สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 428 สมรู้ร่วมคิด
“ข้าอยากรู้นักว่าตอนนี้ศิษย์พี่ใหญ่กำลังทำอะไรอยู่” หมิงเลี่ย
ทอดตามองหมอกโลหิตม้วนตัวไปมา รำพึงด้วยอารมณ์ความรู้สึก
ชุดยาวสีแดงเพลิงจัดจ้าบนร่างมันกระพือพัดตามลม หมิงเลี่ย
ผู้นี้ท่วงท่าสภาวะโอ่อ่าเถรตรงดุจกระบี่ คิ้วคมพาดเฉียงทอดยาว
จรดเชิงผม ดวงตาเรียวยาว เผยประกายคมกล้า
“ผู้ใดทราบ? แต่จะอย่างไรต้องดีกว่าเราแน่! สถานที่ผีสางนี้ทำ
ให้ข้าแทบล้มป่วยแล้ว” บุรุษหนุ่มหน้ากลมข้างกายหมิงเลี่ยบ่น
พึมพำ บนแผ่นหลังสะพายกระบี่ลายสนธรรมดาสามัญเล่มหนึ่ง
ดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืม ดูราวกับยังไม่ตื่นจากนิทรา มันเป็นศิษย์ผู้
น้องของหมิงเลี่ย เรียกว่าซงเยวียน
หมิงเลี่ยสีหน้าอับจนปัญญาอยู่บ้าง กล่าวอย่างขุ่นข้องว่า “เจ้า
เจ้า เจ้าช่างไม่มีจิตปณิธานเอาเสียเลย ผู้คนตั้งมากมายหวังว่าจะ
ได้รับเลือกมา เพื่อที่จะได้รับความดีความชอบมากขึ้น! แต่เจ้า
นับตั้งแต่วันแรกที่มา เจ้าก็เอาแต่รํ่าร้องจะกลับไป!”
ซงเยวียนแค่นเสียง “ความดีความชอบ? เฮอะ ผู้คนต้องมีชีวิต
น้อยๆ เหลือรอดไปรับความดีความชอบด้วย!”
หมิงเลี่ยแย้มยิ้ม “บนสนามรบเจ้ายิ่งกลัวตาย เจ้าจะยิ่งตายได้
ง่ายดายกว่าเดิม!”
“ข้ามีเพียงชีวิตเดียว ตายไปก็ไม่เหลืออะไรแล้ว” ซงเยวียน
ชายตามองหมิงเลี่ย “ข้าไม่เหมือนคนบ้าการต่อสู้เช่นท่าน เสี่ยวเห
ยียผู้นี้ชมชอบสันติสุข!”
หมิงเลี่ยเคยชินกับนิสัยใจคอของซงเยวียน หาได้มีโทสะไม่
เพียงกล่าวอย่างงุนงงสงสัย “ข้าเพียงแปลกใจว่าศิษย์น้องเจ้าไฉน
เกรงกลัวนัก? หากกล่าวถึงอดีต ในมหาสงครามสามพันปีก่อน
อสูรปิศาจประสบความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง อีกทั้งสวรรค์สี่
ดินแดนของซิวเจ่อเราเต็มไปด้วยอัจฉริยะ ในรอบหมื่นปีมานี้
นับเป็นช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุด! ผู้ใดเข้มแข็งผู้ใดอ่อนแอ เพียง
มองดูแวบเดียวก็ล่วงรู้ได้ เมื่อไม่นานมานี้ศิษย์พี่ใหญ่เพียงดำเนิน
แผนรอบหนึ่ง กองทัพอสูรก็ประสบความสูญเสียอย่างหนัก กระทั่ง
ภายในมหานครนภาโลหิตแห่งนี้ เราก็ไม่เคยพ่ายแพ้ ศิษย์น้องซง
เยวียนเจ้ากลัวเกรงอันใด?”
ซงเยวียนแย้มยิ้มเย็นชา “ข้าเพียงกลัวว่าพวกท่านประเมิน
เหล่าวีรบุรุษของโลกตํ่าเกินไปเท่านั้น!”
