สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 430 ปิศาจแรดเขาดำ
แตกต่างจากจั่วม่อ กงซุนชาพบเห็นการต่อสู้ที่ด้านหลังพวก
มันแต่แรก แต่มันเพียงเหลือบมองดูแวบเดียว ก่อนจะเบือนสายตา
จากมา อดสั่นศีรษะใส่การแสดงออกของกองทัพซิวเจ่อไม่ได้
ในทางตรงกันข้าม ผลงานของทัพอสูรทำให้มันถึงกับตาเป็น
ประกาย
ซิวเจ่อกองทัพนี้มีความแข็งแกร่งโดยรวมเหนือกว่ากองทัพ
อสูร แต่กลับถูกทัพอสูรโจมตีจนมือไม้ปั่นป่วน แม้ว่าจะเนื่องเพราะ
การลอบโจมตี แต่ในความเห็นของกงซุนชา ผลงานของเซียน
กระบี่กลุ่มนี้ก็ไม่นับเป็นอะไรได้
แน่นอนว่ามันเพียงเหลือบมองดูเท่านั้น แต่ไม่ได้รู้สึกอะไร ใน
สายตาของมันทั้งสามฝ่ายไม่มีสิ่งใดแตกต่างกัน หากพวกมันตก
ไปอยู่ในมืออสูรปิศาจ ย่อมยากจะรักษาร่างกายให้ครบถ้วน
สมบูรณ์ แต่ต่อให้พวกมันตกอยู่ในมือของเซียนกระบี่เหล่านี้ ยังคง
รักษาชีวิตเอาไว้ไม่ได้อยู่ดี ในสถานที่ที่อ่อนไหวเช่นแนวหน้า กลุ่ม
คนที่ประวัติความเป็นมาไม่ชัดเจนอย่างพวกมัน ย่อมถูกตราหน้า
ว่า ‘อันตราย’ โดยไม่มีข้อโต้แย้ง และที่ยํ่าแย่ยิ่งไปกว่านั้น คือพวก
มันมีทรัพย์สินมีค่ามากมายอยู่กับตัว พอจะสร้างความอิจฉาริษยา
ให้กับผู้คน ดังนั้นได้แต่ตกเป็นเป้าหมายแล้ว
หากเปลี่ยนเป็นกงซุนชา หากพบพานแพะอ้วนที่น่าเอร็ดอร่อย
เช่นนี้ ไม่เชือดเนื้อเถือหนังในทันทีก็แปลกไปแล้ว
หลังจากเหลือบมองแวบหนึ่ง แม่นางน้อยก็รั้งความสนใจ
กลับไปยังทหารปิศาจที่ตรงหน้า แม้ว่าในหมากรุกสงครามมันจะ
เคยสัประยุทธ์กับแม่ทัพปิศาจมาหลายครั้ง แต่หมากรุกสงครามกับ
ความเป็นจริงมักจะแตกต่างกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมาก
รุกสงครามที่เป็นแบบฉบับของหลายพันปีที่แล้ว
แม่นางน้อยมุ่งเน้นไปที่ทหารปิศาจ นับเป็นภัยพิบัติของพวก
มัน
จำนวนคนของทั้งสองฝ่ายใกล้เคียงกันมาก แม่นางน้อยเต็มไป
ด้วยความเชื่อมั่น แม้ว่าไม่ได้มีเปรียบด้านจำนวน แต่ถึงกระนั้นทัพ
ปิศาจทั้งสามกลุ่มก็ล้มตายลงด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก
ภายใต้กระบวนทัพที่พัฒนารุดหน้าที่สุดของแม่นางน้อย สามคลื่น
พิฆาต
การเข่นฆ่าแต่ฝ่ายเดียวสะท้านใจผู้คนนัก โดยเฉพาะเหลี
ยงเวยกับหมิงเลี่ย ทั้งคู่ล้วนเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกอันเด่นลํ้า
ความสามารถแยกแยะวิเคราะห์การสู้รบเป็นทักษะพื้นฐานของพวก
มัน
แม่ทัพบัญชาการศึกเป็นอาชีพที่คล้ายคลึงกันที่สุดในระหว่าง
สามเผ่าพันธุ์ แต่ละฝ่ายก็คุ้นเคยซึ่งกันและกันมากที่สุด ไม่ว่าซิว
เจ่อหรืออสูรปิศาจ ล้วนเฝ้าจินตนาการถึงศัตรูเสมอมา ดังนั้นเฉียบ
ไวต่อข้อมูลข่าวสารของอีกฝ่ายเป็นที่สุด
สองแม่ทัพที่ตื่นตระหนกสุดระงับ เลือกกระทำเช่นเดียวกันโดย
ไม่ได้นัดหมาย … นั่นคือร้องขอกำลังเสริมจากค่ายทัพหลัก!
