สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 434 ศึกประชันกระบวนทัพ
หมิงเลี่ยยังไม่ทันจะส่งคำบัญชาการ ก่อนที่เบื้องหน้าสายตาจะ
กว้างโล่ง พวกมันบุกฝ่าออกมาจากวงล้อมของอีกฝ่ายอย่าง
สมบูรณ์!
แต่หมิงเลี่ยไม่รู้สึกยินดีแม้แต่น้อย หัวใจจมดิ่งลงช้าๆ ผู้อื่น
ตอบโต้ได้อย่างฉับไวกว่าที่มันคาดคิด อีกฝ่ายไม่เคยปะทะกับการ
บุกทะลวงของพวกมันอย่างซึ่งหน้าแม้แต่ครั้งเดียว เพียงเกาะติด
พวกมันอย่างแนบแน่น ฉวยโอกาสจู่โจม และล่าถอยทันควัน หาก
บอกว่ากองกำลังของพวกมันเป็นสว่านที่หมุนควงด้วยความเร็วสูง
ศัตรูก็เหมือนกลุ่มไหมที่รัดพันอยู่รอบๆ พวกมัน
ที่ยิ่งยํ่าแย่ไปกว่า คือท่ามกลางการตอบโต้ของผู้อื่น พวกมัน
ค่อยสูญเสียความเร็วไปทีละน้อย
ความเร็วเป็นห่วงโซ่สำคัญที่สุดของการบุกทะลวงจู่โจม หาก
พวกมันสูญเสียความเร็ว ศัตรูน่ารำคาญที่เหมือนกลุ่มไหมจะรัด
พันล้อมกรอบพวกมันอย่างสมบูรณ์ในทันที ถึงตอนนั้น พวกมันจะ
ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเป็นฝ่ายรับมากขึ้น
ศัตรูที่ฉวัดเฉวียนอยู่รอบกายพวกมันประดุจฝูงสุนัขป่าร้อย
เล่ห์ บัดเดี๋ยวรวมฝูงบัดเดี๋ยวกระจายตัวออกไป ไปมาดุจสายลม
“กระบวนทัพรัศมีดารา!*”
(*เหยากวง – หมายถึงรัศมีหยกลํ้าค่าวิบวับแวบวาวอะไร
ประมาณนั้น เป็นชื่อของดาวดวงที่เจ็ด ในเจ็ดดาวเหนือ น่าจะ
นำมาใช้ให้เข้ากับเคล็ดวิชาของหมิงเลี่ยซึ่งเป็นดาวดวงที่สี่ แต่เจ็ด
ดาวเหนือในนิยายจีนก็ชอบนำมาทำเป็นค่ายกลอยู่แล้ว)
หมิงเลี่ยตัดสินใจในบัดดล กองกำลังที่กำลังพุ่งทะลวงด้วย
ความเร็วสูง ทันใดนั้นม้วนบิดราวกับตัวหนอนอ่อนนุ่ม ภายในชั่ว
พริบตาเดียว ก็เปลี่ยนจากกระบวนทัพเขาไม้ไปเป็นกระบวนทัพ
รัศมีดารา นั่นหมายความว่าตั้งแต่ชั่วพริบตานี้ พวกมันเปลี่ยนจาก
บุกจู่โจมมาเป็นตั้งรับเต็มตัว
กล่าวได้ว่าหมิงเลี่ยมีฝีมืออยู่บ้าง ทั้งสองฝ่ายเพียงประมือกัน
สองยก มันก็พบปัญหาแล้ว นั่นคือปฏิกิริยาตอบสนองของมันช้า
กว่าศัตรู และเซียนกระบี่ของฝ่ายมันไม่ได้กรำศึกมาอย่างโชกโชน
เท่ากับอีกฝ่าย เมื่อเข้าใจข้อเสียเปรียบของตย หมิงเลี่ยตกลงใจฉุด
ลากจังหวะของสงคราม เข้าสู่ศึกประชันกระบวนทัพ
ศึกประชันกระบวนทัพผิดแผกแตกต่างจากศึกปะทะซึ่งหน้า
หากศึกสัประยุทธ์ซึ่งหน้าขึ้นอยู่กับประสบการณ์และปฏิกิริยา
ตอบสนองของเซียนกระบี่ เช่นนั้นศึกประชันกระบวนทัพค่ายกล ก็
แข่งขันกันที่ความแน่วแน่ต่อศึกสงครามและระเบียบวินัยของทั้ง
สองฝ่าย รวมถึงความแข็งแกร่งโดยเฉลี่ยของเซียนกระบี่ในกองทัพ
ในด้านนี้ หมิงเลี่ยมีความเชื่อมั่นอย่างเต็มที่!
