สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 437 - 1 จั่วม่อลอบจู่โจม (ตอนต้น)
ค่ายเว่ยทั้งหมดล้วนชุมนุมกันอย่างเงียบเชียบ เฝ้ารอคำสั่ง
อย่างกระวนกระวาย อาเหวินพอกลับมารวมตัวกับพรรคพวก ค่อย
ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก มันในที่สุดไม่ต้องทนทรมานทรกรรม
ภายใต้เงื้อมมือต้าเหรินอีก
บรรยากาศของค่ายเว่ยแม้กระวนกระวาย แต่ไม่ถึงกับรุ่มร้อน
เกินไป พวกมันทุกคนผ่านการต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน ย่อมไม่ตึง
เครียดเพียงเพราะการต่อสู้ รวมกับเรื่องที่ว่าค่ายเว่ยถือกำเนิดจาก
ทาสฝึกตน คุนหลุนอันใด ไม่เคยมีอยู่ในใจพวกมันเลย ในสายตา
ของพวกมัน มีแค่เพียงศัตรูเท่านั้น หาได้พิเศษกว่าศัตรูอื่นทั่วไปไม่
พวกมันยังทราบดี ว่าค่ายจูเชวี่ยยังไม่ได้ลงมืออย่างสุดกำลัง
ดังนั้นอารมณ์ของพวกมันสงบราบเรียบ เหล่าไพร่พลค่ายเว่
ยพอเห็นจั่วม่อถลันเข้ามา ทุกคนรีบประสานมือค้อมกายคารวะ
“การต่อสู้เป็นอย่างไรบ้าง?” จั่วม่อถามทันที แสร้งทำเป็นกังวล
ใจ ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นห่วงเลยแม้แต่น้อย คนคลั่งสงครามเช่น
ศิษย์น้องกงซุนเมื่อออกศึกเอง ยังจำเป็นต้องให้มันห่วงกังวลด้วย
หรือ
ผู้อื่นอาจไม่ทราบ แต่มันล่วงรู้ดีแก่ใจ กระทั่งแม่ทัพบัญชาการ
ระดับทองผู้ชาญศึกอย่างอวี้เหิง ยังพินาศย่อยยับใต้คมมีดปังตอ
ของศิษย์น้องกงซุน มันจึงไม่เชื่อว่าอาศัยแม่ทัพหนุ่มผู้หนึ่งจะ
สามารถเอาชัยแม่นางน้อยได้ แน่นอน มันลืมเลือนไปเรียบร้อยแล้ว
ว่าแม่นางน้อยก็ยังเป็นเพียงชายหนุ่มเยาว์วัยที่เขินอายผู้หนึ่ง
ซู่หลงรายงานอย่างนอบน้อม “เพิ่งเปิดศึกเท่านั้น แต่เมื่อครู่
เหลยเผิงทำร้ายจินตันของฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัส”
“เหลยเผิงทำร้ายจินตันของฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บสาหัส?”
จั่วม่อสะดุ้งเฮือก แทบไม่เชื่อหู “สหายตัวโตของเราดุร้ายถึงเพียงนี้
เชียว?”
“ใช่ขอรับ” ซู่หลงยังมีสีหน้านับถือเลื่อมใสไม่คลาย ด้วยพลัง
บำเพ็ญเพียรด่านหนิงม่าย กลับทำร้ายจินตันบาดเจ็บสาหัสใน
กระบี่เดียว ไม่ว่ามองจากมุมใด ก็เพียงพอให้ผู้คนแตกตื่นสะท้าน
ใจ
“มันกินยาผิดสำแดงอันใดเข้าไปหรือไร?” จั่วม่อพึมพำกับ
ตัวเอง พลางกวาดสายตาไปตามสนามรบ พอเห็นเหลยเผิงที่นิ่งงัน
ไม่ไหวติง ต้องงงงันวูบ ตื่นตะลึงเป็นคำรบสอง “สภาวะรู้แจ้ง? ถึงกับ
เข้าสู่สภาวะรู้แจ้งด้วย? เจ้าตัวโตนี้จะโชคดีเกินไปแล้ว!”
ไม่ต้องแปลกใจเลยที่จั่วม่ออิจฉาเลื่อมใส สภาวะรู้แจ้งเป็นเรื่อง
ของจังหวะเวลาและโชควาสนา ไม่มีรูปแบบตายตัวที่จะทำให้
เกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน
ซู่หลงกับพวกที่ข้างกายจั่วม่อ ล้วนมีสีหน้าเข้าอกเข้าใจอย่าง
ลึกซึ้ง เหลยเผิงเป็นสหายตัวโต ดูเหมือนเปิดเผยตรงไปตรงมาและ
ชอบเอะอะโวยวาย แต่อันที่จริงเจ้าเล่ห์แสนกล หลายคนยังเคยถูก
มันเล่นงานมาแล้ว ผู้ใดจะคาดคิดว่าเจ้าโจรร้ายร้อยเล่ห์และ
ปากมากผู้นี้ จะสามารถเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งในเวลาเช่นนี้ นับว่าเหนือ
ความคาดหมายของผู้คนอย่างแท้จริง
จั่วม่อจุปากเบาๆ แล้วรั้งสายตากลับมา เพียงมองปราดเดียว
มันก็จดจำกระบวนทัพเกล็ดหิมะของแม่นางน้อยออก
กระบวนทัพค่ายกลสงครามที่เคยเล่นงานอวี้เหิงจนย่อยยับ
มาแล้ว สร้างความประทับใจให้แก่มันอย่างลึกลํ้า ความกังวลส่วน
เสี้ยวสุดท้ายมลายหายไปจากใจทันที
แม่นางน้อยน่าจะปิดฉากการต่อสู้ในไม่ช้า พวกมันต้องรีบลง
มือโดยเร็ว มิเช่นนั้นคงไม่มีส่วนแบ่งหลงเหลือให้แก่พวกมันแล้ว
จั่วม่อครุ่นคิดในใจ มันตั้งใจจะทดสอบพลังของ ‘พิชัยยุทธ์
เซียวม่อเกอ’ ที่มันเพิ่งจะค้นพบเมื่อครู่
เมื่อมันสังเกตเห็นกระบวนทัพเกล็ดหิมะของกงซุนชาเริ่มเปิด
ฉากกดทับศัตรู ก็ยิ่งรุ่มร้อนกว่าเดิม เคยประจักษ์พลานุภาพอัน
เกรียงไกรของกระบวนทัพเกล็ดหิมะด้วยสายตาตัวเอง จั่วม่อไม่คิด
ว่าเซียนกระบี่ของคุนหลุนจะต้านทานได้
ข้อเท็จจริงได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่าการเผชิญหน้ากับศิษย์น้อง
กงซุน นับเป็นเรื่องเคราะห์หามยามร้ายอย่างแท้จริง
การต่อสู้ไต่ขึ้นไปถึงจุดสูงสุดอย่างรวดเร็ว ทุกผู้คนลงมืออย่าง
เด็ดเดี่ยวเหี้ยมหาญ
ตำแหน่งของเหลยเผิงกลายเป็นจุดศูนย์กลางของการต่อสู้
ทั้งหมด กระบวนทัพรัศมีดาราของหมิงเลี่ยมุ่งเป้ากดดันไปยังจุดนั้น
และเป้าหมายของค่ายจูเชวี่ยก็เป็นบริเวณอันคับแคบแห่งนี้เช่นกัน
การปะทะดุเดือดเลือดพล่านเป็นอย่างยิ่ง!
