สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 435 พวกเรายากจนข้นแค้น
เห็นลำแสงลุกโชนตระการตาในระยะไกล เป็นลำแสงกระบี่
พวยพุ่งออกจากกระบี่บิน เข่นฆ่าสังหารกันอย่างดุเดือด
แสงกระบี่ แสงระเบิดและแสงเวทวิชาสารพัดชนิด สะท้อนอยู่
บนใบหน้าหล่อเหลาของเหลียงเวย ท่ามกลางแสงเงาวูบวาบ รอย
แผลบากบนใบหน้ามันคล้ายไส้เดือนกำลังดิ้นรนไปมา
มันแทบลืมหายใจ การสัประยุทธ์ที่ปะทุขึ้นสู่จุดสูงสุดทำให้มัน
เลือดลมพลุ่งพล่าน ปากคอแห้งผาก ประดุจมีกองไฟแผดเผาอยู่ใน
ทรวง
มันพยายามระงับความกระหายการต่อสู้ในอก สายตาที่ดื้อรั้น
ดึงดันจับจ้องพายุลำแสงอย่างคลั่งไคล้
แต่แล้วเหลียงเวยพลันขมวดคิ้ว
ทั้งสองฝ่ายไม่ได้ลงมืออย่างเต็มที่ พวกมันยังคงหยั่งเชิงกันไป
มา แต่ในสายตาของเหลียงเวย พฤติการณ์ของเซียนกระบี่เรือดำดู
แปลกประหลาดอยู่บ้าง ทำเอามันอดงุนงงสงสัยไม่ได้ ค่ายกลรัศมี
ดาราหาใช่ค่ายกลที่ลี้ลับซับซ้อนอันใดไม่ แม้ว่าค่ายกลรัศมีดารา
ของเซียนกระบี่คุนหลุนจะผ่านการปรับปรุงแก้ไขมากมาย แต่ร้อย
กิ่งยังคงมีรากเดียว กระบวนทัพเบื้องหน้านี้ไม่ได้เบี่ยงเบนไปจาก
ขอบเขตดั้งเดิมของค่ายกลรัศมีดารามากนัก
มีวิธีการมากมายที่ใช้รับมือค่ายกลรัศมีดารา แต่แทบทั้งหมด
อยู่ภายใต้หลักการข้อหนึ่ง นั่นคือให้จู่โจมแนวป้องกันหลักที่อยู่
ตรงใจกลาง แนวป้องกันตรงกลางของกระบวนทัพรัศมีดาราเป็น
บริเวณที่มีการป้องกันเข้มแข็งที่สุด แต่ก็ยังเป็นหัวใจสำคัญของ
กระบวนทัพทั้งหมดด้วย หากถูกทำลาย กระบวนทัพทั้งหมดจะล่ม
สลายลงอย่างรวดเร็ว
กระบวนทัพรัศมีดาราเป็นหนึ่งในขบวนทัพค่ายกลที่แม่ทัพ
บัญชาการศึกฝ่ายซิวเจ่อนิยมใช้กันมากที่สุด ว่ากันว่าผู้ที่คิดค้น
กระบวนทัพชุดนี้เป็นเซียนกระบี่แม่ทัพบัญชาการศึกผู้หนึ่ง แต่เมื่อ
สามารถแพร่หลายอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่ถึงสองร้อยปี เป็นที่
เห็นได้ถึงพลานุภาพอันโดดเด่นเป็นพิเศษของขบวนทัพค่ายกล
ชุดนี้
แม่ทัพฝ่ายเรือดำคล้ายไม่รู้จักมักคุ้นกับกระบวนทัพรัศมีดารา
หากเทียบกับความสามารถบัญชาการอันน่าดูชมที่สำแดงออกมา
เมื่อครู่นี้ ฝีมือที่เผยออกมาในยามนี้ กลับคล้ายเปลี่ยนผู้บัญชาการ
เป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง
หรือว่าฝ่ายพวกมันเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการจริงๆ?
