สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 441 กฎ?
เมืองซวีหลิงไม่ได้ให้ความรู้สึกหวาดหวั่นเขม็งเกลียวแผ่ซ่าน
ไปทั่ว เฉกเช่นที่แนวหน้า แต่ดูคล้ายสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง เนื่อง
เพราะการไหลบ่าเข้ามาของซิวเจ่อจากภายนอก แต่ในทาง
กลับกัน นี่ก็เป็นเหตุให้ท้องตลาดคึกคักเฟื่องฟูมากกว่าเดิม
“นี่คือศาลาเมฆา ร้านค้าสมบัติวิเศษที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองซ
วีหลิง” ซางเว่ยหมิงนำจั่วม่อกับพวกผ่านเข้าไปในประตูร้านค้าที่โอ่
อ่าใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง ผนังกำแพงร้านค้าล้วนสร้างจากก้อนอิฐ
ผลึก แขวนอยู่ใต้ชายคาโค้ง เป็นโคมชาววังผลึกแก้วอันวิจิตร
พิสดาร โคมผลึกใสนี้หมุนช้าๆ ปลดปล่อยแสงสารพัดสีออกมา
สะท้อนใส่ผนังกำแพงผลึก ฉายส่องเป็นสายรุ้งเลื่อมพราย สลับ
เปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกทิศทาง
มองดูศาลาเมฆาอันโอ่อ่าหรูหรานี้แล้ว จั่วม่อกับพวกพากัน
ตะลึงงัน สีหน้าอัศจรรย์ใจ
ก้อนอิฐผลึกแต่ละก้อนเต็มไปด้วยลวดลายค่ายกลจางๆ
มองเห็นได้ชัดเจน บนโคมผลึกแต่ละดวงก็มีลวดลายอักขระยี่สิบ
แปดตัว ทั่วทั้งร้านอยู่ภายใต้การคุ้มครองของขบวนค่ายกล ร้านค้า
ที่หรูหราถึงเพียงนี้ จั่วม่อไหนเลยจะเคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน?
ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด ลำพังก้อนอิฐผลึกที่เปล่งแสงประกายเหล่านี้
ก็มีค่าเท่ากับจิงสือกองโตแล้ว
ซางเว่ยหมิงดวงตาทอแววซับซ้อนวูบหนึ่ง แต่กลับคืนเป็นปกติ
อย่างรวดเร็ว “ตามเมืองใหญ่ๆ บนเกาะเมฆตงเสิ้ง ศาลาเมฆามี
ร้านค้าอยู่แทบทุกเมือง ตงเจีย (เจ้าของ) ของศาลาเมฆา น้อยครั้ง
ที่จะเผยโฉม แต่ในด้านของสมบัติวิเศษและวัตถุดิบระดับสูง นับว่า
เหนือลํ้ากว่าร้านค้าอื่นๆ มาก”
อึดใจให้หลัง จั่วม่อค่อยตั้งสติได้ ท่ามกลางความตื่นตะลึง มัน
อดคาดหวังไม่ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด เพียงการตกแต่งหน้าร้าน
อย่างหรูหราโอ่อ่า ก็เพียงพอจะยืนยันได้ว่าร้านค้าเช่นนี้ จะต้องมี
เบื้องหลังที่ทรงพลังอำนาจ
เมื่อติดตามซางเว่ยหมิงเข้าไปในศาลาเมฆา มันพบว่าภายใน
ยังหรูหรากว่าภายนอกหลายเท่า บนพื้นเรียงรายด้วยหินแสงดาว
ประกายทองระดับสาม แต่ละชิ้นถูกขัดถูจนราบเรียบเหมือนกระจก
จุดสีทองในเนื้อหินราวกับดวงดาราทอประกายกลางท้องฟ้า
รัตติกาล ชั้นแสดงสินค้าแต่ละชั้นจัดวางสมบัติวิเศษเพียงชิ้นเดียว
รอบบริเวณพื้นที่ ภาพมายามหัศจรรย์ผลัดเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง
นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับสมบัติวิเศษแต่ละชิ้น
ผู้ดูแลร้านตรงเข้ามาทักทายพวกมัน สีหน้าท่าทีกระตือรือร้น
แต่นอบน้อมถ่อมตน “ยินดีต้อนรับสู่ศาลาเมฆา ได้รับใช้ท่านถือ
เป็นเกียรติของข้า เชิญชมดูได้ตามต้องการ ท่านสามารถทดลอง
สัมผัสและตรวจสอบสินค้าทุกอย่างได้ตามต้องการ”
ผู้ดูแลร้านเหลือบมองซางเว่ยหมิงที่ด้านข้าง ดวงตาทอแววดู
หมิ่นเหยียดหยามวูบหนึ่ง
สมบัติวิเศษที่ลํ้าค่าและหาได้ยากจะปลดปล่อยรัศมีออกมา นี่
เป็นรัศมีสมบัติวิเศษ กวาดมองไปทั่วร้าน ทั้งร้านคล้ายส่องสว่าง
ด้วยรัศมีสมบัติวิเศษ!
