สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 426 มหานครนภาโลหิต
“ข่าวการล่มสลายแทบหมดสิ้นของกองพลนํ้าค้างแข็งเย็น
เยือกเมื่อถูกส่งกลับมา สภาผู้อาวุโสก็มีคำสั่งให้กองกำลังของเรา
เดินทางไปยังแนวหน้าทันที ต้าเหรินออกคำสั่งกวาดล้างอาณา
บริเวณให้เกลี้ยงเกลา เราจะอาศัยโอกาสนี้กวาดล้างทั่วพื้นที่ เพื่อ
ตรึงสถานการณ์ให้มั่นคง”
มู่ซีรับฟังอย่างระมัดระวัง ในใจอดประหวั่นลนลานไม่ได้ สตรี
อสูรเบื้องหน้าร่างสูงยิ่ง และเป็นรองแม่ทัพของปิงหลันต้าเหริน สุ้ม
เสียงนางเย็นชาและห่างเหิน เป็นเหตุให้ไม่น่าฟังอยู่บ้าง แต่มู่ซี
ไม่ได้ขุ่นข้องหมองใจอันใด ในใจนางถึงกับเต็มไปด้วยความนับถือ
เลื่อมใสเสียด้วยซํ้า ผู้อื่นกล่าวเหมือนไม่สลักสำคัญอันใด แต่
ความโหดร้ายดุเดือดที่แฝงอยู่ภายใต้คำสั่งชุดนี้ มู่ซีพอจะคาด
คำนวณได้
คำสั่งของปิงหลันต้าเหรินแม้ดูทื่อด้าน แต่สามารถเปลี่ยนพลิก
สถานการณ์อย่างแท้จริง สามารถกำจัดจุดอ่อนที่แฝงเร้นอยู่
ทั้งหมด ก่อตั้งแนวรับอันเข้มแข็งขึ้นใหม่
“ฟังว่าภารกิจคราวที่แล้วผลงานของเจ้าไม่เลว ดังนั้นต้าเหริน
ตกลงใจโยกย้ายเจ้าเข้าร่วมกองกำลังของเรา อย่าได้ทำให้ต้าเห
รินผิดหวัง” สตรีอสูรกล่าวราบเรียบไร้อารมณ์
“ทราบแล้ว!” มู่ซีรับคำอย่างเคร่งขรึม ในที่สุดนางก็เข้าใจ ที่
แท้เป็นปิงหลันต้าเหรินเจาะจงยื่นคำขอโยกย้ายนางไป แต่นาง
พลันพบว่าเรื่องนี้แปลกประหลาดกว่าเดิม ต้าเหรินไฉนรู้จักนาง
ด้วย?
นางอาจเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญรุ่นใหม่ของตระกูลไม้วัง
ทะเลสาบ แต่หากมองจากภพอสูรทั้งมวล นางก็ไม่นับเป็นอะไรได้
ส่วนภารกิจสุดท้าย แม้ผลงานอาจเรียกได้ว่าดูดีอยู่บ้าง แต่ก็
ธรรมดาสามัญยิ่ง ในแง่ของชื่อเสียง นางไม่ได้มีชื่อเลื่องลือเท่าเหลี
ยงเวยเสียด้วยซํ้า เหลียงเวยเป็นผู้นำทัพเพียงคนเดียวที่เหลือรอด
จากศึกอันดุเดือดครั้งที่แล้ว นี่ยังไม่ได้กล่าวถึงยอดอัจฉริยะพิสดาร
ผู้ลึกลับ เซียวม่อเกอ
แต่นางกลับได้รับคำสั่งให้ไปยังแนวหน้าเพื่อเข้าร่วมกับปิงห
ลันต้าเหริน ความตื่นตะลึงของมู่ซีเป็นที่คาดคำนวณได้
“อ้อ นอกจากเจ้าแล้ว เหลียงเวยก็มาด้วย” สตรีอสูรชะงักไป
ชั่ววูบ “แต่สถานการณ์ของมันไม่เหมือนกับเจ้า มันต้องการทำศึก
และเสนอตัวเพื่อขอทำศึกเอง ปิงหลันต้าเหรินตอบรับแผนการทำ
ศึกของมัน เจ้ารู้ไว้เท่านี้ก็พอ ไม่จำเป็นต้องให้ความสนใจกับมัน
นัก”
“เริ่มตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าจะรับผิดชอบป้องกันพื้นที่หมายเลขสาม
ไปพบปะผู้ใต้บังคับบัญชาของเจ้าเถอะ ขออำลา!” สตรีอสูรกล่าว
จบก็หมุนตัวจากไปทันที เป็นที่เห็นได้ถึงความเฉียบขาด
รอจนสตรีอสูรจากไปไกล มู่ซีค่อยสูดลมหายใจลึก
ที่นี่น่ะหรือสนามรบ?