ชั่วอึดใจถัดมา หมิงเลี่ยสีหน้ากลับกลายเป็นขัดตาอยู่บ้าง
มันเดิมทีเข้าใจว่าเซียนกระบี่ที่เข้าสู่สภาวะรู้แจ้ง จะกลายเป็น
เครื่องถ่วงรั้งการเคลื่อนไหวของพวกเดียวกัน แต่ฝ่ายตรงข้าม
คล้ายไม่แยแสสนใจแม้แต่น้อย เปลี่ยนบริเวณนั้นให้กลายเป็นข้อ
ได้เปรียบของพวกมันแทน หน่วยทัพยอดฝีมือขบวนเล็กๆ นั้น
กวาดทะลวงไปทั่วพื้นที่อย่างเกรี้ยวกราดดุร้าย ราวกับคลื่นกระบี่
ซ้อนกันเป็นชั้นๆ พุ่งทะลวงไปมาไม่หยุดยั้ง!
สามคลื่นทะลวง! สามคลื่นทะลวงซํ้า!
สามคลื่นทะลวงของฝ่ายตรงข้างพลานุภาพร้ายกาจเกรียงไกร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่เปิดศึกในพื้นที่แคบๆ จนไพร่
พลหมู่อื่นของฝ่ายมัน ไม่สามารถเบียดเสียดเข้าไปช่วยเหลือได้
บรรดาเซียนกระบี่หมู่ที่ตกเป็นเป้าหมาย ถูกกวาดทำลาย
กระเจิดกระเจิง สิ่งที่ทำให้มันยิ่งพิโรธโกรธกริ้วก็คือ เฮ่อเจี้ยนที่
ได้รับบาดเจ็บกับหมู่ของมัน ไม่ต่างจากนกหวาดเกาทัณฑ์ ทั้ง
แตกตื่นลนลาน พากันล่าถอยโดยไม่หลงเหลือจิตวิญญาณการ
ต่อสู้ ยกพื้นที่ให้แก่ฝ่ายตรงข้ามโดยง่ายดาย
ศัตรูคล้ายทะลวงคว้านเป็นหลุมลึกเข้ามาในกระบวนทัพรัศมี
ดารา บรรดาเซียนกระบี่ฝ่ายมันแตกฮือหลบหนีไปสองฟากข้าง
เปิดช่องว่างเป็นทางยาว!
เหล่าเศษสวะที่ใช้การไม่ได้!
หมิงเลี่ยมักใฝ่ฝันถึงการสร้างกองทัพอันกล้าแกร่ง แต่
พฤติการณ์อันน่าสังเวชของเฮ่อเจี้ยนไม่ต่างจากตบหน้ามันฉาด
ใหญ่! พ่ายแพ้ไม่นับเป็นอะไรได้ ได้รับบาดเจ็บก็ไม่ถือเป็นเรื่อง
ใหญ่ แต่การสูญเสียขวัญกำลังใจ หวาดกลัวจนลืมเลือนหน้าที่
รับผิดชอบ ในสายตาของมัน นี่จึงเป็นความผิดพลาดอย่าง
ร้ายแรง!
รอจนกลับไปแล้ว ข้าจะจัดการพวกเจ้าให้สาสม!
หมิงเลี่ยเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน ขบคิดคาดโทษอยู่ในใจ สีหน้ามัน
มืดมน ส่งคำบัญชาการออกไปเป็นชุด เคล็ดคันชั่งสวรรค์ยังคง
โคจรเต็มกำลัง สนามรบอันสับสนซับซ้อนผ่านเข้ามาในใจมัน
อย่างต่อเนื่อง ทันใดนั้นพลันขมวดคิ้วฉับ
กระบวนทัพอันแปลกประหลาดนัก!
