สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 429 พิชัยยุทธ์ปิศาจ
หมิงเลี่ยกับซงเยวียนที่น่าสงสาร ยังไม่ทันจะเข้าถึงเป้าหมาย
กลับต้องเผชิญเภทภัยจากการซุ่มโจมตีของเหลียงเวย แม้ว่าหมิง
เลี่ยรักษาความตื่นตัวไว้ตลอดเวลา ทำให้ไม่เกิดความเสียหาย
ร้ายแรงนัก แต่ยังคงเสียขบวนรวนเรไปบ้าง
ความเคียดแค้นชิงชังที่มีต่อซิวเจ่อของเหลียงเวยสลักลึกลงไป
ในกระดูก นับจากศึกแห่งโศกนาฏกรรมคราวนั้น กองกำลังของมัน
ส่วนใหญ่เป็นผู้โชคดีที่เหลือรอดจากกองพลนํ้าค้างเยือกแข็ง พอ
พบเห็นหมิงเลี่ยกับเหล่าซิวเจ่อ พวกมันก็ดวงตาแดงฉานด้วย
สายเลือด บังเกิดความคิดฆ่าฟันอย่างเปี่ยมล้น
ฝั่งหนึ่งตระเตรียมอยู่นาน อีกฝ่ายตอบสนองอย่างฉุกละหุก
แม้ว่าหน่วยทัพของเหลียงเวยไม่มียอดฝีมือ แต่ยังคงไล่เข่นฆ่า
กองทัพของหมิงเลี่ยอย่างย่ามใจ
หมิงเลี่ยสีหน้าเคร่งเครียดเย็นชา กองกำลังดักซุ่มเบื้องหน้าแม้
ระดับฝีมือไม่สูงเยี่ยมนัก แต่เหี้ยมหาญบ้าระหํ่า ลงมืออย่างไม่คิด
เสียดายชีวิต!
มันเพ่งตามองแม่ทัพหนุ่มหล่อเหลาที่ใจกลางกระบวนทัพฝ่าย
ตรงข้าม ในใจเต็มไปด้วยความสะท้านสะเทือน หมิงเลี่ยคุ้นเคยกับ
ระบบกองทัพของอสูรปิศาจดี กองกำลังที่สามารถไล่ต้อนกดดันมัน
ในยามนี้ ถึงกับไม่ใช่กองทัพหลักของเผ่าอสูรด้วยซํ้า! ยิ่งไปกว่า
นั้น แม่ทัพหนุ่มผู้นี้ที่แท้เป็นเพียงแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน!
เป็นไปได้อย่างไร?
กองกำลังธรรมดาของเผ่าอสูรร้ายกาจถึงเพียงนี้ตั้งแต่
เมื่อใด? แม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงินผู้หนึ่งกลายเป็นทัดเทียมกับ
มันตั้งแต่เมื่อใด?
หมิงเลี่ยทำการพลิกแพลงตอบโต้อย่างต่อเนื่อง แต่ไม่มีผลกับ
อีกฝ่ายแม้แต่น้อย ห้าอึดใจแล้ว!ตลอดช่วงเวลาห้าอึดใจมันเปลี่ยน
คำสั่งตอบโต้ถึงหกครั้ง! แต่สภาพฝ่ายหนึ่งเข่นฆ่าจนตาแดงฉาน
อีกฝ่ายตั้งรับอย่างเต็มฝืน กลับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปเลย!
ซงเยวียนก็มีสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังเช่นกัน มันแม้ไม่ใช่แม่ทัพ
บัญชาการศึก แต่ประสาทสัมผัสเฉียบคมยิ่งกว่า ยามนี้มันรู้สึกราว
กับตกลงไปในตาข่ายใยแมงมุมมหึมา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจ
รวบรวมเรี่ยวแรงต่อต้านหรือหลบหนีได้!
เซียนกระบี่ผู้หนึ่งอยู่ห่างออกไปสิบจั้ง ถูกศาสตร์อสูรหลาย
สายถล่มใส่อย่างพร้อมเพรียง ท่ามกลางเสียงแผดร้องโหยหวน คน
ร่างแตกกระจายกลายเป็นปุยหิมะนํ้าแข็งหย่อมหนึ่ง!
