สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 438 เผด็จศึก
จั่วม่อชี้มือไปข้างหน้า ด้วยท่วงท่าประหนึ่งแสงประภาคารนำ
ทางในความมืดมน เสียงตะโกนดังสนั่นของมันราวกับเสียงแตรศึก
ปลุกเร้าความกระหายในส่วนลึกที่สุดของคนดุร้ายเหล่านี้ขึ้นมา
อัคคีพสุธาชักนำสายฟ้าสวรรค์!*
(*เป็นสำนวน น่าจะหมายถึงเรื่องหนึ่งชักนำให้เกิดเรื่องใหญ่
กว่า เหมือนเวลาที่ภูเขาไฟระเบิดมักจะทำให้เกิดสายฟ้าผ่าตามลง
มา)
เหล่าบุรุษดุร้ายช่วงเอวตั้งตรง พ่นลมหายใจแรงๆ บ้างลาก
ขวานใหญ่เท่าบานประตู บ้างสลัดมีดผ่าฟืนเล่มยาวลงจากไหล่
จากนั้นเริ่มโถมทะยานเร่งความเร็วอย่างสุดกำลัง!
เมื่อพวกมันทะยานร่างไปข้างหน้าอย่างไม่ออมรั้งเรี่ยวแรง
กำลัง เกล็ดโลหะของชุดเกราะหนักกระทบกันเกรียวกราว แต่รอ
จนบุรุษดุร้ายเหล่านี้เร่งความเร็วไปถึงจุดหนึ่ง สุ้มเสียงพลัน
แปรเปลี่ยนไป
เคล้ง… …เคล้ง… …
แต่ละเสียงคล้ายแรดเหล็กกล้าควบตะบึงไปตามพื้น บันดาลให้
ผู้คนใจสั่นพรั่นพรึง แต่เมื่อสุ้มเสียงเกราะหนักกระทบกันนับร้อย
เสียงผนึกรวมตัว หนาแน่นเข้มข้นขึ้นทุกขณะ เสียงโลหะกรีดร้อง
กระหึ่มกึกก้อง กวาดวาบออกไปด้วยพลังสภาวะที่ไม่ยินยอมให้
ผู้ใดขวางกั้น!
กึงกึงกึง!
พื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เศษหินเล็กๆ กระเด็น
กระดอนขึ้นจากพื้น ราวกับแผ่นดินไหวก็มิปาน!
หมิงเลี่ยพุ่งออกมาอย่างขาดสติร่วมห้าจั้ง พลันฝืนหยุดยั้ง
ตัวเองเอาไว้ มันใบหน้าเขียวคลํ้า ถลึงมองคลื่นเกราะหนักบุก
ทะลวงตรงเข้าหามันด้วยสายตาหวาดหวั่นขวัญผวา ริมฝีปากสั่น
ระริก!
เกราะหนัก… …
เป็นเกราะหนักมารดามัน!
หมิงเลี่ยมือเท้าเย็นเฉียบ สองขาอ่อนยวบ สีหน้าคล้ายหัวร่อ
คล้ายรํ่าไห้ไปพร้อมกัน
เกราะหนัก! ของเก่าแก่โบราณที่สูญหายไปหลายพันปี ถึงกับ
ปรากฏขึ้นตรงหน้ามัน! และมันถึงกับถูกซุ่มโจมตีด้วยหน่วยทหาร
เก่าแก่โบราณที่สูญสิ้นไปแล้วเช่นนี้!
ตามตำนานเล่าขาน ผู้ที่สวมใส่เกราะหนักมิใช่เซียนวรยุทธ์
เหล่าจิตวิญญาณเหี้ยมหาญเที่ยงแท้ผู้ไม่หวั่นเกรงความตายหรอก
หรือ? ก็ไม่ใช่ตำนานเหล่านี้หรือ ที่เล่าขานว่าคนเหล่านี้คือจอม
พลังที่ร้ายกาจที่สุดในการปะทะหักหาญซึ่งหน้า? ไม่ใช่เล่าขานกัน
ว่าคนเหล่านี้เพียงบุกเข่นฆ่าจากด้านหน้าตรงๆ เพื่อบดขยี้ขวัญ
กำลังใจของศัตรูเท่านั้นหรือ? มิใช่เล่ากันว่า คนเหล่านี้ดูถูกดู
แคลนการใช้เล่ห์กลอุบายและการใช้กระบวนทัพค่ายกลหรอก
หรือ?