หมิงเลี่ยชะงักงัน แต่แล้วกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “คุนหลุน ซีเซวียน
เสวียนคงและเทียนหวน ดินแดนใดไม่ได้เต็มไปด้วยวีรบุรุษ? ไม่
ต้องกล่าวหนักถึงเพียงนั้นก็ได้ ลำพังคุนหลุนเรา มีแม่ทัพ
บัญชาการศึกดาษดื่นดุจหมู่เมฆา ยอดฝีมือเชิงยุทธ์มากล้นปาน
เม็ดพิรุณ! หรือว่าเหล่าศิษย์อัจฉริยะมากมายถึงเพียงนี้ยังไม่อาจ
ทำให้ศิษย์น้องคลายกังวลได้? แล้วศิษย์พี่ใหญ่เล่า เพียงพอ
หรือไม่?”
ซงเยวียนเงียบงันไปชั่วครู่ ก่อนจะกล่าวว่า “ความเป็นยอด
อัจฉริยะของศิษย์พี่ใหญ่ ย่อมไม่เป็นที่กังขาแม้แต่น้อย” มันเงย
หน้ามองไปยังที่ห่างไกล กล่าวด้วยเสียงเบาหวิว “ซึ่งความจริง
ไม่ใช่แค่ศิษย์พี่ใหญ่ผู้เดียว กระทั่งท่านเอง ศิษย์พี่หมิงเลี่ย ท่านก็
เป็นยอดแม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง ข้าไฉนจะไม่ทราบว่าพวกเรา
ยอดเยี่ยมเพียงใด? แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด หัวใจข้ากลับไม่เคย
สงบเลย”
หมิงเลี่ยพอฟังต้องเผยสีหน้าครุ่นคิด
“ท่านทราบหรือไม่ บุคคลเช่นข้าเมื่อฝึกปรือถึงระดับหนึ่ง
หัวใจกระบี่ของเราจะแข็งแกร่งจนไม่ได้รับผลกระทบจากมาร
ภายนอก แต่ข้าก็ยังคงรู้สึกไม่สบายใจ” ซงเยวียนกล่าวพลางทอด
ถอน แบสองมือออกกว้าง “อาจบางทีนี่เป็นอุปสรรคทางจิตของข้า
กระมัง”
หมิงเลี่ยเป็นบุคคลละเอียดอ่อนรอบคอบผู้หนึ่ง มันเดินใน
วิถีทางแม่ทัพบัญชาการศึก ส่วนซงเยวียนฝึกปรือวิถีกระบี่ของ
สำนัก มีสัญชาตญาณต่ออันตรายที่เฉียบไวยิ่งกว่ามัน “ศิษย์น้อง
ใช่รู้สึกว่าบางสิ่งไม่ถูกต้องหรือไม่?”
ซงเยวียนสั่นศีรษะ “ข้าไม่ทราบ ดังนั้นจึงรู้สึกไม่สบายใจ”
ในเวลานี้เอง ลำแสงกระบี่เหินลิ่วมาจากขอบฟ้า ขัดจังหวะ
สนทนาของพวกมัน ซงเยวียนกวักมือวูบ ลำแสงกระบี่พุ่งเข้ามาอยู่
ในมือของมัน มันพลิกฝ่ามือขึ้น เห็นกระบี่เล่มน้อยอยู่บนนั้น
หมิงเลี่ยหยิบกระบี่เล่มเล็กขึ้นมา ดวงตาสาดประกายวูบ “ไป
เถอะ เรามีภารกิจเร่งด่วน”
เหลียงเวยจ้องมองเรือดำลำน้อยด้วยสีหน้าเย็นชา ซึ่งความ
จริงมันพอได้รับคำสั่งจากปิงหลันต้าเหริน ก็เป็นช่วงเวลาที่มัน
สัญจรอยู่ละแวกนี้พอดี ทั้งยังได้พบเห็นเต่าดำทะลวงผ่านแนว
ป้องกันปลิงดำโดยบังเอิญ แต่มันเองก็คาดไม่ถึง ว่าเต่าดำจะบุก
ผ่านแนวป้องกันปลิงดำได้อย่างสะดวกดายถึงปานนี้
ในฐานะแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงินผู้หนึ่ง แนวป้องกันปลิง
ดำร้ายกาจปานใด มันย่อมกระจ่างใจเป็นอย่างดี!
