สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 440 เมืองซวีหลิง
(*เมืองวิญญาณลวง – อีกความหมายหนึ่งคือ ไม่มีตัวตน)
ซางเว่ยหมิงระงับความตื่นเต้นในใจ สีหน้าท่าทียิ่งนอบน้อม
กว่าเดิม “เกาะเมฆตงเสิ้งที่จริงแล้วเป็นแหล่งรวมเกาะเมฆมากมาย
นอกเหนือจากเกาะหลักที่ใหญ่ที่สุดแล้ว ยังมีเกาะเมฆใหญ่น้อย
มากกว่าสามหมื่นแปดพันเกาะ เกาะเมฆเหล่านี้จัดแบ่งประเภท
ราคาตามขนาดเกาะ ตำแหน่งที่ตั้งและเส้นชีพจรปราณปฐพี เกาะ
เมฆที่ใหญ่โตที่สุด ซึ่งนับเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดล้วนถูกขายออกไป
หมดแล้ว ที่หลงเหลือส่วนใหญ่เป็นเกาะเมฆขนาดกลางและขนาด
เล็ก รวมถึงเกาะเมฆที่เป็นเศษเสี้ยวเกาะเมฆ”
จั่วม่อซักถามอย่างสนอกสนใจ “เกาะเมฆขนาดกลาง ขนาด
เล็กและเศษเสี้ยวเกาะเมฆ จัดแบ่งด้วยหลักเกณฑ์เยี่ยงไร?”
ซางเว่ยหมิงอธิบายอย่างละเอียดลออ “เศษเสี้ยวเกาะเมฆเป็น
เกาะเมฆที่มีขนาดเล็กที่สุด ส่วนมากมีขนาดเล็กกว่าหนึ่งร้อยหมู่
โดยทั่วไปแล้วจะไม่มีเส้นชีพจรปราณปฐพี เศษเสี้ยวเกาะเมฆ
เหล่านี้มักใช้เป็นที่พำนักของซิวเจ่อที่โดดเดี่ยวหรือครอบครัวเล็กๆ
เกาะเมฆที่ข้าครอบครอง มีพื้นที่เพียงสี่สิบหมู่เท่านั้น ต่อมาเป็น
เกาะเมฆที่มีพื้นที่มากกว่าหนึ่งร้อยหมู่ แต่น้อยกว่าหนึ่งพันหมู่
จัดเป็นเกาะเมฆขนาดเล็ก หลายแห่งมีเส้นชีพจรปราณปฐพี แต่
ระดับไม่สูงเท่าใดนัก ถัดมาเป็นเกาะเมฆที่ใหญ่โตกว่าหนึ่งพันหมู่
แต่ไม่ถึงห้าพันหมู่ จัดเป็นเกาะเมฆขนาดกลาง เกาะเมฆเหล่านี้
โดยมากมักจะมีเส้นชีพจรปราณปฐพีที่คุณภาพดี บางแห่งยังมี
ทะเลสาบปราณและนํ้าพุปราณ ดังนั้นสามารถบุกเบิกท้องทุ่ง
ปราณอีกด้วย สุดท้ายเกาะเมฆขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่มากกว่าห้าพัน
หมู่ ส่วนใหญ่ขายออกไปหมดแล้ว และเงื่อนไขสำหรับผู้ที่ต้องการ
สั่งซื้อยังเข้มงวดกวดขันมากขึ้น”
จั่วม่อครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยจำนวนคนของพวกมัน พวกมัน
อาจต้องซื้อเกาะเมฆขนาดกลางที่มีขนาดใหญ่สักหน่อย จึงถามว่า
“เกาะเมฆขนาดกลางมีราคาเท่าใด?”
จริงดังคาด เถ้าแก่ใหญ่!
