สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 431 เพชฌฆาตหน้ายิ้ม
การลงมือสอดแทรกของเซียนกระบี่คุนหลุนกะทันหันเกินไป!
หลังจากตกเป็นเบี้ยล่างอย่างต่อเนื่อง หมิงเลี่ยในที่สุดเผย
ประกายของยอดแม่ทัพบัญชาการศึกออกมา ด้านจังหวะเวลา
นับว่าเหมาะเจาะพอดีถึงที่สุด ชั่วพริบตาที่ทุกผู้คนตื่นตะลึงภายใต้
กระบวนท่าบุกทะลวงไร้ผู้ต้านของทัพปิศาจแรดเขาดำ มันก็ฉวย
โอกาสลงมืออย่างแยบคายโดยไม่มีผู้ใดคาดคิด!
เหลียงเวยผู้หลบซ่อนอยู่ในม่านหมอกสีโลหิตถึงกับหน้า
เปลี่ยนสี มันเองก็คิดไม่ถึงว่าเซียนกระบี่จะฉวยโอกาสโจมตีอย่าง
กะทันหัน
สถานการณ์ในสนามรบไม่ต่างจากร่างกายเดียวกัน เมื่อเส้น
ผมถูกดึงก็สะท้านสะเทือนไปทั่วร่าง หมิงเลี่ยจู่ๆ ลงมือจู่โจมอย่าง
ดุดัน เป็นเหตุให้สนามรบปั่นป่วนเล็กน้อย กระบวนท่าบุกทะลวง
ของกองทัพปิศาจแรดเขาดำแม้ร้ายกาจไร้ผู้ต้านติด แต่
ความสามารถในการต้านรับท่าบุกทะลวงกลับไม่สูงเยี่ยมเท่าใด
โดยเฉพาะถูกโจมตีจากด้านข้างขบวนอย่างชั่วร้ายอำมหิต ส่วน
ในด้านของจังหวะเวลายังร้ายกาจยิ่งกว่านั้น คาดคำนวณจาก
ความเร็วทั้งหมดนี้ รอจนกองทัพปิศาจแรดเขาดำเหยียบยํ่าทำลาย
กองทัพของเรือน้อยลำนั้น จะเป็นเวลาที่ทัพเซียนกระบี่ของหมิ
งเลี่ยกระแทกใส่ข้างขบวนทัพของทัพปิศาจแรดเขาดำพอดี
แม่ทัพปิศาจแรดเขาดำเชื่อมั่นว่าสามารถบดขยี้กระบวนทัพ
ของศัตรูอย่างราบคาบด้วยการบุกทะลวงครั้งเดียว แต่การบุก
ทะลวงของทัพเซียนกระบี่คุนหลุนลึกซึ้งชั่วร้ายยิ่ง พอดีจู่โจมเข้ามา
ในช่วงเวลาที่พวกมันใช้เรี่ยวแรงถึงที่สุด อยู่ในสภาพอ่อนแอที่สุด
ชั่วขณะ
แม่ทัพปิศาจแรดเขาดำสีหน้าเปลี่ยนเป็นปั้นยาก
เห็นสถานการณ์คับขันอันตราย เหลียงเวยไม่คำนึงถึงสิ่งใด
อีก ตวาดออกคำสั่งในบัดดล “บุก!”
อสูรนักรบมากกว่าสองพัน คล้ายขดลวดที่ถูกกดจนตึงแน่น
พลันดีดสะท้อนออกมา สาดพุ่งออกจากม่านหมอกโลหิตดุจลูกธนู
หลุดจากแล่ง!
การเปลี่ยนแปลงติดต่อกันหลายประการนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยิ่ง ชั่วพริบตาดุจประกายไฟ ก็สำเร็จลุล่วงทั้งหมด บันดาลให้ผู้คน
รู้สึกหัวหมุนวิงเวียน มีสายตาแต่ยากจะมองเห็นถ้วนทั่ว
แม่ทัพปิศาจแรดเขาดำถึงตอนนี้หน้าเผือดสีแล้ว ที่แท้มี
กองทัพซุ่มซ่อนอยู่ข้างเคียงถึงสองทัพ แต่มันกลับไม่รู้สุกตัวแม้แต่
น้อย!