เรือดำลำน้อยที่ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตานี้ ระดับสูงกว่าที่มัน
คาดคิดเอาไว้มาก เมื่อสามารถบุกผ่านแนวป้องกันประหนึ่งเดินชม
สวนหลังบ้าน ต่อให้คนโง่เขลาที่สุดยังทราบ ว่าตัวตนของซิวเจ่อที่
อยู่ภายในเรือน้อย เกรงว่าไม่รวบรัดธรรมดาแล้ว
บางทีคนที่อยู่ภายในอาจเป็นคนใหญ่คนโต… …
เหลียงเวยเลียริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว ดวงตาสาดประกายกระหาย
เลือดวาววาม รอยแผลบากบนใบหน้าหล่อเหลาดูน่าหวาดหวั่น
อย่างบอกไม่ถูก
มันฝืนระงับเจตนาฆ่าฟันที่ลุกไหม้อยู่ในใจ อสูรปิศาจแม้เป็น
พันธมิตร แต่ผู้อื่นย่อมไม่ปล่อยให้มันเข้าสู่แนวป้องกันของตน
โดยง่าย การที่จะยอมอนุญาตให้เข้าสู่แนวป้องกันของพันธมิตร มี
เพียงสถานการณ์เดียวที่เป็นไปได้ นั่นคือพวกมันมิอาจต้านทาน
ศัตรูได้อีกต่อไป
เรือน้อยลำนี้แน่นอนว่าไม่ธรรมดาสามัญ ความสามารถใน
การป้องกันสมควรไม่อ่อนด้อย
เหลียงเวยประหนึ่งสุนัขป่าเดียวดายกลางทุ่งร้าง อดทนเฝ้ารอ
โอกาสอย่างเงียบเชียบ
การบุกฝ่าแนวป้องกันปลิงดำของเต่าดำตัวน้อย ไม่ต่างจากเท
ราดนํ้าเย็นลงไปในหม้อนํ้ามันเดือด สถานการณ์ระเบิดพล่าน
ในทันที!
ทหารปิศาจสามกลุ่มเร่งรุดมาจากสามทิศทางที่แตกต่าง ถา
โถมเข้ามาดุจเขื่อนแตก
เมื่ออสุภประหลาดจากไป ผูเยารู้สึกแรงกดดันลดน้อยลงไป
มาก กลายเป็นคึกคักแจ่มใสอีกครั้ง กลับมากระทำพฤติการณ์ราว
กับว่ามันเป็นผู้นำกองกำลัง “แม่ทัพบัญชาการศึกนั้นผิดแผก
แตกต่างกัน แม่ทัพบัญชาการศึกของซิวเจ่อมุ่งเน้นการคิดคำนวณ
แม่ทัพบัญชาการศึกเผ่าอสูรมุ่งเน้นจิตสำนึก ทั้งสองแม้ต่างวิถี แต่
ก็เน้นไปในทางควบคุมกองกำลังเหมือนกัน เช่นนั้นแม่ทัพ
บัญชาการศึกเผ่าปิศาจเล่า? พวกมันเน้นเพียงสิ่งเดียว ความเหี้ยม
หาญ!”
