สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 439 อาณาจักรทะเลเมฆ
สามเดือนให้หลัง
เรือดำลำน้อยที่ไม่มีอันใดโดดเด่นสะดุดตา ปรากฏขึ้นที่ปาก
ทางเข้าอาณาจักรทะเลเมฆ
ทุกคนในเรือเต่าดำ มาแออัดยัดเยียดกันอยู่เบื้องหน้าค่ายกล
ภาพมายา ทอดตามองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องนอก พวกมันตื่นเต้น
ยินดีเหลือจะกล่าว
“ในที่สุดพวกเราก็มาถึงแล้ว! นี่ก็คืออาณาจักรทะเลเมฆ!”
“งดงามยิ่งนัก!”
“ใช่แล้ว ข้าเพิ่งเคยพบเห็นสถานที่อันงดงามเช่นนี้เป็นครั้งแรก
… …”
ด้านล่างใต้ฝ่าเท้าพวกมันเป็นทะเลเมฆกว้างไกลไร้ที่สิ้นสุด
เกาะเล็กเกาะน้อยล่องลอยอยู่ท่ามกลางทะเลเมฆ ทะเลเมฆสุดลูกหู
ลูกตาค่อยๆ ไหลเลื่อนอย่างแช่มช้า ปราณเมฆาขาวสลายเลือน
รางเหมือนละไอหมอก
ทันใดนั้นเอง วิหคสีเขียวสดใหญ่โตมโหฬารเผ่นโผนขึ้นจาก
ทะเลเมฆ กระพือปีกอย่างเกรี้ยวกราดกลางเวหา แล้วหายวับไปยัง
ที่ห่างไกลลิบลิ่วในชั่วพริบตาเดียว
“ความเร็วอันร้ายกาจ!”
ผู้คนที่ชมดูฉากนี้ถึงกับสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ
ความเร็วของวิหคยักษ์สีเขียวเมื่อครู่ กระทั่งอาเหวิน หนึ่งในผู้ที่เร็ว
ที่สุดในหมู่พวกมัน ยังได้แต่อ้าปากค้าง
จั่วม่อกับอีกสองสามคนสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย พวกมัน
สบตากันวูบ พบเห็นเค้าหนักอึ้งในดวงตาอีกฝ่าย วิหคยักษ์สีเขียว
เมื่อครู่ระดับไม่ตํ่า หากเป็นในอาณาจักรนภาจันทร์ เจ้าตัวนี้
สามารถยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
หากสัตว์อสูรในบริเวณนี้ล้วนระดับสูงเช่นนี้ เกรงว่าในแถบนี้
คงไม่มีซิวเจ่ออาศัยอยู่มากนัก นั่นหมายความว่าพื้นที่แถบนี้ยัง
ไม่ได้ถูกสำรวจ สัตว์อสูรเป็นปฏิปักษ์กับซิวเจ่อ ซิวเจ่อชมชอบล่า
สัตว์อสูร เหล่าสัตว์อสูรเองก็มักเผยให้เห็นความสนใจกับความลุ่ม
หลงที่คล้ายคลึงกันกับซิวเจ่อ
“บนเกาะเหล่านี้ไม่มีผู้คนอยู่เลย” เหวยเสิ้งเพ่งตามองบนเกาะที่
พวกมันเพิ่งผ่านมาก เกาะนี้ไม่ใหญ่นัก พื้นที่ราวห้าสิบหมู่ เนื่อง
เพราะแล่นผ่านในระยะใกล้ยิ่ง คนทั้งกลุ่มสามารถมองเห็นได้ชัดตา
บนเกาะยังคงมีซากสิ่งปลูกสร้างปรักหักพัง บ่งบอกว่าเคยมีซิวเจ่อ
อาศัยอยู่ที่นั่น
หวนนึกถึงวิหคยักษ์สีเขียวที่ถลาจากไป ทุกคนสีหน้าไม่สู้ดีนัก
สัตว์อสูรที่นี่สามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระถึงเพียงนี้เชียว
หรือ?