เซียนกระบี่ทุกคนในกองพันของมัน ถูกเลือกเฟ้นมาเป็นอย่าง
ดีจากสำนักต่างๆ ในหมู่พวกมันระดับพลังบำเพ็ญเพียรตํ่าที่สุด
คือหนิงม่ายขั้นสอง แต่ละคนมีฝีมือพิเศษเฉพาะของตน ไม่เคย
เกียจคร้านละเลยการฝึกฝนประจำวัน มันกล้าเอาศีรษะเป็นประกัน
ว่านี่เป็นกองกำลังชั้นยอด
หากให้มันกล่าวว่ากองกำลังนี้พอจะมีจุดอ่อนอันใด นั่นก็คง
เป็นการที่พวกมันยังไม่เคยผ่านบททดสอบของการสู้รบกรำศึก
ดังนั้นศึกประชันกระบวนทัพ เหมาะสมกับพวกมันมากกว่า
อย่างไม่ต้องสงสัย
แถวหน้าแนวหลังเข้าบรรจบกัน กองพันหมิงเลี่ยก่อตั้งแนว
ป้องกันเป็นชั้นๆ อย่างรวดเร็ว นี่แสดงให้เห็นว่าพวกมันได้รับการ
ฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี นับตั้งแต่แปรกระบวนทัพจากจู่โจมเป็น
กระบวนทัพตั้งรับ กระบวนการทั้งหมดราบเรียบลื่นไหล เป็น
ธรรมชาติที่สุด เสร็จสิ้นสมบูรณ์ในช่วงเวลาที่กระชั้นสั้นเป็นอย่าง
ยิ่ง
ในสวรรค์สี่ดินแดน กองพันนับเป็นสถานที่ที่มีเอกลักษณ์ไม่มี
ใดเสมอเหมือนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นซิวเจ่อประเภทใด ยิ่งแข็งแกร่งมาก
เท่าไร ก็ยิ่งมีลักษณะนิสัยใหญ่โตขึ้นเท่านั้น ดังนั้นสำหรับกองพัน
ที่ทุกคนต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบอันเคร่งครัด ซิวเจ่อทั่วไปย่อมไม่
ยินดีจะไป และสำหรับแม่ทัพบัญชาการศึก การเชื่อฟังอย่างไร้
เงื่อนไขของผู้ใต้บังคับบัญชา ยังสำคัญกว่าพลังฝีมือส่วนตัวของ
พวกมันเสียอีก
แม้ว่าในกองทัพจะได้รับผลประโยชน์มากมายกว่าที่อื่น แต่
สำหรับซิวเจ่อด่านจินตัน พวกมันไม่ว่าไปยังที่ใดล้วนได้รับการ
ปฏิบัติด้วยดีอยู่แล้ว ผู้ใดจะยินดีเข้าร่วมกองทัพที่ต้องทนทุกข์
ทรมาน?