หลังจากกระทำเช่นนี้ สองแม่ทัพต่างเผ่าซึ่งหลั่งเหงื่อเย็นเยียบ
ในที่สุดค่อยคลายใจลงมากพอจะเพ่งพินิจการต่อสู้ที่กำลังจะสิ้นสุด
ลงอีกครั้ง
หลังจากชมดูอยู่ชั่วอึดใจ ทั้งคู่แทบอุทานอย่างเหลือเชื่อ
ออกมาโดยพร้อมเพรียง
“สามคลื่นพิฆาต!”
“สามคลื่นทะลวง!”
สีหน้าเหลือเชื่อของพวกมันทั้งคู่กลายเป็นแปลกพิกลอย่าง
รวดเร็ว
“ศิษย์พี่ อันใดคือสามคลื่นทะลวง?” ซงเยวียนอดถามไม่ได้
“สามคลื่นทะลวงก็คือสามคลื่นพิฆาต” หมิงเลี่ยจ้องมองการ
ต่อสู้ด้วยสีหน้าประหลาด กล่าวปานละเมอว่า “จะเป็นไปได้อย่างไร
… …นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?”
“ศิษย์พี่!” ซงเยวียนเห็นผิดท่า รีบโคจรพลังปราณ ส่งเสียง
ตวาดก้องดุจฟ้าคำรน
หมิงเลี่ยสะท้านขึ้นทั้งร่าง ดวงตาค่อยรวมรั้งกระจ่างใสอีกครา
มันเหลือบมองซงเยวียนอย่างสำนึกขอบคุณแวบหนึ่ง จากนั้น
อธิบายว่า “ข้านึกไม่ถึงว่าสิ่งที่คนผู้นี้ใช้ออกมา จะเป็นสามคลื่น
ทะลวง! ศิษย์น้องเจ้าอาจไม่ทราบ แต่สามคลื่นทะลวงเป็นกลยุทธ์
ของเผ่าอสูรที่เก่าแก่โบราณยิ่ง กลยุทธ์นี้เมื่อสามพันปีก่อนเป็นที่
นิยมกันมาก แต่เมื่อมุ่งเน้นแต่พลังจู่โจมอันร้ายกาจโดยไม่สนใจ
ป้องกัน แม่ทัพอสูรค่อยๆ เลิกใช้กลยุทธ์อันสุดโต่งนี้ไปทีละน้อย
ดังนั้นถึงตอนนี้แทบไม่มีผู้ใดใช้มันอีก”
“อสูร?” ซงเยวียนสีหน้างุนงง “แต่คนเหล่านี้เห็นได้ชัดว่าเป็น
เซียนกระบี่!”
“สามคลื่นพิฆาตเป็นนามที่เผ่าอสูรใช้เรียก โดยทั่วไปพวกเรา
จะเรียกว่าสามคลื่นทะลวง ซึ่งความจริงกลยุทธ์นี้เหมาะสมกับพวก
เราเหล่าเซียนกระบี่มากกว่า เมื่อก่อนผู้คนฝ่ายเราก็เคยใช้มัน แต่
กลยุทธ์นี้มีจุดอ่อนร้ายแรง!”