เหลียงเวยพบว่าแปลกประหลาดยิ่ง
เป็นเหลียงเวยคิดมากเกินไปแล้ว ที่แท้กงซุนชาไม่รู้จัก
กระบวนทัพรัศมีดาราจริงๆ
แต่มันมีดวงตาที่เผ็ดร้อนแหลมคมยิ่ง ทั้งสองฝ่ายดูคล้ายเพิ่ง
เริ่มประมือ แต่ภายในการปะทะช่วงสั้นๆ นี้ เพียงพอให้กงซุนชามุ่ง
ระมัดระวังกระบวนทัพที่ไม่คุ้นเคยนี้
กระบวนทัพรัศมีดาราโดดเด่นเป็นพิเศษอย่างแท้จริง ที่แท้มัน
เป็นเค้าโครงขอบเขตของกระบวนทัพค่ายกลชนิดหนึ่ง มีช่องว่าง
มากพอให้แม่ทัพบัญชาการศึกตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงที่
หลากหลาย สามารถพลิกแพลงตามสถานการณ์ หมิงเลี่ยมีฝีมือ
ในการใช้กระบวนทัพรัศมีดาราเป็นอย่างยิ่ง นี่เป็นกระบวนทัพค่าย
กลที่ร้ายกาจที่สุดของมัน จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่ามันหวาดระแวงกง
ซุนชามากเพียงใด
กงซุนชาแม้ระมัดระวัง แต่ไม่ได้แตกตื่นลนลาน เพียงเบิกตา
กลมกว้าง กระบวนทัพนี้ปลุกเร้าความสนใจของมัน
กระบวนทัพอันร้ายกาจนัก!
เซียนกระบี่เจ็ดคนรวมตัวเป็นหนึ่งหน่วยทัพ แต่ละหน่วยทัพ
เชื่อมโยงสอดประสาน ภายในกระบวนทัพยังซุกซ่อนค่ายกลลวง
ตาทุกชนิดไว้เป็นอย่างดี เซียนกระบี่ทุกคนในแต่ละหน่วยทัพพา
กันกระชับด้ามกระบี่บินของพวกมันอย่างแนบแน่น เฝ้ารอคอย
คำสั่ง ทว่าสิ่งที่ทำให้กงซุนชาตกตะลึงมากที่สุดกลับไม่ใช่กระบวน
ทัพอันลํ้าลึกนี้ แต่เป็นชุดยุทธภัณฑ์เวทที่คนเหล่านี้สวมใส่ติดกาย
ทั้งกระบวนทัพปกคลุมไปด้วยแสงระยิบระยับ จากบรรดา
ยุทธภัณฑ์เวทของพวกมัน!
เห็นเช่นนี้ กงซุนชาดวงตาเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน!
เมื่อเทียบกับฝ่ายศัตรูแล้ว พวกมันไม่ต่างจากขอทานข้างถนน
เซียนกระบี่คุนหลุนแต่ละคนมียุทธภัณฑ์เวทระดับสี่คนละชิ้นสอง
ชิ้น กระบี่บินของพวกมันก็ล้วนแล้วแต่เป็นระดับสี่ทั้งสิ้น! ส่วน
บรรดาจินตันแต่ละคนสามารถอธิบายได้แต่เพียงว่า อาบท่วมอยู่ใน
แสงเรืองรองของสมบัตินับไม่ถ้วน ละลานตายิ่งนัก!หากกล่าวให้
เกินจริงสักหน่อย จะต้องบอกว่ากระบวนทัพของพวกมันถูกปก
คลุมอยู่ในชั้นแสงสีฟ้าอ่อนอันเจิดจ้า บาดตาบาดใจผู้คนนัก!
ฝ่ายศัตรูยังมีแม้กระทั่งยุทธภัณฑ์เวทสงครามขนาดใหญ่!