มันตระเตรียมการรับมือสามคลื่นทะลวงของฝ่ายตรงข้ามไว้
พร้อมสรรพ สามคลื่นทะลวงของศัตรูทั้งลี้ลับพิสดาร ทั้งคมกล้าสุด
เปรียบปาน ซึ่งความจริงนี่เป็นสามคลื่นทะลวงที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่
มันเคยพบเห็นมา! ดูเหมือนว่านี่สมควรเป็นกระบวนทัพอันเป็นป้าย
ยี่ห้อของอีกฝ่าย แต่สิ่งที่มันคาดไม่ถึงก็คือ พอถึงยามปะทะโรมรัน
เต็มรูปแบบเช่นนี้ อีกฝ่ายกลับไม่ได้ใช้สามคลื่นทะลวง แต่
เปลี่ยนไปเป็นกระบวนทัพแปลกๆ อีกขบวนหนึ่ง
กลุ่มเล็กๆ ที่มีหกคนของพวกมันประดุจเกล็ดหิมะ หมุนคว้าง
อย่างเกรี้ยวกราด ทั้งยังรุดหน้าด้วยความเร็วอันน่าตระหนก
ในใจหมิงเลี่ยคิดทบทวนกระบวนทัพค่ายกลมากมายอย่างเร็ว
รี่ แต่แล้วรีบสลัดทิ้งทั้งหมด เห็นได้ชัดว่ากระบวนทัพอันแปลก
พิสดารนี้ ไม่ได้รวมอยู่ในสารบบกระบวนทัพที่มันรู้จัก
หมิงเลี่ยหัวคิ้วพลันขมวดเป็นปม ความรู้สึกแปลกๆ รุนแรงขึ้น
ทุกขณะ
กระบวนทัพเช่นนี้ดูคล้าย…. …คลับคล้ายกระบวนทัพของเผ่า
อสูรอยู่บ้าง มันสองตากระจ่างจ้า ทันใดนั้นเข้าใจว่ามันไฉนรู้สึก
แปลกพิกล ใช่แล้ว! เนื่องเพราะกระบวนทัพรูปเกล็ดหิมะที่ดูแปลก
ประหลาดอยู่บ้างนี้ มีแบบฉบับของกระบวนทัพของเผ่าอสูรอย่าง
ชัดเจน!
อสูร ปิศาจและซิวเจ่อ พิชัยยุทธ์ของทั้งสามฝ่ายเดินไปคนละ
วิถีทางอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นกระบวนทัพที่พวกมันถนัด ก็ย่อม
แตกต่างกันออกไปอย่างสิ้นเชิง
ซิวเจ่อมีฝีมือในค่ายกลยันต์ ดังนั้นกระบวนทัพส่วนใหญ่ของ
พวกมันยึดถือกฏเกณฑ์นี้เป็นหลัก เป็นเหตุให้พวกมันให้ความ
สนใจกับโครงร่างของกระบวนทัพเป็นอย่างมาก แม้แต่กระบวนทัพ
ที่ร้อยเปลี่ยนพันแปลงอย่างเช่นกระบวนทัพรัศมีดารา เค้าโครง
หลักของมันยังคงมั่นคงเคร่งครัดเป็นอย่างยิ่ง
แม่ทัพบัญชาการศึกอสูรครอบครองจิตสำนึกแกร่งกร้าวถึงขีด
สุด การควบคุมกองทัพของพวกมันคือจุดแข็งที่ไม่มีผู้ใดเสมอ
เหมือน เนื่องเพราะเหตุนี้เอง กระบวนทัพของพวกมันมักไม่ใส่ใจใน
ด้านโครงสร้างของกระบวนทัพมากนัก ทั้งหลวมคลายและแฝงการ
แปรผันมากกว่าซิวเจ่อมาก ยกตัวอย่างเช่นสามคลื่นพิฆาตที่
สามารถจู่โจมได้จากทุกทิศทาง ส่วนกระบวนทัพเกล็ดหิมะก็ราว
กับหิมะถาโถมถล่มทลาย เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด
ในด้านนี้ แม่ทัพอสูรกับแม่ทัพปิศาจคล้ายเหมือนกันอยู่บ้าง
แต่เทียบกับเผ่าอสูรแล้ว แม่ทัพปิศาจยังเรียบง่ายรวบรัดมากกว่า
ยกตัวอย่างเช่นค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา มีเพียงการ
เปลี่ยนแปลงสามประการเท่านั้น คือปิศาจน้อยสังหาร ปิศาจสังหาร
ต่อเนื่อง และจอมปิศาจสังหาร
หมิงเลี่ยพอค้นพบความแปลกประหลาดของฝ่ายตรงข้าม ต้อง
ตื่นตระหนกขึ้นมา
นับตั้งแต่แรกเริ่ม มันก็ถูกสะกดเอาไว้ทุกทาง ทุกครั้งที่มัน
ตัดสินใจ ล้วนแตกต่างไปจากความเป็นจริง! นี่หมายความว่า
อย่างไร? ย่อมหมายความว่ามันตกเป็นรองผู้อื่นโดยไม่รู้สึกตัว
แม้แต่น้อย! จากมุมมองหลายด้าน ยังบ่งบอกถึงความห่างชั้นใน
ระดับฝีมือของมันกับผู้อื่นอย่างชัดแจ้ง
ทันใดนั้นมันรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนอยู่บ้าง
“ระวังรูปขบวนให้ดี!”
“ทำต่อไป! ทำต่อไป!”
“อย่ามัวแต่พะวงอยู่ในการปะทะกับศัตรู รักษาตำแหน่งของ
พวกเจ้าให้ดี!”
หัวหน้าหมู่คอยตะโกนกำกับสุดเสียง พลังปราณในร่างเร่งเร้า
ไปถึงจุดสูงสุด ตะโกนจนหน้าแดงคอพอง! พวกมันเคยฝึกฝน
กระบวนทัพเกล็ดหิมะมาก่อนหน้านี้ แต่ไม่เคยใช้ในสนามรบจริง
ดังนั้นย่อมมีหลายจุดที่ยังไม่อาจประสานสอดคล้องกัน
เส้นประสาทของทุกคนตึงเปรี๊ยะ นี่เป็นกลางสมรภูมิ ความ
ผิดพลาดแม้เพียงเล็กน้อย อาจเป็นเหตุให้ชีวิตน้อยๆ ของพวกมัน
หลุดลอยไปได้โดยง่าย!
จุดที่การสู้รบดุเดือดเลือดพล่านที่สุด เป็นตำแหน่งของหน่วย
เทียนฟง!
พวกมันละทิ้งตำแหน่งของเหลยเผิง ประหนึ่งเหล็กหมาดแหลม
คม ทะลวงลึกเข้าไปในกระบวนทัพของอีกฝ่ายอย่างดุดัน
ในพื้นที่นี้ เซียนกระบี่ทั้งสองฝ่ายเข่นฆ่าหํ้าหั่นกันอย่างสับสน
อลหม่าน
ปราณกระบี่มากมายตัดไขว้กลางอากาศ ดุจห่าพิรุณโหม
กระหนํ่า!