ซงเยวียนสนอกสนใจขึ้นมาทันที “จุดอ่อนใด?”
“มันไม่อาจยืนหยัดได้นาน!” หมิงเลี่ยผ่อนคลายลงอีกครั้ง
กล่าวด้วยเสียงลึกว่า “ส่วนที่ร้ายกาจที่สุดของสามคลื่นทะลวง คือ
รวบรวมแรงปะทุในช่วงระยะเวลาอันสั้น ระเบิดพลังโจมตีอันเกรี้ยว
กราดที่ไม่อาจหยุดยั้งได้ แต่การระเบิดพลังเช่นนี้ไม่อาจคงอยู่ได้
นาน สามคลื่นทะลวง มีการบุกทะลวงอันทรงพลังอำนาจที่สุด แต่
หากศัตรูสามารถหยุดยั้งคลื่นจู่โจมสามระลอกนี้ได้ สถานการณ์
ของทั้งสองฝ่ายจะพลิกกลับตาลปัตรแล้ว”
ซงเยวียนมองไปยังสนามรบ จากนั้นสั่นศีรษะพลางกล่าว
“พวกปิศาจไม่มีปัญญาต้านรับได้ถึงสามคลื่นหรอก!”
“แน่นอนว่าพวกมันต้านรับไว้ไม่ได้!” หมิงเลี่ยยืนยัน “แต่แนว
ป้องกันของเผ่าปิศาจไม่ใช่จะทะลวงผ่านได้โดยง่าย แนวป้องกัน
ปิศาจมักจะแน่นหนายิ่ง ระหว่างแนวป้องกันแต่ละเส้นห่างกันไม่
ไกล ง่ายต่อการส่งกำลังหนุนเสริม เมื่อก่อกวนเรื่องราวใหญ่โตถึง
เพียงนี้ ไม่มีทางที่ทัพหลักที่แนวป้องกันด้านหลังจะเพิกเฉย”
กล่าวยังไม่ทันจบคำ กลุ่มทหารปิศาจราวสองพันพลันปรากฏ
ขึ้นในครรลองสายตาทุกผู้คน ดุจเมฆดำม้วนกดลงมาอย่างเกรี้ยว
กราด
“ไม่ใช่ นี่ก็ไม่ใช่” จั่วม่อสั่นศีรษะ
เบื้องหน้ามัน อาเหวินผู้ได้รับเกียรติเป็นหนูทดลอง กำลังลอบ
ครํ่าครวญอย่างหวนโหย แต่มันย่อมไม่กล้าแสดงความไม่พอใจ
ออกมา อาเหวินอิจฉาเลื่อมใสเหล่าสหายของมันที่กำลังเตรียมตัว
จะออกทำศึก ค่ายเว่ยตระเตรียมแล้วเสร็จ กำลังรอคำสั่งลงมือ
หัวหน้าซู่หลงนำทัพด้วยตัวเอง ทุกครั้งที่คิดถึงการทำศึกที่กำลังจะ
เกิดขึ้น อาเหวินอดตื่นเต้นฮึกเหิมไม่ได้
ทว่า… …
มองดูเหล่าป่านที่กระตือรือร้น จากนั้นนึกถึงสภาพของมันใน
ยามนี้ อาเหวินก็ห่อเหี่ยวเหมือนมะเขือยาวที่ถูกแช่แข็ง
สวรรค์! เหล่าป่านไฉนจู่ๆ คิดตรวจสอบอันใดขึ้นมา? แล้วเหตุ
ใดต้องใช้มันเป็นหนูทดลองด้วย?
เหล่าป่านบอกให้มันปล่อยตัวตามสบาย มันไม่เข้าใจแม้แต่
น้อยว่าการทำเช่นนี้มีประโยชน์ใด แต่มันไม่กล้ากล่าวเช่นนี้กับ
เหล่าป่าน ได้แต่ยอมให้เหล่าป่านชักเชิดมันไปรอบๆ อย่างว่าง่าย
เหล่าป่านคล้ายพยายามทำอะไรบางอย่าง บางครั้งยังบ่น
พึมพำเป็นระยะ
“ไม่ใช่… …นี่ก็ยังไม่ใช่!”