เมื่อเปรียบเทียบกับฝ่ายมัน พวกมันส่วนใหญ่สวมใส่
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสาม จำนวนของยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่สามารถ
นับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว สิ่งเดียวที่พอจะปลอบประโลมพวกมันได้
บ้าง คือกระบี่บินในมือของพวกมัน ทุกคนล้วนถือกระบี่บินผลึก
ทองที่ต้าเหรินหลอมสร้างให้ในทะเลทรายผลึกทองครั้งนั้น
แต่ค่ายจูเชวี่ยมีไพร่พลสองพันกว่าคน ไม่ว่าเปลวไฟลายชั้น
มหาทิวาของจั่วม่อจะทรงพลานุภาพสักเพียงใด ก็ยังไม่อาจรับงาน
หลอมสร้างกระบี่บินสองพันกว่าเล่มนี้ได้ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา
มันคิดค้นวิธีการหลอมสร้างจำนวนมากขึ้นมา สามารถหลอมสร้าง
กระบี่บินผลึกทองครั้งละยี่สิบเล่มพร้อมกัน
แต่กระบี่บินผลึกทองที่หลอมสร้างด้วยวิธีนี้ หากเทียบกับกระบี่
บินที่หลอมสร้างในช่วงต้นๆ ก็นับว่าอ่อนด้อยกว่าบ้าง เป็นเพียง
ระดับห้าชั้นตํ่า แต่ละเล่มครอบครองค่ายกลทักษะยุทธ์เพียงสอง
ชุด ‘คมกล้า’ กับ‘ผ่าสายลม’
‘คมกล้า’ ช่วยเพิ่มความแหลมคมของกระบี่บิน ส่วน ‘ผ่าสาย
ลม’ ช่วยยกระดับความเร็วของกระบี่บินอย่างมหาศาล หลังจาก
พากเพียรพยายามแทบล้มประดาตาย เหล่าซิวเจ่อแห่งค่ายจูเชวี่ย
ล้วนเข้าใจเจตจำนงกระบี่ขั้นพื้นฐานอย่างถ้วนหน้า ค่ายกลทักษะ
ยุทธ์ทั้งสองชุดบนกระบี่บินนี้ เมื่ออยู่ในมือพวกมัน สามารถแสดง
ขีดความสามารถออกมาได้ถึงขอบเขตสูงสุด
แต่เมื่อเทียบกับกระบี่บินในมือทุกคน ยุทธภัณฑ์เวทบนร่าง
พวกมันเรียกได้ว่ายากจนข้นแค้นจริงๆ ไม่น่าแปลกใจที่เมื่อพบเห็น
แสงประกายของยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่บนร่างบรรดาเซียนกระบี่ฝ่าย
ศัตรู กงซุนชาถึงกับริษยาจนสองตาแดงฉาน
จั่วม่อละโมบโลภมาก ทั้งยังกระหายเงินตราทรัพย์สมบัติ แบบ
ฉบับที่ไม่ชอบขี้หน้าคนที่รํ่ารวยยุทธภัณฑ์เวทของมัน ส่งอิทธิพล
ต่อทุกผู้คนอย่างลึกลํ้า
โดยไม่ต้องปลุกเร้ากระตุ้นเตือนใดๆ ค่ายจูเชวี่ยทั้งเบื้องสูง
เบื้องตํ่าราวกับถูกฉีดด้วยเลือดไก่ ล้วนคึกคักฮึกเหิม ถูมือไปมา
อย่างหิวกระหาย ดวงตาแดงเรื่อของพวกมันกวาดมองขึ้นลงหลาย
รอบ เพ่งมองยุทธภันฑ์เวทที่ประดับร่างกายของเซียนกระบี่ศัตรู
อย่างไม่วางตา
“ต้าเหริน ให้เราลองไปหยั่งเชิงดูดีหรือไม่” เหลยเผิงเบิกตา
โปนโต คำรามออกมาด้วยสีหน้าสัตย์ซื่อไร้เดียงสา
ม้าฝานเค้าความเฉื่อยชาบนใบหน้าหายวับไปทันที ถ่มก้าน
หญ้าออกจากปาก ลอบยกนิ้วชมเชยเหลยเผิงคราหนึ่ง พอได้ยิน
เช่นนี้ เหนียนลู่ราวกับเสกมนตรา บนฝ่ามือปรากฏกระจกเงาบาน
เล็กๆ อีกมือหนึ่งถือหวี จัดแต่งทรงผมหน้ากระจก
เซียนกระบี่สังกัดหน่วยเทียนฟงคนอื่นๆ พากันยืดอกขึ้น
พยายามทำตัวให้ดูเหี้ยมหาญสมกับเป็นยอดฝีมือมากที่สุด
เจ้าเล่ห์นัก!
เจ้าพวกนี้ชิงลงมือก่อนอีกแล้ว!
กองร้อยอื่นๆ พากันถลึงตามองหน่วยเทียนฟงอย่างไม่สบ
อารมณ์ หลายคนเผยสีหน้าขุ่นเคือง เจ้าเหลยเผิงดูทื่อด้านโง่งม
แต่ไฉนชิงลงมือก่อนผู้คนทุกครั้งไป?
