สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 432 คุนหลุน
หลังจากทดลองอยู่สักพัก จั่วม่อยังไม่มีความคืบหน้าใด เรื่องนี้
ทำให้มันหดหู่ใจไม่น้อย หรือว่ามันไม่เหมาะจะเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกจริงๆ? มันขมวดคิ้วนิ่วหน้าอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ
กองกำลังของมันแม้ดูทรงพลังอำนาจ แต่อันที่จริงแม่ทัพ
บัญชาการศึกที่ใช้การได้ มีเพียงกงซุนชาผู้เดียว ซู่หลงแม้บากบั่น
เรียนรู้อย่างหนัก แต่ในฐานะผู้นำทัพ มันมีความสามารถสามัญ
ธรรมดาเท่านั้น หากวันหนึ่งศิษย์น้องกงซุนสู้รบติดพัน หากต้องทำ
ศึกอีกทางพร้อมกัน สถานการณ์ของพวกมันก็จะกลายเป็นคับขัน
อันตรายมากแล้ว
ไม่ต้องกล่าวถึงว่า วิถีการฝึกปรือของค่ายเว่ย ยังทำให้พวก
มันไม่เหมาะสมที่จะรับคำสั่งจากแม่นางน้อย นี่เป็นปัญหาที่จั่วม่อ
เฝ้าครุ่นคิดมานานแล้ว ปราศจากแม่ทัพบัญชาการที่เหมาะสม
พลังรบอันแกร่งกร้าวของค่ายเว่ยก็ไม่อาจสำแดงออกมาได้เต็มที่
ในยุคสมัยแห่งความวุ่นวายเช่นนี้ พลังรบอันแกร่งกร้าวคือ
หลักประกันในการอยู่รอด มีพลังรบเข้มแข็งแต่ไม่มีปัญญาใช้ออก
จะให้จั่วม่อพึงพอใจอย่างไรไหว?
จนกระทั่งวันนี้ ได้พบเห็นพิชัยยุทธ์ในแบบฉบับของแม่ทัพ
บัญชาการศึกเผ่าปิศาจ จั่วม่อในที่สุดค่ายเข้าใจกระจ่าง ไม่น่า
แปลกใจที่แม่นางน้อยไม่คิดบัญชาการค่ายเว่ย ด้วยวิถีฝึกปรือของ
ค่ายเว่ย บ่งบอกแต่แรกว่าพวกมันต้องสู้รบในรูปแบบที่แตกต่าง
จากค่ายจูเชวี่ย เนื่องเพราะค่ายจูเชวี่ยเป็นซิวเจ่อ แต่พวกมันเดิน
ในแนวทางปิศาจ!
จั่วม่อยังพบว่าพิชัยยุทธ์อันโอ่อ่าอาจหาญของแม่ทัพปิศาจนั้น
เหมาะสมกับมันมากที่สุด อดคาดหวังอยู่บ้างไม่ได้ หากมันสามารถ
สำแดงพลังรบของค่ายเว่ยออกมาได้… …
ทว่าความหวังแม้บรรเจิด แต่ความเป็นจริงกลับโหดร้าย
ตามคำของเว่ย ขั้นแรกมันต้องสัมผัสพลังของสหายให้ได้
เสียก่อน ดังนั้นมันเรียกอาเหวินมาเป็นคู่ฝึก แต่ไม่ว่ามันจะ
พยายามมากเท่าใด ก็ไม่มีผลรับอันใด
แม่ทัพบัญชาการศึกวิถีปิศาจต้องการสังขารร่างกายที่
แข็งแกร่งทนทาน หรือนี่ยังจะเป็นปัญหากับมันด้วย? สังขารปิศาจ
มหาทิวาของมันสุกงอมครั้งที่สองแล้ว ร่างกายแข็งแกร่งดุจ
เหล็กกล้า กระบี่บินยากจะระคายผิว
แต่ไม่ว่าพยายามอย่างไร มันก็ไม่สามารถสัมผัสถึงพลังของอา
เหวินได้
หรือเป็นเพราะสามพลังรวมเป็นหนึ่งในร่างกายมัน ที่เป็น