ซางเว่ยหมิงในใจปลาบปลื้มปิติยิ่ง พยายามสะกดกลั้นความ
ตื่นเต้นยินดี ตอบว่า “โดยทั่วไปราคาจะอยู่ที่หนึ่งชิ้นจิงสือระดับ
สาม ต่อพื้นที่หนึ่งหมู่”
“ราคานี้ไม่ถูกเลย” จั่วม่อตื่นตระหนกอยู่บ้าง ซื้อเกาะหนึ่งอาจ
ต้องใช้จิงสือระดับสามนับหมื่นๆ ชิ้น ย่อมไม่ใช่จำนวนน้อยๆ
“ราคาเกาะไม่ถูกจริงๆ!” ซางเว่ยหมิงกล่าวด้วยอารมณ์
ความรู้สึก “อาณาจักรแห่งนี้เต็มไปด้วยทะเลเมฆ มีเพียงเกาะเมฆที่
สามารถพำนักอาศัยได้ เกาะโดดเดี่ยวที่ไม่ได้รับการคุ้มครองก็ไม่มี
ค่าอันใด เมื่อตัดเกาะเหล่านั้นออกไป จะมีเกาะเมฆหลงเหลืออยู่ไม่
มากแล้ว รวมกับเรื่องที่ว่าสถานการณ์ภายนอกเริ่มจะตึงเครียดอยู่
บ้าง ดังนั้นระยะหลังมานี้ ราคาของเกาะเมฆดีดตัวสูงขึ้นมาก”
จั่วม่องงงันวูบ “ไฉนเป็นเช่นนั้น?”
“ไม่นานมานี้ เริ่มมีผู้คนจำนวนมากเข้ามายังอาณาจักรทะเล
เมฆเรา” ซางเว่ยหมิงอธิบาย “อาณาจักรทะเลเมฆเป็นดินแดน
ห่างไกล ตั้งอยู่ที่ทางสี่แพร่งบริเวณชายขอบของสี่ดินแดน ที่ผ่าน
มามีคนนอกมาเยือนไม่มากนัก แต่บัดนี้สถานการณ์เปลี่ยนแปลง
ไปมาก ที่แห่งนี้ห่างไกลจากแนวหน้า หากอาศัยเดินทางมาตาม
แม่นํ้าอาณาจักรเพื่อเข้าสู่อาณาจักรทะเลเมฆ เป็นเรื่องที่ลำบาก
ยากเย็นยิ่ง โดยมากล้วนต้องพึ่งพาค่ายกลเคลื่อนย้าย หาก
สถานการณ์กลายเป็นยํ่าแย่ลง เรายังสามารถทำลายค่ายกล
เคลื่อนย้ายเพื่อป้องกันตัวได้ ดังนั้นช่วงสองปีมานี้ ซิวเจ่อจาก
สถานที่อื่นเริ่มหลั่งไหลมารวมตัวกันที่นี่ เป็นเหตุให้ทุกคนไม่มีวัน
คืนที่ดี”
“แล้วเป็นอย่างไรต่อไป?”
“ราคาสินค้าจำเป็นพุ่งทะยานขึ้นอย่างมาก! อาณาจักรทะเล
เมฆแตกต่างจากอาณาจักรทั่วไป แม่นํ้าอาณาจักรที่นี่ยากสัญจร
ผ่าน ดังนั้นพวกเราได้แต่พึ่งพาค่ายกลเคลื่อนย้าย แต่ในเมื่อสินค้า
ต้องขนส่งผ่านค่ายกลเคลื่อนย้าย ส่วนค่ายกลเคลื่อนย้ายก็สวา
ปามจิงสือเป็นว่าเล่น ในช่วงสองปีมานี้ ราคาสินค้าปรับตัวสูงขึ้น
อย่างต่อเนื่อง หากมิใช่ว่าข้าสะสมเงินทองเอาไว้บ้างและตัดสินใจ
ซื้อเศษเสี้ยวเกาะเมฆแห่งหนึ่ง ด้วยราคาสูงลํ้าเทียมฟ้าในปัจจุบัน
ข้าอาจไม่มีกระทั่งที่ซุกหัวนอนเสียด้วยซํ้า” ซางเว่ยหมิงบ่งบอก
บรรยายพลางสั่นศีรษะทอดถอนใจ
“ที่แท้เป็นเช่นนี้” จั่วม่อค่อยเข้าใจกระจ่าง
ระหว่างที่สนทนา พวกมันก็เหินร่างเข้าใกล้เกาะเมฆตงเสิ้งเข้า
ไปทุกขณะ ในไม่ช้าทั้งหมดก็พลิ้วกายลงบนเกาะใหญ่
ซิวเจ่อผู้หนึ่งเหินร่างเข้ามา มันผู้นี้สวมอาภรณ์ติดป้าย
ยี่ห้อ ‘ซวีหลิง’ สีสันสดใส พอมาถึงก็กวาดตามองเต่าดำที่ด้านหลัง
จั่วม่อแวบหนึ่ง จากนั้นกล่าวว่า “พื้นที่ที่สี่ หมายเลขหนึ่งร้อย
สามสิบ ค่าธรรมเนียมเทียบท่าวันละสามชิ้นจิงสือระดับสาม ต้อง
จ่ายล่วงหน้ายี่สิบชิ้นจิงสือระดับสาม และต้องฝากเงินไว้เป็น
หลักประกันอีกสิบชิ้นจิงสือระดับสาม”
ซางเว่ยหมิงที่ด้านข้างช่วยอธิบายเสริมว่า “ในเมืองไม่สามารถ
นำเรือเข้าไปได้ ต้องฝากเทียบท่าไว้ที่ท่าเรือเสียก่อน พื้นที่ที่สี่ใช้
สำหรับจอดเรือขนาดเล็ก ที่ท่าเรือยังมีพื้นที่คลังสินค้าโดยเฉพาะ
เถ้าแก่ จดจำไว้ว่าท่านต้องจัดเวรยามเฝ้าระวังให้ดี”
จั่วม่อในที่สุดได้รับรู้รสชาติความเจ็บปวดจากสภาวะข้าวยาก
หมากแพงในที่แห่งนี้ แต่พอได้ยินประโยคสุดท้ายของซางเว่ยหมิง
พลันกลับกลายเป็นระมัดระวังทันที “ไม่ปลอดภัยหรือ?”