“ไม่ถูกต้อง นี่มีปัญหา!”
อาเหวินรู้สึกเหมือนกลายเป็นคนปัญญาอ่อน ส่วนเหล่าป่าน
เป็นคนวิกลจริต
แต่แม้ว่าเหล่าป่านเป็นคนวิกลจริต จะอย่างไรยังคงเป็นเหล่า
ป่านของมัน!
เมื่อทหารปิศาจสองพันตนที่มาใหม่พบเห็นทัพปิศาจเดิมที่
หลงเหลือไม่ถึงหนึ่งร้อยตน แม่ทัพบัญชาการศึกที่นำทัพมาดวงตา
แดงฉานในบัดดล ท่ามกลางเสียงตวาดกราดเกรี้ยวสะท้านฟ้า มัน
โถมทะยานตรงดิ่งเข้ามาดุจกระทิงคลั่ง!
เสียงกู่คำรามนับไม่ถ้วนดังกึกก้อง ฟ้าดินเปลี่ยนสี พลังฆ่าฟัน
ล้นปรี่อยู่ในอากาศ!
พวกมันมาอย่างรวดเร็วยิ่ง ทหารปิศาจสองพันตนประหนึ่ง
หมัดเหล็กมหึมา ลุกไหม้อย่างร้อนแรง ควบดิ่งเข้าสู่สนามรบอย่าง
ดุดัน!
เหล่าเซียนกระบี่ค่ายจูเชวี่ยที่กำลังกวาดล้างไพร่พลพ่ายศึกที่
เหลือ ชะงักงันพร้อมกันอย่างช่วยไม่ได้ จิตใจอันแกร่งกร้าวของ
พวกมันสั่นไหวเล็กน้อย
“ปิศาจแรดเขาดำ!” หมิงเลี่ยม่านตาหดแคบลง
ซงเยวียนจับเค้าประหลาดใจอย่างรุนแรงในนํ้าเสียงของหมิง
เลี่ยได้ รีบเพ่งมองให้ชัดตา ทหารปิศาจเหล่านี้ดูแข็งแกร่งกว่า
ทหารปิศาจสามกองกำลังก่อนหน้านี้มาก พวกมันส่วนใหญ่ห่อหุ้ม
ทั้งร่างอยู่ในชุดเกราะสีเขียวเข้มเกือบดำ บนพื้นผิวเกราะสลัก
ลวดลายละเอียดงดงาม ลำพังแค่ความเงางามเป็นประกายของ
เกราะเขียวเข้ม ซงเยวียนก็ทราบว่าคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้
แข็งแกร่งเหนือธรรมดา
แม่ทัพปิศาจที่ด้านหน้าสุดกอรปด้วยพลังสภาวะข่มขวัญผู้คน
ทั่วทั้งร่างคล้ายถูกห่อหุ้มไว้ในเกราะแผ่นหนา ชุดเกราะนี้ดูเหมือน
เป็นชิ้นเดียวกันทั้งร่าง แต่ก็คล้ายไม่กีดขวางการเคลื่อนไหวของ
เจ้าตัว ราวกับชุดเกราะมีชีวิต ด้านบนศีรษะมันมีเขาโดดเดี่ยวสี
เขียวเข้ม แผงฟันเขี้ยวเรียงรายแน่นขนัดยื่นยาวออกจากเกราะ
ปกคลุมใบหน้ามันประดุจหน้ากาก ยิ่งทำให้มันดูดุร้ายอำมหิตถึง
ที่สุด
ลวดลายบนชุดเกราะของมันเปล่งประกายเจิดจรัส สวยสด
งดงามที่สุดในกองทัพ
ซงเยวียนพึมพำอย่างแคลงใจ “นี่ก็เป็นปิศาจหรือ?”