ตัวการขัดขวางไม่ให้มันสัมผัสถึงพลังของอาเหวิน? อดขมวดคิ้ว
ไม่ได้ สถานการณ์ในร่างกายเป็นเรื่องที่มันอับจนปัญญาอย่าง
สิ้นเชิง แม้ว่ามันจะประสบความสำเร็จในการสร้างสมดุลร่างกาย
ใหม่ แต่สถานการณ์แปลกประหลาดในรอบพันปีนี้ กระทั่งผูเยา
กับเว่ยยังไม่อาจออกความเห็นได้ มันจำต้องสำรวจตรวจสอบทุก
อย่างด้วยตัวเอง และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ ประสบการณ์ของผูเยา
กับเว่ย ใช้การไม่ได้แทบทั้งหมด
สำหรับจั่วม่อ นี่เป็นความสูญเสียอย่างใหญ่หลวง
แต่เรื่องราวอยู่นอกเหนือการควบคุมของมันมานานแล้ว มันได้
แต่กลํ้ากลืนฝืนยอมรับเท่านั้น
อนิจจา นี่มันมีโชคชะตาที่จะต้องพึ่งพาตัวเองไปตลอดชีวิต
หรืออย่างไร? จั่วม่อในใจระทมขมขื่น ที่ภูเขาสุญตา มันก็ต้อง
พึ่งพาตัวเอง เรียนรู้ด้วยตัวเอง ในที่สุดพบพานผูเยา เวทวิชาเอย
ศาสตร์อสูรเอยหลั่งไหลมาหามันอย่างง่ายดายปานสายนํ้าไหล
ผู้ใดจะรู้ หลังจากแล่นเรืออย่างไร้คลื่นลมได้ไม่เท่าไร การ
เปลี่ยนแปลงภายในร่างกายมัน ทำให้ประสบการณ์หลายพันปี
ของผูเยากับเว่ย กลับกลายเป็นไร้ค่าในชั่วข้ามคืน
บรรดาเวทวิชากับศาสตร์อสูรอันทรงพลังพากันโบกมือรํ่าลา
มัน โดยไม่แยแสสนใจสายตาอาลัยอาวรณ์ของมัน ล่องลอยจาก
ไปอย่างไม่ไยดี
เพียงชั่วข้ามคืน มันก็กลับสู่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง
โลกนี้มันอะไรกัน… …
จั่วม่อฝืนยิ้มขมขื่น แต่ก็เพียงแค่ฝืนยิ้มขมขื่น หาได้ท้อแท้
ผิดหวังไม่ โชคชะตาก็เหมือนกับปัญหาศาสตร์อสูรเหล่านั้น ท่าน
ไม่สามารถเลือกปัญหาที่จะเข้ามาหาท่านได้ ทางเลือกของท่านมี
เพียงแก้ปัญหาให้ได้ หรือรอความตาย
ส่วนเรื่องที่ว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้หรือไม่ นั่นจึงเป็นคำถาม
ถัดไป
ดูเหมือนว่าเกอมีชะตาที่ต้องเดินไปในเส้นทางตกระกำลำบาก!
ไฮ้ ไม่มีทางเลือกเลยจริงๆ ยอดฝีมือมักต้องถูกเคี่ยวกรำด้วย
ความลำบากเหมือนเช่นเกอนี่เอง… …
ปลอบประโลมตัวเองเช่นนี้ จั่วม่อลูบใบหน้า พยายามปลุก
ปลอบจิตวิญญาณต่อสู้ ทรุดกายลงนั่ง เริ่มขบคิดใคร่ครวญและทำ
การทดลองรอบใหม่
“ผู้เยาว์หมิงเลี่ย ศิษย์ของคุนหลุน รับผิดชอบดูแลพื้นที่แถบนี้
ผู้เยาว์ลงมือช่วยเหลือล่าช้า ผู้อาวุโสโปรดอภัยให้ด้วย!” หมิงเลี่ยก
ล่าวเสียงดังฟังชัด ประสานมือคารวะไปทางเต่าดำในระยะไกล สี
หน้าท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง
ศิษย์คุนหลุน!