แต่เหตุการณ์ตรงหน้าไม่อนุญาตให้มันรีรอลังเลอีกต่อไป ศัตรู
อยู่ตรงหน้ามันแล้ว ความลังเลใจสักน้อยนิด อาจเป็นเหตุให้ชีวิต
พวกมันตกอยู่ในอันตรายกว่าเดิม
ใช้ความเร็วถึงขอบเขตสูงสุด ทำลายกลุ่มเซียนกระบี่ตรงหน้า
ให้สิ้นซากไปเสียก่อน จึงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับพวกมัน
ในยามนี้!
แม่ทัพปิศาจในอกอัดแน่นไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้ ตบอก
ดังกึกก้อง พลังสภาวะพลุ่งพล่านทะยานฟ้า ทั่วร่างเปล่งแสงพลังสี
เขียวเข้มเจิดจรัส! ปิศาจแรดเขาดำเบื้องหลังมันล้วนลอกเลียน
เยี่ยงมัน ทันใดนั้นปิศาจแรดเขาดำทุกตน บนร่างล้วนครอบคลุม
ด้วยชั้นแสงสีเขียวเข้มอย่างถ้วนทั่ว!
พวกมันโน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย คนคล้ายก้อนหินแกร่ง
ก้อนหนึ่ง ท่ามกลางเสียงกู่แหลมเล็ก พวกมันโถมทะลวงเข้าถึง
ตรงหน้าขบวนทัพของกงซุนชาแล้ว!
ชัยชนะอยู่ตรงหน้าพวกมัน!
กองทัพของหมิงเลี่ยกับเหลียงเวยประดุจลูกธนูแกร่งสองดอก
พุ่งแทยงจากด้านหลังคนละทิศทาง!
อันตรายเฉพาะหน้าที่ร้ายกาจที่สุด ยังคงเป็นกองทัพปิศาจที่
ควบตะบึงเข้าถึงตัว บุกทะลวงเข้ามาตรงๆ อย่างไร้เหตุผล ประดุจ
ขุนเขาหนักสามหมื่นจินถล่มทับ เต็มไปด้วยพลังสภาวะที่ไม่อาจ
หยุดยั้งได้! พลังสีเขียวเข้มมหึมาดุจสายฟ้ามหาประลัย แทบจะ
ฟาดกระหนํ่าลงตรงหน้าพวกมันอยู่รอมร่อ
ทว่าไม่ทราบเพราะเหตุใด แม่นางน้อยกลับเพียงแย้มยิ้มมุม
ปากอย่างเฉื่อยชา!
มันไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว เงาร่างหนึ่งพลันทะยานขึ้นจาก
ด้านหลังมัน ลำแสงสีรุ้งสาดประกายเจิดจ้า ตวัดฟันจากล่างขึ้นบน
วาบผ่านอย่างเฉียบคม!
คว้าก!
บังเกิดเสียงราวกับผืนผ้าหนาหนักถูกฉีกกระชาก พลังงานสี
เขียวเข้มขนาดเท่าภูเขาเลากากับปราณกระบี่สีรุ้งพราวพรายปะทะ
กันอย่างหักโหม เหมือนฟองอากาศแตกระเบิดอย่างพร้อมเพรียง
หายวับไปพร้อมกัน!
แม่ทัพปิศาจแรดเขาดำม่านตาหดแคบลงอย่างฉับพลัน!
จินตัน!
กองทัพศัตรูมีจินตัน!
นี่ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เรือสมบัติเช่นนี้ไหนเลยจะ
ไม่มียอดฝีมือสักคนสองคนได้? เพียงเท่านี้ไม่ได้ทำให้มันแตกตื่น
ลนลาน เซียนกระบี่ด่านจินตันผู้หนึ่งไม่ถึงกับทำให้มันต้องประหวั่น
ลนลาน ทันทีที่ทัพปิศาจแรดเขาดำเริ่มต้นบุกทะลวง อย่าว่าแต่จิน
ตันคนเดียว ต่อให้มีจินตันอีกสองสามคนยังไม่สามารถหลบรอดได้
โดยไร้ริ้วรอย!