เสียงกรีดแหลมดังสะท้านแล้วขาดหายไปอย่างกะทันหัน ฝ่าย
ศัตรูประสานงานกันอย่างดีเยี่ยม ศาสตร์อสูรที่ใช้ไม่ใช่ศาสตร์อสูร
ระดับสูงที่ร้ายกาจ แต่อาศัยความร่วมมือประสานงานของพวกมัน
ก็เปี่ยมด้วยพลานุภาพน่าแตกตื่นสะท้านใจ ซงเยวียนดวงตาทอ
แววเศร้าเสียใจ สิ้นชีพในสนามรบ กระทั่งดวงวิญญาณของพวก
มันยังไม่อาจหลบหนี!
ห่าพิรุณศาสตร์อสูรลำแสงกระบี่เจิดจ้าบดบังท้องฟ้า บางส่วน
กระจัดกระจายเข้าไปในม่านหมอกโลหิต ก่อกวนจนหมอกปั่นป่วน
ฟุ้งตลบขึ้นมา
การปะทะระหว่างศัตรูคู่แค้นทั้งสองฝ่ายกระชั้นสั้นยิ่ง แต่
ดุเดือดรุนแรงถึงที่สุด!
เหลียงเวยรักษาท่วงท่าสภาวะไม่สะทกสะท้าน จ้องมองศัตรู
อย่างเย็นชา จิตสำนึกของมันแผ่กระจายออกประดุจตาข่ายขนาด
ยักษ์ ทุกรายละเอียดที่เกิดขึ้นในสนามรบอยู่ในกำมือของมัน เห็น
อสูรนักรบผู้หนึ่งที่ด้านหน้าสุดโล่แสงป้องกันถูกลำแสงกระบี่หลาย
สายพุ่งทะลวงใส่พร้อมกัน อสูรผู้นั้นกระทั่งเสียงกรีดร้องยังไม่ปล่อย
ให้หลุดจากปาก ก่อนจะกลายเป็นละอองโลหิตกลุ่มหนึ่ง
เหลียงเวยแม้รับรู้ถึงฉากนี้ สีหน้าก็ไม่แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย
เคล็ดใจนํ้าแข็งทุ่งร้างโคจรอย่างเงียบงัน หัวใจมันประดุจนํ้าแข็ง
กลางทุ่งร้าง ไม่ได้รับผลกระทบจากสิ่งใด ท่านแม่ทัพผู้ล่วงลับรัก
ใคร่เอ็นดูมันยิ่ง เคยลอบถ่ายทอดยอดศาสตร์อสูรประจำกองพล
นํ้าค้างเยือกแข็งแก่มันเป็นการลับ นั่นคือเคล็ดนํ้าแข็งทุ่งร้างนี้เอง
เหลียงเวยแม้เป็นเพียงแม่ทัพบัญชาการศึกระดับเงิน แต่
หลังจากประสบเหตุเภทภัยครั้งนั้น มีประสบการณ์ในการทำศึกรั้ง
ท้ายถ่วงเวลา ชนิดที่เก้าตายหนึ่งรอด มันก็เหมือนเกิดใหม่อย่าง
สมบูรณ์ สภาผู้อาวุโสก็สังเกตเห็นสิ่งนี้ จึงอนุญาตให้มันนำทัพ
ออกทำศึกตามคำร้องขอของมัน
เหลียงเวยทราบข้อได้เปรียบเสียเปรียบของทั้งสองฝ่ายดี มัน
ไม่มียอดฝีมือร่วมทัพ แน่นอนว่าไม่อาจปะทะซึ่งหน้า ยอดฝีมือของ
ฝ่ายตรงข้ามถูกคุ้มครองอย่างเข้มงวดอยู่ตลอดเวลา ต่อให้มันคิด
ใช้จำนวนเข้าแลกชีวิตกับยอดฝีมือของอีกฝ่าย ก็ต้องเสียสละมาก
เกินไป
ประสบความสำเร็จในการซุ่มจู่โจมอย่างงดงาม พวกมันก็ไม่
รีรอเสียเวลา ล่าถอยไปในบัดดล!