ผู้คนของค่ายจู่เชวี่ยพอฟังคำนี้ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนอย่าง
รุนแรง
“ศิษย์คุนหลุน… …” แม่นางน้อยหรี่ตาแคบ รอยยิ้มยิ่งเหนียม
อายกว่าเดิม พึมพำกับตัวเองเบาๆ “ช่างบังเอิญนัก นึกไม่ถึงว่าจะ
พบพาคนของคุนหลุนเข้าจริงๆ”
รอบกายมันบังเกิดเสียงแค่นอย่างเย็นชาไม่ขาดหู ทุกผู้คนสี
หน้ามืดทะมึน
หากเลือกสำนักที่ไม่เป็นที่ต้อนรับมากที่สุดในหมู่พวกพ้อง
ของจั่วม่อ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคุนหลุนมาเป็นอันดับแรก! บัดนี้คน
จากสำนักคุนหลุนยืนอยู่ตรงหน้าพวกมัน ไม่มีผู้ใดรักษาใบหน้าที่
ดีได้
ซงเยวียนสายตาคมกล้า สังเกตเห็นสีหน้าขุ่นแค้นและ
ความคิดฆ่าฟันของเซียนกระบี่ค่ายจูเชวี่ยในทันที “คนเหล่านี้ดู
เหมือนไม่ค่อยเป็นมิตรกับเราเท่าใด” มันใจสั่นสะท้าน รีบบอก
เตือนศิษย์พี่เสียงเบาตํ่า
หมิงเลี่ยหัวใจกระตุกวูบ แต่สีหน้ากลับเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
กระซิบตอบเบาตํ่าเช่นเดียวกันว่า “พวกมันไม่เป็นมิตรกับเราก็ไม่
เป็นไร จะอย่างไรพวกมันต้องไม่เข้าข้างอสูรปิศาจแน่”
“นั่นก็จริง” ซงเยวียนพอขบคิดตามศิษย์พี่ ค่อยถอนหายใจโล่
งอก คนเหล่านี้ไม่ว่ามีความคับข้องใจใดกับคุนหลุน ทุกคนก็ยัง
เป็นซิวเจ่อเช่นเดียวกัน จัดอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับอสูรปิศาจอย่าง
แน่นอน
หมิงเลี่ยกล่าวเสียงดังกังวาน “วันนี้ได้ชมดูแบบฉบับของท่าน
ผู้สูงส่ง เป็นที่นับถือเลื่อมใสโดยแท้ แต่สถานที่นี้เป็นอาณาเขต
ของกองทัพปิศาจ อันตรายยิ่ง วิญŜูชนไม่สนทนาในสถานที่
อันตราย ข้าว่าทุกคน… …”
“เจ้าเป็นศิษย์คุนหลุนเช่นนั้นหรือ?” สุ้มเสียงบุรุษกล่าวออกมา
จากเรือดำ ขัดจังหวะหมิงเลี่ยกลางคัน
หมิงเลี่ยรับคำ “มิผิด ท่านผู้สูงส่ง… …”
เสียงจากภายในเรือดำขัดจังหวะมันอีกครั้ง “หลินเชียนเป็น
อะไรกับเจ้า?”
หมิงเลี่ยสะท้านขึ้นเฮือกหนึ่ง กล่าวอย่างประหลาดใจ “ท่านที่
นับถือรู้จักศิษย์พี่ใหญ่ด้วยหรือ?” ซงเยวียนที่ด้านข้างก็มีสีหน้า
ประหลาดใจเช่นกัน
ภายในเรือดำ เหวยเสิ้งกับพวกสีหน้าแปรเปลี่ยนอีกหน
เมื่อครู่เหวยเสิ้งพลันหวนนึกถึงปริศนาตัวตนของหลินเชียน
จึงออกปากสอบถามอย่างกะทันหัน เหวยเสิ้งกังขาในเรื่องตัวตนที่
แท้จริงของหลินเชียนมานานแล้ว มันคาดเดาว่าหลินเชียนสมควร
มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุนหลุน แต่มันนึกไม่ถึงว่าบุรุษหนุ่มที่ลึกลับอยู่
บ้าง แต่ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตานัก ถึงกับเป็นศิษย์พี่ใหญ่แห่ง
สำนักคุนหลุน!