ดินแดนคุนหลุนแม้มีสำนักนับไม่ถ้วน แต่กลับมีสำนักไม่มาก
นักที่มีกองทัพส่วนตัว ก็เนื่องด้วยเหตุนี้เอง มีเพียงตัวตนอันยิ่งใหญ่
คํ้าฟ้าเช่นคุนหลุนที่ปกครองประชาชนจำนานมหาศาลเท่านั้น จึง
สามารถเลือกเฟ้นซิวเจอที่เหมาะกับความต้องการของตน บรรดา
เซียนกระบี่ที่มาจากสำนักสาขาเหล่านี้ ได้รับการฝึกอบรมในแบบ
ฉบับที่แตกต่างจากศิษย์ปกติ นับตั้งแต่ยังเยาว์วัย พวกมันก็รับการ
ฝึกอบรมในแบบฉบับของกองทัพตั้งแต่แรก
ไพร่พลทั้งหมดของกองพันหมิงเลี่ย เป็นผู้บำเพ็ญเพียรใน
วิถีทางเช่นนี้เอง
จู่ๆ เปลี่ยนเป็นตั้งรับอย่างฉับพลัน แต่ไม่มีผู้ใดแตกตื่นลนลาน
ทุกผู้คนเข้าสู่ตำแหน่งของตยเองเป็นระเบียบเรียบร้อย
ค่ายจูเชวี่ยฉวยโอกาสโลดทะยานไปตามกระแส ช่วงชิง
โอกาสบุกโจมตีในสนามรบกลับคืนมา ท่ามกลางการเหินบินอย่าง
เร่งร้อน พวกมันโอบล้อมอีกฝ่ายอย่างสมบูรณ์อีกครั้ง
ทั้งสองฝ่ายเข้าสู่สภาพตั้งประจันอีกคำรบ
กงซุนชาเพียงขบคิดเล็กน้อย ก็เข้าใจจิตเจตนาของฝ่ายตรง
ข้าม อดประหลาดใจอยู่บ้างไม่ได้ แม่ทัพบัญชาการศึกของฝ่าย
ศัตรูดูเหมือนไม่ใช่คนโง่ เมื่อสามารถสังเกตเห็นจุดอ่อนของตัวเอง
ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังเปลี่ยนเป็นนำจุดแข็งของตนออกมาใช้
อย่างชาญฉลาด นี่ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะสามารถกระทำได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อื่นแม้มาจากคุนหลุน แต่ไม่ได้หลงละเมอเพ้อ
พกอยู่กับชื่อเสียงอันเกรียงไกรของตน นับว่าไม่รวบรัดธรรมดา
โดยแท้
อย่างไรก็ตาม… …
ในศึกสัประยุทธ์ซึ่งหน้ายังไม่ใช่คู่มือของมัน คิดหรือว่าจะ
สามารถพลิกสถานการณ์ได้ในศึกประชันกระบวนทัพ?
กงซุนชาแย้มยิ้มเบาบางแทบมองไม่เห็น รอยยิ้มนี้ไม่มีความ
อบอุ่นแม้แต่น้อย แต่เหมือนกับใบมีดเย็นเฉียบผุดขึ้นกลางอากาศ!
โอบล้อมเสร็จสิ้น ค่ายจูเชวี่ยกลับไม่ได้บุกจู่โจมอย่างวู่วาม แต่
คล้ายรอคอยบางอย่างเสียมากกว่า
“ต้าเหริน พวกมันคิดทำอะไร?” ผู้ใต้บังคับบัญชาเอ่ยปาก
อย่างสงสัยใจ การเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องอันละลานตาทำให้มัน
สับสนงงงวยไปหมด
เหลียงเวยจ้องเขม็งไปยังสนามรบ กล่าวตอบคำโดยไม่หัน
กลับมามอง “พวกมันคิดทำศึกประชันกระบวนทัพ”
“ศึกประชันค่ายกล?” ผู้ใต้บังคับบัญชายิ่งงุนงงสงสัยกว่าเดิม
เหลียงเวยก็ไม่อธิบาย ในสายตาทอแววระมัดระวังอย่างลึกซึ้ง
แม่ทัพบัญชาการศึกทั้งสองฝ่ายต่างร้ายกาจจนน่าตระหนก หาก
เปลี่ยนเป็นมันเอง ยังไม่กล้ารับประกันได้ว่าจะสามารถทำได้ดีกว่า
สำหรับเหลียงเวย พ่ายแพ้ต่อกองพันหมิงเลี่ยไม่นับเป็นอะไรได้
มันแม้ไม่รู้จักชื่อกองพันนี้ แต่ป้ายยี่ห้อของคุนหลุนบนร่างกายพวก
มันโดดเด่นสะดุดตาเกินไป มองปราดเดียวก็ทราบได้ กองทัพของ
คุนหลุน ย่อมไม่มีสิ่งใดขาดตกบกพร่อง ดังนั้นสิ่งที่ทำให้นั้น
ตระหนกตกใจที่สุด กลับเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่อยู่ในเรือดำลำ
นั้น!