ม่านหมอกโลหิตที่ปกคลุมทั่วมหานครนภาโลหิต เป็นเครื่อง
ปกปิดอย่างดีเยี่ยมสำหรับอสูรปิศาจ อสูรนักรบนับพันล่าถอยไป
อย่างพร้อมเพรียง ขบวนทัพเป็นระเบียบเรียบร้อย อสูรนักรบที่รั้ง
ท้ายยังตระเตรียมศาสตร์อสูรไว้ในมือของพวกมัน
“ไม่ต้องตาม!” หมิงเลี่ยตวาดก้อง เรียกรั้งเหล่า
ผู้ใต้บังคับบัญชาที่ตั้งท่าจะไล่ล่าศัตรูต่อไป อีกฝ่ายแม้ล่าถอย แต่
กระบวนทัพมั่นคงไม่สับสน หาได้เผยช่องว่างรอยโหว่แม้แต่น้อยไม่
หมิงเลี่ยสีหน้ามืดทะมึน การตอบโต้อย่างไม่ยั้งคิด ก็รังแต่จะ
ทำให้พวกมันถลำลงไปในหลุมพรางที่อีกฝ่ายขุดล่อเอาไว้เท่านั้น
ผลการปะทะปรากฏออกมาอย่างรวดเร็ว ฝ่ายคุนหลุนสูญเสีย
เกือบแปดสิบคน แต่ฝ่ายตรงข้ามล้มตายเพียงหกตน อัตราส่วน
ความเสียหายนี้เท่ากับตบหน้าหมิงเลี่ยดังสนั่น
สายตาเย็นชาและไม่แยแสของผู้อื่นยามจากไป ไม่ต่างจาก
การดูถูกเหยียดหยามมันอย่างร้ายกาจ แม่ทัพบัญชาการศึกระดับ
เงินผู้หนึ่ง ถึงกับกล้าโอหังบังอาจต่อหน้ามัน!
หมิงเลี่ยสูดลมหายใจลึก พยายามระงับอารมณ์อย่างยากเย็น
ซงเยวียนจงใจไม่กล่าววาจาอย่างรู้ความ ซึ่งความจริงมันก็ตื่น
ตะลึงกับการโจมตีอันดุเดือดระลอกนี้ไม่น้อย ควรทราบว่ามันเริ่ม
ออกท่องเที่ยวสั่งสมประสบการณ์ในโลกภายนอกตั้งแต่ยังเยาว์วัย
มาก เผชิญพบสถานการณ์คับขันอันตรายมานับไม่ถ้วน แต่วันนี้
กลับได้ทราบแน่ชัดว่า เมื่อเทียบกับศึกสงครามแล้ว อันตรายที่มัน
เคยพบพานมาทั้งหมด ล้วนเป็นเพียงการละเล่นของเด็กน้อย
เท่านั้น
ภายในชั่วกะพริบตา ชีวิตของผู้คนแปดสิบคนก็ปลิวหาย
ความโหดร้ายกระไรเช่นนี้!
แต่สิ่งที่ทำให้มันเย็นเยียบจับใจ กลับเป็นดวงตาหนาวเยือกไร้
อารมณ์ของแม่ทัพอสูรหนุ่มผู้นั้น เมื่อโจมตีสำเร็จก็ถอนตัวล่าถอย
โดยไม่รีรอลังเล รวบรัดหมดจดจนน่ากลัว มองใบหน้าดำคลํ้า
ของหมิงเลี่ย ซงเยวียนทราบว่าเวลานี้อารมณ์ของศิษย์พี่ขุ่นมัว
เพียงใด
มันแม้ไม่เข้าใจคนประเภทแม่ทัพบัญชาการศึก แต่ยังทราบว่า
ฝีมือของศิษย์พี่หมิงเลี่ย ต่อให้เป็นในคุนหลุนยังถือเป็นหนึ่งใน
ระดับต้นๆ มิเช่นนั้นสำนักคงไม่มอบศึกแรกอันแสนสำคัญให้มัน
บัญชาการแล้ว
หากข่าวที่ว่าศิษย์พี่หมิงเลี่ยเพลี่ยงพลํ้าแก่แม่ทัพอสูรไร้
ชื่อเสียงเรียงนามผู้หนึ่ง แพร่สะพัดกลับไปถึงสำนัก จะต้องสร้าง
ความปั่นป่วนครั้งใหญ่เป็นแน่
สถานที่แห่งนี้ช่างเต็มไปด้วยภยันตรายอย่างแท้จริง!
ซงเยวียนหัวใจยิ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยมากกว่าเดิม
การต่อสู้ที่เกิดขึ้นเบื้องหลังไม่ได้ดึงดูดความสนใจของจั่วม่อ
แม้แต่น้อย สมาธิจิตใจของมันจดจ่ออยู่กับทัพปิศาจสามกลุ่มที่
กำลังควบตะบึงเข้ามาหาพวกมัน มันเพ่งมองโดยไม่คลาดสายตา
ผูเยาแม้นิสัยใจคอยํ่าแย่ แต่มักไม่ค่อยกล่าวเหลวไหลไร้สาระ
เมื่อเพ่งพิศอย่างถี่ถ้วน มันในที่สุดเริ่มมองเห็นเค้าลางใหม่ๆ
แม่ทัพบัญชาการศึกเผ่าปิศาจแตกต่างจากแม่ทัพบัญชาการศึก
เผ่าอสูรอย่างแท้จริง!