“ความเหี้ยมหาญ?” จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง ควรทราบว่า
ความเหี้ยมหาญของคนผู้หนึ่ง ในสงครามขนาดใหญ่ไม่นับเป็น
อะไรได้ หากซิวเจ่อด่านจินตันผู้หนึ่งเผชิญหน้าหนิงม่ายสิบยี่สิบ
คน คิดเอาชัยไม่ยากนัก แต่หากจินตันผู้หนึ่งพบพานกองทหารที่
ฝึกฝนมาอย่างดีห้าสิบคน เช่นนั้นมันก็ตกอยู่ในสถานการณ์คับ
ขันอันตรายแล้ว และหากมันพบพานหนิงม่ายที่ฝึกฝนมาเป็นอย่าง
ดีหนึ่งร้อยคน ถึงตอนนั้นหากไม่รีบหนีให้เร็วที่สุด ก็มีแต่ต้องเอา
ชีวิตไปทิ้งเท่านั้น
ในหมู่กองทัพทั่วไป จินตันนับเป็นทหารชั้นสูง แต่การใช้ทหาร
ประเภทกระสุนปืนใหญ่เข้าแลกชีวิตเพื่อฆ่าทหารชั้นสูง ยังคงเป็น
ยุทธวิธีโบราณที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง มีประสิทธิภาพมาก
ดังนั้นในกองทัพ จินตันแต่ละคนจะมีหนิงม่ายจำนวนมากคอย
อารักขาคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา
กล่าวถึงที่สุดแล้วความเหี้ยมหาญของคนผู้หนึ่ง ไม่ได้มีผล
มากมายต่อศึกสงครามขนาดใหญ่
“เมื่อได้ชมดูเจ้าจะรู้เอง” ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ผูเยากลับ
อมพะนำตามเคย
จั่วม่อขุ่นเคืองจนแทบสบถด่าออกมา แต่ยังคงฝืนระงับเอาไว้
ในใจลอบจดบัญชีหนี้แค้นไว้กับผูเยา
แต่คำของผูเยายังกระตุ้นความสนใจของจั่วม่อสำเร็จ มันเริ่ม
ให้ความสนใจกับทหารปิศาจเหล่านี้อย่างใจจดใจจ่อ
ทัพปิศาจถาโถมเข้ามาจากสามทิศทางอย่างพร้อมเพรียง เต่า
ดำที่เพิ่งจะบุกฝ่าผ่านแนวป้องกันปลิงดำเข้ามา ตกลงสู่วงล้อม
อย่างแน่นหนาอีกคำรบ
กงซุนชาไม่ขยับเคลื่อนไหว ดวงตามองตรง สีหน้านิ่งงัน
ไพร่พลหน่วยองครักษ์โล่บางคนอดกล่าวเสียงเบาตํ่าไม่ได้
“ต้าเหรินใช่กำลังฟุ้งซ่านหรือไม่? ตั้งแต่ออกจากปิดด่านฝึก
ตนคราวก่อน ต้าเหรินดูแปลกพิกลอยู่บ้าง!” ผู้กล่าววาจาคล้าย
ห่วงกังวลเล็กน้อย การครุ่นคิดอย่างเหม่อลอยเช่นนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
แต่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง ตั้งแต่ปิดด่านฝึกตนครั้งสุดท้าย กงซุนชา
มักท่องไปในห้วงความคิดของตนอยู่เสมอ
“ต้าเหรินเคยดูปกติตั้งแต่เมื่อใดกัน… …” สหายอีกคนเหลือก
ตา
“นั่นก็จริง!” ทุกคนผงกศีรษะเห็นพ้องอย่างเป็นเอกฉันท์
ประโยคนี้ราวกับกล่าวออกมาจากหัวใจของพวกมันเอง
“ก็จริง เช่นนี้ก็ดีแล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่าเวลาที่ต้าเหรินแย้มยิ้ม”
“รอยยิ้มเหนียมอายของต้าเหริน… …”
ทุกผู้คนสะท้านขึ้นอย่างพร้อมเพรียง พวกมันคล้ายหวนนึกถึง
เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวบางอย่าง ล้วนหนาวสะท้านโดยถ้วนหน้า
“โอ้” เสียงอู้อี้พลันดังออกมาจากปากกงซุนชา ดวงตาเลื่อน
ลอยกลับเป็นแจ่มชัดอีกครั้ง รอยยิ้มเหนียมอายปรากฏขึ้น “มาเริ่ม
กันเถอะ!”