คราวนี้กระทั่งกงซุนชายังหน้าเปลี่ยนสีอย่างช่วยไม่ได้ ทั้งคู่
สบตากันวูบ ต่างสังเกตเห็นเค้าตื่นตระหนกในดวงตาอีกฝ่าย
คุนหลุนคือผู้ปกครองที่แท้จริงแห่งดินแดนคุนหลุน ศิษย์พี่
ใหญ่แห่งสำนักคุนหลุน ย่อมเป็นเจ้าสำนักคุนหลุนในอนาคต ศักดิ์
ฐานะเหนือผู้คน เป็นตัวตนอันสูงส่งสุดยอด นอกเหนือจากเจ้า
สำนักคุนหลุนปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงมันได้!
ไม่ทราบสำนักกระบี่สุญตาที่แท้มีความลับใด ถึงกับรบกวนให้
เจ้าสำนักคุนหลุนในอนาคตมาด้วยตัวเอง?
กงซุนชายังไม่นับเป็นอะไรได้ มันเข้าร่วมสำนักกระบี่สุญตาใน
ภายหลัง ความรู้สึกที่มีต่อสำนักกระบี่สุญตายังไม่ได้ลึกซึ้งเท่าใด
แต่เหวยเสิ้งเติบโตขึ้นมาในภูเขาสุญตา มีความรู้สึกอันลึกลํ้า
นอกจากตื่นตระหนก ยังอดเผยแววห่วงกังวลอย่างลึกซึ้งไม่ได้
ภายใต้อิทธิพลล้นฟ้าของคุนหลุน สำนักเล็กๆ เช่นสำนักกระบี่
สุญตาได้มีเรี่ยวแรงต่อต้านแม้แต่น้อย
หมิงเลี่ยเห็นอีกฝ่ายกลับเป็นเงียบงันอีกครั้ง ยิ่งสับสนงุนงง
กว่าเดิม “ท่านที่นับถือสามารถประทานบอกนามสูงส่งหรือไม่
สหายของศิษย์พี่ใหญ่ก็เป็นสหายของคุนหลุนเรา! โปรดอนุญาต
ให้เราทำหน้าที่เจ้าบ้าน!”
“ศิษย์พี่อยู่ที่ใด?” กงซุนชาหันไปกระซิบถามจงหยูที่ด้านข้าง
จงหยูพริ้มตาหลับลง อึดใจหนึ่งค่อยลืมตาขึ้น กล่าวอย่าง
งงงวยอยู่บ้างว่า “ต้าเหรินดูเหมือนกำลังเข้าฌานสมาธิ”
“เข้าฌานสมาธิ?” กงซุนชาเลิกคิ้ว แล้วหันไปมองเหวยเสิ้ง
“ศิษย์พี่ใหญ่มีความเห็นใด? ยามนี้เกรงว่าพวกมันจะเริ่มสงสัย
ความเป็นมาของเรามากขึ้นกว่าเดิมแล้วกระมัง”
“เจ้าเห็นว่าอย่างไร?” เหวยเสิ้งถามอย่างระมัดระวัง
กงซุนชาแย้มยิ้มเอียงอาย แต่ไม่ตอบคำถามโดยตรง เพียง
กล่าวว่า “หากต้องตกเป็นเป้าของคุนหลุนในตอนนี้ เกรงว่าจะไม่ดี
สำหรับเรานัก”
“ความหมายของเจ้าคือ… …” เหวยเสิ้งมีสีหน้าตื่นตะลึง
กงซุนชายกมือขาวผ่องขึ้น แล้วสับลงเบาๆ
“ซี๊ด!” เหวยเสิ้งสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ ผู้คนรอบกาย
พวกมันทั้งสองเผยสีหน้าตื่นตะลึงเช่นเดียวกัน แต่เพียง
พริบตาเดียว ความตื่นตะลึงของทุกคนก็เปลี่ยนเป็นคึกคัก
กระตือรือร้น
คุนหลุน! นั่นคือคุนหลุนเชียวนะ!
