สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 433 ประลองกำลัง
ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของเหลียงเวย กองทัพของหมิงเลี่ย
ประหนึ่งกระบี่ยักษ์คมกล้า ทะลวงตรงเข้าไปในม่านลำแสงกระบี่ที่
โจมตีใส่พวกมัน บิดทำลายแล้วโถมทะยานไปตามสภาวะอันกราด
เกรี้ยวดุดัน!
สภาวะกระบี่ของพวกมันจดจ่อรวมรั้ง คมกล้าสุดเปรียบปาน
ปราณกระบี่ของเซียนกระบี่เรือดำแตกกระจายดุจประกายดอกไม้
ไฟ ต่อหน้าขุมกำลังของหมิงเลี่ย ม่านปราณกระบี่เปราะบางยิ่ง
คล้ายเพียงแตะถูกก็พังทลาย เซียนกระบี่ฝ่ายเรือดำรีบถลันหลบไป
ด้านข้างในทันที
กองกำลังของหมิงเลี่ยกอรปด้วยสภาวะปานผ่ากระบอกไม้ไผ่
ไม่มีผู้ใดขวัญกล้าพอจะยืนเผชิญหน้าพวกมัน!
หมิงเลี่ยความหวั่นเกรงในใจเลือนหายนานแล้ว ทุกซอกทุกมุม
ในร่างเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้นของแม่ทัพบัญชาการ
ศึกระดับทอง! เซียนกระบี่จัดขบวนเป็นชั้นๆ ปกป้องคุ้มครองมัน
กระบี่ลายสนปรากฏอยู่ในมือศิษย์น้องซงเยวียนแต่แรก เจ้าตัว
กำลังกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง
เซียนกระบี่ด่านจินตันอีกห้าคนรักษาตำแหน่งของพวกมัน
อย่างมั่นคง จินตันเหล่านี้แม้ไม่ได้มาจากคุนหลุนโดยตรง แต่ล้วน
เป็นมือดีที่สุดจากสำนักของพวกมัน ซือฟู่ของหมิงเลี่ยคัดเลือกคน
เหล่านี้มาเป็นอย่างดี เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้แก่ศิษย์รัก
ของมัน
ลำพังองค์ประกอบเหล่านี้ก็เพียงพอให้มันมีที่ถือดีอย่างเปี่ยม
ล้น ดินแดนคุนหลุนเป็นดินแดนที่ใหญ่โตที่สุดในบรรดาสวรรค์สี่
ดินแดน พรมแดนกว้างใหญ่ไพศาลแทบไม่มีที่สิ้นสุด เนื่องด้วยมี
กองพันมากมาย กองทัพของคุนหลุนจึงมีองค์ประกอบที่ซับซ้อน
อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นมีระดับชั้นที่ห่างไกล ใกล้ชิด ชั้นนอก
และชั้นใน
แม้ว่าทั้งหมดล้วนเป็นจินตัน แต่เซียนกระบี่จินตันของสำนัก
ทั่วไปมีศักดิ์ฐานะตํ่าที่สุดในกองพัน ส่วนเซียนกระบี่จินตันจาก
สำนักสาขาหลายแห่งของคุนหลุนมีศักดิ์ฐานะสูงกว่านั้นมาก
สุดท้ายศิษย์คุนหลุนยังเหนือลํ้ากว่าคนเหล่านี้อีกระดับหนึ่ง ศิษย์
ฝ่ายในของคุนหลุนส่วนใหญ่เป็นผู้นำกองพันทั้งสิ้น
จินตันของกองพันหมิงเลี่ยล้วนมาจากสำนักสาขา ซึ่ง
จงรักภักดีจากฐานรากอย่างไม่มีที่กังขา สำนักสาขาเหล่านี้มี
ความสัมพันธ์กับคุนหลุนอย่างแนบแน่น เทียบเท่ากับปราการ
ป้องกันรอบกายของคุนหลุนเลยทีเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีศิษย์น้องซงเยวียนเฝ้าอารักขาอยู่ข้างกาย
มันอีกด้วย
นึกถึงความตื่นตระหนกอันน่าสังเวชของตนเมื่อครู่ หมิ
งเลี่ยอดรู้สึกอับอายขายหน้าอยู่บ้างไม่ได้
มันตั้งสติมั่นคง ตัดสินใจเอาชัยในศึกคราวนี้ให้จงได้!