การประกระบวนท่าระหว่างทั้งสองฝ่ายจะจบสิ้นลงในชั่ว
พริบตา!
ในเวลานี้เอง ในสายตามัน จู่ๆ เห็นพลังงานสีม่วงทอประกาย
เป็นจุดแต้ม!
นี่คือสิ่งใด?
ทันใดนั้นมันบังเกิดสังหรณ์อันตรายอย่างแรงกล้ส แต่ยังไม่ทัน
จะได้ตอบสนอง พลันรู้สึกสองขาอ่อนยวบ ร่างกายหลุดออกจาก
การควบคุม ถลำไปเบื้องหน้าอย่างสุดจะบังคับยับยั้ง!
“แย่แล้ว!”
ผู้คนข้างกายมันทยอยพลิกร่วงไม่ขาดสาย การบุกทะลวงด้วย
ความเร็งสูงสุดเช่นนี้ เพียงเสียสมดุลเล็กน้อย ก็หมายถึงร่างกาย
หลุดจากการควบคุมทันที เรื่องนี้มาอย่างกะทันหันเกินไป พวกมัน
พากันถลำล้มควํ่าอย่างรุนแรงโดยไม่ทันระวัง ขบวนทัพด้านหน้า
เสียขบวนรวนเรทันที เหล่าทหารปิศาจที่แถวหลังพอเห็น
เหตุการณ์เบื้องหน้า รีบฝืนบิดร่าง พยายามหลบหลีกจากบรรดา
สหายที่ล้มกลิ้งอยู่เบื้องหน้า ทหารปิศาจบางตนที่มีฝีมืออยู่บ้าง ไม่
เพียงหลบหลีกรอดพ้น ยังพลิ้วกายตามนํ้า คว้าร่างสหายที่เสีย
สมดุลเอาไว้ด้วย
แต่ที่ร้ายแรงที่สุด คือพลังสภาวะของพวกมัน พลังสภาวะของ
พวกมันเดิมทีประสานรวมเป็นหนึ่ง แต่เนื่องเพราะเหตุนี้ จึงบังเกิด
ความปั่นป่วนวุ่นวายวูบหนึ่ง
แต่เพียงชั่ววูบเดียวนี้เอง เหล่าอสูรบุปผาที่ถูกเซียนกระบี่ค่ายจู
เชวี่ยห้อมล้อมป้องกันไว้ตรงกลาง พลันปลดปล่อยศาสตร์อสูรที่
ตระเตรียมไว้ในมือ ปะทุถาโถมออกมาดุจเขื่อนแตก
ศาสตร์อสูรของพวกมันพิเศษเฉพาะยิ่ง บ้างเขียวสดใส บ้างสี
ม่วงกระจ่าง บ้างสีฟ้าเงียบสงบ ล้วนผิดแผกแตกต่างหลากสีสัน แต่
ทั้งหมดเต็มไปด้วยกลิ่นอายลึกซึ้งพิสดาร
ไม่ปรากฏสุ้มเสียง ไม่มีพลังสภาวะขู่ขวัญ ไม่มีแสงพลังเจิดจ้า
บาดตา แม้พลังงานเหล่านี้จะหลากสีสัน แต่เป็นเช่นเปลวเทียน
กลางสายลม ลิ่วล่องไปอย่างเลื่อนลอย
แสงอันสงบเงียบดุจเปลวเทียนเหล่านี้ คลับคล้ายมีดสั้นดำทึบ
ท่ามกลางความมืดทะมึน
แม่ทัพปิศาจแรดเขาดำพลันสูดได้กลิ่นหวานเอียนชนิดหนึ่ง สี
หน้าแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาว รีบตวาดสุดเสียงอย่างรุ่มร้อน “ระวัง! นี่
เป็นยาพิษ!”
หัวใจมันดิ่งวูบถึงก้นบึ้ง
พิษ! นี่คือพิษร้าย! มันนึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะใช้วิธีนี้รับมือ
กระบวนท่าบุกทะลวงของพวกมัน! แต่มันยังอดชื่นชมฝีมืออันเฉียบ
ขาดของอีกฝ่ายไม่ได้ กระบวนท่านี้พอดีจู่โจมจุดอ่อนของพวกมัน
อย่างถนัดถนี่ ปิศาจแรดเขาดำมีพลังบุกทะลวงสุดแกร่งกร้าว พลัง
ป้องกันโดดเด่นเลิศลํ้า วิธีการทั่วไปไม่อาจพิชิตพวกมันได้แม้แต่
น้อย แต่การใช้พิษเป็นวิธีจัดการที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับพวกมัน!