แม่ทัพอสูรใช้พลังจิตสำนึกบงการกองกำลัง ทั้งกองทัพประดุจ
แขนขาของพวกมันเอง รุดหน้าล่าถอยได้ดั่งใจปรารถนา ส่วนแม่
ทัพปิศาจไม่สนใจกระบวนทัพแม้แต่น้อย พวกมันเพียงกระจัด
กระจายดุจฝนฟ้าคะนอง ฮือเข้ามาพร้อมกัน สับสนวุ่นวายสุดทนดู
ทว่า… …
ในสายตาของจั่วม่อ เห็นพลังสภาวะของทหารปิศาจที่ไม่เป็น
ระเบียบเหล่านั้น ผนึกรวมเข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น! พลังสภาวะ
ของทหารปิศาจหลายร้อยตนผนึกรวมกันเป็นกลุ่มก้อน ทันทีที่
พวกมันควบรวมเป็นหนึ่งเดียว พลังกดดันก็แปรเปลี่ยนไปอย่าง
สิ้นเชิง!
จั่วม่อคล้ายได้เห็นเลือดเนื้อเส้นเอ็นหลายร้อยชุด ผนึกพัวพัน
อย่างแน่นหนา ทันใดขมวดตึงแน่น กลายเป็นหมัดมหาประลัยข้าง
หนึ่ง!
ทหารปิศาจสามหน่วยทัพ คล้ายกลับกลายหมัดมหาประลัย
สามข้าง!
“พิชัยยุทธ์ของปิศาจเปลี่ยนซับซ้อนให้กลายเป็นรวบรัด ผนึก
รวมทั้งหมดกลายเป็นหนึ่ง พลังอยู่เหนือสรรพกลยุทธ์ทั้งมวล
คล้ายรวบรัดเรียบง่าย แต่ร้ายกาจสุดบรรยาย ในบรรดาแม่ทัพ
บัญชาการศึกทั้งสามเผ่า มีเพียงแม่ทัพปิศาจที่ต้องการความเหี้ยม
หาญส่วนบุคคล” ผูเยากล่าวถึงตรงนี้ นํ้าเสียงก็เปลี่ยนไป “เจ้าเอง
สมองโง่ทึบ สมควรเหมาะกับพิชัยยุทธ์ในแบบฉบับของแม่ทัพ
ปิศาจมากกว่าอีกสองเผ่า”
จั่วม่อถูกเหน็บแนมก็ไม่มีโทสะ เพียงมองผูเยาอย่างกระรือตือ
ร้นสนใจ “ข้าจะรวมทั้งหมดให้กลายเป็นหนึ่งได้อย่างไร?”
“อ้อ เรื่องนี้เจ้าต้องถามเว่ย เว่ยล่วงรู้” ผูเยาบอกปัดอย่างไร้
ความรับผิดชอบ
เว่ยลืมตาขึ้น ดวงตาทอแววอับจนปัญญาอยู่บ้าง เหลือบมองผู
เยาอย่างขุ่นเคือง นับตั้งแต่ที่มันพบเห็นอสุภประหลาด เผชิญหน้า
กับตัวตนที่เก่าแก่โบราณยิ่งกว่ามัน ความปรารถนาในการค้นหาผู้
สืบทอดของเว่ยก็ลดน้อยลงมาก โดยที่มันเองก็ไม่ได้ตั้งใจ คล้าน
ผวาตื่นขึ้นมาจากความเพ้อฝันลมๆ แล้งๆ มันในที่สุดค่อยตระหนัก
ว่า สิ่งที่คอยเฝ้าพิทักษ์รักษามาโดยตลอด แท้ที่จริงได้สาบสูญไป
ในสายธารแห่งกาลเวลาแต่แรกแล้ว
คำสาบานที่สลักไว้บนป้ายศิลาสุสาน เป็นสิ่งสำคัญต่อมัน
เพียงผู้เดียว
ผูเยายังสามารถพบหน้าลูกหลานของสหายเก่าในอดีต นี่ช่วย
รักษาการเชื่อมโยงระหว่างมันกับโลกปัจจุบันเอาไว้ ไม่ได้ถูก
ทอดทิ้งไว้ในสายธารแห่งกาลเวลา แต่เว่ยเก่าแก่โบราณมาก
เกินไป เก่าแก่โบราณเสียจนไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก
อสุภประหลาดยังสามารถไปตามหาบ้านเกิดของมัน เว่ยค่อย
ค้นพบอย่างขมขื่น ว่ามันไม่มีกระทั่งจุดหมายให้เสาะหา
เว่ยเมื่อสูญเสียความปรารถนาที่จะค้นหาผู้สืบทอดไปอย่าง
มากมาย เดิมทีมักต้องการเสนอหน้าแสดงความมีตัวตนของมันอยู่