อย่าได้เห็นว่าตัวตนของคุนหลุน ไม่ว่าไปยังที่ใดก็ได้รับความ
เคารพนบนอบ แต่ในความเป็นจริง การประชันขันแข่งระหว่างศิษย์
ฝ่ายในด้วยกันก็ดุเดือดรุนแรงเกินคาดหมายของผู้คน คุนหลุนมี
ศิษย์ฝ่ายในมากมายเท่าใด? กระทั่งหมิงเลี่ยเองยังบอกไม่ได้ แต่
การที่มันสามารถขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองพัน กลับไม่ใช่เรื่องน่า
แปลกใจอันใด เนื่องเพราะมันไม่เพียงเป็นศิษย์ฝ่ายใน แต่ยังเป็นแม่
ทัพบัญชาการศึกระดับทอง
แต่เพื่อที่จะคว้าโอกาสครั้งนี้ มันก็ต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงไปไม่น้อย
ก่อนจะอกเดินทางมา ซือฟู่ยังกำชับให้มันมุมานะบากบั่นให้ดี เจ้า
สำนักรุ่นนี้เที่ยงธรรมยิ่ง จะปูนบำเหน็จรางวัลตามความดี
ความชอบอย่างตรงไปตรงมา หากมันสามารถสร้างผลงานอัน
ยิ่งใหญ่ที่แนวหน้า ผลไม้นี้ก็เพียงพอที่จะรับประโยชน์จากสำนักไป
ตลอด
แน่นอนว่ามันจะต้องได้รับส่วนแบ่งที่ใหญ่ที่สุด!
คิดถึงเรื่องนี้ สายตาของมันเร่าร้อนขึ้นโดยไม่รู้ตัว กวาดมอง
รอบสนามรบอย่างรวดเร็ว มือขวาเริ่มงอนิ้วคิดคำนวณ เร่งเร้าพลัง
ปราณทั่วร่าง โคจรเคล็ด ‘คันชั่งสวรรค์’* ไปถึงขีดสุด!
(*หมายถึงเทียนเหิง ดาวดวงที่สี่ในเจ็ดดาวเหนือของจีน)
ในสายตาของมัน คล้ายมีจุดแสงหมุนคว้างหลายตำแหน่ง
ด้วยจุดแสงที่คล้ายดวงดาราหมุนคว้างไม่มีที่สิ้นสุด สนามรบ
ค่อยๆ กระจ่างชัดขึ้นในใจมัน
ทันใดนั้นหมิงเลี่ยลืมตาขึ้น ดวงตาสาดประกายเย็นเยียบ
จริงดังคาด ผู้อื่นไม่รวบรัดธรรมดาแม้แต่น้อย!
กองพันของมันราวกับดาบสั้น แทงทะลวงใส่กลางทัพของผู้อื่น
เซียนกระบี่ที่อยู่ระหว่างทางคล้ายหลบหนีเหมือนนกตื่นเกาทัณฑ์
เร่งความเร็วไม่คิดชีวิต แต่ทันทีที่หลุดพ้นจากระยะอันตราย พวก
มันก็วกกลับมารวมตัวตั้งกระบวนทัพของพวกมันอีก
มันนำกองทัพถลำลึกเข้ามาในขบวนทัพของอีกฝ่าย อีกฝ่าย
ก็โอบล้อมมันไว้อย่างสมบูรณ์
หมิงเลี่ยในใจลอบหัวร่อเย้ยหยัน หากเปลี่ยนเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกทั่วไป ถูกโอบล้อมเอาไว้เช่นนี้ พวกมันย่อมแตกตื่น
ลนลาน แต่สำหรับหมิงเลี่ยมีแตกฉานพิชัยยุทธ์ นี่กลับเป็นโอกาส
อันดีงาม!