แม่ทัพบัญชาการศึกไร้ชื่อผู้ลึกลับนี้ ตั้งแต่ต้นจนถึงบัดนี้ ล้วน
สะกดกองพันของคุนหลุนจนอยู่หมัดมาโดยตลอด
หากการใช้พิษสามารถเรียกได้ว่าดำเนินอุบายแล้วไซร้ การ
ต่อสู้โรมรันที่มันเพิ่งจะได้ชมดูก็ไม่ใช่อุบายอันใดอีกแล้ว แต่เป็น
การสำแดงฝีมือซึ่งๆ หน้า
มันไม่กล้ากะพริบตา เนื่องเพราะมันเชื่อว่าศึกที่กำลังจะเกิดขึ้น
ต่อไป จะต้องเป็นศึกปะทะค่ายกลที่ดุร้ายรุนแรงยิ่งกว่าเดิมแน่!
ทันใดนั้นเอง เหลียงเวยม่านตาหดแคบลง… นี่ไม่ถูกต้อง!
หลังจากโอบล้อมศัตรูอย่างแน่นหนา เซียนกระบี่ฝ่ายเรือดำ
กลับดูคล้ายวนเวียนไปมาอย่างไร้จุดหมายอยู่รอบนอกเท่านั้น
แต่คล้ายว่าระหว่างเซียนกระบี่เหล่านี้ เค้าร่างอันคลุมเครือ
ชนิดหนึ่งค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นในครรลองสายตาของมันทีละน้อย
นี่มัน… …
กระบวนทัพ! นี่เป็นกระบวนทัพค่ายกลชนิดหนึ่งไม่ผิดแน่!
ความเข้าใจนี้ไม่ได้ทำให้เหลียงเวยปิติยินดีอันใด มันดวงตา
เบิกกว้างเป็นอย่างยิ่ง เกรงว่าจะพลาดรายละเอียดใดไปแม้สักส่วน
เสี้ยว
นี่ไม่น่าแปลกใจ ซึ่งความจริงไม่ว่าซิวเจ่อ อสูรหรือปิศาจ ล้วน
คุ้นเคยกับกระบวนทัพของแต่ละฝ่ายเป็นอย่างดี มันเพียงมองแวบ
เดียวก็จดจำกระบวนทัพรัศมีดาราของกองพันหมิงเลี่ยออก แต่กับ
กระบวนทัพของแม่ทัพบัญชาการศึกฝั่งเรือดำ เหลียงเวยรู้สึก
แปลกตาเป็นอย่างยิ่ง
นี่จะเป็นกระบวนทัพค่ายกลอันใดกันแน่?
จิตใจมันหมุนเร็วรี่ ลองวางตัวเองในตำแหน่งนั้นแทน หาก
เปลี่ยนเป็นมัน เวลานี้จะใช้กระบวนทัพอันใด?
กระบวนทัพรัศมีดาราแม้เป็นทัพค่ายกลตั้งรับ แต่หาได้มุ่งเน้น
แต่การป้องกันอย่างเดียวไม่ กลับมีชื่อเลื่องลือในด้านการแปร
กระบวนเปลี่ยนแปลงรูปแบบขบวนทัพ กระบวนทัพรัศมีดาราเต็ม
ไปด้วยการเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่ละส่วนแปรขบวนได้
หลากหลาย ดังนั้นจึงเป็นที่ชื่นชอบของแม่ทัพบัญชาการศึกฝ่าย
ซิวเจ่อ
กระบวนทัพแบบใดจึงจะเหมาะสมสำหรับการเอาชนะกระบวน
ทัพรัศมีดารา?