“ในที่สุดเราก็ออกมาได้แล้ว!”
ไม่ทราบเป็นผู้ใดกล่าวประโยคนี้ แต่ปลุกเร้าอารมณ์ทุกผู้คน
ทันที เสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องไปทั่วเต่าดำ! ความตึงเครียดและ
หวั่นไหวใจที่สั่งสมอยู่ในใจพวกมันมายาวนาน ชั่วขณะนี้พลันปลิว
หายวับไปกับตา! เหล่าบุรุษกร้าวแกร่งที่ข้ามผ่านการทดสอบจาก
การต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน ยามนี้กลับไม่ต่างจากเด็กน้อย บ้างกระซิบ
พึมพำกับตัวเอง บ้างสวมกอดกัน และบ้างก็โผบินไปมาอย่างคึกคัก
คลุ้มคลั่ง!
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องแทบเสียสติของคนเหล่านี้ กลุ่มของอสุภ
ประหลาดดูเงียบงันผิดธรรมดา
ดวงตาสีเทาของอสุภประหลาดทั้งว่างเปล่าและไร้ประกายชีวิต
สังเกตเห็นสภาพผิดธรรมดาของอสุภประหลาด จั่วม่อระงับ
ความปิติยินดีในใจ วิ่งเข้าไปหา “เป็นไร? ในที่สุดเราก็ออกมาจาก
สถานที่ผีสางนั่นสำเร็จแล้ว! ออกมาได้แล้วจริงๆ! ท่านไม่เบิกบาน
ใจหรือ?”
อสุภประหลาดนิ่งไปวูบหนึ่ง ไม่ตอบคำถามนี้ เพียงบอกกล่าว
อย่างสงบ “ข้าต้องไปแล้ว”
“ไป? ไปที่ใด?” จั่วม่อชะงักค้าง อสุภประหลาดแม้แปลก
พิสดารยิ่ง แต่หลังจากคบหากันมาระยะหนึ่ง จั่วม่อรู้สึกว่าผู้อื่นนั้น
ดีมาก ทั้งยังสนิทสนมกลมเกลียวกับมันเป็นอย่างดี มันอดถาม
ไม่ได้ “ท่านตั้งใจจะไปที่ใด?”