เห็นหมอกควันสีฟ้าเบาบางล่องลอยขึ้นต่อหน้าต่อตา ราวกับ
กิ่งหลิวโบกไกวในสายลม เวลาคล้ายเนิ่นช้าลง ร่างกายที่เคยเต็ม
ไปด้วยกำลังวังชาเริ่มกลายเป็นหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
พิษอันน่ากลัว!
จิตใจมันเริ่มพร่าเบลอเลอะเลือน
พวกมัน…กำลังจะพ่ายแพ้แล้วกระมัง… …
ทหารปิศาจสับสนอลหม่านอย่างสิ้นเชิง ย่างก้าวของพวกมัน
ไม่มั่นคง ดวงตาเลื่อนลอย ลมหายใจถี่กระชั้น ทยอยล้มควํ่าลงทุก
หนแห่ง ที่ยิ่งน่าอกสั่นขวัญแขวนมากกว่าเดิม คือบนเกราะหนักสี
เขียวเข้มของพวกมัน เริ่มปรากฏรอยตราสัญลักษณ์สารพัดสี
ภายในชั่วพริบตาเดียว บนเกราะหนักลวดลายละเอียดงดงาม ก็
เต็มไปด้วยรอยตราหลากสีอันน่าขนพองสยองเกล้า
อสูรบุปผาปรากฏตัวขึ้นบนสนามรบเป็นครั้งแรก ด้วยการ
แสดงพลานุภาพอันแปลกพิสดารและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้เอง
ศาสตร์อสูรบุปผาร่วมสัมพันธ์!
ศาสตร์อสูรอันพิสดารและแสนวิเศษนี้เป็นเหตุให้บุปผาปราณ
ระดับสูงเหล่านั้นค่อยๆ เปลี่ยนสภาพไป พิษบุปผาที่อสูรบุปผาแต่
ละตนฝึกปรือผิดแผกแตกต่างกัน ทั้งยังผ่านการขัดเกลาด้วย
พลังงานภูตทมิฬอันเปี่ยมล้นสมบูรณ์อย่างน่ากลัวในสนามรบปิด
ผนึกล้างเผ่าพันธุ์ พิษบุปผาเหล่านี้กลายเป็นมีพิษร้ายแรงกว่าเดิม
สามารถทำร้ายดวงวิญญาณโดยตรง
ไม่ว่าซิวเจ่อหรืออสูรปิศาจ การบาดเจ็บในจิตวิญญาณยังเป็น
ปัญหายุ่งยากที่สุดที่ไม่มีผู้ใดอยากเผชิญ
ยิ่งไปกว่านั้น พิษบุปผาของพวกมันก่อเกิดจากการฝึกปรือ
ศาสตร์อสูรบุปผาร่วมสัมพันธ์ กอรปด้วยคุณลักษณะบางส่วนของ
พิษอสูร พิษบุปผาแต่ละชนิดยิ่งพัฒนาเป็นพิษบุปผาที่มีเอกลักษณ์
มากขึ้น แตกต่างจากพิษบุปผาทั่วไปอย่างสมบูรณ์
ทาสบุปผาที่มีรอยยิ้มประดับบนใบหน้าอยู่เป็นนิจเหล่านี้ ไปมา
เท้าเปล่า สวมใส่อาภรณ์ธรรมดาสามัญ แต่นับเป็นเพชฌฆาตที่ฆ่า
คนอย่างยิ้มแย้มโดยแท้! กงซุนชาเพิ่งเคยนำทาสบุปผาออกศึก
เป็นครั้งแรก ไม่ได้ล่วงรู้ความสามารถของพวกมันอย่างถ่องแท้ มัน
เรียกทาสบุปผาออกมาทั้งหมด แต่ไม่ทราบถึงผลลัพธ์จากการที่
ทาสบุปผาทุกคนปลดปล่อยพิษบุปผาออกมาเต็มกำลัง โดยไม่คิด
ออมรั้งยั้งมือ เป็นเหตุให้พื้นที่ทุกตารางนิ้วคละคลุ้งไปด้วยพิษบุป