แต่ยักษ์ใหญ่เหล่านี้กลับลอบเข้ามาทางด้านหลังมัน สวม
เกราะหนักอันทรงเกียรติย่องกริบเข้ามาราวกับแมวขโมย ทั้งแวว
ตายังสาดประกายเขียวเรืองรองหิวกระหาย ไฉนเป็นเช่นนี้ไปได้?
หมิงเลี่ยหัวหมุนงุนงง
ในชั่วพริบตานี้เอง จั่วม่อนำขบวนกลุ่มคนดุร้าย โถมทะยาน
เข้ามาถึงเบื้องหน้าพวกมันในบัดดล!
นับตั้งแต่เริ่มแรก จั่วม่อดวงตาไม่เคยคลาดคลาไปจากผู้นำ
ของศัตรูแม้สักแวบ นั่นคือเหยื่อของมัน!โดยไม่เสียเวลากล่าววาจา
พุ่งทะยานไปตามสภาวะ ปีกแสงศูนยตาสะบัดวูบ มันเร่งความเร็ว
โถมเข้าหาหมิงเลี่ยอย่างดุดัน!
ข้างกายหมิงเลี่ย ซงเยวียนหน้าขาวเผือด กระบี่ลายสนดีดพุ่ง
ออกจากฝัก ปราณกระบี่ทรงกลมปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน ขวาง
กั้นอยู่เบื้องหน้าพวกมัน!
จั่วม่อพุ่งดิ่งเข้าไปด้วยสภาวะเกรี้ยวกราดทรงพลังประหนึ่งดาว
ตก!
ปราณกระบี่ทรงกลมแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ท่ามกลางเศษ
ปราณกระบี่เวียนว่อน ร่างหนึ่งสาดพุ่งเข้าหาคนทั้งสองด้วย
ความเร็วที่มองไม่เห็นชัดตา!
ซงเยวียนจะอย่างไรมีฝีมือสูงเยี่ยมไม่น้อย มันทราบอยู่แล้วว่า
ปราณกระบี่ของตนไม่อาจหยุดยั้งจั่วม่อได้ กระบี่ลายสนที่ดู
ธรรมดาสามัญในมือมัน คล้ายกลับกลายเป็นมีชีวิตขึ้นมา กรีด
วาดวีถีโค้งทรงกลมอย่างปราดเปรียว เจตจำนงกระบี่หมุนคว้าง คด
เคี้ยวยาวเหยียด กลายเป็นอสรพิษตัวหนึ่ง!
ฟ่อ!
อสรพิษขาวราวหิมะลิ้นฉกแปลบปลาบ!
จั่วม่อพอพบเห็นอสรพิษขาวหิมะตัวนี้ ม่านตาพลันหดแคบลง
เจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์! อสรพิษขาวที่ปราดเปรียวดุจมี
ชีวิตนี้ ทำให้จั่วม่อประหวัดนึกถึงมังกรนํ้าแข็งของอาจารย์ลุงซินห
ยาน
เทียบกับมังกรนํ้าแข็งของอาจารย์ลุงซินหยาน งูหิมะตัวนี้เล็ก
กว่ามาก ยาวเพียงสามสี่จั้ง ลำตัวหนาเท่าข้อมือเท่านั้น แต่ท่วงท่า
สภาวะคล้ายเหมือนมังกรนํ้าแข็งของอาจารย์ลุงไม่มีผิดเพี้ยน!
ยอดยุทธ์!
แทบจะเป็นไปตามจิตใต้สำนึก ดาบเที่ยงวันปรากฏขึ้นในมือ
จั่วม่อ สะบัดฟันลงตามสภาวะถาโถมอย่างสุดกำลัง!
เช้ง!
เสียงปะทะดังสดใส จั่วม่อแก้วหูปวดแปลบ พลังอันแข็งกล้า
สายหนึ่งแล่นขึ้นมาตามลำแขน ตลอดทั้งแขนร้อนลวกเหมือนถูก
ไฟแผดเผา
โดยไม่ขบคิดใคร่ครวญ จั่วม่อปักดาบเที่ยงวันลงกับพื้น ใช้
เป็นจุดหมุน หยุดยั้งสภาวะปลิวกระเด็น จากนั้นอาศัยแรงเหวี่ยง
ร่างหมุนคว้างราวลูกข่าง เท้าขวาสะบัดราวกับแส้ เตะใส่ปลายคางงู
ขาวหิมะอย่างถนัดถนี่!