ท่ามกลางปราณกระบี่เจิดจ้าบาดตา บางครั้งผู้คนถูกทะลวง
ร่าง ร่วงลิ่วลงจากฟากฟ้า ในสถานการณ์เช่นนี้ หากถูกกระบี่บิน
ทะลวงร่าง แน่นอนว่าไม่มีผู้ใดรอดชีวิต แม้ว่าพวกมันจะสวมใส่
เกราะปราณคุ้มครองร่างก็ตาม ทันทีที่ร่างหยุดชะงัก จะดึงดูด
ปราณกระบี่นับไม่ถ้วนเข้ามา ภายใต้การกลุ้มรุมโจมตีสุดหฤโหดนี้
เกราะปราณระดับสี่ไม่ต่างจากกระดาษแข็ง ถูกบดขยี้เป็นผุยผงใน
บัดดล!
จินตันที่รับผิดชอบพื้นที่นี้ พอชมดูฉากเข่นฆ่าตรงหน้า ต้อง
ขุ่นแค้นเดือดดาลจนแทบกระอักเลือดออกมา!
ผู้ที่ล้มตายทั้งหมดล้วนเป็นผู้คนฝ่ายมัน!
จากแรกเริ่มจนถึงตอนนี้ พวกมันยังไม่สามารถเข่นฆ่าฝ่าย
ตรงข้ามได้แม้แต่คนเดียว! เซียนกระบี่จินตันผู้นี้รู้สึกใบหน้าร้อนฉ่า
จนแทบลุกไหม้ ตวาดก้องอย่างไม่ลังเล “รัศมีดาราแปรขบวน!”
หมู่ของมันแปรเปลี่ยนรูปแบบกระบวนทัพทันที ทุกผู้คนแผ่ผุ่ง
ปราณกระบี่สามสายออกมากลางอากาศ
ปราณกระบี่ผนึกรวมกันอย่างแน่นหนา ก่อตัวเป็นรูปร่างเหนือ
ศีรษะพวกมัน ปลายกระบี่จ่อจี้ไปทางม้าฝานกับพวก
ปราณกระบี่นับร้อยๆ สายล่องลอยกลางเวหา เจตนาฆ่าฟัน
ทะลักล้น แทบโถมทับม้าฝานกับพวกลงไป!
เซียนกระบี่ด่านจินตันถลึงมองอย่างเคียดแค้น ซัดลูกกลมสี
เงินออกจากมือ ดรรชนีประกบเป็นกระบี่ จี้ใส่ม้าฝานจากที่ห่างไกล
คำรามดังสนั่น “ถล่มทลาย!”
ซี่!
ลูกกลมสีเงินที่พุ่งลิ่วกลางเวหาพลันแตกระเบิด กลับกลายเป็น
อสรพิษสายฟ้ามากมาย แหวกว่ายอยู่กลางกลางกลุ่มปราณกระบี่!
ภายในชั่วพริบตา ตาข่ายสายฟ้าขนาดมหึมาครอบฟ้าคลุม
ดิน!
ติดตามเสียงตวาด ‘ถล่มทลาย’ ของเซียนกระบี่จินตัน ตาข่าย
สายฟ้ากับปราณกระบี่นับร้อยสาดคลุมอย่างมาอย่างหักโหม!
ชั่วพริบตาที่เซียนกระบี่จินตันรํ่าร้องว่า ‘รัศมีดาราแปร
ขบวน’ ม้าฝานก็ตรวจพบอันตราย ร่างดีดพุ่งถอยกลับไปอย่าง
ฉับพลัน! แต่ปราณกระบี่สายฟ้าเหล่านี้ราวกับหมู่เมฆดำ มาอย่าง
รวดเร็วยิ่ง พวกมันยังไม่ทันจะหลบหลีกรอดพ้น ปราณกระบี่ตา
ข่ายสายฟ้าก็บรรลุถึงเหนือศีรษะ ปานภูผาถล่มทับ!
เจตนาฆ่าฟันอันเย็นเยียบทำให้ม้าฝานขนลุกเกรียว ดวงตา
กลายเป็นแดงฉานอย่างฉับพลัน!
โดยไม่ต้องขบคิดใคร่ครวญ พลังปราณในร่างราวกับม้าป่า
หลุดจากบังเหียน โถมทะลักอย่างบ้าคลั่งไปยังกระบี่ผลึกทองในมือ
ของมัน!
คลื่นปราณกระบี่สีฟ้าอ่อนดุจสีของท้องฟ้าปรากฏขึ้นบนใบ
ดาบผลึกทอง ก่อตัวเป็นชั้นๆ ราวกับกระจกสีฟ้ายับย่น!
ปราณกระบี่พอพวยพุ่งออกจากกระบี่บิน พลันหายวับไปใน
อากาศธาตุโดยปราศจากร่องรอยให้สืบสาว!
เบื้องหลังมัน ดอกบัวหลายสิบดอกโลดทะยานขึ้นท่ามกลาง
เสียงกระหึ่มก้อง ไม่ต่างจากเสียงกระบี่แหวกฝ่าอากาศอย่างเดือด
ดาล! ดอกบัวทั้งหมดพลันแตกระเบิดกลางอากาศอย่างพร้อม
เพรียง กลีบดอกบัวนับไม่ถ้วนพุ่งสวนขึ้นไปบนฟากฟ้า!
เหนียนลู่สีหน้าถมึงทึง ดวงตาสาดประกายเย็นชา ไม่แยแส
สนใจโลหิตที่ทะลักลงจากมุมปาก
เซียนกระบี่หน่วยเทียนฟงคนอื่นๆ ล้วนทราบดีว่านี่เป็นเวลาที่
ต้องทุ่มเทพลังสุดชีวิต ทุกคนปลดปล่อยท่าไม้ตายสุดยอดออกไป
โดยไม่ต้องบอกเตือน!
บึม!
แสงสีเงินเหนือศีรษะพวกมันถล่มลงมา แสงสว่างเจิดจ้าจน
พวกมันแทบลืมตาไม่ขึ้น!