“ไปตามหาบ้านเกิดของข้า”
“บ้านเกิด?” จั่วม่องงงันวูบ สถานที่ถือกำเนิด ถ้อยคำเหล่านี้
ไม่ค่อยคุ้นเคยสำหรับมันนัก
“ใช่ ข้าหวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้งในอนาคต” อสุภ
ประหลาดกล่าวอย่างสงบราบเรียบ “ข้าเรียกว่าซือ (ศพ,อสุภ)”
เป็นนามที่พิลึกจริงๆ ด้วย จั่วม่อลอบสั่นศีรษะ สลัดริ้วรอยแห่ง
ความโศกเศร้าที่ก่อตัวขึ้นในใจ ใบหน้าประดับรอยยิ้มเฉิดฉัน
“ขอบคุณท่านมาก หากไม่มีท่าน ข้าต้องไม่มีปัญญารวบรวม
สมบัติเหล่านั้นแน่”
“เรื่องเล็กน้อยอย่าใส่ใจไปเลย” ซือกล่าวเสียงอ่อน “ข้าไป
แล้ว”
หางเสียงยังไม่ทันจาง กลุ่มของอสุภประหลาดก็หายตัวไป
อย่างเงียบเชียบ ไม่ทราบเมื่อใดจึงได้พบกันอีก
สังเกตเห็นความวุ่นวายทางด้านนี้ เหวยเสิ้งกับพวกรีบทะยาน
ร่างเข้ามา
“มันไปแล้ว” จั่วม่อแบสองมือ “ไปตามหาบ้านเกิดของมัน”
คนอื่นๆ เผยสีหน้ารับรู้
นอกจากจั่วม่อที่รู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่บ้างแล้ว คนอื่นๆ ไม่ได้
โศกเศร้ากับการจากไปของอสุภประหลาด กลับเป็นตรงกันข้าม
เมื่อปราศจากการคงอยู่ของอสุภประหลาด ทุกคนรู้ลึกปลอดโปร่ง
โล่งใจเป็นที่สุด แม้ว่าอสุภประหลาดจะอยู่ในสถานะมิตรที่ดีมา
ตลอดทาง แต่พลังอันแข็งแกร่งไร้ผู้ต้านของมันยังคงกดดันผู้อื่นอยู่
ตลอดเวลา
จั่วม่อปัดอารมณ์อาลัยอาวรณ์ทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เรียกเหวย
เสิ้ง แม่นางน้อย รวมถึงเหล่าแกนนำคนอื่นๆ เข้ามารวมกัน
“พวกเราแม้ออกมาพ้นจากสถานที่ผีสางบัดซบนั่น แต่ไม่ได้
หมายความว่าเราปลอดภัยแล้ว” จั่วม่อเปิดปากเป็นอันดับแรก
กงซุนชาพยักหน้า “มิผิด หากข้อสันนิษฐานของเราถูกต้อง
ที่นี่สมควรเป็นมหานครนภาโลหิต สนามรบหลักของสาม
เผ่าพันธุ์! เราต้องออกจากมหานครนภาโลหิตให้เร็วที่สุด มิเช่นนั้น
… …”
แม่นางน้อยไม่ได้กล่าวสืบต่อ แต่ทุกคนทราบดีว่ามันหมายถึง
อะไร มหานครนภาโลหิตเป็นสถานที่ที่การสู้รบระหว่างซิวเจ่อกับ
อสูรปิศาจดุเดือดที่สุด หากพวกมันประมาทสักเล็กน้อย ถูกลาก
เข้าไปเกี่ยวข้องกับการศึกสงคราม เกรงว่าคงไม่มีสิ่งใดหลง
เหลืออยู่อีก
ซึ่งความจริงพวกมันนับว่าอยู่ฝ่ายซิวเจ่อ แต่ไม่มีใครในเต่าดำ
ยินดีขอความช่วยเหลือจากซิวเจ่อ ไม่ต้องสงสัยเลย ว่าแม่ทัพ
บัญชาการศึกซิวเจ่อในสถานที่แห่งนี้ล้วนเป็นศิษย์สำนักใหญ่
ทั้งสิ้น ส่วนคนเหล่านี้หากไม่ใช่มาจากอาณาจักรนภาจันทร์ ก็มา