“ทุกคน ระมัดระวังให้มาก” จั่วม่อกำชับ
ทุกผู้คนตั้งสติทันที ตระเตรียมการป้องกันอย่างพรักพร้อม
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงในเวลาต่อมา ค่อยพิสูจน์ว่าพวกมันห่วง
กังวลโดยไม่จำเป็น นอกเหนือจากวิหคยักษ์สีเขียวที่มีความเร็วอัน
น่าตระหนกแล้ว พวกมันก็ไม่ได้พบพานสิ่งที่สลักสำคัญอะไรอีก
เลยตลอดทาง
หลังจากความแปลกใหม่จืดจางลง ทะเลเมฆอันไร้ที่สิ้นสุดใน
สายตาทุกคน ก็กลับกลายเป็นจืดชืดน่าเบื่อหน่ายไป
หลังจากผ่านไปอีกสิบกว่าวัน ขณะที่ทุกคนเริ่มรู้สึกร้อนรุ่มอยู่
บ้าง เกาะขนาดใหญ่โตมโหฬารพลันปรากฏขึ้นในสายตาพวกมัน
ทุกผู้คนคึกคักขึ้นอักโข แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าพวกมันถึงกับต้อง
บินต่อไปอีกสามวัน กว่าจะบรรลุถึงจุดที่เรียกได้ว่าใกล้จะถึงเกาะ
พวกมันในที่สุดค่อยตระหนัก ว่าความใหญ่โตมโหฬารของ
เกาะนี้ยังเหนือกว่าที่พวกมันคาดคิดเอาไว้มาก! รอจนพวกมันเข้า
ไปใกล้กว่านี้ ความรู้สึกนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นกว่าเดิม นี่ราวกับเต่าทะเล
มหายักษ์ลอยตัวเงียบๆ อยู่ในทะเลเมฆ เบื้องหน้ามัน ซิวเจ่อช่าง
เล็กกระจ้อยร่อยไม่ต่างจากฝุ่นธุลี!
เมื่อเข้าไปใกล้เกาะใหญ่ เกาะเล็กเกาะน้อยที่พวกมันพบเห็นก็
เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เกาะเล็กๆ เหล่านี้กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปโดย
ไม่มีรูปแบบ มีขนาดที่หลากหลาย ที่ขนาดเล็กมีเส้นผ่าศูนย์กลาง
ไม่กี่สิบจั้ง ที่ใหญ่โตมีอาณาบริเวณนับหมื่นหมู่
เมื่อจั่วม่อกับพวกบินเข้าไปใกล้เกาะใหญ่ เห็นซิวเจ่อผู้หนึ่ง
เหินทะยานขึ้นจากหนึ่งในเกาะน้อย ซิวเจ่อผู้นี้หน้าตาเฉลียวฉลาด
สวมเสื้อคลุมยาวทำจากผ้า ดูสุภาพเรียบร้อยยิ่ง พอเข้ามาถึงระยะ
ห้าสิบจั้งจากเต่าดำ ก็รีบหยุดยั้งลงอย่างรู้ความ ประสานมือคารวะ
พลางร้องทักทายเสียงดังฟังชัด “ผู้น้อยซางเว่ยหมิง ขอต้อนรับเถ้า
แก่ทุกท่านเข้าสู่เกาะเมฆตงเสิ้ง ผู้น้อยขออวยพรให้กิจการค้าของ
ทุกท่านรุ่งเรืองเฟื่องฟู! ไม่ทราบว่าทุกท่านต้องการผู้นำทาง
หรือไม่? ผู้น้อยเป็นคนท้องถิ่นนี้ หากเถ้าแก่ท่านต้องการทราบ
เรื่องใด ไม่ว่าซื้อหรือขาย ผู้น้อยอาจช่วยประหยัดเรี่ยวแรงให้ท่าน
ได้มากหลาย”
ซางเว่ยหมิงสีหน้าเปิดเผย ปราศจากท่าทีประหม่าอายใดๆ
“ผู้นำทาง?” จั่วม่อรู้สึกน่าสนใจอยู่บ้าง หลังจากขบคิดแวบ
หนึ่ง มันก็ร้องสั่ง “เรียกเปาอี้ออกมา”
กล่าวจบคำ มันก็พลิ้วกายออกจากเต่าดำเป็นคนแรก เหวย
เสิ้งเป็นห่วงความปลอดภัยของจั่วม่อ ติดตามออกมาเป็นคนที่สอง
ผู้คนบนเรือตื่นตัวขึ้นทันที เฝ้าระวังอย่างแข็งขัน เพื่อให้มั่นใจว่า
เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน พวกมันจะสามารถตอบสนองได้ทันท่วงที
พวกมันเมื่อเข่นฆ่าเปิดทางออกจากมหานครนภาโลหิต เพาะสร้าง
เป็นนิสัยระมัดระวังอยู่ทุกขณะจิต
ซางเว่ยหมิงเห็นคนสองคนเหินทะยานออกมาจากเรือดำ สี
หน้าแม้ยังมั่นคงเยือกเย็น แต่ลอบระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ดู
เหมือนการค้าครั้งนี้มีโอกาสแล้ว!