ได้รับคำสั่งโดยตรง ค่ายจูเชวี่ยทะยานลิ่วออกไปในบัดดล!
กลางเวหา ลำแสงกระบี่มากมายสาดพุ่งออกจากเต่าดำอย่าง
พร้อมเพรียง ลำแสงกระบี่พร่าพรายตระการตา ประดุจดอกไม้ไฟ
เบ่งบานอยู่กลางอากาศ!
การปรากฏตัวอย่างฉับพลันของค่ายจูเชวี่ยขู่ขวัญทุกผู้คน!
ไม่ว่าจะเป็นซีเหย่กับหลานชิง หรือกองทัพปิศาจสามกลุ่มที่
กำลังก่อตัวเป็นวงล้อมอยู่เบื้องหน้า หรือเหลียงเวยที่ซ่อนตัวอยู่ใน
หมอกโลหิต ล้วนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
แสงกระบี่หลากสีสันเปล่งประกายกลางเวหา แต่เหล่าอสูร
ปิศาจย่อมไม่มีอารมณ์จะชื่นชมความงดงามนี้ เสียงสูดลมหายใจ
อย่างหนาวเหน็บดังสะท้อนก้อง
ไม่ว่าผู้ใดก็คาดไม่ถึง ว่าเรือลำน้อยที่ไม่มีอันใดสะดุดตา จะ
สามารถรองรับเซียนกระบี่ได้มากมายถึงเพียงนี้!
รูปโฉมภายนอกสุดแสนจะธรรมดาสามัญ ความสามารถใน
การป้องกันสะท้านฟ้าดิน และขีดความสามารถในการบรรทุก ที่
สามารถเทียบได้กับเรือสมบัติขนาดกลางหรือขนาดใหญ่!
นี่มันเรือประเภทใดกัน?
ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ แต่แม่ทัพบัญชาการศึกเผ่าปิศาจทุกตนที่มี
ประสบการณ์อยู่บ้าง ล้วนสูดได้กลิ่นอันตรายจากภายในเรือ! เรือ
มหาประลัยลำนี้ราวกับนักฆ่าในเงามืด สามารถลอบลงดาบสังหาร
ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด!
ลองนึกถึงเซียนกระบี่หลายพันคนถูกลอบขนส่งไปยังแนวหลัง
ข้าศึก โดยไม่มีเค้าลางบ่งบอกให้ทราบ และชั่วพริบตาที่สนามรบ
กำลังดุเดือดเลือดพล่านถึงที่สุด เซียนกระบี่หลายพันคนพลัน
ปรากฏกายขึ้นด้านหลังพวกมัน… …
ทั้งอสูรและปิศาจล้วนเย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ!
ซีเหย่แหงนหน้าขู่คำรามสะเทือนฟ้า ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเขียว
เรืองรอง!
นับตั้งแต่วันที่มันเข้าร่วมกองทัพ นี่เป็นครั้งแรกที่ศัตรูบุกเข้า
มาในเขตแดนของมันอย่างย่ามใจ! บัดนี้มันมีแต่ความอัปยศอดสู
อัปยศอดสูอย่างสิ้นเชิง!
มันควบตะบึงไปยังด้านหน้าสุดแรงกำลัง!
ทหารปิศาจที่ด้านหน้าตวาดอย่างโกรธเกรี้ยวเป็นเสียง
เดียวกัน โดยไม่รีรอลังเล พวกมันโถมตามซีเหย่ไปติดๆ ทะยาน
ตรงไปยังเรือดำอย่างหักโหม!
ในเวลานี้เอง ซีเหย่กับหลานชิงพลันรู้สึกสายตากระจ่างจ้า
เห็นลำแสงกระบี่หลากสีสันหลายพันสายบานสะพรั่ง กลบกลืน
ท้องฟ้าของพวกมันไป ทัพปิศาจได้แต่แตกตื่นสุดระงับ!