ตลอดเวลา แต่ยามนี้พอผูเยาโยนปัญหามาทางมัน กลับขุ่นเคือง
ขึ้นมา
เว่ยเอ่ยปากเสียงเรียบ “นี่ยากจะเรียนรู้ได้”
“ยากกว่าการสำเร็จสังขารปิศาจหรือไม่?” จั่วม่อถาม
เว่ยลมหายใจสะดุดกึก ในที่สุดค่อยนึกได้ว่าเจ้าผู้นี้เป็นตัว
ประหลาดที่กระทั่งสังขารปิศาจมหาทิวาสังขารปิศาจอันดับสองใน
บรรดาสังขารปิศาจด่านถงหลิ่ง ยังสามารถสำเร็จได้อย่างง่ายดาย!
“ไม่ยากเท่าสังขารปิศาจ” เว่ยตัดสินใจตอบตามตรง
“เช่นนั้นก็สอนข้าหน่อย!” จั่วม่อโพล่งคำร้องขอออกมา
พยายามส่งสายตาเป็นประกายวิบวับ ทั้งวิงวอนและประจบประแจง
ไปพร้อมกัน
ในแง่ของความหน้าด้านไร้ยางอาย เว่ยเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คู่มือ
ของจั่วม่อ ได้แต่กล่าวว่า “สังขารปิศาจกับแม่ทัพปิศาจเป็นสองวิถี
ที่แตกต่างกัน ข้าล่วงรู้ไม่มากนัก”
แต่พอเห็นจั่วม่อหันหน้ามายังมันด้วยสีหน้าเบิกบานอย่างกับ
ดอกทานตะวัน ค่อยล้มเลิกความคิดดิ้นรนอย่างชาญฉลาด “แม่
ทัพบัญชาการศึกเผ่าปิศาจ ผิดแผกแตกต่างจากอีกสองเผ่าอย่าง
แท้จริง สิ่งแรกที่พวกมันต้องเรียนรู้ คือต้องสัมผัสการสะท้อนพลัง
จากสหายของพวกมันได้”
“สัมผัสการสะท้อนพลังจากสหาย?”
เว่ยลอบถอนใจโล่งอก สีหน้าไร้ยางอายของจั่วม่อในที่สุดก็
หายไปแล้ว กลายเป็นงุนงงสงสัยแทน มันค่อยสบายอกสบายใจขึ้น
อธิบายต่อไปว่า “ใช่ พลังของปิศาจคือพลังแห่งเลือดเนื้อร่างกาย
เป็นตัวตนที่เที่ยงแท้ มีเพียงสะท้อนพลังของสหายผู้หนึ่ง จึง
สามารถเชื่อมโยงสื่อสารกับร่างกายของสหายผู้นั้นได้ ในสนามรบ
ทิศทางของพลังงานนั้นจะรวดเร็วและแม่นยำกว่าเสียงมาก!”
“ที่แท้เป็นเช่นนี้… …” จั่วม่อกล่าวอย่างครุ่นคิด
เว่ยจู่ๆ ก็แย้มยิ้มกว้างขวาง แบสองมือกว้าง “อย่าถามข้าว่าจะ
สะท้อนพลังของสหายได้อย่างไร ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าเป็นเพียง
ชุดเกราะป้ายศิลาผู้หนึ่งเท่านั้น”
มันไม่ได้โป้ปด ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อมันเห็นจั่วม่อทำหน้า
นิ่วคิ้วขมวด เว่ยผู้อยู่ในอารมณ์อับจนหนทาง ทันใดนั้นรู้สึกดีขึ้น
ไม่น้อย
“สัมผัสการสะท้อนพลังจากสหาย… …” จั่วม่อครุ่นคิด มัน
คล้ายเข้าใจอะไรบางอย่าง แต่เมื่อขบคิดลึกลงไป กลับคล้ายไม่
เข้าใจอะไรเลย
จมอยู่ในภวังค์ครุ่นคิด จั่วม่อหลงลืมการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเบื้อง
หน้าไปอย่างสิ้นเชิง
ครู่ต่อมา มันเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน ใบหน้าไม่อาจปกปิด
เค้าความตื่นเต้นยินดีได้ โดยไม่กล่าวคำใด มันเผ่นผึงขึ้นจากพื้น
แล่นออกไปทันที!
