทธภัณฑ์เวทระดับห้าที่มีสี่ค่ายกลทักษะยุทธ์ นับเป็นขอบเขต
ขั้นสูงสุด ค่ายกลทักษะยุทธ์เหล่านี้ยังทรงพลานุภาพไม่น้อย
สามารถเรียกได้ว่าลํ้าเลิศเป็นที่สุด!
ผู้คนที่เฝ้าดูพอเห็นสีหน้าของจั่วม่อ ก็ปั่นป่วนขึ้นมาทันที แต่
ยังไม่ทันจะได้ขยับตัว ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้าจั่วม่อ …เป็นเซี่ย
ซาน!
“สายไปอีกแล้ว!” เสียงทอดถอนอย่างผิดหวังดังขึ้นอย่าง
พร้อมเพรียง
เซี่ยซานในใจกระหยิ่มยิ้มย่องยิ่ง แต่เมื่อหันไปทางจั่วม่อ ก็
หมอบกายกราบกรานอย่างเคร่งขรึมและเทิดทูน “ต้าเหริน กระบี่คู่
นี้สามารถประทานให้แก่เซี่ยซานหรือไม่?”
จั่วม่อขบคิดแวบหนึ่ง แล้วพยักหน้า “กระบี่บินคู่นี้เหมาะ
สำหรับเจ้าจริงๆ” กล่าวจบก็ยื่นส่งกระบี่บินให้เซี่ยซาน
เซี่ยซานรับกระบี่บินอย่างระมัดระวัง ตรวจสอบเล็กน้อย ทันใด
นั้นยิ่งลิงโลดยินดีกว่าเดิม กระบี่บินคู่นี้คล้ายสร้างขึ้นมาเพื่อมัน
โดยเฉพาะ เหมาะเจาะพอดีกับเจตจำนงกระบี่แสงขั้วโลกของมัน
เป็นที่สุด! สำหรับเซียนกระบี่แล้ว การพบพานกับกระบี่บินที่
เหมาะสมกับตัวเองที่สุด เป็นเรื่องที่พบได้แต่ไม่อาจคาดหวัง!
ปรมาจารย์หลอมสร้างจำนวนมากก็สามารถหลอมสร้างกระบี่
บินที่เหมาะสมกับเจ้าของ แต่ราคาค่าหลอมสร้างนั้นสูงลํ้าเสียจน
เป็นได้แค่ความฝัน เซี่ยซานก็เคยใฝ่ฝันนับครั้งไม่ถ้วน ว่าจะวัน
หนึ่งจะเสาะพบกระบี่บินที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่พอกระบี่บินคู่นี้
ปรากฏขึ้นต่อหน้ามันจริงๆ มันกลับแทบไม่กล้าเชื่อสายตา
พอตั้งสติได้ ก็ค้อมกายคารวะโดยพลัน “ต้าเหริน โปรด
ประทานนาม!”
จั่วม่อความจริงคิดบอกว่าเซี่ยซานสามารถตั้งชื่อเอง แต่พอ
เห็นสีหน้าจริงจังของเซี่ยซาน ได้แต่กล่าวว่า “เช่นนั้นเรียกว่ากระบี่
คู่เงามายาเถอะ!
“กระบี่คู่เงามายา … … กระบี่คู่เงามายา!” เซี่ยซานกระซิบทวน
คำซํ้าไปซํ้ามา แล้วคารวะจั่วม่ออีกคราว “ขอบคุณต้าเหริน
ประทานนาม!”
จั่วม่อพออกพอใจกับกระบี่คู่เงามายาคู่นี้มาก แต่นี่ยังสะกิด
เตือนให้มันฉุกใจคิด มันไม่สมควรหลอมสร้างตามอำเภอใจโดยไม่
มีแบบแผน สมควรวัดตัวตัดชุดจะดีกว่า หากยุทธภัณฑ์เวทที่หลอม
สร้างขึ้นไม่เหมาะสำหรับเจ้าของ นี่จะใช้การได้อย่างไร?
ขบคิดเช่นนี้ ปากก็ตะโกนถามรวมๆ “ผู้ใดยังต้องการกระบี่บิน
อีก?”
ไม่ถามยังพอทำเนา พอออกปากเท่านั้นเอง ทั้งค่ายแทบแตก
ระเบิดขึ้นมา!
ไพร่พลค่ายจูเชวี่ยกรูเข้าไปรุมล้อมจั่วม่อทันที มือนับไม่ถ้วนชู
สลอนกลางอากาศ ร้องตะโกนแข่งกันอย่างเอาเป็นเอาตาย “ต้าเห
ริน ข้าอยากได้!”