กงซุนชาขบคิดแวบหนึ่ง จากนั้นผงกศีรษะอนุญาต
“ระมัดระวังให้มาก เน้นความปลอดภัยเป็นหลัก”
มันเพิ่งเคยพบเห็นกระบวนทัพเช่นนี้เป็นครั้งแรก ปล่อยให้ม้า
ฝานกับพวกออกไปลองหยั่งเชิงดูก็ดี จะได้ช่วยให้มันชมดูกระบวน
ทัพนี้ได้กระจ่างชัดขึ้น
ม้าฝานกับพวกปิติยินดียิ่ง ไม่ว่าจะอย่างไร พวกมันประสบ
ความสำเร็จในการได้ลงมือเป็นพวกแรก!
กระทั่งม้าฝานที่ปกติมีนิสัยชืดชา ยามนี้ยังรู้สึกฮึกหาญ
ตะโกนปลุกใจสุดเสียง “พี่น้อง แสดงให้เดรัจฉานน้อยเหล่านั้นได้
ประจักษ์ถึงพลังของหน่วยเทียนฟงเรา!”
ทุกผู้คนในหน่วยเทียนฟง จิตวิญญาณการต่อสู้พลุ่งพล่าน
ทะยานฟ้า!
นับตั้งแต่มีผู้บรรลุเจตจำนงกระบี่มากขึ้นเรื่อยๆ ศักดิ์ฐานะของ
หน่วยเทียนฟงก็ยิ่งกระอักกระอ่วนมากขึ้นทุกที พวกมันกระหายชัย
ชนะเป็นอย่างยิ่ง เพื่อยืนยันศักดิ์ฐานะของหน่วยเทียนฟง ซึ่งเป็น
ชนชั้นสุดยอดของค่ายจูเชวี่ย!
ขณะที่หน่วยเทียนฟงจัดกระบวนทัพแล้วออกจากเรือไป
ดวงตาของทุกผู้คนจับจ้องพวกมันเป็นตาเดียว มองส่งพวกมันจาก
ไป
เหลียงเวยแม้ไม่กล่าววาจา แต่ความรู้สึกแปลกๆ เพิ่มมากขึ้น
ทุกขณะ รอจนเห็นเซียนกระบี่หน่วยทัพเล็กๆ ออกมาจากเรือดำ
มันในที่สุดก็แน่ใจแล้วว่าแม่ทัพบัญชาการศึกของฝ่ายเรือดำ ไม่
รู้จักกระบวนทัพรัศมีดาราจริงๆ
เป็นแม่ทัพบัญชาการศึก แต่ไม่รู้จักกระบวนทัพรัศมีดารา?
ข้อสรุปอันเหลวไหลถึงที่สุดนี้ทำเอามันเชื่อไม่ลงจริงๆ
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพิจารณาจากฝีมือบัญชาการอันน่าตื่นตา
ตื่นใจก่อนหน้านี้ ความรู้สึกเหลวไหลยิ่งรุนแรงกว่าเดิม
“ไม่ถูกต้อง พวกมันกระทั่งกระบวนทัพรัศมีดารายังไม่ได้รู้จัก
ได้อย่างไร” เสียงผู้ใต้บังคับบัญชาของมันผู้หนึ่งอุทานอย่างตื่น
ตะลึง
“บางที… บางทีพวกมันอาจจะเดินในแนวทางนอกสารบบหรือ
ไม่?” ผู้ใต้บังคับบัญชาอีกคนหนึ่งกล่าวอย่างไม่แน่ใจ
เหลียงเวยชะงักกึก ขบคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง และพบว่าเป็นไป
ได้อย่างยิ่ง แม่ทัพบัญชาการศึกนอกสารบบไม่ใช่ของแปลกอันใด
ซึ่งความจริงไม่ใช่ว่าอสูรทุกตนจะสามารถเข้าร่วมตำหนักศาสตร์
อสูรได้ และไม่ใช่ทุกตำหนักศาสตร์อสูรที่สามารถสั่งสอนแม่ทัพ
บัญชาการศึกได้ มีเพียงตำหนักศาสตร์อสูรที่ทรงพลังอำนาจ จึงมี
ความสามารถพอจะฟูมฟักเลี้ยงดูแม่ทัพบัญชาการศึก
หากเทียบกับการฝึกปรือศาสตร์อสูร การเรียนรู้วิถีแม่ทัพ
บัญชาการศึกเป็นกระบวนการที่ยาวนานและยากลำบากยิ่งกว่า
และโดยทั่วไปแล้ว ยกเว้นเข้าร่วมกองทัพ ยังยากที่จะหางานอื่น
เนื่องเพราะเหตุนี้เอง อสูรที่จะเป็นแม่ทัพบัญชาการศึก ส่วนมากมา
จากชาติตระกูลที่รํ่ารวย
ตามที่เหลียงเวยทราบ เหตุการณ์ประดานี้ไม่ได้มีแค่ในภพอสูร
เท่านั้น ไม่ว่าภพซิวเจ่อหรือภพปิศาจ ล้วนประสบปัญหา
เช่นเดียวกัน
สำหรับแม่ทัพบัญชาการศึกนอกสารบบ แม้บางครั้งจะเผย
ความสามารถในการสู้รบอันน่าดูชมออกมา แต่หากเทียบกับแม่