ในสายตาพวกมันเต็มไปด้วยยุทธภัณฑ์เวทและวัตถุดิบ
ระดับสูง กระทั่งคนเช่นจั่วม่อผู้เคยชินกับการพบเห็นสิ่งที่ดีเช่นนี้
ยังอดตื่นตะลึงอยู่บ้างไม่ได้ ศาลาเมฆาแห่งนี้นับว่าสมดังคำเล่าลือ
โดยแท้ ยุทธภัณฑ์เวทและวัตถุดิบที่ตั้งแสดงไว้ ไม่มีชิ้นใดตํ่ากว่า
ระดับสี่ นอกจากจั่วม่อ เหวยเสิ้งและกงซุนชา คนที่เหลือล้วนพิศวง
งงงันกับห้องที่เต็มไปด้วยรัศมีสมบัติวิเศษ
หัวใจของเหวยเสิ้งอยู่เพื่อกระบี่ ไม่ได้รับผลกระทบจากวัตถุ
ภายนอก ส่วนกงซุนชายังจิตใจเลื่อนลอย ไม่ได้รับรู้เรื่องราว
ตรงหน้าสักเท่าใด
ซางเว่ยหมิงสีหน้าซับซ้อน ในส่วนลึกของดวงตาเผยแวว
เจ็บปวดอยู่บ้าง
จั่วม่อไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงของซางเว่ยหมิง มันถาม
ผู้ดูแลร้าน “ร้านของเจ้ามีตัวอ่อนเมฆวารีหรือไม่?”
“ตัวอ่อนเมฆวารี?” ผู้ดูแลร้านสั่นศีรษะ กล่าวว่า “ข้าต้องขอ
อภัยยิ่ง ตัวอ่อนเมฆวารีของร้านเราถูกขายออกไปหมดแล้ว คนผู้
หนึ่งซื้อตัวอ่อนเมฆวารีที่เรามีทั้งหมดตั้งแต่สามเดือนก่อน”
เห็นสีหน้าผิดหวังของจั่วม่อ ผู้ดูแลร้านแนะนำว่า “ตัวอ่อนเมฆ
วารีแม้ไม่ใช่สินค้าระดับสูง แต่ถือกำเนิดขึ้นเฉพาะในส่วนลึกที่สุด
ของทะเลเมฆเท่านั้น กว่าจะถึงช่วงกระแสทะเลเมฆลดลง ยังเหลือ
เวลาอีกครึ่งปี เรายังไม่สามารถลงไปในทะเลเมฆได้ ท่านที่นับถือ
อาจต้องรอคอยอีกครึ่งปี หากท่านที่นับถืออยากได้สินค้านี้จริงๆ
ท่านสามารถทิ้งที่อยู่เอาไว้ หากสินค้าเข้ามาถึง ทางร้านของเราจะ
รีบแจ้งให้ทราบโดยเร็วที่สุด”
จั่วม่อสีหน้าผิดหวังสุดระงับ หน้านิ่วคิ้วขมวด “กระแสทะเลเมฆ
ลดลง?”