ในความเห็นของมัน การโอบล้อมของอีกฝ่ายไม่ต่างจาก
กระสอบผ้า ภายนอกดูแข็งแรงหยุ่นเหนียว แต่เพียงมันดีดนิ้วใส่
คราเดียว ก็จะฉีกขาดกระจุย กองทัพของมันผนึกตั่วแนบแน่น
สอดประสานเป็นหนึ่งเดียว มิใช่เป็นความคมกล้าที่มันปรารถนาใน
เวลาเช่นนี้หรอกหรือ?
ไสหัวเข้ามาเถอะ!
หมิงเลี่ยใบหน้าสูบฉีดเป็นสีแดงซ่าน ตื่นเต้นลิงโลดราวกับพบ
เห็นเหยื่อตัวโต!
“กระบวนทัพเขาไม้!”
สองเขาที่เป็นไม้ นับเป็นตำหนักแรกในเจ็ดกลุ่มดาวของคัง
หลงแห่งทิศตะวันออก (มังกรเขียว) ซึ่งแสดงถึงธาตุไม้ คลับคล้าย
กับเขามังกรที่ใช้เข่นฆ่าได้ดีที่สุด!
(คังหลงแห่งทิศตะวันออก ในตำนานจีนแสดงถึงฤดูใบไม้ผลิ
และธาตุไม้ ประกอบด้วยเจ็ดกลุ่มดาวเรียกว่าตำหนักแต่ละหลัง)
กระบวนทัพเขาไม้ เป็นกระบวนทัพค่ายกลชั้นเลิศสำหรับการ
บุกจู่โจม!
บรรดาเซียนกระบี่ที่รู้จักมักคุ้นกับหมิงเลี่ยต้าเหรินมานาน ถึง
ตอนนี้ล้วนตระหนักได้ทันที พวกมันกำลังจะชิงบุกโจมตี!
โดยไม่รีรอลังเลหรือออมรั้งยั้งมือ พวกมันเร่งเร้าพลังปราณใน
ร่างอย่างไม่คิดชีวิต กระบี่บินในมือเริ่มสั่นระริก เปล่งเสียงคำรน
กระหึ่มดุจสัตว์ร้ายกระหายเลือดที่หิวโหย คลื่นสั่นระริกเบาๆ แผ่
กระจายไปทั่งร่าง พลังฆ่าฟันแตกปะทุออกมาจากส่วนลึกที่สุดของ
ดวงวิญญาณ!
“คุนหลุน!”
กระบี่บินนับไม่ถ้วนทะยานขึ้น เปล่งเสียงกึกก้องดุจสายฟ้า
คำรน เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจและคลั่งไคล้อันลึกลํ้า!
ในฉับพลันทันใด ปราณกระบี่โหมซัดออกมาประดุจคลื่นยักษ์
กวาดขยี้ทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้า!
กงซุนชาบนแก้มฉาบด้วยร่องรอยสีแดงซ่านชั้นหนึ่ง ทำให้มัน
ดูคล้ายเด็กชายข้างบ้านที่ขวยเขินเอียงอาย
แต่พอปรากฏในสายตาจงหยูกับคนอื่นๆ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ พวก
มันตระหนักทันควัน…กงซุนต้าเหรินกำลังตื่นเต้น!
มิผิด กงซุนชากำลังรู้สึกระทึกใจจริงๆ!
เพียงปะทะกันช่วงสั้นๆ ฝีมือที่อีกฝ่ายสำแดงออกมา ยังเหนือ
ลํ้ากว่าที่มันคาดคิดเอาไว้มาก
ในการต่อสู้ขับเคี่ยวอย่างฉับไวเช่นนี้ ช่วงเวลาสำหรับการ
ตัดสินใจของแม่ทัพบัญชาการศึกกระชั้นสั้นยิ่ง นอกเหนือจาก
ความสามารถในการตอบสนองชั่วพริบตาของแม่ทัพบัญชาการ
ศึกแล้ว ยังทดสอบพลังของกองทัพทั้งหมดอีกด้วย!