สำหรับเซียนกระบี่ทุกคน คุนหลุนประดุจดินแดนศักดิ์สิทธิ์! ซึ่ง
ในความเป็นจริง คุนหลุนก็เป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของเซียนกระบี่อย่าง
แท้จริง! ในบรรดาสวรรค์สี่ดินแดน คุนหลุนเป็นที่เคารพเทิดทูน
ที่สุด! ความเคารพเทิดทูนนี้ย่อมไม่ได้ถือกำเนิดจากอากาศธาตุ
แต่เป็นในมหาสงครามสามพันปีก่อน เซียนกระบี่แห่งคุนหลุนใช้
กระบี่บินจากใจกระบี่ของพวกมัน ต่อสู้ช่วงชิงมาอย่างยากลำบาก!
กระทั่งในบรรดาสำนักใต้อำนาจของคุนหลุนก็ไม่มีผู้คนอ่อน
ด้อย อย่าว่าแต่ศิษย์คุนหลุนขนานแท้!
เหวยเสิ้งคาดไม่ถึงว่ากงซุนชาจะขวัญกล้าบังอาจถึงเพียงนี้
แม้ทราบดีว่าอีกฝ่ายเป็นศิษย์คุนหลุน ยังกล้าที่จะเข่นฆ่าทิ้ง!
อย่างไรก็ตาม เหวยเสิ้งไม่ใช่คนโง่เขลา มันทราบว่าเมื่อมัน
พลั้งปากถามถึงตัวตนของหลินเชียน ก็เท่ากับว่ามันได้เปิดเผย
ตัวตนของพวกมันออกไปแล้ว หมิงเลี่ยเพียงแค่ต้องส่งข่าวสาร
เหล่านี้กลับไป ด้วยความปราดเปรื่องของหลินเชียน จะต้องคาด
เดาได้ว่าเป็นพวกมัน! กงซุนชากล่าวไม่ผิด หากพวกมันต้องเป็น
เป้าของคุนหลุนในตอนนี้ มีแต่ทางตายสถานเดียว!
มันยังคงคิดแทนสำนักกระบี่สุญตาด้วย… …
เหวยเสิ้งดวงตาสาดประกายเฉียบขาด พยักหน้าแรงๆ “ตก
ลง!”
ถ้อยคำหนักหน่วงที่กล่าวออกมาประดุจแจกันตกแตก เจตนา
ฆ่าฟันอันเปี่ยมล้นปะทุออกมา!
เหลียงเวยได้ยินคำตอบโต้ระหว่างทั้งสองฝ่ายชัดเจน หัวใจดิ่ง
วูบอย่างฉับพลัน ทั้งสองฝ่ายคล้ายเป็นคนรู้จักเก่าก่อน มันพลัน
พบว่าความคิดของมันเมื่อครู่ช่างน่าขบขันโดยแท้ ซิวเจ่อจะ
ฝึกปรือพิษอสูรได้อย่างไร?
นี่อาจเป็นพิษปราณที่อีกฝ่ายจงใจทำให้คลับคล้ายกับพิษ
อสูร!
ขบคิดถึงตรงนี้ มันตระเตรียมนำผู้ใต้บังคับบัญชาถอนตัวล่า
ถอย หากกองกำลังทั้งสองฝ่ายหันไปร่วมมือกัน พวกมันคิดล่าถอย
เกรงว่าจะไม่ง่ายดายแล้ว เคราะห์ดีที่มันลงมือล่าช้าที่สุด แม้ว่า
ตำแหน่งโจมตีของมันไม่ดีนัก แต่คิดถอนตัวล่าถอยกลับ
เหมาะเจาะพอดียิ่ง!