“ถอย!” ท่ามกลางมฤตยูสีเงินคลุมฟ้า เสียงม้าฝานคำราม
กึกก้อง
รอจนแสงสว่างไสวจางหายไป ร่างของม้าฝานกับพวกก็หาย
ลับไปนานแล้ว เซียนกระบี่จินตันในดวงตาทอแววตื่นตระหนก มัน
ผมเผ้าฟูฟ่องกระเซอะกระเซิง สารรูปอเนจอนาถสุดทนดู! บรรดา
เซียนกระบี่ในหมู่ของมัน แทบทุกคนมีโลหิตไหลปรี่ลงมาจากมุม
ปาก
บนใบหน้าขาวเผือด ดวงตาเหล่านั้นถูกครอบงำด้วยความ
หวาดกลัว!
ความทรหดอดทนและดุร้ายเหี้ยมหาญของหน่วยเทียนฟง
ข่มขู่เหล่าเณรน้อยที่เพิ่งเข้าสู่สนามรบจนขวัญหนีดีฝ่อ! อาศัย
ผู้คนเพียงไม่กี่สิบคน กลับไล่เข่นฆ่าพวกมันเกือบสองร้อยคนจน
แตกกระเจิง จัดการจนฝ่ายพวกมันปั่นป่วนระสํ่าระสายไปหมด!
สิ่งที่พวกมันยากจะเชื่อที่สุด คือฝ่ายตรงข้ามยังถอนตัวล่าถอย
ไปได้อย่างปลอดภัย!
พวกมันไม่อาจเข่นฆ่าศัตรูแม้แต่คนเดียว! กระทั่งเซียนกระบี่จิ
นตันของพวกมันลงมืออย่างสุดกำลัง ทั้งยังอาศัยพลังของกระบวน
ทัพค่ายกล ยังไม่อาจสังหารศัตรูแม้แต่คนเดียว!
พวกมันเคยครุ่นคิดอยู่เสมอว่าพวกมันเป็นชนชั้นยอด! ต้าเห
รินพรํ่าบอกกับพวกมัน ว่าพวกมันเป็นยอดฝีมือ! พวกมันก็เชื่อ
เช่นนั้นโดยไม่เคยกังขา พวกมันสามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ
กองทัพคุนหลุน นี่หมายความว่าพวกมันเป็นบุคคลพิเศษ!
แต่ความจริงอันโหดร้ายประจักษ์ชัดอยู่เบื้องหน้าพวกมันแล้ว
ม้าฝานกับพวกอาศัยเรี่ยวแรงอึดสุดท้าย ฉวยโอกาสจาก
ปฏิกิริยาอันเชื่องช้าของฝ่ายตรงข้าม ประคองตัวล่าถอยออกจาก
พื้นที่สู้รบอย่างรวดเร็ว พวกมันไม่หลงเหลือพลังจะต่อสู้อีกแล้ว
“ที่เหลือขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว” ม้าฝานสุ้มเสียงแหบพร่า
สภาพดูยํ่าแย่เป็นอย่างยิ่ง ผมเผ้ายุ่งเหยิง บาดแผลกลาดเกลื่อนทั่ว
ร่าง ประกายตาหม่นมัว
เหล่าเซียนกระบี่ต้อนรับพวกมันกลับโดยไม่กล่าววาจา เพียง
ประสานมือคารวะอย่างเคารพเทิดทูน
บทที่ 437 – 2 จั่วม่อลอบโจมตี (ตอนปลาย)
รอจนร่างของม้าฝานกับหน่วยทัพของมันลับหายไปด้านหลัง
กองทัพ เหล่าเซียนกระบี่ค่ายจูเชวี่ยสีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่ง
ขรึมจริงจัง!
“โจมตี!”
คำสั่งของกงซุนชาถ่ายทอดผ่านจิตสำนึกของมัน เข้าสู่จิตใจ
ทุกผู้คนโดยตรง
ด้านหน้าสุดของเกล็ดหิมะแต่ละเกล็ด กระบี่ผลึกทองในมือ
เซียนกระบี่ตำแหน่งนั้นพลันซัดปราณกระบี่ออกมา ในเวลา
เดียวกัน พวกมันก็หมุนตัวไปทางด้านข้าง ปล่อยให้สหายลำดับ
ต่อไปในเกล็ดหิมะเข้าแทนที่ และซัดปราณกระบี่ติดตามออกไป
อย่างพร้อมเรียง!
ปราณกระบี่ผนึกรวมกันเป็นลำแสงปราณกระบี่ พวยพุ่งตรงดิ่ง
ออกไปอย่างเกรี้ยวกราด!
ภายใต้กระแสปราณกระบี่ที่พุ่งตามกันออกไปจากเกล็ดหิมะ
ปราณกระบี่แต่ละเล่มทิ่มแทงใส่ตำแหน่งเดียวกันทั้งหมด!
เพียะเพียะเพียะ!
คลื่นปราณกระบี่แต่ละสายทะลวงเข้าไปในกระบวนทัพฝ่าย
ตรงข้ามอย่างฉับพลัน เปิดเป็นทางโลหิตดิ่งลึกเข้าไปอย่างน่า
แตกตื่นสะท้านใจ
คลื่นปราณกระบี่นับร้อยสายสว่างวาบไม่ขาดช่วง!
เพียงชั่วอึดใจเดียว บนกระบวนทัพรัศมีดาราอันเกรียงไกร
ปรากฏทางโลหิตลึกลํ้านับร้อยๆ สาย!
เพียงการโจมตีหนึ่งระลอก กระบวนทัพรัศมีดาราก็กลับ
กลายเป็นกระชอนที่ปรุพรุน!