ซางเว่ยหมิงฝืนยิ้มขื่น “ก่อนหน้านี้ไม่ แต่เดี๋ยวนี้สถานการณ์
ไม่ค่อยเข้าทีนัก มีหลายคนที่สินค้าถูกขโมยไป”
“อ้อ” จั่วม่อพยักหน้ารับรู้ จากนั้นถามว่า “หากพบตัวโจรร้าย
สามารถฆ่าพวกมันทิ้งใช่หรือไม่?”
ซางเว่ยหมิงหัวใจกระตุกวูบ ในชั่วพริบตานี้ คนที่อยู่ตรงหน้า
มันคล้ายแปรเปลี่ยนเป็นคนละคนอย่างสิ้นเชิง แผ่ซ่านกลิ่นอาย
อันตรายสุดขั้วออกมา แต่เมื่อซางเว่ยหมิงขยี้ตามองอีกที ก็เห็น
เพียงเถ้าแก่ใหญ่กำลังแย้มยิ้มอ่อนโยนเท่านั้น มันถึงกับสงสัยว่า
สายตาของมันฝ้าฟางเสียแล้ว จึงฝืนยิ้ม พลางกล่าว “หากพวกมัน
เป็นโจรร้ายจริง ฆ่าทิ้งก็ไม่เป็นไร แต่หากเป็นไปได้ไม่ต้องเข่นฆ่า
กันจะดีที่สุด การค้าที่ปรองดองจึงประเสริฐที่สุด”
“การค้าที่ปรองดองประเสริฐสุด มีเหตุผล มีเหตุผล!” จั่วม่อ
ผงกศีรษะหงึกๆ
อย่างรวดเร็ว ภายใต้การชี้บอกของศิษย์พรรคซวีหลิง* เต่าดำ
ถูกนำไปยังพื้นที่ที่สี่ ท่าเทียบที่หนึ่งร้อยสามสิบ หลังจากพวกมัน
จ่ายค่าธรรมเนียมเรียบร้อย กงซุนชา เซี่ยซานและจงหยูเหินร่าง
ออกมาจากเรือ ส่วนคนที่เหลือยังคงอยู่ภายในเรือ จั่วม่อไม่
ต้องการดึงดูดความสนใจมากเกินไป อาศัยศิษย์พี่ใหญ่ เซี่ยซาน
จงหยูและตัวมันเอง ตราบเท่าที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่ซิวเจ่อด่านหยวน
อิง ก็ไม่จำเป็นต้องห่วงความปลอดภัยของพวกมันแม้แต่น้อย
(*ซวีหลิง คำเดียวกับชื่อเมือง ในที่นี้แปลว่าวิญญาณที่ไม่มี
จริงหรือไม่มีตัวตน)
และสำหรับซิวเจ่อที่อยู่ในด่านหยวนอิง กระทั่งในมหานครนภา
โลหิต จั่วม่อยังไม่เคยพบเห็นมาก่อนแม้แต่คนเดียว
พวกมันพอออกจากท่าเรือ ก็พบถนนหินเขียวตรงแน่วปรากฏ
ขึ้นตรงหน้า ถนนสายนี้กว้างราวห้าจั้ง สองฟากข้างเรียงรายไป
ด้วยโคมชาววังศิลา โคมชาววังเหล่านี้แม้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจาก
วัตถุดิบคุณภาพสูง แต่จั่วม่อสังเกตเห็นว่าบนเสาโคมแต่ละต้น
สลักไว้ด้วยลวดลายค่ายกลอันซับซ้อน
ค่ายกลขนาดใหญ่!