ในเวลานี้เอง เหตุแปรเปลี่ยนพลันอุบัติ!
ในสายตามัน เรือดำลำน้อยจู่ๆ เปล่งแสงสว่างจ้า
ตูม!
ราวกับดอกไม้ไฟแตกระเบิดกลางหาว ปราณกระบี่พวยพุ่ง
ออกมาในบัดดล!
เหลียงเวยสีหน้าแปรเปลี่ยน อีกฝ่าย…ลงมือโจมตีจริงๆ? มัน
แตกตื่นจนแทบแผดร้องออกมา แต่เนื่องจากมันอยู่ห่างไกลกว่า
มุมมองจึงกว้างขวางกว่า ทำให้มันจับรายละเอียดบางประการได้
อย่างชัดแจ้ง มันถึงกับร่างแข็งทื่อทันที
ปราณกระบี่เหล่านั้น… …
ปราณกระบี่เหล่านั้น… …ล้วนมุ่งเป้าไปยังเซียนกระบี่ของคุน
หลุน!
เกิดอะไรขึ้น? ขัดแย้งกันเองหรือไร?
เหลียงเวยยืนตะลึงลานอยู่กับที่ ใบหน้าสับสนงุนงงถึงที่สุด
บรรดาอสูรนักรบที่ข้างกายล้วนเหม่อมองอย่างเหลือเชื่อ
อีกฝ่ายลงมืออย่างเฉียบพลันเกินไป ไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
แม้แต่น้อย เซียนกระบี่คุนหลุนยามกะทันหันถึงกับไม่ทราบจะ
ตอบสนองอย่างไร ขบวนทัพปั่นป่วนเล็กน้อย เหล่าเซียนกระบี่ที
แรกใบหน้าทอดแววประหลาดใจ จากนั้นกลายเป็นพิโรธโกรธ
เกรี้ยวในบัดดล
หมิงเลี่ยทั้งตื่นตระหนกทั้งเดือดดาล “มุสิกขลาดเขลา พวกเจ้า
กล้า!”
คุนหลุนเคยถูกสำนักอื่นจู่โจมก่อนตั้งแต่เมื่อใด? เพียงแค่สอง
คำ ‘คุนหลุน’ ก็เคยบดขยี้สำนักมานับไม่ถ้วน แต่วันนี้ กลัยบมีคน
ที่ล่วงรู้ความเป็นมาของพวกมัน กลับกล้าจู่โจมพวกมัน!
นี่เป็นครั้งแรกที่หมิงเลี่ยพบเจอเรื่องเช่นนี้!
ในใจมีไฟโทสะลุกโหม มันโถมไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเลใจ
ตวาดอย่างกราดเกรี้ยว “คุนหลุน! ฆ่า!”
ลำแสงกระบี่ของเซียนกระบี่แห่งคุนหลุนทวีความแข็งกล้าขึ้น
อย่างรวดเร็ว!
แต่หากหมิงเลี่ยเป็นเหลียงเวย ได้เห็นภาพวงกว้างที่ชวน
สะท้านใจเช่นเดียวกัน มันคงสำนึกเสียใจแทบตายที่หุนหันพลัน
แล่นเช่นนี้
เป็นประจักษ์พยานจากระยะไกล เหลียงเวยดวงตาจับจ้องไปยัง
ลำแสงกระบี่ที่วาดเป็นวงโค้งอันงดงามและสมบูรณ์พร้อม ในใจ
สะท้อนก้องด้วยถ้อยคำไม่กี่คำ
โอบล้อม! ยุทธวิธีโอบล้อม!
จิตเจตนาของคนบนเรือดำเป็นที่ชัดเจนในทันที
พวกมันตั้งใจจะไม่ปล่อยให้เหลือรอดแม้แต่คนเดียว!