“เจ้าบอกว่าที่นี่เรียกว่าเกาะเมฆตงเสิ้งใช่หรือไม่?” จั่วม่อถาม
อย่างสนอกสนใจ
“ใช่แล้ว ที่นี่คือเกาะเมฆตงเสิ้ง” ซางเว่ยหมิงคารวะคนทั้งสอง
“ข้าสมควรเรียกเถ้าแก่ทั้งสองว่ากระไร?”
“ข้าเรียกว่าจั่ว” จั่วม่อกล่าวอย่างยิ้มแย้ม จากนั้นชี้ไปทาง
เหวยเสิ้ง แนะนำว่า “มันเรียกว่าเหวย”
“เถ้าแก่จั่วสบาย เถ้าแก่เหวยสบาย” ซางเว่ยหมิงประสานมือ
ทักทายอย่างเป็นทางการ ลอบประเมินคนทั้งสองอย่างรวดเร็ว เห็น
เครื่องแต่งกายธรรมดาสามัญของพวกมัน อดผิดหวังอยู่บ้างไม่ได้
เรือดำที่ด้านหลังพวกมันก็ธรรมดาสามัญยิ่ง ซางเว่ยหมิงยิ่งแน่ใจ
ว่าจั่วม่อกับพวกเป็นเพียงพ่อค้ากิจการเล็กๆ เท่านั้น
ทว่าแม้ในใจจะลอบผิดหวัง แต่มันไม่มีวันเปิดเผยออกมาทาง
ใบหน้า ไม่ว่าจะอย่างไร วันนี้มีการค้าสำหรับมันก็ดีมากแล้ว
“ไม่ทราบว่าพวกท่านมาเยือนเกาะเมฆตงเสิ้ง เพื่อทำการค้า
หรือเยี่ยมเยียนสหาย?” ซางเว่ยหมิงมองไปยังจั่วม่อพลางถามอย่าง
สุภาพ มันสามารถเห็นได้ว่าจั่วม่อเป็นผู้ตัดสินใจ
ในเวลานี้ เปาอี้รีบร้อนเข้ามาสมทบ เมื่อเข้ามาถึง ก่อนอื่น
คารวะจั่วม่ออย่างนอบน้อม “เหล่าป่าน” จากนั้นคารวะทักทาย
เหวยเสิ้ง “เหวยซือ”
“พี่เปาเกรงอกเกรงใจเกินไปแล้ว” เหวยเสิ้งตอบอย่างถ่อมตน
จั่วม่อกลับไม่เกรงอกเกรงใจ “เหล่าเปา เจ้ามาได้เวลาพอดี
การค้าครั้งนี้มอบให้เจ้าจัดการ นี่คือซางเซียนเซิง จะมาเป็นผู้นำ
ทางของเรา เจ้าจัดการค่าธรรมเนียมและเรื่องอื่นๆ ให้ด้วย”
เปาอี้รีบรับคำ “ขอรับ”
ซางเว่ยหมิงหัวใจกระตุกวูบ ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจท่านนี้แม้
แต่งกายสามัญธรรมดา แต่ดูจากท่วงท่าสภาวะและสุ้มเสียง ต้อง
ไม่ใช่พ่อค้าของกิจการเล็กๆ เป็นแน่ มันยังสูดได้กลิ่นอายที่คุ้นเคย
จากคนที่ผอมบางราวกับไม้ไผ่ผู้มาทีหลัง
นี่เป็นกลิ่นอายของพ่อค้า!