จากอาณาจักรขุนเขาน้อย พวกมันไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อบรรดา
สำนักใหญ่
แต่หากพวกมันปะหน้าอสูรปิศาจเข้า ผลสุดท้ายก็ไม่
จำเป็นต้องขบคิดแล้ว
“ลองไปสอบถามกันดู ในเรือของเราผู้ใดมีแผนที่เขตแดนของ
มหานครนภาโลหิตบ้าง?” จั่วม่อกล่าวอย่างครุ่นคิด “อยู่ที่นี่หาก
แม้แต่ทิศทางเรายังไม่รู้ ได้แต่เป็นคนตาบอดคลำทางเท่านั้น นั่น
อันตรายเกินไป”
ทุกคนแยกย้ายกันไปทันที
จั่วม่อนวดขมับ ปัญหาถาโถมเข้ามาไม่ขาดสายประดุจคลื่น
สาดซัด พวกมันเพิ่งหลุดรอดออกจากสนามรบโบราณ เพียงเพื่อ
เข้าสู่สถานที่อันตรายสุดกู่อีกแห่งหนึ่ง มหานครนภาโลหิตใน
ปัจจุบันเป็นสถานที่ที่ห่างไกลจากความสงบสุขที่สุดในโลก อาณา
บริเวณที่เคยใช้ล่าอสูร บัดนี้กลายเป็นสวนหลังบ้านของอสูรปิศาจ
ไปแล้ว
อสูรปิศาจ… …
จริงสิ! จั่วม่อใจกระตุกวูบ ความยินดีพลุ่งขึ้นในใจ มันไฉน
หลงลืมคุกสิบนิ้วไปเสียได้! จั่วม่อรีบเข้าสู่คุกสิบนิ้วในบัดดล หนาน
เยว่กับคังเจ๋อไม่ได้อยู่ที่นี่ในตอนนี้ แต่โชคดีที่หมิงเจวี๋ยจื่ออยู่
“ต้าเหรินต้องการแผนที่อาณาจักรของมหานครนภาโลหิต
หรือ?” หมิงเจวี๋ยจื่อกล่าวอย่างครุ่นคิด “นี่ไม่ยากนัก แต่ต้องใช้
เวลาอยู่บ้าง ต้าเหรินเร่งรีบหรือไม่?”
“อา รีบด่วนมาก!” จั่วม่อผงกศีรษะอย่างไม่ลังเล ลอบถอน
หายใจอย่างโล่งอก
“ทราบแล้ว!” หมิงเจวี๋ยจื่อรีบออกจากคุกสิบนิ้วไปทันที
ก้อนหินที่ถ่วงในใจจั่วม่อลดตํ่าลงเล็กน้อย ยามนี้มันคงได้แต่
เฝ้ารอข่าวจากหมิงเจวี๋ยจื่อเท่านั้น จริงดังคาด คนอื่นๆ ทยอย
กลับมาในระยะเวลาอันสั้น ในเรือของมันไม่มีซิวเจ่อที่เคยไปเยือน
มหานครนภาโลหิตมาก่อน จั่วม่อไม่ได้อธิบายรายละเอียด เพียง
แค่ปลอบใจพวกมันว่าอีกสองสามวันจะมีข่าวที่พอจะคาดหวังได้
มันสั่งให้ทุกคนจัดตั้งแนวป้องกัน จัดเวรยามมากขึ้นและให้
ระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะที่นี่ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย
ซึ่งความจริงจั่วม่อไม่ได้กังวลเรื่องความปลอดภัยจริงจังนัก
เต่าดำ นามนี้อาจฟังดูตํ่าต้อยไปบ้าง แต่เจ้าเต่าดำสมดังนามของ
มันอย่างแท้จริง นับตั้งแต่พวกมันออกจากทะเลทรายผลึกทอง มุ่ง
หน้าเข้าสู่ใจกลางสนามรบโบราณ ต้องเผชิญพบอันตรายนับครั้ง
ไม่ถ้วน แต่สุดยอดพลังป้องกันของเต่าดำสยบทุกเภทภัยอย่างราบ
คาบ กระทั่งอสุภประหลาดยังชมเชยเต่าดำอยู่หลายครั้ง
หลายคนเห็นว่านามนี้ไม่เพียงพอจะบรรยายความสุดยอดของ