ทัพบัญชาการศึกที่ฝึกอบรมมาอย่างถูกต้องเที่ยงแท้ โดยไม่
คำนึงถึงความสามารถในการควบคุม เพียงด้านความสามารถใน
การประเมินสถานการณ์ในสนามรบ ยังคงห่างชั้นกันไม่น้อย
เดิมทีมันคาดเดาว่าแม่ทัพบัญชาการศึกในเรือดำเป็นแม่ทัพ
อสูร เนื่องเพราะฝีมือการทำศึกของผู้อื่นมีกลิ่นอายอสูรมากเกินไป
แต่ยามนี้มันชักไม่แน่ใจเสียแล้ว
นอกจากนี้มันยังรู้สึกคาดหวังอยู่บ้าง
แม่ทัพบัญชาการศึกนอกสารบบเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ซึ่งยากจะคาดเดา ความไม่แน่นอนนี้มักทำให้พวกมันเป็นฝ่าย
ปราชัย แต่ความไม่แน่นอนนี้ ก็ยังสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า
ให้แก่คู่ต่อสู้ของพวกมันไม่น้อย
ไม่มีผู้ใดอยากเจอคู่ต่อสู้ที่ไม่เคยกระทำตามสามัญสำนึก
หน่วยเทียนฟงบุกทะลวงเข้าหากระบวนทัพรัศมีดาราอย่างซึ่ง
หน้า
กระบวนทัพรัศมีดาราแปรเปลี่ยนมาจากค่ายกลเจ็ดดาวเหนือ
กระบวนทัพทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็นเจ็ดส่วนตัดไขว้กัน แต่สิ่งที่ไม่
เหมือนกับการแปรเปลี่ยนของค่ายกลเจ็ดดาวเหนือส่วนใหญ่ ซึ่งใช้
ดาวแกนสวรรค์*เป็นหัวใจหลักของกระบวนทัพ ก็คือกระบวนทัพ
รัศมีดารากลับมีความคิดเหนือลํ้า ใช้ดวงดาวดวงที่เจ็ด ดาวรัศมี
ดาราเป็นหัวใจหลักของกระบวนทัพแทน
(*ดาวเทียนซู น่าจะเป็นดาวดวงแรกในเจ็ดดาวเหนือ)
เซียนกระบี่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน ในการใช้ค่ายกลเจ็ด
ดาวเหนือกับเคล็ดวิชาต่างๆ เริ่มต้นตั้งแต่เคล็ดวิชากระบี่ ไปถึง
ค่ายกลขนาดเจ็ดคน ค่ายกลปกป้องคุ้มครองภูเขาสำนัก ไปจนถึง
กระบวนทัพค่ายกลสงครามขนาดใหญ่ โครงร่างของเจ็ดดาวเหนือ
มักจะพบเห็นได้ตลอดประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของเหล่าเซียน
กระบี่
หากถามหาเหตุผลที่เซียนกระบี่มักชมชอบค่ายกลเจ็ดดาว
เป็นพิเศษ ก็เนื่องเพราะเจตจำนงกระบี่ที่ผนึกรวมผ่านค่ายกลเจ็ด
ดาวจะโดดเด่นเป็นเลิศ ไม่ว่ารุกรานหรือตั้งรับ ก็ใช้งานได้
หลากหลายประเภท
อย่างไรก็ตาม ม้าฝานในอดีตเคยเป็นแกนหลักของกองทัพ
ภายใต้คำสั่งของแม่นางน้อย ความสามารถทางกลยุทธ์ของมัน
เหนือลํ้ากว่าเซียนกระบี่ทั่วไปหลายเท่า ตำแหน่งที่เลือกโจมตีนับว่า
แยบคายถึงที่สุด
ค่ายกลเจ็ดดาวเหนือมีรูปร่างคล้ายกระบวย และตำแหน่งที่ม้า
ฝานเลือกบุกทะลวงใส่ เป็นตำแหน่งที่ด้ามกระบวยเชื่อมต่อกับตัว
กระบวย ตำแหน่งดาวคันชั่งสวรรค์ (ดาวดวงที่สี่ของเจ็ดดาวเหนือ)
เมื่อเข้าสู่ระยะโจมตีของกระบวนทัพศัตรู หน่วยเทียนฟงทุกคน
รู้สึกว่ารอบด้านแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน
ประหนึ่งว่าพวกมันจู่ๆ ก็โผล่เข้าเข้ามากลางทุ่งหญ้ากว้าง
ไพศาล ใต้ฝ่าเท้าเป็นพื้นพรมหญ้าเขียวขจี ทอดยาวไม่มีที่สิ้นสุด
แม่นํ้าใหญ่คดเคี้ยวดุจเข็มขัดหยก ไหลช้าๆ อย่างเงียบเชียบ
สายลมอ่อนเบาพัดพลิ้วผ่าน กลิ่นอายของหญ้าเขียวที่ม้าฝาน
ชมชอบเป็นที่สุดพลุ่งเข้าในนาสิก
ค่ายกลลวงตา!