“ซางเซียนเซิง มิทราบคิดค่าธรรมเนียมวันละเท่าใด?” เปาอี้
เงยหน้ามอง ดวงตาทอแววประเมินค่า
ซางเว่ยหมิงรีบรวบรวมสติ ตอบว่า “วันละห้าชิ้นจิงสือระดับ
สาม”
“ราคาไม่นับว่าแพง” เปาอี้ผงกศีรษะ จากนั้นถามช้าๆ “ซาง
เซียนเซิงยังสามารถให้บริการอะไรอีกบ้าง?”
สีหน้าท่าทีของเปาอี้ ท่วงท่าสภาวะและการประเมินค่า ทำให้
ซางเว่ยหมิงตระหนักแน่แก่ใจ ว่าไม้ไผ่ผอมเบื้องหน้านี้เป็นขิงแก่อัน
เผ็ดร้อนผู้หนึ่ง ความเชื่อมั่นต่อการคาดเดาในแง่ดีของมันเพิ่มพูน
ขึ้นทุกขณะ
คนกลุ่มนี้เห็นได้ชัดว่ามาที่นี่เพื่อทำการค้าครั้งใหญ่!
ซางเว่ยหมิงรอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งใกล้ชิดสนิทสนมกว่าเดิม
“การนำทางเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่สุด หากพวกท่านต้องการที่
พักและอาหาร ผู้น้อยสามารถหาโรงเตี๊ยมที่เหมาะสม รวมถึง
ร้านอาหารสำหรับทุกคน ผู้น้อยเป็นพ่อค้าท้องถิ่น พอจะมีสาย
สัมพันธ์อยู่บ้าง ผู้น้อยยังล่วงรู้เกี่ยวกับสินค้าท้องถิ่นเป็นอย่างดี
หากต้องการข้อมูลข่าวสาร ผู้น้อยก็สามารถตอบสนองให้ได้
เพียงแต่เรื่องเหล่านี้ต้องใช้จิงสือเพิ่มเติมตามความเหมาะสม”
“ประเสริฐ” เปาอี้ล้วงจิงสือระดับสามออกมาสิบห้าชิ้น “นี่เป็น
ค่าจ้างสำหรับสามวัน หวังว่าพวกเรากับซางเซียนเซิงจะมี
ความสัมพันธ์อันดี”
ผู้อื่นใจกว้างยิ่ง ซางเว่ยหมิงยิ่งอารมณ์ดีขึ้นทันตา มันรับจิงสือ
พลางกล่าวถ่อมตน “ได้รับใช้พวกท่าน ถือเป็นเกียรติของผู้น้อย”
เห็นทั้งคู่ตกลงกันแล้วเสร็จ จั่วม่อแย้มยิ้ม กล่าวอย่างเปิดเผย
ว่า “พวกเราเพิ่งเคยมายังอาณาจักรทะเลเมฆเป็นครั้งแรก ไม่
คุ้นเคยกับสถานที่แม้แต่น้อย ซางเซียนเซิงสามารถชี้แนะหรือไม่?”
“ไม่มีปัญหา” ซางเว่ยหมิงใส่จิงสือลงไปในถุงเงินของมัน เล่า
ต่อไปว่า “อาณาจักรทะเลเมฆอยู่ห่างไกลยิ่ง แม้ว่าจะถูกค้นพบ
ตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของบันทึกประวัติศาสตร์ แต่ก็ไม่ค่อยมีซิวเจ่อมาถึง
ที่นี่มากนัก ระหว่างทางพวกท่านคงได้เห็นเกาะเมฆที่ถูกทิ้งร้าง
มากมายแล้วกระมัง?”