กองทัพที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ เมื่อแรกเผชิญหน้ากับการ
โจมตี โดยมากมักไม่จำเป็นต้องให้แม่ทัพบัญชาการศึกสั่งการ
เนื่องเพราะพวกมันสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้องตาม
สัญชาตญาณ
กระทั่งจิตสำนึกของกงซุนชา ยังต้องการเวลาชั่ววูบหนึ่งใน
การตอบสนอง
เพียงชั่ววูบนี้ผ่านไป เซียนกระบี่ค่ายจูเชวี่ยที่อยู่ใกล้เคียงกับ
กองพันหมิงเลี่ยมากที่สุด พลันตอบโต้ออกมาทันที
กระบี่บินในมือพวกมันเปลี่ยนเป็นลำแสง แทงใส่ขบวนทัพของ
ผู้อื่นอย่างหักโหม ในเวลาเดียวกันพวกมันก็ทะยานร่างไปพร้อม
กับศัตรู โลดแล่นขนานไปกับขบวนทัพของอีกฝ่าย เกาะติดกอง
พันหมิงเลี่ยอย่างแนบแน่น
ลำแสงกระบี่หลายสิบสายนี้ย่อมไม่อาจหยุดยั้งสภาวะโจมตี
ของกองพันหมิงเลี่ย แต่เป็นเหตุให้เซียนกระบี่คุนหลุนที่อยู่รอบ
นอกหลายคนหยุดชะงักไปชั่ววูบ
นี่อาจดูคล้ายไม่มีผลกระทบ ควรทราบว่าแม้แต่ในการฝึกฝน
ของแต่ละวัน คิดรักษารูปขบวนทัพให้สมบูรณ์พร้อมอยู่ตลอดเวลา
ยังแทบเป็นไปไม่ได้
ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ กระทั่งเซียนกระบี่หลายสิบคนที่ได้รับ
ผลกระทบโดยตรงยังไม่สนใจ ในสายตาพวกมัน คนเหล่านี้ไม่ต่าง
จากแมลงวัน ได้แต่คอยก่อกวนสร้างความรำคาญใจให้แก่พวกมัน
เท่านั้น และหากพวกมันมัวแต่กังวลสนใจกับแมลงวันเหล่านี้มาก
เกินไป จะพานเป็นเหตุให้พลังของกระบวนทัพเขาไม้อ่อนแอลง
แต่พวกมันไม่มีทางล่วงรู้ ว่าคู่มือที่พวกมันต้องเผชิญหน้า
คราวนี้ กลับเป็นบุคคลที่ดิ้นรนเอาตัวรอดมาจากการทารุณกรรม
มากมายชนิดไม่อาจประเมินได้!