เทียบกับจั่วม่อที่รู้สึกได้เปิดหูเปิดตา กงซุนชากลับคุ้นเคยกับ
พิชัยยุทธ์แบบฉบับปิศาจเป็นอย่างดี ในหมากรุกสงคราม มันเคย
สัประยุทธ์กับศัตรูทุกรูปแบบ แม้ว่าวิธีการทำศึกในปัจจุบันจะไม่
ค่อยคล้ายเหมือนกับวิธีทำศึกของผูเยาในหมากรุกสงครามนัก แต่
ยังมาจากรากฐานเดียวกัน
สำหรับกงซุนชา ไม่นับว่ามีสิ่งใดแตกต่างกัน
สามคลื่นพิฆาต!
ปราณกระบี่สารพัดสีพวยพุ่งออกไปในอากาศ เบ่งบานเจิด
จรัสเต็มฟ้า!
เสียงแหวกฝ่าอากาศเสียดแหลมบาดหู ในชั่วพริบตาเดียว
เหล่าเซียนกระบี่แห่งค่ายจูเชวี่ยก็เร่งเร้าความเร็วขึ้นไปถึงจุดสูงสุด!
ลำแสงกระบี่ก่อเกิดเป็นระลอกคลื่น บุกทะลวงเข้าหาทหาร
ปิศาจทั้งสามกลุ่มอย่างหักโหม!
เทียบกับในกาลก่อนแล้ว ค่ายจูเชวี่ยเติบโตขึ้นมากอย่างไม่
เป็นที่กังขา เมื่อพวกมันสำแดงสามคลื่นพิฆาตอันเป็นป้ายยี่ห้อ
ของพวกมันออกมา ก็ชํ่าชองชำนาญกว่าเดิมมาก ระลอกคลื่นที่
สร้างขึ้นจากปราณกระบี่ไม่ได้แหลมคมดุร้ายเท่าแต่ก่อน แต่
ยืดหยุ่นกว่าเดิม ราวกับว่าท่ามกลางปราณกระบี่ทั้งหมด มีเส้นใยที่
มองไม่เห็นผูกโยงพวกมันไว้เป็นขบวน!
ทั้งสองฝ่ายปะทะกันซึ่งหน้าอย่างดุดัน!
ฉากแปลกพิสดารพลันอุบัติขึ้น
ราวกับคลื่นกระบี่ถาโถม ปราณกระบี่ที่รวมตัวกันพลันกระจาย
ออก พวกมันราวกับใบมีดคมกริบ เหินร่อนประดุจฝูงผีเสื้อ เชือด
เฉือนกองทหารปิศาจออกเป็นชิ้นๆ อย่างไม่หยุดยั้ง
ปราณกระบี่ตัดไขว้เต็มฟ้า!
ภายในชั่วพริบตาเดียว ทหารปิศาจกว่าครึ่งหากไม่ล้มตาย ก็
รับบาดเจ็บสาหัส!
ฉากนี้สะท้านทั่วสนามรบ
ในอกอัดแน่นไปด้วยเพลิงพิโรธและจิตวิญญาณการต่อสู้ ซี
เหย่ที่เพิ่งจะควบตะบึงมาข้างหน้า คล้ายถูกมือที่มองไม่เห็นหยุดยั้ง
เอาไว้อย่างสิ้นเชิง มันเหม่อมองคลื่นปราณกระบี่อย่างเหลือเชื่อ
ประหนึ่งอ่างนํ้าเย็นราดรดศีรษะ มือเท้าเย็นเฉียบ! ข้างกายมัน
หลานชิงและทหารปิศาจตนอื่นๆ ล้วนแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ!
หมิงเลี่ยผู้สีหน้าดำคลํ้าพอพบเห็นภาพนี้ ยังตกตะลึงจนตัว
แข็งทื่อ
ภายในหมอกโลหิต เหลียงเวยม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน
สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง หนาวเยือกไปทั้งร่าง!