ผาหลายสิบชนิด
เหล่าทหารปิศาจซึ่งไม่มีภูมิคุ้มกันพิษ ทยอยร่วงหล่นดุจบุปผา
ปลิดปลิว
กระทั่งเซียนกระบี่ค่ายจูเชวี่ยซึ่งได้รับภูมิคุ้มกันพิษจากทาสบุป
ผาแต่แรก ยังมีสีหน้าไม่เป็นธรรมชาติอยู่บ้าง ฉากเบื้องหน้าพวก
มันก็ขู่ขวัญพวกมันเช่นกัน กับพิษบุปผาอันร้ายกาจพิสดารนี้ ทำ
ให้พวกมันถึงกับหน้าเปลี่ยนสี ขบวนทัพไร้ผู้ต้านที่ไม่อาจหยุดยั้ง
ได้ ถึงกับล่มสลายไปในบัดดล จะไม่ให้พวกมันตื่นตระหนกได้
อย่างไร
หากพวกมันไม่มีภูติต้านทานพิษ ผลสุดท้ายของพวกมันจะไม่
ต่างจากทหารปิศาจที่น่าสังเวชเหล่านี้
พวกมันเฝ้าระวังอยู่ชั้นนอกของขบวนทัพ ย่อมไม่กล้าหลบ
เลี่ยงไปจากตำแหน่ง เซียนกระบี่ที่สายตาแหลมคม ยังกระทั่ง
สามารถมองเห็นพิษบุปผาคล้ายสายใยหมอกควันเบาบาง
ล่องลอยอยู่ในอากาศห่างจากพวกมันไปเพียงสามจั้ง
ทุกผู้คนรู้สึกขนลุกขนชันอยู่บ้าง
ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีการครํ่าครวญ มีเพียงเสียงล้มกระแทก
หรือชนกันอันสับสนวุ่นวายเท่านั้น เพียงแค่ล้มฟาด แล้วทุกสิ่งก็
ค่อยๆ กลายเป็นเงียบสงัดดุจป่าช้า
เงียบสงัดจนขนหัวลุกชี้ชัน!
เหล่าทาสบุปผาหอบหายใจอย่างเหน็ดเหนื่อยอยู่บ้าง แต่
ท่ามกลางความเงียบสงัดอันน่าขนลุก เสียงหอบหายใจได้ยิน
ชัดเจนยิ่ง จนคล้ายกับจะเพิ่มการประดับประดาให้กับความตายอัน
น่าสยดสยองนี้
สองกองทัพที่พุ่งทะยานเข้ามาราวกับลูกธนู คล้ายถูกเชือกที่
มองไม่เห็นลากรั้งเอาไว้ทันที ทั้งคู่พากันชะลอตัวและหยุดยั้งลงโดย
มิได้นัดหมาย
สองกองทัพเงียบกริบ
ใบหน้าพวกมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว ไม่ว่าจะเป็นเซียน
กระบี่หรืออสูรนักรบ ในส่วนลึกของดวงตาพวกมันมีแต่ลำแสง
หลากสีอันงดงามเหล่านั้น!
หมิงเลี่ยกับซงเยวียนหน้าเขียวคลํ้า เหม่อมองภาพที่ราวกับมา
จากขุมนรกเบื้องหน้าอย่างซึมเซา
“ร้ายกาจ… …พิษอันร้ายกาจ!” ซงเยวียนละลํ่าละลัก ซิวเจ่อที่
ฝึกปรือวิชาพิษไม่ได้ยากพบเห็น พวกมันส่วนใหญ่เป็นเซียน
สัญจร ซงเยวียนเคยพบพานเซียนสัญจรยอดฝีมือพิษที่ร้ายกาจมา
ไม่น้อย แต่พิษที่สามารถคร่าชีวิตทหารนับพันๆ ในคราเดียว มัน
เพิ่งจะเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก!