“มันคือปิศาจแรดเขาดำ!” หมิงเลี่ยนํ้าเสียงหนักอึ้ง “ไม่ใช่เศษ
สวะกระสุนปืนใหญ่เหมือนก่อนหน้านี้ นี่เป็นกองกำลังหลัก! พลัง
บุกทะลวงของพวกมันร้ายกาจยิ่ง เห็นเกราะสีดำของพวกมัน
หรือไม่? กระบี่บินทั่วไปยากจะระคายผิวพวกมัน! คิดจัดการพวก
มันไม่ง่ายดายนัก!”
หมิงเลี่ยพลันอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา มันต้องการทราบว่าเหล่า
เซียนกระบี่ที่ไม่ทราบประวัติความเป็นมานี้ จะรับมือปิศาจแรดเขา
ดำตัวยุ่งยากเหล่านี้ด้วยวิธีใด?
นี่เป็นเรื่องที่มันคาดเดาไม่ถูกจริงๆ
หมิงเลี่ยไม่ใช่คนเดียวที่รู้จักปิศาจแรดเขาดำ กงซุนชาเพียง
มองแวบเดียวก็จดจำพวกมันได้เช่นกัน
แต่หากเทียบกับความเคร่งขรึมจริงจังของหมิงเลี่ย สีหน้าท่าที
ของแม่นางน้อยอาจเรียกได้ว่าสงบราบเรียบ สายตามันไม่บังเกิด
ระลอกใด เพียงแผ่ซ่านพลังจิตสำนึก สั่งการไปยังเซียนกระบี่ทุก
คนในชั่วพริบตาเดียว
เหล่าไพร่พลวิหคเพลิงปลดปล่อยศัตรูตรงหน้าพวกมันทันที
กระบวนทัพถอยร่นและหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ภายในชั่ว
พริบตาเดียว พวกมันกระจุกรวมกันเป็นกลุ่มก้อน และที่ใจกลางวง
คลื่นแสงสาดพุ่งออกมา พริบตาดุจประกายไฟ คนกลุ่มหนึ่งปรากฏ
ขึ้นในวงล้อม
เทียบกับรังสีฆ่าฟันอันรุนแรงของเซียนกระบี่ คนเหล่านี้ดูผิว
เผินสงบนิ่งเป็นอย่างยิ่ง พวกมันสวมใส่อาภรณ์ธรรมดา มือเปล่า
เท้าเปล่า บนร่างกายมีรายละเอียดไม่กี่อย่าง ดังเช่นดอกไม้สีเหลือง
บนเอวของพวกมัน เครือเถาสีม่วงที่ม้วนพันเส้นผม เฉพาะผู้ชมที่
ละเอียดอ่อนบางคนเท่านั้นที่เริ่มคาดเดาว่าพวกมันเป็นใคร
แสงที่สาดส่องไม่หยุดเหล่านี้ยังดึงดูดความสนใจของแม่ทัพ
ปิศาจเช่นกัน ดวงตาทอแววหนักอึ้งวูบหนึ่ง จากนั้นถูกแทนที่ด้วย
ความเชื่อมั่นและจิตวิญญาณการต่อสู้อันแกร่งกร้าว!
ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้กระจายกระบวนทัพออกไป ไม่ได้ใช้
ความเร็วยืดระยะห่าง แต่ตั้งรับด้วยกระบวนทัพรูปวงกลมตามเดิม
นี่ช่วยให้พวกมันสำแดงพลังบุกทะลวงอันแกร่งกร้าวออกมาได้ถึง
ขีดสุด!
แม่ทัพปิศาจไม่ทราบว่าคนเหล่านี้เป็นใคร แต่มันไม่สนใจ มัน
เชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้น ว่าภายใต้การบุกทะลวงสุดกำลัง ไม่มีผู้ใด
สามารถหยุดยั้งพวกมันได้!
มันพลันอ้าปาก คำรามก้องอย่างเกรี้ยวกราด!