หลังจากเผชิญหน้ากับแรงกดดันวิปลาสอันน่าสะพรึงกลัว
ของผูเยามานับครั้งไม่ถ้วน ความเฉียบไวต่อการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ
ในสนามรบของกงซุนชา ก็บรรลุถึงระดับน่าสะพรึงกลัวเช่นกัน
ทันทีที่มันจับการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ นี้ได้ จิตสำนึกก็ขับเคลื่อน
อย่างไม่รีรอลังเล
ปราณกระบี่ที่เดิมทีกระจัดกระจายราวกับเส้นด้ายเล็กๆ พลัน
ผนึกรวมรั้งเข้าจู่โจมปีกข้างของกองพันหมิงเลี่ย มองจากที่
ห่างไกล ดูคล้ายเส้นด้ายลำแสงเล็กๆ หมุนคว้างเป็นเกลียว บิด
พัวพันอยู่กับกองพันหมิงเลี่ย
พวกมันโลดลิ่วขนานไปกับปีกข้างของกองทัพฝ่ายตรงข้าม
เมื่อพบพานช่องว่างรอยโหว่ พวกมันจะบุกเข้าจาโจม เชือดเฉือน
เป็นชิ้นๆ
เส้นด้ายที่ผนึกรวมรั้งเข้าด้วยกันยิ่งเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ยิ่งมา
ยิ่งหนาขึ้นเรื่อยๆ
เซียนกระบี่คุนหลุนที่สองปีกข้างรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า
ขึ้นมาทันที หากเป็นแบบเดิมที่เซียนกระบี่ฝ่ายตรงข้ามจับกลุ่มสอง
คนสามคน ก็เป็นแค่แมลงวันที่ได้แต่ก่อควารำคาญใจให้แก่พวก
มัน แต่เวลานี้ฝ่ายตรงข้ามจับกลุ่มรวมตัวกันมากขึ้น ราวกับกลุ่ม
สุนัขป่าดุร้ายกระหายเลืด หากพวกมันหละหลวมเลินเล่อสัก
เล็กน้อย คราวนี้คงถูกอีกฝ่ายฉีกขยํ้าเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจริงๆ แล้ว
โดยไม่รู้สึกตัว พวกมันหันไปคอยพะวักพะวงอยู่กับเซียนกระบี่
ค่ายจูเชวี่ยซึ่งโฉบผ่านไปมาเป็นครั้งคราว
และพวกมันถึงกับไม่ทันสังเกต ว่าสภาวะการโจมตีของทั้ง
กองทัพลดความแหลมคมลงไปส่วนหนึ่ง
หมิงเลี่ยตระหนักถึงอันตรายในทันที!
สังขารปิศาจมหาทิวาเป็นพลังที่จั่วม่อเชื่อถือมากที่สุด
หลังจากมันสร้างสมดุลใหม่ให้แก่พลังในร่างกายสำเร็จ ก็สามารถ
ควบคุมบังคับสังขารปิศาจมหาทิวาได้ดังใจปรารถนาอีกครั้ง
แต่ปัจจุบันการใช้พลังสังขารปิศาจมหาทิวาให้ความรู้สึก
แตกต่างจากในอดีตโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงใดในเลือดเนื้อร่างกาย จะชักนำพลังอีก
สองขุมให้แปรเปลี่ยนไปพร้อมกัน
พลังปราณเกาะติดราวกับชั้นนํ้ามัน ส่วนพลังจิตสำนึกห่อหุ้ม
รัดพันเลือดเนื้อเส้นเอ็นราวกับเครือเถาร้อยรัด เป็นเหตุให้จั่วม่อรู้
ซึ้งกระจ่างถึงคำว่าดึงเส้นผมสะท้านไปทั้งร่าง
ภายใต้อำนาจของเปลวไฟลายชั้นมหาทิวา พลังทั้งสามขุมอยู่
ในสภาวะสมดุลอยู่เสมอ แต่นี่ยังหมายความว่าหากมันต้องการการ
เปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ก็จำต้องสร้างจุดสมดุลขึ้นเสียใหม่
จั่วม่อกำลังมองหาจุดศูนย์กลางของสมดุลใหม่นี้เอง
จุดที่มันจะสามารถสัมผัสถึงพลังของสหายรอบข้างได้!
การสืบเสาะเช่นนี้ไม่ต่างจากการคลำหาในความมืดโดยไม่ใช้
สายตา เพียงค่อยๆ ใช้มือคลำไปทีละน้อย
ไม่ห่างจากมัน อาเหวินผู้สลดหดหู่รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเปลว
เทีนยที่เปล่งแสงอย่างต่อเนื่อง โง่เง่าจนบอกไม่ถูก… …
ทันใดนั้น มันพลันเบิกตากว้าง เหม่อมองต้าเหรินที่หลับตานิ่ง
ด้วยสีหน้าตะลึงงง
หรือว่ามันคิดไปเอง?
อาเหวินงุนงงสงสัย แต่หลังจากเพ่งมองต้าเหรินอยู่นาน ยังไม่มี
ปฏิกิริยาใด
มันคิดไปเองจริงๆ ด้วย!