หมิงเลี่ยถลึงตามองเหล่าคนเท้าเปล่าที่ใบหน้ายิ้มแย้ม แทบกัด
ริมฝีกปากตัวเองแตกโดยไม่รู้สึกตัว
คนเหล่านี้ที่แท้มีความเป็นมาเช่นไร?
มีเซียนกระบี่มากมาย จะต้องเป็นสำนักกระบี่แน่! เพียงแต่
สำนักกระบี่ใดจะร้ายกาจถึงปานนี้? เพียงสะบัดมือคราเดียว ก็
สามารถเข่นฆ่าทัพปิศาจแรดเขาดำสองพันกว่าตนจนพินาศสิ้น นี่
เป็นพลังอำนาจที่สมควรโดดเด่นสะดุดตา และมันยามนี้สามารถ
มองเห็นซึ้งกระจ่าง นับตั้งแต่ชั่วพริบตาที่เซียนสัญจรที่ฝึกปรือพิษ
ประหลาดปรากฏกายขึ้น เหล่าเซียนกระบี่ก็ล่าถอยไปตั้งทัพ
คุ้มครองพวกมัน ด้วยความมั่นคงดุจหินผา เผชิญหน้ากับการบุก
ทะลวงสะท้านฟ้าดินของทัพปิศาจแรดเขาดำโดยไม่สะทกสะท้าน
แม้แต่น้อย
มีการฝึกฝนที่ดี!
ถ้อยคำนี้ผุดขึ้นในใจ เมื่อหวนคิดย้อนกลับไป กระทั่งหมิงเลี่ย
ผู้เย่อหยิ่งถือดี ยังต้องนับถือเลื่อมใสฝีมืออันหมดจดของแม่ทัพ
บัญชาการศึกผู้นี้! เปิดฉากด้วยสามคลื่นทะลวง แล้วเปลี่ยนเป็นใช้
พิษอย่างฉับพลัน ควรทราบว่านี่เป็นศึกที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
ทัพหนุนของปิศาจแรดเขาดำมาอย่างรวดเร็วโดยไม่คาดคิด เมื่อ
สามารถค้นพบจุดอ่อนของฝ่ายตรงข้ามในทันที และหาวิธีเอาชนะ
อย่างแยบคาย นี่จึงเรียกว่าฝีมือที่แท้จริง!
แต่… …
เซียนกระบี่เหล่านี้เป็นใคร? ทั้งยังมีเซียนสัญจรมากมายถึง
เพียงนี้ พวกมันมายังที่แห่งนี้ ที่แท้มีจุดมุ่งหมายใด?
หมิงเลี่ยเผยสีหน้าไม่แน่ใจ
เหลียงเวยมือเท้าเย็นเฉียบ ใบหน้าซีดขาวอยู่บ้าง มันไม่ได้ล่า
ถอยอีก แต่จ้องมองเหล่าคนที่ถูกปกป้องไว้ตรงกลางกองทัพตา
เขม็ง ฉากการเข่นฆ่าเมื่อครู่ทำให้มันหนาวเยือกไปถึงขั้วหัวใจ แต่
ถึงตอนนี้ เรื่องราวอีกประการที่มันค้นพบ ดึงดูดความสนใจของมัน
ไปจนหมด
พิษอสูร!
พิษบุปผาเหล่านี้แปลกประหลาดยิ่ง แต่จะต้องเป็นพิษอสูร
ประเภทหนึ่งไม่ผิดแน่!
เหลียงเวยเชื่อมั่นอย่างแน่นแฟ้นว่ามันมองไม่ผิด!
ซิวเจ่อเหล่านี้ไฉนสามารถใช้พิษอสูร? คนเท้าเปล่าเหล่านี้ใช่
เป็นอสูรหรือไม่? แต่พวกมันดูไม่คลฃับคล้ายเสียหน่อย! เช่นนั้น
เพราะเหตุใดเล่า?
ปริศนานับไม่ถ้วนหมุนรี่ในใจมัน ปริศนาเหล่านี้ทำให้มันระงับ
ความคิดหมุนตัวหลบหนีไปในบัดดล เพียงรักษาระยะห่างจากอีก
ฝ่ายช่วงหนึ่ง
มันต้องล่วงรู้เรื่องนี้ให้ได้!