งูหิมะร่างแข็งทื่อ รับท่าเท้าอีกาทองคำสุดกำลังเข้าไปเต็มที่
ความรุนแรงของเท้านี้ แทบหลุดออกจากขอบเขตจินตนาการของ
ผู้คนแล้ว!
สามพลังรวมเป็นหนึ่งในร่างกายจั่วม่อ แม้นำความยุ่งยากมา
ให้มันมากมาย แต่ก็เป็นประโยชน์เอนกอนันต์ พลังทั้งสามเมื่อ
ผนึกรวมเป็นหนึ่งเดียว ยามเมื่อมันใช้พลังสังขารปิศาจมหาทิวา
พลังปราณและพลังจิตสำนึกจะถูกดึงออกมาพร้อมกัน ช่วย
เสริมสร้างความแข็งแกร่งของพลังสังขาร และในชั่วขณะนั้น
ความสามารถในการหยั่งรู้สภาวะทั้งมวลของมันจะเพิ่มสูงขึ้นกว่า
ในอดีตหลายเท่าตัว
จั่วม่อตระหนักถึงประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงนี้ทันที มันทำ
การปรับเปลี่ยนท่าเท้าอีกาทองคำของมันโดยไม่รู้ตัว
เงาเท้าสีทองสาดประกายบนเท้าขวาของมันวูบหนึ่ง แล้วหาย
วับไป!
เท้านี้เตะถูกงูหิมะตรงๆ! ซงเยวียนสีหน้าแปรเปลี่ยน กระบี่ลาย
สนในมือกรีดวาดเป็นวงกลมอีกวงหนึ่ง แสงเจิดจ้าสาดส่องออกมา
จากด้ามกระบี่จดปลายกระบี่!
งูหิมะทันใดนั้นดวงตาสาดประกายวาบ จุดแสงสีแดงสองจุด
ส่องจี้ไปทางจั่วม่อ!
จากความสำเร็จของท่าเท้าอีกาทองคำเมื่อครู่ จั่วม่อกำลังจม
อยู่ในความปลาบปลื้มยินดีที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายได้ ร่างกายทุก
ส่วนคล้ายเต็มไปด้วยกำลังวังชา ความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่าทุก
อย่างอยู่ในกำมือของมัน ล้นทะลักออกมาจากใจ!
ความรู้สึกเคลิบเคลิ้มมึนเมานี้ ทำให้จั่วม่อแทบกู่คำรามให้
กึกก้องไปถึงชั้นฟ้า!
ทันใดนั้นเอง สังหรณ์อันตรายวาบขึ้นในใจ!
จั่วม่อร่างกายบังเกิดปฏิกิริยาตอบสนอง รวดเร็วดุจฟ้าแลบ
ปีกแสงศูนยตาสะบัดวูบ ร่างหายวับไปในอากาศธาตุ ลำแสงสีแดง
สองสายพุ่งผ่านตำแหน่งเดิมของมันอย่างรวดเร็ว จากนั้นมัน
ปรากฏกายขึ้นด้านหลังเหนือศีรษะของงูหิมะ ราวกับเงาภูตพราย
สายหนึ่ง!
บางสิ่งวาบขึ้นในฝ่ามือขวาของมัน แล้วพวยพุ่งออกมาในชั่ว
พริบตา
มือขวาของจั่วม่อ ทำท่าฟาดใส่ศีรษะงูโดยปราศจากพลังใด!
เห็นฝ่ามือประทับสุริยันสีเหลืองทองพุ่งวาบออกจากมือ ประทับ
ลงบนศีรษะงูหิมะอย่างถนัดถนี่!
อสรพิษหิมะเผยสีหน้าเจ็บปวดรวดร้าวออกมาทันที!
ใบหน้ากลมของซงเยวียนชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ ไม่ทราบตั้งแต่
เมื่อใด กระบี่ลายสนในมือมันเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวราวกับใยแมง
มุม! ดวงตาเท่าเม็ดถั่วของมันเต็มไปด้วยความแตกตื่นลนลาน!
สังขารปิศาจ!
นี่คือสังขารปิศาจ!
สังขารปิศาจอันดับสองในบรรดาสังขารปิศาจด่านถงหลิ่ง
สังขารปิศาจมหาทิวา!
เป็นไปได้อย่างไร?