เรือปิศาจร้ายลำนี้ แต่ในเมื่อเหล่าป่านเป็นคนตั้งชื่อ พวกมันก็ได้
แต่หุบปากอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
หมิงเจวี๋ยจื่อก็ยอดเยี่ยมยิ่ง ในวันที่สอง มันก็เสาะหาแผนที่
อาณาจักรของมหานครนภาโลหิตมาจนได้ เช่นเดียวกันกับที่
มนุษย์ล่าอสูร ฝ่ายอสูรปิศาจก็ล่าซิวเจ่อด้วย เมื่อเร็วๆ นี้มีอสูร
ปิศาจจำนวนไม่น้อยลอบเข้าไปในมหานครนภาโลหิต แผนที่
อาณาจักรของมหานครนภาโลหิต เริ่มแพร่หลายตั้งแต่นั้นมา
แผนที่อาณาจักรฉบับนี้ระบุรายละเอียดแนวป้องกันของอสูร
ปิศาจเอาไว้ไม่น้อย แนวป้องกันเหล่านี้ไม่ใช่ความลับอันใด
จั่วม่อราวกับพบพานสมบัติลํ้าค่า
อาศัยแผนที่อาณาจักรฉบับนี้ พวกมันก็ไม่ใช่คนตาบอดคลำ
ทางอีก จั่วม่อกับแม่นางน้อยเริ่มศึกษาแผนที่ทันที การค้นหา
แนวทางเอาตัวรอดเช่นนี้ ผู้ที่มีความสามารถกำหนดความคิดอัน
แยบคาย มีเพียงจั่วม่อกับแม่นางน้อยเท่านั้น
ทั้งคู่พบตำแหน่งปัจจุบันของพวกมันบนแผนที่อย่างรวดเร็ว
จากนั้นเริ่มเสาะหาเส้นทาง
สิ่งที่ทำให้พวกมันคลายใจลง ก็คือมหานครนภาโลหิต
เชื่อมต่อกับสถานที่หลายแห่ง หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือ พวกมัน
สามารถลอบเข้าไปในเขตอาณาจักรของซิวเจ่อ โดยไม่กระตุ้น
เตือนให้กองกำลังเฝ้าระวังของซิวเจ่อรู้ตัว
ทั้งคู่สุมหัวกำหนดแผนการอยู่เป็นเวลานาน ในที่สุดเลือก
เส้นทางที่ดูปลอดภัยที่สุดออกมาสายหนึ่ง
ส่วนจะปลอดภัยจริงหรือไม่ นั่นได้แต่รอดูเมื่อพวกมันเดิน
ทางผ่านไปแล้ว
เต่าดำประหนึ่งลำแสงสีดำด้านๆ สายหนึ่ง เหาะเหินผ่าน
ท้องฟ้าของมหานครนภาโลหิตอย่างเงียบเชียบ
มหานครนภาโลหิตก็ยังคงปกคลุมไปด้วยหมอกโลหิต แต่ไม่
หนาแน่นเข้มข้นเท่าหมอกภูตในสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ที่
พวกมันจากมา สำหรับซิวเจ่ออื่น สภาพแวดล้อมเช่นนี้อาจมัดมือ
มัดเท้าพวกมัน แต่สำหรับจั่วม่อกับพวก ของเล่นเล็กน้อยเหล่านี้ไม่
นับเป็นอะไรได้
มหานครนภาโลหิตสร้างขึ้นจากอาณาจักรขนาดกลางเจ็ด
แห่งเป็นแกนหลัก และใช้อาณาจักรขนาดเล็กสี่สิบเก้าแห่งเป็น
อาณาเขต ความกว้างใหญ่ไพศาลของมันย่อมเป็นที่คาดคำนวณ
ได้
“ได้ยินว่าความสูญเสียทางด้านนั้นรุนแรงมาก” ปิศาจที่กล่าว
วาจามีเขาสีดำอยู่บนหน้าผาก เห็นได้ชัดว่ามันเป็นปิศาจแรดเขียว
ขจีตนหนึ่ง ทั่วร่างห่อหุ้มด้วยชุดเกราะหนาสีดำปนเขียว เสียงหัวร่อ
เต็มไปด้วยอาการดูหมิ่น
“เป็นเรื่องธรรมดายิ่ง หากมิใช่ว่าต้าเหรินของเราสุขุมรอบคอบ