เหลียงเวยถลึงจ้องสนามรบด้วยสายตาสับสนงุนงง
มันเดิมทีเข้าใจว่าจะได้ชมดูการต่อสู้หํ้าหั่นอันดุเดือนรุนแรง
ไม่ได้คาดฝันว่าจะเป็นการเข่นฆ่าแต่ฝ่ายเดียว ระยะเวลาที่มัน
เตร็ดเตร่อยู่ในมหานครนภาโลหิตไม่สั้นนัก ดังนั้นเพียงมองดูก็
ทราบได้ กองพันจากคุนหลุนกองนี้ ทั้งแม่ทัพและไพร่พลไม่ได้
อ่อนแอแม้แต่น้อย สามารถกล่าวได้ว่าเหนือลํ้ากว่าระดับทั่วไป
หากเปลี่ยนเป็นมัน แม้ไม่เกรงกลัวกองพันคุนหลัน แต่ไม่กล้า
รับประกันว่าจะสามารถสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงแก่ฝ่ายตรง
ข้ามได้ อย่าได้เห็นว่ามันเข่นฆ่าอีกฝ่ายไปไม่น้อยในการซุ่มโจมตี
คราวก่อน แต่โอกาสเช่นนั้นไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยๆ
ทว่ากองทัพเรือดำลึกลับที่ไม่ทราบความเป็นมา กลับกระทำ
เช่นนั้นได้โดยไม่หนักแรงสักเท่าใด
มันเคยคาดเดาว่านี่เป็นแม่ทัพบัญชาการศึกที่ถือกำเนิดจาก
นอกสารบบ ระดับความสามารถบัญชาการอันน่าตระหนกนี้ แทบ
จะเทียบเท่ากับแม่ทัพบัญชาการของกองทัพใหญ่อันเลื่องชื่อ! รอ
จนมันชมดูพายุคลื่นปราณกระบี่ไร้ผู้ต้าน ค่อยตระหนักในบัดดล นี่
เป็นกระบวนทัพใหม่เอี่ยมที่ไม่เคยมีมาก่อน!
ทุกท่วงท่าของผู้อื่นสำแดงแบบฉบับของแม่ทัพอสูรออกมา
อย่างเต็มที่ แต่กองทัพที่มันบัญชาการกลับเป็นเซียนกระบี่ทัพหนึ่ง!
เหลียงเวยไม่อาจเข้าใจเรื่องนี้ได้!
และพลังฝีมือส่วนบุคคลของเซียนกระบี่เหล่านี้ ยังเกินความ
คาดหมายของมันไปมาก มันไม่ได้พบเห็นเซียนกระบี่ด่านจินตันที่
อยู่ในเรือดำ แต่ลำพังหน่วยทัพเซียนกระบี่หนิงม่าย ก็สามารถ
อาละวาดประดุจพยัคฆ์กลางฝูงแกะ เข่นฆ่าสังหารจนศัตรูแทบไม่
อาจเงยหน้าขึ้นได้
นอกเหนือจากกระบวนทัพ ยังมีปัจจัยสำคัญยิ่งอีกประการหนึ่ง
นั่นคือเจตจำนงกระบี่!
เซียนกระบี่ฝั่งเรือดำแทบทุกคน ล้วนบรรลุเจตจำนงกระบี่!
เหลียงเวยเมื่อตระหนักถึงเรื่องนี้ มันแทบเสียสติไปเสียเอง
นับตั้งแต่มันกลับมายังมหานครนภาโลหิต แม้ไม่เคยเกิดการศึก
ครั้งสำคัญอันใด แต่มันยังเคยปะทะหักหาญกับหน่วยทัพศัตรูไม่
น้อยกว่าสามสิบครั้ง พบพานเซียนกระบี่ที่บรรลุเจตจำนงกระบี่มา
นับไม่ถ้วน!
แต่นี่เป็นครั้งแรก ที่มันพบเห็นกองทัพซึ่งแทบจะประกอบไป
ด้วยเซียนกระบี่ผู้บรรลุเจตจำนงกระบี่ทั้งหมด!
นี่ไม่ใช่แค่หลายสิบหรือสองสามร้อย แต่เป็นสองสามพันคน!
เหลียงเวยจู่ๆ บังเกิดความคิดเหลวไหลไร้สาระประการหนึ่ง
อาจบางที…เรือดำลำนี้ ใช่เป็นคนจากคุนหลุนตัวจริงหรือไม่?
รอบกายมันเงียบกริบกันไปหมด ความสามารถในการสู้รบ
ของเรือดำ ทำเอาบรรดาทหารของมันแตกตื่นตกใจจนพูดไม่ออก
เฝ้ามองกองทัพนี้จากที่ห่างไกล เหลียงเวยค้นพบอย่างตื่น
ตระหนก ว่ามันไม่อาจปลุกปลอบความคิดเพื่อซุ่มโจมตีคนเหล่านี้
ได้ ชั่วพริบตานี้มันเต็มไปด้วยอารมณ์สะทกสะท้อน เมื่อทั้งสอง
ฝ่ายระดับฝีมือห่างชั้นกันมากเกินไป ผู้คนกระทั่งความกล้าหาญ
ในการซุ่มโจมตียังไม่มี
เมื่อใดที่มันครอบครองกองทัพเยี่ยงนี้ คงจะยอดเยี่ยมเกิน
บรรยายทีเดียว… …
ในเวลานี้เอง มันตากระตุก ความสนใจถูกเบี่ยงเบนไปยังเรือ
ดำที่ด้านหลังแนวรบอย่างช่วยไม่ได้
เห็นกองกำลังราวหนึ่งร้อยคน ลอบออกมาจากเรือดำอย่าง
เงียบเชียบ
ก้าวต่อไปกำลังจะมา!
“ระมัดระวังให้ดี อย่าให้ศัตรูพบเห็นพวกเรา” จั่วม่อกระซิบ
เตือน ขบวนที่ตามหลังมันลอบพยักหน้าเบาๆ แสดงให้เห็นว่าพวก
มันเข้าใจแล้ว
พวกมันย่องกริบดุจหัวขโมย
แผนการที่จะออกไปเล่นของจั่วม่อ ถูกซู่หลงคัดค้านอย่าง
เข้มแข็ง ซู่หลงผู้เคร่งครัดเชื่อมั่นอย่างหัวชนฝา ว่าหากต้าเหริน
ประสบกับอันตราย นั่นเป็นเรื่องที่ไม่อาจให้อภัยได้ แน่นอนว่า
จั่วม่อไม่เห็นด้วย มันเลิกคิ้ว ถามซู่หลงว่าเจ้าแข็งแกร่งกว่าเกอหรือ
ไม่?