มนุษย์ไฉนฝึกปรือสังขารปิศาจสำเร็จได้? ซงเยวียนทำหน้า
ราวกับพบพานผีสาง
ในคุนหลุน เรื่องราวเกี่ยวกับอสูรปิศาจเป็นหัวข้อที่ศิษย์คุน
หลุนทุกคนต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ชาวคุนหลุนไม่ว่าเบื้องสูงเบื้องตํ่า
ล้วนเข้าใจดีว่าความบาดหมางระหว่างซิวเจ่อกับอสูรปิศาจจะไม่มี
วันสิ้นสุดลง นอกเสียจากว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพินาศย่อยยับจนหมด
สิ้นไป ในฐานะสำนักขั้นสุดยอดของซิวเจ่อ คุนหลุนย่อมต้องเป็น
ผู้นำในการบุกทะลวงแนวหน้า! เนื่องด้วยเหตุนี้เอง ศิษย์คุนหลุนมี
ความรอบรู้เรื่องอสูรปิศาจเหนือลํ้ากว่าสำนักอื่นมาก
แรกเริ่มเดิมที ซงเยวียนไม่ได้นึกถึงสังขารปิศาจ ผู้คนตรงหน้า
มันแม้น่าชิงชังรังเกียจ แต่พวกมันเห็นได้ชัดว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์
ด้วยกันเอง มนุษย์ย่อมไม่สามารถฝึกปรือทักษะปิศาจ นี่เป็นสิ่งที่รู้
กันทั่วไป! แต่การโจมตีอันดุร้ายรุนแรงติดต่อตามกันของฝ่ายตรง
ข้าม โดยเฉพาะลวดลายมหาทิวาที่ปรากฏขึ้น ทำให้มันค่อย
ตระหนักว่าตนกำลังเผชิญกับสิ่งใด
อันดับสองในบรรดาสังขารปิศาจด่านถงหลิ่ง สังขารปิศาจ
มหาทิวา! มีเพียงสังขารปิศาจมหาทิวา จึงดุร้ายเกรี้ยวกราดถึง
เพียงนี้ และอหังการถึงเพียงนี้!
ยิ่งไปกว่านั้น อีกฝ่ายไม่ใช่แค่เพียงฝึกปรือสังขารปิศาจสำเร็จ
ไม่ใช่แค่สำเร็จสังขารปิศาจในระดับสุกงอมขั้นแรก แต่เป็นสุกงอม
ครั้งที่สอง!
ข้อสรุปนี้แทบถอนรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเรียนรู้มา
ชั่วชีวิตอย่างสิ้นเชิง!
จนกระทั่งถึงตอนนี้ อสูร ปิศาจและซิวเจ่อ ทั้งสามฝ่ายแบ่งแยก
จากกันอย่างชัดแจ้ง กระทั่งสังขารปิศาจธรรมดาทั่วไป มันยังไม่
เคยได้ยินว่ามีมนุษย์หน้าไหนฝึกปรือสำเร็จ อย่าว่าแต่สังขารปิศาจ
มหาทิวาที่แม้แต่ในภพปิศาจ ก็ยังนับเป็นสุดยอดและหาได้ยากยิ่ง
การค้นพบอันน่าประหวั่นพรั่นพรึงนี้ ทำให้มันกวาดตามองไป
ยังเหล่าบุรุษร่างยักษ์ในชุดเกราะหนักด้านหลังจั่วม่อโดยไม่รู้ตัว
ซงเยวียนม่านตาหดแคบลงในบัดดล!
ไม่ถูกต้อง!
พวกมันใช่เซียนวรยุทธ์เกราะหนักที่ไหนกันเล่า! นี่มัน
องครักษ์ปิศาจสังหารเกราะหนักต่างหาก!
ใบหน้ามันไม่หลงเหลือสีเลือดอีกต่อไป
เซียนวรยุทธ์เกราะหนักกับองครักษ์ปิศาจสังหารเกราะหนัก
ความแตกต่างระหว่างพวกมันอยู่ที่ชุดเกราะที่พวกมันสวมใส่ ชุด
เกราะหนักของเซียนวรยุทธ์เกราะหนักเป็นชุดเกราะปราณประเภท
หนึ่ง ในขณะที่ชุดเกราะหนักขององครักษ์ปิศาจสังหารเกราะหนัก
สร้างขึ้นจากการควบรวมพลังงานฆ่าฟัน!