“ข้าด้วยข้าด้วย!”
“ต้าเหริน มอบให้ข้าเล่มหนึ่ง!”
จั่วม่อพลันตระหนักว่ามันหวดฟาดถูกรังผึ้งเข้าเต็มรัก
“ฮ่า ต้าเหรินขยันขันแข็งโดยแท้!” ซุนเป่าเหลือบมองจั่วม่อที่
แทบจะถูกฝูงชนถมทับตาย ออกปากพลางหัวร่ออย่างแจ่มใส
จี๋เหว่ยก็หัวร่อไม่หยุดปาก “ยิ่งหลอมสร้างมากก็ยิ่งดี!”
สองปรมาจารย์หลังจากสนทนาสองสามคำ พวกมันก็รั้งความ
สนใจกลับมายังการหลอมสร้างเรือใหญ่ตามเดิม เรือขนาดใหญ่ที่
ไม่เคยมีมาก่อนนี้ สำหรับค่ายจินวูแล้ว ยังเป็นการทดสอบครั้ง
สำคัญเป็นประวัติการณ์อีกด้วย
เพื่อให้สามารถรองรับพี่น้องทุกคน หมายความว่าภายในลำ
เรือต้องมีพื้นที่มากพอ หากเรือลำนี้สร้างขึ้นด้วยวิธีการทั่วไปแล้ว
ละก็ จะต้องมีขนาดใหญ่กว่าเรือขนส่งทาสที่ใช้อยู่ในตอนนี้ร่วม
สามเท่าตัว แต่เรือยิ่งลำใหญ่มากเท่าใด ก็ยิ่งต้องสิ้นเปลืองจิงสือ
มากเท่านั้น ต้องก่อตั้งค่ายกลมากขึ้น และยิ่งเป็นเป้าหมายที่
ชัดเจนมากขึ้น… …
ดังนั้นซุนเป่ากับพวกไม่คิดหลอมสร้างเรือลำนี้ด้วยวิธีการ
สามัญทั่วไป
เรือเมล็ดอินทผลัมของต้าเหรินสร้างแรงบันดาลใจแก่พวกมัน
อย่างใหญ่หลวง พวกมันตกลงใจใช้วิธีการเดียวกันนี้ เพื่อสร้างเรือ
ใหญ่ลำใหม่ของพวกมัน และเพื่อการนั้นจำต้องมีค่ายกลพื้นที่มิติ
อยู่บนเรือ ค่ายกลพื้นที่มิติต้องการวัตถุดิบชั้นเลิศ นี่เป็นเหตุผลที่
ทำให้ราคาของแหวนมิติตามท้องตลาดไม่เคยย่อมเยาลงเลย หาได้
ยากที่จะมีคนก่อตั้งค่ายกลพื้นที่มิติบนลำเรือ นี่ไม่เพียงแต่ทุนรอน
ค่าก่อสร้างจะสูงเกินไปมาก ยังมีบ่อยครั้งที่เรือที่สร้างสำเร็จออกมา
กลับด้อยกว่าเรือที่สร้างด้วยวิธีการสามัญ
แต่สำหรับซุนเป่ากับพวก ปัญหาเรื่องวัตถุดิบชั้นเลิศ ย่อมไม่
อยู่ในข่ายที่จำเป็นต้องพิจารณาแม้แต่น้อย
ผลึกทองเป็นวัตถุดิบที่ห่างจากระดับหกเพียงเส้นสายใยเดียว
มีศักยภาพอันยิ่งใหญ่ สามารถรองรับค่ายกลพื้นที่มิติได้อย่าง
เหลือเฟือ ทรายผลึกทองเป็นหนึ่งในวัตถุดิบที่มักจะใช้หลอมสร้าง
แหวนมิติระดับสูงอยู่แล้ว
และพวกมันก็มีผลึกทองชั้นเลิศกว่าหนึ่งหมื่นตัน!
ซุนเป่าและจี๋เหว่ยยิ่งมายิ่งกระตือรือร้น ชาวค่ายจินวูก็ยิ่งคึกคัก
แจ่มใส ทุกคนล่วงรู้กันดี ว่าหลังจากนี้ไป จะไม่มีโอกาสได้
สิ้นเปลืองวัตถุดิบอย่างสาสมใจเท่านี้อีกแล้ว!