ทุกผู้คนไร้วาจาจะกล่าว
หากกล่าวถึงว่าผู้ใดมีพลังฝีมือเข้มแข็งที่สุด ตัวเลือกแรกของ
พวกมันย่อมเป็นเหวยเสิ้ง แต่อันดับสองแน่นอนว่าต้องเป็นจั่วม่อ
สังขารปิศาจมหาทิวาของจั่วม่อบรรลุถึงการสุกงอมครั้งที่สอง
ดังนั้นพลังฝีมือของจั่วม่อเหนือลํ้ากว่าจินตันทั่วไปมาก! ไม่ต้อง
กล่าวถึงว่า มันยังแตกฉานในฝีมืออันหลากหลาย ต่อให้มันต่อสู้
กับเหวยเสิ้ง เหวยเสิ้งเองยังไม่กล้ากล่าวว่าสามารถเอาชนะจั่วม่อ
ได้เต็มปาก
ในความอับจนปัญญา ซู่หลงได้แต่เลือกเฟ้นองครักษ์ทุกข์
ยากที่แข็งแกร่งที่สุดหนึ่งร้อยคนจากค่ายเว่ย ให้ติดตามต้าเหริน
ออกมา ตัวมันเองมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ ไม่สามารถออกมายุ่ง
วุ่นวายกับจั่วม่อได้
สำหรับเหล่าองครักษ์ทุกข์ยากหนึ่งร้อยคน นี่เป็นครั้งแรกที่
พวกมันอยู่ภายใต้การบัญชาการของต้าเหรินโดยตรง ต่อสู้ร่วมกัน
กับต้าเหริน! ขวัญกำลังใจถึงกับพลุ่งพล่านทะยานฟ้า!
แต่ด้วยความลึกซึ้งชั่วร้ายของจั่วม่อ ย่อมไม่มีวันทำเรื่อง
อย่างเช่นการบุกโจมตีซึ่งหน้าเป็นแน่
แม้ว่าค่ายจูเชวี่ยเป็นฝ่ายมีเปรียบ แม้ว่าจะมีชนชั้นยอดของ
ค่ายเว่ยมากับมันด้วย มันยังคงตกลงใจลอบโจมตี!
ค่ายเว่ยแทบทั้งหมดล้วนเป็นองครักษ์เกราะหนัก เนื่องเพราะ
ชุดเกราะที่พวกมันสร้างขึ้นเป็นเกราะที่มีนํ้าหนักมาก พวกมันแต่
ละคนแข็งแกร่งทรงพลังยิ่ง อาวุธของพวกมันหากมิใช่ขวานหนัก
ขนาดเท่าบานประตู ก็เป็นมีดผ่าฟืนยาวหนึ่งจั้ง หลังจากฝึกปรือ
เคล็ดองครักษ์ทุกข์ยาก ร่างกายของพวกมันก็เติบโตอย่างบ้าคลั่ง
แต่ละคนสูงใหญ่กำยำ ความสูงโดยเฉลี่ยไม่น้อยกว่าหนึ่งจั้ง
กระทั่งเหลยเผิงผู้ดูถูกดูแคลนค่ายจูเชวี่ยทุกคนในด้านของ
พลังกาย หากนำมันมาวางลงท่ามกลางกลุ่มคนดุร้ายนี้ ก็ไม่ต่าง
อันใดจากถั่วงอกต้นหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้นเมื่อกลุ่มคนกำยำดุร้ายเหล่านี้ทำท่าประหนึ่งแมวเงอะงะ
ย่องกริบตามหลังจั่วม่อ จึงดูน่าขันอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย คน
เดียวที่ดูปกติอยู่บ้างคืออาเหวิน มันฝึกปรือจนกลายเป็นองครักษ์
ปิศาจเงาที่โดดเด่นในด้านความเร็ว นับเป็นตัวผิดธรรมชาติของ
ค่ายเว่ยอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม กลุ่มบุรุษดุร้ายเหล่านี้จมอยู่กับความตื่นเต้นตึง
เครียดในการย่องโจมตีครั้งแรก เห็นได้ชัดว่าไม่ได้รู้สึกตัวแม้แต่
น้อย ว่าพฤติการณ์ของพวกมันแปลกประหลาดสะดุดตาไปถึงไหน
ต่อไหน
พวกมันแม้พยายามลอกเลียนการเคลื่อนไหวของจั่วม่อ แต่
สังขารร่างกายใหญ่โตอย่างกับยักษ์ปักหลั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ยักษ์ปักหลั่นหนึ่งร้อยตนย่องตามกันมาราวกับฝูงแมวขโมย เป็นไป
ไม่ได้ที่จะหลบหลีกรอดพ้นหูตาของผู้คนอยู่แล้ว
พวกมันถูกศัตรูค้นพบแทบจะในทันทีทันใดเลยทีเดียว
คนแรกที่พบเห็นพวกมันคือซงเยวียน มันกระวนกระวายใจอยู่
บ้าง มักกวาดตามองไปรอบๆ อย่างตึงเครียด จึงพบเห็นจั่วม่อกับ
พวกในทันที
“นั่นมันอะไรกัน?” มันรีบกระตุกชายเสื้อหมิงเลี่ยที่อยู่ด้านข้าง
ชี้ไปอีกด้านหนึ่งของกระบวนทัพ
หมิงเลี่ยใบหน้าบัดเดี๋ยวเขียวคลํ้าบัดเดี๋ยวแดงฉาน ไฟโทสะใน
อกมันถึงจุดที่แทบปะทุออกมาอยู่รอมร่อ!
นี่เป็นการศึกที่อึดอัดขัดข้องที่สุดเท่าที่มันเคยเผชิญพบมา
จนกระทั่งถึงยามนี้ ผลลัพธ์ของมันยังคงน่าสังเวชยิ่ง! กระบวนทัพ
พิสดารของผู้อื่นร้ายกาจสุดบรรยาย พิชัยยุทธ์ไม่ได้เป็นไปตาม
สามัญสำนึกแม้แต่น้อย พวกมันประดุจโม่หินยักษ์ บดขยี้อย่างไม่
หยุดยั้ง! ไม่ว่าฝ่ายมันจะตอบโต้อย่างไร อีกฝ่ายก็ไม่สนใจไยดี
อย่างสิ้นเชิง เพียงบดขยี้มาข้างหน้า บดขยี้ และบดขยี้อย่างไร้
ปราณี!