องครักษ์ปิศาจสังหารเกราะหนัก… …
ทหารปิศาจประเภทที่ไม่คุ้นเคยและลี้ลับที่สุด เพียงทราบว่า
พวกมันเป็นเครื่องจักรสังหารที่โหดร้ายที่สุด เป็นดาบที่ดุดันที่สุด
เป็นค้อนหนักที่แข็งแกร่งที่สุดในมือของราชันปิศาจ!
องครักษ์ปิศาจสังหารเกราะหนักที่อยู่ตรงหน้าพวกมัน แม้ยังดู
อ่อนด้อยอยู่บ้าง แต่ยังคงเป็นองครักษ์ปิศาจสังหารเกราะหนักไม่
ผิดแน่!
คิดถึงว่า รอจนองครักษ์ปิศาจสังหารเกราะหนักเหล่านี้
เพียบพร้อมสมบูรณ์เต็มที่ และใช้อาวุธมหึมาในมือพวกมันก่อ
มรสุมโลหิตไปทั่ว ซงเยวียนร่างสั่นสะท้านอย่างสุดจะระงับยับยั้ง!
อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้มีเวลามากพอจะแบ่งแยกความสนใจ
ออกไป จั่วม่อกระหนํ่าโจมตีประดุจคลื่นนํ้าถาโถม ระลอกแล้ว
ระลอกเล่า ไม่มีหยุดยั้งรั้งรอ ร่างสีทองเลือนรางเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่
อยู่รอบกายอสรพิษหิมะขาว!
ซงเยวียนในปากเต็มไปด้วยรสชาติขมปร่า ลวดลายประทับ
สุริยันบนหน้าผากของอสรพิษหิมะยังคงกัดกร่อนอย่าง
ต่อเนื่อง! แต่มันพานไม่มีวิธีแก้ไข เหตุผลที่สังขารปิศาจมหาทิวา
ถูกจัดอยู่อันดับสองในหมู่สังขารปิศาจด่านถงหลิ่ง ก็เนื่องเพราะ
ความแข็งแกร่งทนทานระดับสุดยอด และพลังหยางที่ไม่มีผู้ใดเสมอ
เหมือน ไม่แปดเปื้อนเจือปนพลังหยินหรือความหยุ่นเยือกชั่วร้าย
แม้แต่น้อย นับเป็นสิ่งที่หายากมากในหมู่สังขารปิศาจทั้งมวล!
แต่มิใช่ว่าไม่มีวิธีสยบสังขารปิศาจมหาทิวา ด้วยเวทวิชาสุดห
ยินสุดเย็นเยือกอาจเป็นดาวข่มของมัน ในฐานะแดนศักดิ์สิทธิ์ของ
เซียนกระบี่ แน่นอนว่าคุนหลุนมีเวทวิชาประเภทนี้อยู่พร้อมสรรพ
และมีเคล็ดวิชากระบี่หรือเวทวิชาอย่างน้อยสามวิชา ที่เหมาะจะ
รับมือสังขารปิศาจมหาทิวา
น่าเสียดายที่ซงเยวียนไม่เคยฝึกปรือหนึ่งในสามวิชานี้มาก่อน
เลย
เมื่อไม่สามารถสะกดข่ม มันก็ได้แต่หักใจปะทะหักหาญซึ่งหน้า
ดูว่าเป็นกระบี่ของมันคมกล้ากว่า หรือสังขารปิศาจของผู้อื่นแกร่ง
กร้าวกว่ากันแน่
หมิงเลี่ยเหม่อมองอย่างโง่งมซึมเซา มองดูกองทัพของพวกมัน
ถูกบดขยี้อย่างรวดเร็ว
กลุ่มคนไร้ยางอายเหล่านี้อาละวาดดุจพยัคฆ์เผ่นโผนกลางฝูง
แกะ! อาวุธมหึมาของพวกมันดุร้ายเป็นที่สุด ปราณกระบี่ของทหาร
กองพันหมิงเลี่ย ต่อหน้าคนดุร้ายเหล่านี้ ช่างเปราะบางไม่ต่างจาก
ตะเกียบ
พวกมันโถมเข้ามาอย่างเกรี้ยวกราด อาละวาดฟาดฟันใน
กระบวนทัพโดยไร้ผู้ต้านติด พวกมันแม้ไม่รวดเร็ว แต่บุรุษร่างยักษ์
สูงหนึ่งจั้งที่ห่อหุ้มด้วยเกราะหนักจากศีรษะจรดเท้า เมื่อโถมทะยาน
เข้ามา ไม่มีผู้ใดสามารถปลุกปลอบกำลังขวัญยืนขวางอยู่เบื้อง
หน้าพวกมันได้
สิ่งที่ทำให้หมิงเลี่ยรู้สึกสิ้นหวังจนแทบกระอักเลือดออกมา ก็
คือตัวโง่งมใหญ่เหล่านี้ไม่เคยลงมือเพียงลำพัง พวกมันมักจู่โจม
ด้วยกันเป็นกลุ่มสามคนห้าคน ต่อให้เผชิญหน้ากับเซียนกระบี่
เพียงคนเดียว พวกมันยังคงโถมทะยานเข้าเข่นฆ่าอย่างพร้อม
เพรียง!