จั่วม่อสะท้านใจเล็กน้อย โคมชาววังศิลาที่เรียงรายอย่างเป็น
ระเบียบเรียบร้อยเหล่านี้ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของค่ายกลขบวน
ใหญ่! มันสามารถสัมผัสได้ถึงระลอกพลังปราณสั่นสะเทือนเบาๆ ที่
มีอยู่เฉพาะในขบวนค่ายกล
“เมืองซวีหลิงที่สามารถเป็นหนึ่งในเมืองใหญ่บนเกาะเมฆตง
เสิ้งแห่งนี้ ก็เนื่องเพราะพรรคซวีหลิงเข้มแข็งยิ่ง นี่เป็นค่ายสำนักที่
ฝึกปรือค่ายกลยันต์แห่งหนึ่ง พวกมันให้ความสำคัญกับการซื้อ
ขายวัตถุดิบเป็นพิเศษ หากเถ้าแก่มีสินค้าประเภทนี้ ท่านสามารถ
ขายให้แก่พรรคซวีหลิงโดยตรง พวกมันให้ราคาที่ยุติธรรมยิ่ง และ
หากเป็นการค้ารายใหญ่ พวกมันยังอาจช่วยอำนวยความสะดวก
บางประการให้แก่พวกท่านด้วย” ซางเว่ยหมิงเสนอแนะ
จั่วม่อพลันเข้าใจทันที ที่แท้พรรคซวีหลิงเป็นสำนักค่ายกล ไม่
น่าแปลกใจเลย!
“พรรคซวีหลิงมีศิษย์มากมาย ดังนั้นจำนวนวัตถุดิบที่ใช้ในแต่
ละวัน เรียกได้ว่าน่าตื่นตาตื่นใจไม่น้อย ยุทธภัณฑ์เวทและยันต์
ทหารที่พวกมันหลอมสร้างขึ้นเป็นของชั้นเลิศ ซื้อง่ายขายคล่อง
พวกมันเดิมทีมาจากดินแดนเทียนหวน มีพลังอำนาจกล้าแกร่งเป็น
ทุนเดิม หลังจากมาถึงอาณาจักรทะเลเมฆ พวกมันก็หยั่งรากฝังลึก
สร้างฐานอำนาจของตนอย่างรวดเร็ว หลังจากพัฒนาก้าวหน้ามา
นานปี ชื่อเสียงของพวกมันในละแวกนี้นับว่าดีงามยิ่ง” ซางเว่ยหมิง
ทำหน้าที่ผู้นำทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จั่วม่อใคร่ครวญคำถามประการหนึ่ง “วัตถุดิบเมื่อขนส่งไม่ง่าย
นัก หรือไม่รู้จักเพาะปลูกเลี้ยงดูเอง?”
“มีผู้คนทำเช่นนั้น” ซางเว่ยหมิงกล่าว “แต่เพาะปลูกพืชปราณ
จำต้องมีท้องทุ่งปราณ เพาะเลี้ยงสัตว์ปราณต้องอาศัยทะเลสาบ
ปราณและนํ้าพุปราณ ซิวเจ่อนั้นยังต้องเชี่ยวชาญมีฝีมือ ทั้งยังต้อง
สิ้นเปลืองเวลาไม่น้อย เว้นเสียแต่ว่าพวกมันตั้งใจจะอยู่ที่นี่ต่อไป มิ
เช่นนั้นไม่เท่ากับลงทุนลงแรงตัดเย็บชุดวิวาห์ให้แก่ผู้อื่นหรือ ยามนี้
พวกมันมาที่นี่เพื่อความปลอดภัย แต่หากสงครามสิ้นสุดลงในเร็ว
วัน ไม่ทราบมีกี่คนยินดีจะอยู่ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้?”