เค้าโครงและแถวแนวที่ไม่อาจเห็นได้ชัดตา ค่อยๆ ชัดเจนขึ้น
ในสายตาของเหลียงเวย ความกระหายใคร่รู้ของมันถูกกระชาก
ออกมาไม่หยุดยั้ง ฝีมือที่แม่ทัพฝ่ายเรือดำสำแดงออกมาสูงเยี่ยมยิ่ง
ทำให้มันคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม
เค้าร่างสุดท้ายกลายเป็นกระจ่างชัด
นั่นเป็นหน่วยทัพเล็กๆ ที่หมุนคว้าง ราวกับชุดฟันเฟืองแน่น
ขนัดกระจุกรวมกัน พวกมันหมุนด้วยความเร็วสูงอย่างไม่หยุดยั้ง
“นี่มันกระบวนทัพอันใด?” ผู้ช่วยแม่ทัพของเหลียงเวยกล่าวสิ่ง
ที่อยู่ในใจทุกคนออกมา
เหลียงเวยก็ไม่ล่วงรู้เช่นกัน แต่มันไม่ได้กล่าวคำใด มันทราบ
ว่าแม่ทัพลึกลับฝั่งเรือดำจะต้องไม่ทำเรื่องที่ไม่มีความหมายแน่
สิ่งที่พวกมันไม่ล่วงรู้ก็คือ ในแทบทุกอาณาจักรอสูร กระบวน
ทัพนี้คือกระบวนทัพที่กำลังเป็นที่นิยมที่สุดในขณะนี้! เมื่อตอนที่
เซียวม่อเกอกับอวี้เหิงสัประยุทธ์โรมรันกัน พวกมันมาถึงแนวหน้า
เรียบร้อยแล้ว ในฐานะผู้บ้าคลั่งการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความแค้น เห
ลียงเวยนำพากองกำลังของมันตระเวนไปในมหานครนภาโลหิต
เพื่อเสาะหาเหยื่อ ดังนั้นพวกมันไม่ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อย ว่าที่ภพอสูร
บ้านของพวกมันเกิดเรื่องอันใดขึ้นบ้าง
ทุกผู้คนได้แต่เบิกตากลมกว้าง
จั่วม่อลืมตาขึ้น เต็มไปด้วยความปิติยินดี!
จุดศูนย์กลาง! ในที่สุดมันก็ค้นพบจุดศูนย์กลางของสมดุล
ใหม่!
มันไม่เพียงแต่ค้นพบจุดศูนย์กลาง ท้ายที่สุดมันยังเข้าใจว่าแม่
ทัพปิศาจผนึกรวมพลังของผู้คนเข้าด้วยกันได้อย่างไร
พลังสังขารเลือเนื้อไม่อาจหลุดพ้นจากร่างกายที่เป็นกรงขัง
แต่สามารถเชื่อมต่อพลังของทุกคนเข้าด้วยกัน ด้วยกลวิธีพิเศษ
เฉพาะชนิดหนึ่ง นั่นคือการตอบสนองร่วม!
ถูกต้อง การตอบสนองร่วม!
จั่วม่อไหนเลยจะไม่คุ้นเคยกับการตอบสนองร่วม ในการหลอม
สร้างระดับตํ่า ปรากฏการณ์นี้ถูกกล่าวถึงซํ้าแล้วซํ้าเล่า โดยเฉพาะ
อย่างยิ่งการหลอมสร้างสินค้าประเภทกล่องสำเนียงแปดสมบัติ
อย่างไรก็ตามการตอบสนองร่วมระหว่างพลังสังขาร รุนแรงกว่าการ
ตอบสนองร่วมของยุทธภันฑ์เวทระดับตํ่าเช่นกล่องสำเนียงแปด
สมบัติมาก นี่เป็นการตอบสนองร่วมที่ไม่อาจมองเห็น ไม่มีกระทั่ง
เสียง!
มันเป็นการตอบสนองร่วมที่สามารถผนึกรวมพลังของทุกผู้คน
ให้เป็นหนึ่งเดียว และบทบาทของแม่ทัพบัญชาการศึก คือการเร่ง
เร้าพลังของตน ชักนำพลังของทุกผู้คนให้สะท้อนซึ่งกันและกัน
บรรลุการตอบสนองร่วมอย่างสมบูรณ์
นี่เป็นความสามารถที่ร้ายกาจยิ่ง!
จั่วม่อเข้าใจในบัดดล ราบกับเปิดหน้าต่างบานใหม่ สู่โลก
ลึกลับอีกใบหนึ่ง!
ในที่สุดมันก็เข้าใจอีกด้วยว่า ไฉนพิชัยยุทธ์ของแม่ทัพปิศาจ
จึงแปลกประหลาดนัก ที่แท้มีเพียงเผ่าปิศาจซึ่งมีสังขารร่างกาย
แข็งแกร่งเท่านั้น จึงสามารถสร้างการสั่นพ้องที่รุนแรงเช่นนี้ เพื่อ
เข้าถึงการตอบสนองร่วม!
จั่วม่อผุดลุกขึ้น ลอบโคจรพลังของสังขารปิศาจมหาทิวา แล้ว
เงยหน้าขึ้น เห็นสีหน้าตื่นตระหนกของอาเหวิน ต้องหัวร่อออกมา
“อย่าห่วงไปเลย” จากนั้นกล่าวว่า “เจ้ารู้สึกอย่างไร?”
อาเหวินลังเลแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “เหมือนว่าข้าไม่
สามารถควบคุมร่างกายของข้าได้ ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างคอยดึง
รั้งข้า เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดยิ่ง”
“ลองโคจรพลังทักษะปิศาจของเจ้าดู” จั่วม่อเร่งรัดทันที
อาเหวินใจเต้นระทึก โคจรทักษะปิศาจอย่างระมัดระวัง เส้นใย
หมอกคลันสีดำพวยพุ่งออกมาจากร่าง ก่อตัวเป็นชุดเกราะ
ครอบคลุมผิวหนังร่างกาย กลายเป็นหุ้มเกราะทั่วร่างในทันที ขน
นกสีดำเรียวยาวและบางเบาก่อตัวเป็นชั้นๆ ทำให้มันดูคล้ายวิหค
ดำตัวมหึมาตัวหนึ่ง
“ทำตามข้า” จั่วม่อกำชับ ยังไม่ทันกล่าวจบคำ ทันใดนั้นมัน
ต่อยหมัดออกอย่างหักโหม!
ปราณหมัดสีทองจางๆ พวยพุ่งออกจากมือ!
อาเหวินสะบัดหอกทมิฬดำ แทงทะลวงไปข้างหน้าอย่างไม่รีรอ
ลังเล พลังงานสีดำพุ่งทะยานออกจากปลายหอก
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทำให้เอาเหวินถลึงมองแทบตา
ถลน
พลังงานสีดำที่พุ่งออกจากปลายหอกของมัน พลันถูกดึงดูด
ไปยังปราณหมัดสีทองจางๆ ของจั่วม่อ ราวกับว่าถูกแม่เหล็กแรง
ดูดมหาศาลดึงดูดไปโดยตรง
ภายในชั่วพริบตา พลังงานสีดำแทรกหายเข้าไปในปราณ
หมัดของจั่วม่อ ประหนึ่งนกกระจอกตัวน้อยกลับคืนสู่รังอันอบอุ่น!
ปราณหมัดขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย สุ้มเสียงแหวกฝ่าอากาศ
รุนแรงขึ้น ลุ่มลึกขึ้น ประหนึ่งว่าบางสิ่งกำลังสั่นสะเทือนเลื่อน
ลั่น! ภายในใจกลางปราณหมัดสีทองจางๆ สามารถเห็นจุด
พลังงานสีดำขนาดเท่าเม็ดถั่วได้ชัดตา!
อาเหวินปากอ้าตาค้าง!
นี่มันอะไรกัน?
ทันทีที่ปราณหอกพุ่งออกจากปลายหอก มันก็ตรวจพบแรง
ดึงดูดที่รุนแรง แต่มันก็สามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน ว่ามันไม่ได้
สูญเสียการควบคุมปราณหอกไปอย่างสมบูรณ์
ช่างเป็นความรู้สึกที่แปลกพิสดารนัก!
แม้ว่าค่ายกลปิศาจน้อยสังหารกับปิศาจใหญ่สังหารแห่ง
กระบวนทัพสังหารภูตอีกาจะสามารถรวบรวมพลังมากมายเข้าเป็น
หนึ่งเดียว แต่ก็แตกต่างจากสิ่งที่ต้าเหรินทำในครั้งนี้อย่างสิ้นเชิง!
เบื้องหน้าอาเหวิน จั่วม่อฉีกยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกาย หัวร่อ
ฮี่ฮี่อย่างโง่งม
สำหรับการใช้พวกมากกลุ้มรุมคนน้อย ยังจะมีวิธีการใดร้าย
กาจไปกว่านี้หรือไม่? ไม่มี! แน่นอนว่าไม่มี! นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า
เป็นสุดยอดกระบวนท่าสำหรับการตะลุมบอนอย่างแท้จริง!
เกอช่างเป็นอัจฉริยะโดยแท้!
จั่วม่อยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้นฮึกเหิม แล่นไปยังค่ายเว่ยอย่างหิว
กระหาย
มันในเมื่อจะลงไปเล่นด้วย ก็ต้องเล่นมารดามันให้ใหญ่โตไป
เลย!