ความเย็นเยียบเสียดกระดูกปิดฟ้าคลุมดิน บันดาลให้พวกมัน
มือเท้าเย็นเฉียบ!
ซีเหย่พลันแผดคำรามอย่างกราดเกรี้ยว ดวงตาแทบเป็นสี
เขียวเจิดจ้าอย่างสมบูรณ์ ร่างควบตะบึงไปข้างหน้าอย่างไม่คิด
ชีวิต!
หลานชิงตาไว มือยิ่งเร็วกว่า รีบกระชากซีเหย่ไว้ทันควัน
ตวาดใส่หน้า “ส่งข่าวกลับไป! เดี๋ยวนี้! รีบส่งข่าวกลับไปให้ต้าเห
ริน!”
ซีเหย่สะท้านขึ้นทั้งร่าง บังเกิดปฏิกิริยาทันที เหลือบมองหลาน
ชิงอย่างสำนึกขอบคุณแวบหนึ่ง แล้วรีบล้วงแมลงดำออกมาจากอก
เสื้อ มันพริ้มตาหลับลง อึดใจต่อมา เลือดหยดหนึ่งไหลลงมาจาก
ปลายนิ้วของมัน ซีเหย่หยดเลือดลงบนหัวของแมลงเกราะแข็งตัว
นั้น หยดเลือดแทรกซึมเข้าไปในศีรษะของแมลงเกราะแข็งอย่างเร่ง
ร้อน
แมลงเกราะแข็งกรีดเสียงแหลมเล็ก จากนั้นหายวับไปจากมือ
ของซีเหย่อย่างกะทันหัน
แหงนมองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยลำแสงปราณกระบี่ เหลียงเวย
ไม่ได้รู้สึกตัวว่าแขนขาของมันก็เย็นเฉียบจนแข็งทื่อ ในใจมีเพียง
ความคิดเดียว
นี่เป็นแผนสมรู้ร่วมคิด! แผนสมคบคิดของซิวเจ่อ!
การลอบโจมตีอันร้ายกาจและชั่วร้าย!
เหลียงเวยสีหน้าดุดันอำมหิต สองมือกำแน่น ดวงตาเต็มไป
ด้วยความเคียดแค้นชิงชัง ถลึงจ้องท้องฟ้าที่ครอบคลุมด้วยลำแสง
ปราณกระบี่ จากนั้นสองมือค่อยๆ คลายออก ดวงตากลับเป็นสงบ
ราบเรียบอีกครั้ง
มันไม่เปิดฉากลงมือเพื่อช่วยเหลือพันธมิตรในทันที แม้จะรู้ว่า
ยามนี้เผ่าปิศาจต้องยอมรับความช่วยเหลือของมันแต่โดยดีก็ตาม
ทว่าหากนี่เป็นแผนลอบโจมตี เช่นนั้นกระบวนท่าของซิวเจ่อจะไม่
จบสิ้นลงเพียงเท่านี้แน่!
สงบเยือกเย็นอย่างสมบูรณ์ เหลียงเวยสำแดงพลังขบคิด
ตัดสินใจอันน่าอัศจรรย์ เพียงขบคิดชั่ววูบ มันก็สามารถบอกได้
ทันที…
…กำลังเสริมของซิวเจ่อ จะต้องเผยโฉมในอีกไม่ช้าเป็นแน่!
มันรีบส่งหน่วยสอดแนมเร้นกายออกไปตรวจสอบพื้นที่
โดยรอบทันที
หน่วยสอดแนมก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ส่งข่าวกลับมาอย่างรวดเร็ว
กองกำลังซิวเจ่อกองทัพหนึ่งกำลังมุ่งตรงเข้ามาด้วยความเร็วอันน่า
ตระหนก
เหลียงเวยดวงตาสาดประกายเย็นเยียบเลือนราง รอยแผลบาก
บนใบหน้าเต้นระริกอย่างกระหายเลือด
จริงดังคาด พวกมันมาจริงๆ!