กระบวนทัพรัศมีดาราที่มันพึ่งพามาโดยตลอด ทั้งยังเป็น
กระบวนทัพที่หนุนส่งมันขึ้นมาถึงศักดิ์ฐานะนี้ รวมถึงกลยุทธ์ต่างๆ
ที่มันคิดขึ้นได้ทั้งหมด ล้วนไม่อาจหยุดยั้งการรุกคืบของอีกฝ่ายได้
แม้แต่ชั่วครู่ชั่วยาม
ไม่เร่งร้อน ไม่เลินเล่อ ไม่มีกลยุทธ์อื่นใด
เซียนกระบี่เหล่านี้คล้ายคนวิกลจริต เอาแต่ปลดปล่อยปราณ
กระบี่อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คลื่นปราณกระบี่ที่ทะลวงเป็น
เส้นตรงไม่ขาดสาย ทำเอามันแทบวิกลจริตเสียเอง!
รัศมีดาราแปรขบวน ตอบโต้ด้วยคลื่นปราณกระบี่สอง
สาย! กระบี่รัศมีดารา ตอบโต้ด้วยคลื่นปราณกระบี่ห้าสาย! กระบี่
เกล็ดรัศมีดารา ตอบโต้ด้วยคลื่นปราณกระบี่สิบสาย… …
เช่นเดียวกับยอดมือกระบี่ ร่ายรำบุปผากระบี่ตระการตา
พยายามหลอกล่อศัตรู แต่อีกฝ่ายคล้ายมองไม่เห็น เพียงเงื้อก้อน
อิฐหวดฟาดลงมาตรงๆ หลอกล่ออีกกระบวนท่า อีกฝ่ายไม่สนใจ
มอง ยังคงกระแทกก้อนอิฐลงมา ใช้ท่าไม้ตายออกไป! อีกฝ่ายแค่
มองยังไม่มอง เพียงระดมก้อนอิฐกระหนํ่าฟาดลงมาอย่างไม่นับ…
…
แต่กับวิธีการต่อสู้อันทื่อด้านหยาบเถื่อนของอีกฝ่ายนี้ มันกลับ
ไม่มีหนทางรับมือ!
หมิงเลี่ยจนปัญญาอย่างแท้จริง มันพยายามทดลองทุกวิถีทาง
เท่าที่คิดออก แต่ไม่ว่าจะแปรเปลี่ยนเช่นไร เมื่อเผชิญกับคลื่น
ปราณกระบี่อันทื่อด้านหยาบเถื่อนของผู้อื่น ยังคงพินาศย่อยยับลง
ทันควัน!
มองดูกองพันของมันถูกกลืนกินลงไปช้าๆ แต่ไม่มีปัญญา
แก้ไขกลับกลาย ส่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของมันอย่างรุนแรง!
มันสับสนงงงวย ประดุจผีพนันที่แพ้พนันจนหมดตัว
อ่อนแอ โกรธขึ้ง สิ้นหวัง… …
ทุกความรู้สึกผสมปนเป ผลักดันมันไปยังริมขอบของการ
พังทลาย
ในเวลานี้ พลันพบเห็นหน่วยลอบโจมตีของจั่วม่อ!
บางสิ่งในใจมันหักสะบั้นลง สติสัมปชัญญะส่วนเสี้ยวสุดท้าย
ถูกไฟโทสะที่ระเบิดออกมาเผาผลาญเป็นฝุ่นผง!
ในเวลาเยี่ยงนี้ เจ้ายังจะลอบโจมตี!
เจ้าบีบคั้นข้าจนตกอยู่ในสภาพนี้ เจ้ายังจะมีหน้ามาลอบโจมตี
อีกหรือ!
เจ้าจะลอบโจมตี แต่ถึงกับใช้กลุ่มตัวโง่งมใหญ่เช่นนี้มาลอบ
โจมตี!
เจ้า เจ้า เจ้า!
หมิงเลี่ยผู้น่าสงสารดวงตาแดงฉานด้วยสายเลือด สีหน้าดุร้าย
คลุ้มคลั่ง! ความภาคภูมิใจที่สั่งสมมายี่สิบกว่าปี ถูกเท้าสกปรกร้อย
กว่าคู่นี้เหยียบยํ่าซํ้าเติมจนไม่เหลือชิ้นดี!
ความคั่งแค้นเดือดดาลทั้งหมด ความสิ้นหวังทั้งมวล ปะทุ
ออกมาในคำเดียว
“ฆ่า!”
จั่วม่อคิดไม่ถึงว่าพวกมันจะถูกค้นพบเร็วถึงเพียงนี้ แผนการที่
ล้มเหลวทำเอามันรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
แต่แล้วมันดวงตาลุกวาวในบัดดล คนที่คล้ายคลุ้มคลั่งตรง
กลางขบวนทัพศัตรู ผู้ซึ่งกำลังถาโถมออกมาเบื้องหน้า ดูเหมือนจะ
เป็นผู้นำของกองทัพนี้!
ผู้นำของศัตรู!
โอยโอยโอย!
จั่วม่อเบิกตาโปนโต ราวกับเพิ่งพบพานแพะอ้วนที่สุด
ท่ามกลางฝูงแพะอ้วน!
แรงดึงดูดใจของแพะอ้วนทำให้มันตื่นเต้นฮึกเหิม ‘พิชัยยุทธ์
เซียวม่อเกอ’ อันใด ถูกเหวี่ยงทิ้งไปอย่างไม่ไยดี
มันโบกมือให้สัญญาณแก่พรรคพวกด้านหลัง ตะโกนสุดเสียง
“พี่น้อง มีแพะอ้วน!”
เหล่าบุรุษดุร้ายดีดตัวผึง อกเชิดหลังตรงแน่วทันที ดวงตาลุก
วาบ ภายในเบ้าตาของหมวกเกราะหนักเป็นประกายเขียวเรืองรอง
สายตาของพวกมันทุกคนหิวกระหายยิ่ง… …ละโมบยิ่ง… …