โดยไม่ต้องออกคำสั่ง สองเซียนกระบี่ที่ข้างกายมันตวาดก้อง
อย่างพร้อมเพรียง ปราณกระบี่สีทองสองสายพวยพุ่งออกมือ เจาะ
ทะลวงใส่พื้นอย่างดุดัน!
ตูมตูมตูม!
ภาพมายาของทุ่งหญ้าไพศาลแตกกระจายในบัดดล!
เซียนกระบี่ส่วนใหญ่ไม่ชำนาญค่ายกลลวงตา ศัตรูเพียงร่าย
ค่ายกลลวงตาโดยอาศัยยุทธภัณฑ์เวทที่พกพาติดตัว ไหนเลยจะ
ต้านทานการโจมตีของกระบี่บินระดับห้าได้?
ภาพมายามลายสูญ รอบข้างกลับคืนสู่สภาพเดิม แต่ปราณ
กระบี่เจ็ดสายจี้เข้าถึงตัวพวกมันเสียแล้ว!
อีกฝ่ายไม่ได้คาดหวังว่าค่ายกลลวงตาจะสามารถกักขังพวก
มันไว้ได้อยู่แล้ว เพียงใช้เบี่ยงเบนความสนใจเท่านั้น การโจมตีที่
ตามมาจึงเป็นกระบวนท่าสังหารที่แท้จริง!
“ตามหลังข้า!” ม้าฝานตวาดเตือน ท่าร่างของมันรวดเร็วยิ่งขึ้น
กระบี่บินในมือกวัดแกว่งเบาๆ คลื่นปราณกระบี่โปร่งใสกระเพื่อม
เป็นระลอก ประหนึ่งคลื่นวารีกระเพื่อมไหว สาดซัดเข้ารับหน้า
ปราณกระบี่เจ็ดสายที่จู่โจมเข้ามา!
นี่เป็นเพลงกระบี่ใหม่ของมัน เกิดจากการผสานรวมกระบวน
ท่ากระบี่มายาไร้เงามหาวินาศเข้ากับเคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่าง
กระบวนท่าสุดยอดนี้เมื่อผนึกรวมกับเจตจำนงกระบี่ขั้นที่สาม
ของมัน พลานุภาพก็ทะลักล้นออกมา!
สมาชิกอื่นๆ ติดตามหลังมันอย่างกระชั้นชิด กระบี่บินในมือ
พวกมันไม่ขยับเคลื่อนไหว ราวกับว่าพวกมันมองไม่เห็นปราณ
กระบี่ที่จู่โจมเข้ามา
ระลอกปราณกระบี่กับปราณกระบี่หลากสีที่พุ่งเข้ามา ปะทะกัน
อย่างหักโหม!
เช้งเช้งเช้ง!
ปราณกระบี่เมื่อแทงทะลวงใส่คลื่นกระบี่ ก็ไม่ต่างจากปาก้อน
หินลงไปในนํ้า สร้างระลอกกระเพื่อมมากมาย
ระลอกกระเพื่อมกับปราณกระบี่ประดุจฟองอากาศสองฟอง
กระทบถูกกัน ทำลายล้างซึ่งกันและกัน แล้วหายวับไปพร้อมกัน
เซียนกระบี่ฝ่ายศัตรูหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย ม่านตาพลันหด
แคบลง!
เจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์!
ยอดฝีมือ!