ในฉับพลันทันใด ปิศาจแรดเขาดำทั้งกองทัพแผดเสียงตวาด
อย่างเกรี้ยวกราดพร้อมกัน ทันใดนั้นความเร็วของพวกมันพุ่ง
ทะยานขึ้นอีกขั้น พลังสภาวะสุดเกรี้ยวกราดเพิ่มพูนขึ้นอีกครั้ง!
พวกมันราวกับพายุฝนเหล็กกล้า ทุกสิ่งที่ขวางอยู่เบื้องหน้า จะ
ถูกบดขยี้เป็นผุยผง!
แม่ทัพปิศาจลวดลายบนชุดเกราะเขียวเข้มสาดประกาย
เรืองรอง ขณะที่มันเร่งความเร็ว พลันเงื้อหมัดขวาขึ้น
“ฆ่า!” ทหารปิศาจทั้งกองทัพตวาดอย่างพร้อมเพรียง!
พลังที่มองไม่เห็นถาโถมไปยังหมัดที่เงื้อขึ้นของแม่ทัพปิศาจ
อย่างบ้าคลั่ง บนหมัดขวาปรากฏลำแสงสีเขียวเข้มปกคลุมจนมิด
ลำแสงทวีพลังขึ้นด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก ในช่วงเวลาที่
ร่างสาดพุ่งไปหนึ่งร้อยจั้ง ลำแสงก็กลายเป็นกลุ่มก้อนพลังงานสี
เขียวไหลเวียนอย่างกราดเกรี้ยว
ยังมีชั้นวงแหวนสีดำล้อมรอบพลังหมัด
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายลดลงเหลือเพียงสองร้อยจั้ง หมัด
ขวาที่ปกคลุมไปด้วยแสงของแม่ทัพปิศาจ พลังสภาวะดุเดือดสุด
อหังการพุ่งทะยานขึ้นไปถึงจุดสูงสุด
แม่ทัพปิศาจแรดเขาดำถลึงมองอย่างโกรธเกรี้ยว กู่คำรามดัง
สนั่น “ฆ่า!”
หมัดขวาต่อยออกไปสุดแรงกำลัง!
ฮูมมมมมม!
เสียงแหวกฝ่าอากาศตํ่าลึก ราวกับดังก้องออกมาจากส่วนลึก
ที่สุดของห้วงอเวจี บันดาลให้ผู้คนใจสั่นสะท้าน
แสงสีเขียวเข้มเมื่อพวยพุ่งออกจากหมัด พลันขยายใหญ่
พรวดพราดเท่าภูเขาในพริบตาเดียว ระเบิดทะยานไปในอากาศ
โถมเข้าใส่ค่ายจูเชวี่ยที่ตั้งกระบวนทัพเป็นวงกลมอย่างหักโหม
เบื้องหลังแสงสีเขียว พลังสภาวะของทัพปิศาจแรดเขาดำสอง
พันตนบรรลุถึงจุดสูงสุดในเวลาเดียวกัน ฉวยโอกาสจากพลัง
สภาวะไร้ผู้ต้านติด บุกทะลวงตามเข้าไปถึงเบื้องหน้าค่ายจูเชวี่ย
อย่างกระชั้นชิด
ปิศาจแรดเขาดำ บุกทะลวงไร้ผู้ต้าน!
หดรั้งกระบวนทัพกระจุกตัวเป็นรูปวงกลม เมื่อเผชิญกับท่าบุก
ทะลวงสุดกราดเกรี้ยวนี้ ค่ายจูเชวี่ยคล้ายเปราะบางไม่ต่างจากไข่
ใบหนึ่ง ราวกับว่าพวกมันจะถูกห่าพิรุณเหล็กกล้าขบวนนี้บดขยี้ได้
ทุกเมื่อ
และในเวลาเดียวกัน
โอกาสอันดีงาม!
หมิงเลี่ยดวงตาสาดประกายดุเดือดวูบ โดยไม่รีรอลังเล มันกัด
ฟันแน่น ตะโกนสั่งการด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมด “บุก!”