“ใช่แล้ว เกิดอะไรขึ้น?” จั่วม่อรีบถาม
“เหตุผลที่ไม่ค่อยมีซิวเจ่อมายังอาณาจักรทะเลเมฆมากนัก
เป็นเพราะพวกเราถูกสัตว์อสูรรุกรานอยู่เป็นประจำ เกาะเมฆ
เหล่านั้นเคยมีผู้คนครอบครองมาก่อน แต่เนื่องเพราะมีสัตว์อสูรใน
อาณาจักรทะเลเมฆมากมายเกินไป ผู้ที่อ่อนแอล้วนถูกสัตว์อสูร
เหล่านั้นจับกินไปจนหมด”
“ไฉนไม่ไล่ล่าสังหารสัตว์อสูรเหล่านั้นเสียเล่า?” จั่วม่อถาม
อย่างสงสัยใคร่รู้ “ทุกส่วนของสัตว์อสูรล้วนเป็นสมบัติทั้งนั้น!”
ซางเว่ยหมิงเผยสีหน้าขมขื่น “เรื่องนั้นได้แต่โทษว่าทะเลเมฆ
แห่งนี้แล้ว! ทะเลเมฆกว้างไพศาลไม่มีที่สิ้นสุด ทั้งยังลึกลํ้าสุดหยั่ง
ถึง ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าลึกลงไปเท่าใด สัตว์อสูรเหล่านี้ส่วนใหญ่อาศัย
อยู่ในทะเลเมฆ เป็นปราการป้องกันตามธรรมชาติให้แก่พวกมัน จะ
ว่าไปทะเลเมฆเหล่านี้ก็แปลกประหลาดยิ่ง สามารถปิดกั้นพลัง
ปราณได้แทบจะสมบูรณ์แบบ หลายปีมานี้ ไม่ทราบมีผู้คนมากมาย
เท่าใดมุ่งลึกลงไปใต้ทะเลเมฆเพื่อทำการสำรวจ แต่ผู้ลงไปมากมาย
กลับคืนมาเพียงไม่กี่คน บรรดาผู้ที่รอดชีวิตกลับมาก็ล้วนแล้วแต่
ไม่ได้รับสิ่งใด อย่างช้าๆ ไม่มีผู้ใดคิดลงไปหรือกล้าลงไปอีกแล้ว”
“เช่นนั้นบนทะเลเมฆมิยิ่งอันตรายกว่าหรือ?” จั่วม่อชักอกสั่น
ขวัญแขวน
“มิผิด ทะเลเมฆกว้างไพศาล เต็มไปด้วยภัยอันตราย เกาะเมฆ
ของอาณาจักรเราสามารถนับได้ด้วยจำนวนหลักหมื่น แต่มีเพียง
ไม่กี่เกาะที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยของซิวเจ่อ เกาะเมฆตงเสิ้งเรา
เป็นเกาะเมฆที่ใหญ่ที่สุด นอกเหนือจากนี้ ยังมีทวีปฉีหลัวและเกาะ
เมฆหู่จู้ เป็นเกาะเมฆขนาดใหญ่ กรุณาอย่าได้บินออกไปในทะเล
เมฆโดยไม่จำเป็น นั่นอันตรายยิ่ง ระหว่างเกาะเมฆต่างๆ มีค่ายกล
เคลื่อนย้าย สามารถเดินทางไปมาได้สะดวกและปลอดภัยมากขึ้น
ส่วนระหว่างเกาะเมฆที่ไม่มีค่ายกลเคลื่อนย้าย จะมีเส้นทางเดินเรือ
ที่ปลอดภัย มีการป้องกันจากเกาะเมฆระหว่างทาง นั่นจึงเป็น
ตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า”
กล่าวถึงตรงนี้ มันหยิบม้วนหยกออกมายื่นส่งให้ “นี่เป็นแผนที่
ตำแหน่งของค่ายกลเคลื่อนย้ายทั้งหมด และเส้นทางเดินเรือของ
อาณาจักรทะเลเมฆ อาจไม่มีราคาค่างวดมากนัก ถือเป็นสินนํ้าใจ
ที่ผู้น้อยมอบให้แก่เถ้าแก่เถอะ”
พฤติการณ์ของซางเว่ยหมิงแสดงถึงความตั้งใจในการสร้าง
ความสัมพันธ์อันดี จั่วม่อย่อมเข้าใจดี มันแย้มยิ้ม รับม้วนหยก
อย่างไม่เกี่ยงงอน “ขอบคุณเจ้ามาก พี่ซาง” จากนั้นล้วงกระบี่บิน
ระดับสามออกมาเล่มหนึ่ง “สินนํ้าใจเล็กน้อยจากเรา ไม่สลักสำคัญ
อันใด พี่ซาง โปรดยิ้มรับไว้!”