บ้างห้าขวานบ้างหกมีด กระหนํ่าฟันลงพร้อมกัน แยกร่าง
สังขารคนของมันในชั่วพริบตาเดียว
ทั้งหมดนี้หมิงเลี่ยได้แต่ยืนเบิกตามอง ตัวแข็งทื่อเหมือนท่อน
ไม้
มันทราบดีแก่ใจ มันพ่ายแพ้แล้ว …พ่ายแพ้อย่างหมดรูป
แต่มันไฉนพ่ายแพ้?
เรื่องนี้เกรงว่าจวบจนลงสู่ปรภพ มันยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี
ซงเยวียนพยายามต้านทานการโจมตีปานจักรผันของจั่วม่ออ
ย่างไม่ย่อท้อ แต่เศษเสี้ยวความหวังสุดท้ายในใจมันค่อยๆ สูญ
สลายไปทีละน้อย
ร่างของผู้อื่นปกคลุมด้วยชั้นแสงสีทองจนไม่อาจมองเห็นรูป
โฉมชัดตา คนผู้นี้ยิ่งสู้ยิ่งเหี้ยมหาญ ยิ่งเข่นฆ่ายิ่งดุดันอำมหิต ซงเย
วียนสามารถรู้สึกถึงแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างชัดเจน
ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ มันไม่เคยสิ้นท่าถึงเพียงนี้มาก่อน ทั้งยัง
ถูกสะกดเอาไว้อยู่หมัดตั้งแต่ต้นจนจบ!
วันนี้มันคงต้องตายแน่แล้วกระมัง?
ในใจมันบังเกิดความหวาดกลัวสุดขั้วหัวใจ มันไม่เคยรู้สึกว่า
ความตายอยู่ใกล้ชิดกับมันถึงเพียงนี้มาก่อน
เพียะเพียะเพียะ!
ท่ามกลางเสียงปะทะอย่างเร่งร้อน อสรพิษหิมะในที่สุดมิอาจ
ทนทานได้อีกต่อไป แตกระเบิดเป็นเจตจำนงกระบี่นับร้อยนับพัน
ชิ้น ปลิวกระเด็นสาดซัดไปทั่ว!
ฉึก!
ทันใดนั้นบุปผาโลหิตหย่อมหนึ่งพลันฉีดพ่นไปเบื้องหน้า หอบ
เอาเศษเกราะปราณปลิวลิ่วไปพร้อมกัน
เห็นฝ่ามือที่ปกคลุมด้วยลวดลายมหาทิวาข้างหนึ่ง ทะลุ
ออกมาจากทรวงอกของซงเยวียน
ซงเยวียนดวงตาแข็งค้าง ประกายตาค่อยๆ สลายไป จวบ
จนกระทั่งชีวิตของมันหลุดลอยออกจากร่าง!
ปราศจากซงเยวียน จั่วม่อไม่รีรอลังเล ร่างหายวับ แล้วปรากฏ
ขึ้นข้างกายหมิงเลี่ยผู้สูญเสียจิตวิญญาณ ท่ามกลางเสียงทะลวงดัง
บาดหู อีกหนึ่งชีวิตดับสูญตามศิษย์น้องของมันไป!
ในยามนี้ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ว่าศึกย่อยที่อุบัติขึ้นอย่างกะทันหัน
คราวนี้ จะส่งผลกระทบต่อจังหวะเวลาและแผนการของทั้งสามฝ่าย
โดยตรง
‘โม่หินบดเนื้อ*’ ที่จะทำให้คนรุ่นหลังต้องอกสั่นขวัญผวา เริ่ม
เปิดฉากขึ้นโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้าด้วยประการฉะนี้เอง!
(*โม่หินบดเนื้อ ในที่นี้หมายถึงสถานการณ์รุนแรงที่จะตามมา
โดยมีเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นชนวนเหตุ)