จั่วม่อพยักหน้า “นั่นก็ใช่แล้ว”
ไม่ว่าจะเป็นการเพาะปลูกพืชปราณหรือเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณ
ล้วนไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จลุล่วงได้ในระยะเวลาอันสั้น พวกมัน
ต้องการการดูแลอย่างต่อเนื่อง หากไม่ใช่คนที่คิดจะลงหลักปักฐาน
ที่นี่ การที่ต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงมากมาย แต่ไม่ได้รับผลตอบแทน
อันใด ย่อมไม่มีผู้ใดยินดีกระทำ
ซางเว่ยหมิงยังปฏิบัติหน้าที่อย่างดีเยี่ยม เฝ้าแจกแจง
รายละเอียดยิบย่อยมากมาย ส่วนจั่วม่อก็รับฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
ขบวนของจั่วม่อไม่ดึงดูดความสนใจใดๆ พวกมันไม่สวมใส่
ยุทธภัณฑ์เวทอันใด เสื้อผ้าอาภรณ์เรียบง่ายดาษดื่น สีหน้าท่าทีก็
ธรรมดาสามัญยิ่ง ไม่มีท่วงท่าทระนงของยอดฝีมือแม้แต่น้อย กง
ซุนชาใบหน้าประดับรอยยิ้มประหม่าอายราวกับเด็กชายข้างบ้าน
เหล่านางเซียนที่สัญจรไปมาพากันจับจ้องมองดูกงซุนชาอย่างสน
อกสนใจ ทั้งยังเฝ้าดูอยู่เป็นนาน พวกนางเมื่อพบว่าใบหน้าของกง
ซุนชายิ่งฉาบไล้ด้วยสีแดงซ่าน เนื่องเพราะการเฝ้าดูของพวกนาง
อดหัวร่อคิกคักไม่ได้
จั่วม่อสังเกตเห็นเรื่องราวเหล่านี้ ต้องหัวร่ออย่างถูกอกถูกใจ
ผู้ใดจะคาดคิดว่าแม่นางน้อยที่ผู้คนหวาดกลัวเหมือนเสือ ยอดแม่
ทัพผู้สังหารพันศพโดยไม่แม้แต่กะพริบตา จะถูกเด็กหญิงไม่กี่นาง
ก่อกวนจนมือไม้ปั่นป่วนเช่นนี้
ซางเว่ยหมิงยังอดหัวร่อไม่ได้ “เสี่ยวเกอท่านนี้ช่างหล่อเหลา
สะดุดตาจริงๆ!”
จั่วม่อแหงนหน้าหัวร่อดังสนั่น เหวยเสิ้งหัวร่อเบาๆ เซี่ยซานกับ
จงหยูน่าสงสารที่สุด พวกมันไม่กล้าหัวร่อ ได้แต่พยายามกลั้นหัว
ร่ออย่างสุดความสามารถ สีหน้าแปลกพิลึกยิ่ง
ซางเว่ยหมิงสับสนงุนงง ไม่อาจเข้าใจได้ว่าวาจาที่มันกล่าวน่า
หัวร่อที่ใด
กงซุนชาเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ แต่ในสายตาผู้อื่น มันเต็ม
ไปด้วยความไร้เดียงสา น่ารักใคร่เอ็นดู เป็นเหตุให้เหล่าแม่นางบน
ท้องถนนหัวร่อคิกคักอีกครา
นางเซียนที่ขวัญกล้าบังอาจผู้หนึ่ง วิ่งเข้ามาอย่างร่าเริง “เว่ย*
เจ้าเรียกว่าอะไร?”
(*คำทักทาย ประมาณว่าฮัลโหล)
กงซุนชาพลันใบหน้าแดงฉานราวกับผลผิงกว่อสุก
จั่วม่อสุดจะระงับยับยั้งอีกต่อไป ทรุดตัวลงเอามือทุบพื้น หัว
ร่องอหาย เซี่ยซานกับจงหยูสีหน้าบิดเบี้ยวคล้ายจะรํ่าไห้ ดูราวกับ
ปลาสำลักนํ้า
“เจ้าช่างขี้อายนัก!” นางซียนสาวไม่เกรงกลัวคนแปลกหน้า
ดวงตาดำขลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา นางยื่นมือขาวผ่องปานเย้ยหิมะ
ออกมา “ข้าเรียกว่าอามู่เหลียน”
เห็นมือขาวผ่องยื่นมาตรงหน้ามัน กงซุนชาตะลึงงัน
“มาเป็นเพื่อนกันเถอะ!”
“อา… …”
กงซุนชารู้สึกใบหน้าร้อนฉ่าราวกับลุกไหม้ มือไม้ปั่นป่วนไม่รู้
จะวางไว้ที่ใด ในใจเต็มไปด้วยความตื่นกลัวอย่างไม่เคยมีมาก่อน
หลุดคำอุทานออกมาโดยไม่รู้ตัว!