ซางเว่ยหมิงก็รับกระบี่บินไปอย่างไม่อิดออด พอถืออยู่ในมือ
มันประจุพลังปราณเข้าไป รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งเต็มไปด้วยความ
สำนึกขอบคุณ กระบี่บินธาตุนํ้าระดับสามชั้นกลาง นี่สามารถขาย
ได้ราคาไม่น้อย แต่มันไม่คิดขายกระบี่เล่มนี้ เนื่องเพราะบุตรชาย
ของมันอยู่ไม่ไกลจากการทะลวงด่านหนิงม่าย กระบี่บินเล่มนี้นับว่า
เหมาะสมสำหรับมันเป็นที่สุด
หากก่อนหน้านี้มันเพียงคาดเดา บัดนี้ก็เกือบจะมั่นใจแล้วว่า
เถ้าแก่จั่วเป็นเถ้าแก่ใหญ่ผู้หนึ่ง!
ใช้กระบี่บินระดับสามเป็นของขวัญแรกพบหน้า นี่เป็นครั้งแรก
ที่มันพบพานกับเรื่องเช่นนี้! อดปลาบปลื้มยินดีกับการตัดสินใจ
ของตนไม่ได้ ครั้งนี้นับว่าได้กำไรจริงๆ!
จั่วม่อกวาดตามองไปรอบๆ “เช่นนั้นแถวนี้มีสัตว์อสูรอยู่
หรือไม่?”
ซางเว่ยหมิงรีบตอบว่า “เถ้าแก่อย่าได้กังวลไปเลย เกาะเมฆตง
เสิ้งเรามีค่ายกลขบวนใหญ่ สัตว์อสูรจะไม่มาที่นี่ เห็นเกาะเมฆ
มากมายในอาณาบริเวณนี้หรือไม่ พวกมันล้วนได้รับการคุ้มครอง
จากค่ายกลใหญ่ พวกเราไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลเรื่องความ
ปลอดภัย หากเถ้าแก่คิดพำนักอยู่เป็นเวลานาน ท่านอาจซื้อหา
เกาะเมฆสักแห่ง เปลี่ยนให้เป็นเกาะเมฆส่วนตัวของท่านเสียเลย”
พวกมันสนทนาไปพลาง บินช้าๆ ไปยังเกาะใหญ่ไปพลาง เต่า
ดำแล่นติดตามมาอย่างกระชั้นชิดเบื้องหลังพวกมัน
“อ้อ เกาะเมฆเหล่านี้สามารถซื้อขายได้ด้วย? จะซื้อพวกมันได้
จากที่ใด? ราคาเป็นอย่างไร?” จั่วม่อตาลุกวาว สนอกสนใจขึ้นมา
ทันที เต่าดำแม้มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล แต่หลังจากอาศัยอยู่เป็น
เวลานาน พวกมันย่อมเบื่อหน่ายอยู่บ้าง การเสาะหาตัวอ่อนเมฆ
วารีไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จลุล่วงในระยะเวลาอันสั้น สถานที่แห่งนี้
ค่อนข้างปลอดภัยพอสมควร นับเป็นสถานที่ที่ดีสำหรับการพักเท้า
ของพวกมัน
ซางเว่ยหมิงเพียงสนทนาอย่างไม่จริงจังนัก นึกไม่ถึงว่าจั่วม่อ
จะสนใจขึ้นมาจริงๆ ถึงกับคึกคักขึ้นอักโข ตามกฎของเกาะ หาก
มันสามารถเจรจาการค้ารายนี้สำเร็จลุล่วง จะได้รับส่วนแบ่งไม่น้อย
ทีเดียว
ซางเว่ยหมิงดูเหมือนเห็นจิงสือนับไม่ถ้วนกวักมือเรียกหามัน!
โชควาสนามาเยือนอย่างไม่ทันให้ตั้งตัว!