เปลี่ยนบริเวณนี้เป็นทะเลเลี้ยงปิศาจเสียก่อน พวกเราอาจจะพบจุด
จบไม่ต่างจากอสูรเหล่านั้น” ผู้เอ่ยวาจาเป็นปิศาจจิ้งจอกหล่อเหลา
ตนหนึ่ง ภายใต้เรือนผมสีฟ้าอ่อนปนเงิน เป็นดวงตาดุจอัญมณีคู่
หนึ่ง ริมฝีปากบางเฉียบเม้มแน่น สุ้มเสียงแฝงแววเกียจคร้านอยู่
บ้าง บันดาลให้มันดูมีเสน่ห์ขึ้นอีกหลายส่วน
“น่าเบื่อหน่ายเสียจริง! ข้าหลงคิดว่าจะได้ต่อสู้อย่างดุเดือด
ผู้ใดทราบว่าเราได้แต่ยืนเฝ้ายามอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน บนร่างกายข้า
แทบจะมีวัชพืชงอกเงยอยู่แล้ว!” ปิศาจแรดเขียวขจีบ่นอุบ เหลือบ
มองเข้าไปในหมอกโลหิตที่ห่างไกลแวบหนึ่ง ก่อนจะยอมถอดใจ
ล้มตัวลงนอนแผ่หลาบนพื้น
“เมื่อถึงเวลาต่อสู้จริงๆ เกรงว่าเจ้าจะไม่คิดเช่นนั้นแล้ว” ปิศาจ
จิ้งจอกหลานชิงชายตามองสหายรักอย่างหมั่นไส้
พวกมันทั้งสองเป็นสหายรักตั้งแต่ยังเยาว์วัย เมื่อถึงตอนที่
ได้รับคัดเลือกเข้าสู่กองทัพ มันเดิมทีไม่ต้องการมา ผู้ใดทราบว่าซี
เหย่กลับแล่นไปลงทะเบียน ทั้งยังลงทะเบียนให้แก่มันด้วย ดังนั้นไม่
ว่าหลานชิงยินดีหรือไม่ มันก็ต้องปล่อยเลยตามเลย
แต่สำหรับเรื่องที่อาเหย่ลงทะเบียนให้มันด้วย หลานชิงไม่ได้
โกรธเคืองอันใด พวกมันเล่นด้วยกันมาตั้งแต่ยังแบเบาะ หากอา
เหย่ลงชื่อมาเพียงลำพัง มันก็ต้องติดตามมาอยู่ดี หากมันไม่อยู่ที่นี่
ด้วย เทพยดาเท่านั้นที่จะทราบว่าเจ้าตัวใหญ่นี้ จะทำให้เกิดเภทภัย
อันใดบ้าง!
คาดไม่ถึงว่าอาเหย่พอเข้าร่วมกองทัพ เนื่องจากความกล้า
หาญชาญชัย กลับเป็นที่ต้องตาของแม่ทัพปิศาจเสินเยวี่ย ได้รับ
การเลื่อนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว มอบตำแหน่งผู้นำทัพให้แก่สหาย
ตัวใหญ่ผู้นี้ หลานชิงต้องรับหน้าที่รองผู้บัญชาการของมัน คอย
ดูแลรับผิดชอบกิจการทางทหารทั้งหมด ท้ายที่สุดอาเหย่จึงไม่ได้
ก่อเรื่องวุ่นวายอันใด
แม่ทัพปิศาจเสินเยวี่ยได้รับคำสั่งมายังแนวหน้าด้วยภารกิจ
สำคัญเรื่องหนึ่ง
กองพันของอาเยว่รับหน้าที่เฝ้าระวังพื้นที่แถบนี้ ตำแหน่งของ
พวกมันค่อนข้างลํ้ามาข้างหน้า เท่ากับเป็นด่านหน้าสุดของ
กองทัพปิศาจ
ในเวลานี้เอง หลานชิงสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เผ่นผลุงขึ้น
จากพื้นในบัดดล “ผิดท่าแล้ว! ศัตรูกำลังมา!”
“ศัตรู! ที่ใด! ศัตรูอยู่ที่ใด?” อาเหย่กระโดดลุกขึ้นตาม สีหน้า
ลิงโลดระคนฮึกเหิม
เห็นเรือสีดำลำเล็กๆ ผุดออกมาจากม่านหมอกโลหิต