เห็นค่ายกลขบวนมหึมาแผ่กว้างออกทุกทิศทาง ตรงใจกลาง
ค่ายกลเป็นกระถางภูตแดงเพลิง กระถางภูตแดงเพลิงยามนี้หดตัว
ลงไปไม่น้อย นับตั้งแต่วันที่หลอมสร้างแล้วเสร็จ ไม่มีวันใดที่มันไม่
กลั่นเกลาตัวเอง
พวกมันเปิดใช้งานขบวนค่ายกลอย่างเป็นระบบระเบียบ แสง
สว่างสาดส่องขึ้น เห็นกระถางภูตแดงเพลิงพ่นเปลวไฟสีดำแดงอัน
น่าอัศจรรย์ออกมา
จี๋เหว่ยและซุนเป่าโยนผลึกทองหนึ่งในสิบลงไปในกระถางภูต
แดงเพลิงตรงๆ
เป็นผลึกทองจำนวนถึงหนึ่งพันตัน!
เปลวไฟสีแดงดำกลืนกินผลึกทองลงไปในบัดดล
ทุกผู้คนเผยสีหน้าตื่นเต้นตึงเครียด ผู้คนที่ยืนอยู่ข้างค่ายกล
เริ่มต้นร่ายเวทวิชาอย่างต่อเนื่อง ลำแสงทยอยพุ่งเข้าไปในกระถาง
ภูตแดงเพลิงไม่ขาดสาย!
ลำแสงสีทองเล็กๆ ค่อยๆ แทรกซึมออกจากกระถาง
เปลวไฟสีแดงดำคล้ายถูกฉาบย้อมด้วยแสงทองคำชั้นหนึ่ง
กลิ่นอายสภาวะกลับกลายเป็นไม่เข้มแข็งรุนแรงเท่าที่เคยเป็นมา
เพียงผ่านไปไม่นานนัก บรรดาซิวเจ่อชุดแรกเริ่มใบหน้าขาว
ซีด พลังปราณของพวกมันถูกใช้ไปจนเกลี้ยงฉาด ด้านหลังมัน
ซิวเจ่อชุดถัดไปแทรกผ่านเข้ามา เข้าครอบครองตำแหน่งเดิมของ
พวกมันโดยไม่ทิ้งให้ขาดช่วง เริ่มปลดปล่อยเวทวิชาต่อจากคนชุด
แรก
ทุกผู้คนสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง ไม่มีผู้ใดกล่าววาจา ไม่มีผู้ใด
ฟุ้งซ่านวุ่นวาย กระทั่งซิวเจ่อที่เหน็ดเหนื่อยจนแทบไม่หลงเหลือ
เรี่ยวแรง ยังพยายามเบิกตากว้าง ถลึงจ้องกระถางภูตแดงเพลิงที่
กึ่งกลางค่ายกลตาไม่กะพริบ
ท่ามกลางทั้งหมด ผู้ที่ตึงเครียดที่สุดย่อมเป็นซุนเป่ากับจี๋เหว่ย
ครั้งแรกที่ออกแบบหลอมสร้างกระถางภูตแดงเพลิงขึ้นมา
พวกมันเว้นพื้นที่ไว้สำหรับความเป็นไปได้ ว่ากระถางภูตแดงเพลิง
จะสามารถยกระดับขึ้น วันนี้เป็นเวลาที่จะได้พิสูจน์ว่าการออกแบบ
ของพวกมันถูกต้องหรือไม่
แสงสีทองในกระถางสว่างเจิดจ้าขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นพลุ่ง
พล่านปั่นป่วน ราวกับว่ามีของเหลวสีทองกำลังเดือดพล่านอยู่
ภายในตัวกระถาง
ทันใดนั้น ลวดลายค่ายกลชุดหนึ่งบนตัวกระถางเปล่งแสงสว่าง
ไสว!
ราวกับพู่กันจุ่มหมึกสีทองขีดวาดอยู่ท่ามกลางลวดลายค่าย
กล ลวดลายค่ายกลสีทองค่อยๆ ก่อตัวขึ้นช้าๆ บรรดาลวดลายสี
ทองทยอยจุดประกายขึ้นทีละภาพๆ
เมื่อลวดลายค่ายกลชุดสุดท้ายสว่างไสวอย่างสมบูรณ์ เปลว
ไฟที่ปะทุขึ้นจากกระถางภูตแดงเพลิง พลันหยุดชะงักลงอย่าง
กะทันหัน
ภายในค่ายกลขบวนใหญ่ จู่ๆ กลายเป็นเงียบงันดุจป่าช้า!
อากาศผนึกแข็งตัว!