อาเหวินเบ้ปาก แอบแสยะหน้าใส่ต้าเหริน
ทันใดนั้นเอง มันสีหน้าแข็งค้าง สีหน้าแหมือนถูกสายฟ้าผ่าใส่
กลางศีรษะอย่างถนัดถนี่
ไม่ห่างจากมัน ต้าเหรินสั่นเทาไปทั้งร่าง ประหนึ่งหลวงจีนชรา
เข้าฌานสมาบัติอันลึกลํ้า แต่กลับแผ่ซ่านพลังสภาวะอันยากจะบ่ง
บอกบรรยายชนิดหนึ่งออกมาจากร่าง
อึดใจให้หลัง อาเหวินพลันตระหนัก นี่เป็นกลิ่นอายของพลัง
ชนิดหนึ่ง!
มันเป็นกลิ่นอายของสังขารปิศาจมหาทิวาของต้าเหริน!
อาเหวินไม่ค่อยแน่ใจ พลังสภาวะสังขารปิศาจมหาทิวาของต้า
เหรินแม้จะสะท้านขวัญวิญญาณผู้คนเช่นเคย แต่ยามนี้คล้ายจะ
แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง กลิ่นอายของสังขารปิศาจมหาทิวา
ไม่ใช่ของแปลกสำหรับพวกมัน เนื่องเพราะองครักษ์ทุกข์ยากทุก
คนก็เริ่มฝึกปรือเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยากมหาทิวาซึ่งผูเยาปรับปรุง
ขึ้นใหม่แล้ว ดังนั้นอาเหวินค้นพบกลิ่นอายที่คุ้นเคยนี้ในทันที
ใช่ปลดปล่อยพลังสภาวะออกนอกร่างหรือไม่?
อาเหวินไม่เข้าใจว่าจั่วม่อกำลังทำอะไร ในใจเต็มไปด้วยความ
งุนงงสงสัย
ทักษะปิศาจฝึกปรือพลังแห่งเลือดเนื้อร่างกาย พลังสังขารนี้
ผนึกแน่นอยู่ในเลือดเนื้อร่างกาย ไม่สามารถปลดปล่อยออกมา
ภายนอกเช่นพลังปราณหรือพลังจิตสำนึก
มันเอียงคอขบคิด ต้าเหรินทำสำเร็จได้อย่างไร
ในเวลานี้เอง ร่างกายมันพลันกระตุกขึ้นโดยไม่มีเค้าลาง
ล่วงหน้า!
เกิดอะไรขึ้น?
อาเหวินตื่นตะลึง เมื่อครู่นี้มันไม่ได้ขยับตัวเสียหน่อย แต่แล้ว
ในเวลานี้เอง ร่างมันกระตุกขึ้นอีกครั้ง!
อาเหวินเบิกตากลมโตเท่าไข่ห่าน จ้องมองไปที่จั่วม่อ
ในสายตาของมัน เห็นต้าเหรินร่างสั่นระริก ก่อนที่มันจะทันได้
ตอบสนอง มันก็เริ่มสั่นตามอย่างไม่อาจควบคุม ร่างกายมันราวกับ
ถูกผีร้ายสิงสู่!
นี่… …นี่… …นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
อาเหวินผู้หวาดผวาพบว่าร่างกายมันกำลังสั่นระรัวดุจลูกเต๋าก็
มิปาน ไม่ว่ามันพยายามหยุดยั้งมากเท่าใด ร่างกายของมันก็ไม่
ตอบสนองแม้แต่น้อย ยังคงสั่นต่อไปอย่างสุดจะระงับควบคุม
ในสายตาเบื้องหน้า ร่างของจั่วม่อก็สั่นระริกเป็นจังหวะจะโคน
เดียวกัน แต่ความรุนแรงในการสั่นเบาบางกว่ามาก
สถานการณ์อันแปลกพิสดารนี้แทบทำให้อาเหวินเสียสติไป
แล้ว ยามนี้มันสมองขาวว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์