เสียงหัวร่อของสหายอามู่เหลียนแว่วมาจากระยะไกล กงซุนชา
ยิ่งไม่รู้จะเอามือไปไว้ที่ไหนดี
“ฮ่าฮ่า เจ้าน่ารักมาก!” อามู่เหลียนเบิกบานใจยิ่ง
หนึ่งในนางเซียนที่อายุมากกว่าในกลุ่มนั้น ร้องเรียกนางอย่าง
ยิ้มแย้ม
“อ๊า! ข้าต้องไปแล้ว!” นางเซียนน้อยกระโดดขึ้น หมุนตัวจาก
ไป แต่เมื่อห่างออกไปช่วงหนึ่ง ค่อยหันมาโบกมือขาวผ่องให้กงซุน
ชา จากนั้นป้องปาก ร้องบอกว่า “อย่าลืมเลือนชื่อข้า ข้าเรียกว่า
อามู่เหลียน!”
กลุ่มของอามู่เหลียนหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
จั่วม่อกุมท้องหัวร่อจนสาสมใจ มันไม่เคยเห็นศิษย์น้องกงซุน
ตื่นตระหนกและมือไม้ปั่นป่วนถึงเพียงนี้มาก่อน ยังคงเย้าแหย่กงซุน
ชาไปตลอดทาง แต่กงซุนชาก้มหน้านิ่ง ไม่แยแสสนใจการหยอก
ล้อของจั่วม่อแม้แต่น้อย
เห็นใบหน้าแดงฉานกับสีหน้าเหม่อลอยของกงซุนชา จั่วม่อ
พลันรู้สึกสำราญใจยิ่ง
เหตุการณ์หวานชื่นเล็กๆ นี้ ทำให้ทุกคนคึกคักแจ่มใสไปพัก
ใหญ่ จนกระทั่งพวกมันเดินเข้าไปถึงประตูเมือง
ประตูเมืองซวีหลิงไม่ใหญ่โตเท่าใด เห็นศิษย์พรรคซวีหลิง
จำนวนมากเฝ้าระวังอยู่บริเวณประตู ที่ยืนอยู่เบื้องหลังพวกมัน เป็น
ทหารยันต์สูงใหญ่มหึมาจำนวนมากมาย พวกมันไม่ได้ซักถาม
ผู้คนที่สัญจรไปมา เพียงแค่คอยเข้าไปตรวจสอบและระงับเหตุ
เวลาที่มีข้อพิพาทเกิดขึ้น
ยุทธภัณฑ์เวททุกชนิดสามารถเห็นได้บนท้องฟ้า แต่ที่พบเห็น
มากที่สุดเป็นนกกระเรียนกระดาษ นี่ทำให้จั่วม่อรู้สึกสนิทชิดเชื้อ
ราวกับพบพานญาติสนิท
เมื่อผ่านเข้าไปในประตูเมือง คลื่นเสียงเอะอะอึกทึกก็พลุ่งเข้า
ปะทะหน้า
“นักรบแกร่งเกราะเหลือง ระดับสาม พละกำลังไม่มีที่สิ้นสุด
เหมาะสำหรับงานหนักทุกประเภท ทรหดอดทน แข็งแกร่ง
ทนทาน! เหมาะสำหรับงานก่อสร้างและขุดภูเขา!”
“หุ่นฟางระดับสาม ชงชาเทนํ้า ซักผ้าทำความสะอาด ทำได้
ทุกอย่างที่ท่านปรารถนา ข้ารับใช้ที่เลิศลํ้าที่สุดสำหรับทุกท่าน!”
“ยันต์อัสนีเหินทะยาน! ยันต์อัสนีเหินทะยาน! ยันต์อัสนีเหิน
ทะยานของพรรคซวีหลิง! เพียงแค่หนึ่งร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม
เท่านั้น! อย่าได้พลาดโอกาสอันดีเช่นนี้!”
ฉากที่คล้ายคุ้นเคยคล้ายไม่คุ้นเคยเหล่านี้ ทำให้จั่วม่อจิตใจ
เลอะเลือนเลื่อนลอย หลังจากผ่านการเข่นฆ่าเสี่ยงอันตรายมา
ยาวนาน มองดูคนขายสินค้าตามท้องถนนอันธรรมดาสามัญ
เหล่านี้ จั่วม่อพลันรู้สึกในอกตีบตันอย่างบอกไม่ถูก ปรารถนาจะรํ่า
ไห้สักครา
มันสะกดกลั้นก้อนสะอื้นไว้ในจมูก แล้วยิ้มกว้าง
ความรู้สึกเช่นนี้ประเสริฐยิ่ง!