ซางเว่ยหมิงยังไม่หลงลืมหน้าที่ผู้นำทางของมัน รีบอธิบายว่า
“ทะเลเมฆจะมีกระแสทะเลเมฆขึ้นลงทุกสองปี และเนื่องเพราะกระแส
ทะเลเมฆนี้เอง ทะเลเมฆจะกลับกลายเป็นปั่นป่วนปรวนแปร ในช่วง
เวลานี้ การเข้าไปในทะเลเมฆเป็นอันตรายมาก ดังนั้นหากยังไม่ถึง
ช่วงทะเลเมฆลดลง มักไม่มีผู้ใดเข้าไปในทะเลเมฆ”
“เช่นนั้นลองไปถามร้านอื่นดู” จั่วม่อแม้ผิดหวัง แต่ไม่ได้ท้อแท้
กล่าวเบาๆ กับสหายร่วมกลุ่ม
เสียงกล่าวแม้แผ่วเบา แต่ผู้ดูแลร้านยังคงได้ยินถนัด มันแย้ม
ยิ้ม พลางกล่าวอย่างภูมิใจอยู่บ้างว่า “ท่านอาคันตุกะไม่ต้องเปลือง
แรงแล้ว ผู้น้อยขอกล่าวอย่างไม่โอ้อวด สินค้าที่ท่านไม่สามารถซื้อ
หาได้จากร้านนี้ ร้านค้าอื่นๆ ในอาณาจักรทะเลเมฆ ย่อมไม่มีให้
ท่านซื้อหาได้อย่างแน่นอน เรื่องนี้ท่านสามารถสอบถามซางเซียน
เซิงดู มันสมควรรู้ดีอยู่แก่ใจ”
ซางเว่ยหมิงดวงตาทอแววเจ็บปวดวูบหนึ่ง แต่ฝืนระงับไว้ เค้น
เสียงลอดไรฟันว่า “มิผิด!”
ผู้ดูแลร้านแย้มยิ้ม แต่ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
จั่วม่อในที่สุดสังเกตเห็นความผิดปกติของซางเว่ยหมิง แต่ก็ยัง
สามารถเห็นได้ว่าซางเว่ยหมิงไม่ได้ปฏิเสธ มันต้องผิดหวังอีกครา
แต่แล้วรีบปลุกปลอบจิตใจอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพวกมันจะต้อง
รออยู่ในอาณาจักรทะเลเมฆสักพักใหญ่ ลองเสาะหาไปรอบๆ ดู
หากไม่ได้ผลจริงๆ พวกมันอาจต้องเดินทางไปยังทะเลเมฆด้วย
ตนเอง
แต่ความตั้งใจเดิมของมันก็คิดจะลงหลักปักฐานในอาณาจักร
ทะเลเมฆสักระยะอยู่แล้ว ที่นี่ทุรกันดารและห่างไกล ยากจะเดินทาง
มาถึง ห่างไกลสุดกู่จากแนวหน้า คุนหลุนคงไม่มุ่งความสนใจมายัง
สถานที่เช่นนี้ มันยังพบว่าในอาณาจักรทะเลเมฆ บรรดาเซียน
กระบี่ไม่ได้โดดเด่นเหนือลํ้ากว่าผู้อื่น เห็นได้ชัดว่าที่นี่ห่างไกลจาก
อิทธิพลของคุนหลุน
สำหรับการพักผ่อนอย่างสงบสุข อาณาจักรทะเลเมฆนับว่า
เป็นสถานที่ที่ดี
ในเวลานี้เอง พลันได้ยินเสียงสตรีดังขึ้นจากด้านหลังอย่าง
กะทันหัน “โอ้ นั่นซางเว่ยหมิงมิใช่หรือ? จุ๊จุ๊ เจ้านำสิ่งใดมาขายอีก
แล้วกระมัง? รอประเดี๋ยว คุณหนูผู้นี้จำได้ว่าเจ้าขายทรัพย์สมบัติ
ทั้งหมดออกไปแล้วนี่ หรือว่าเจ้าเพิ่งขุดเจอของดีอันใดจากในกอง
ขยะบ้านเจ้ากระมัง? ลองให้คุณหนูผู้นี้ชมดูสักครา หากคุณหนูผู้นี้
ถูกใจ ข้าผู้เป็นคุณหนูอาจจะโยนเศษอาหารให้แก่เจ้าสัก
เล็กน้อย!”
ถ้อยคำโหดร้ายรุนแรงเหล่านี้ ทำให้ซางเว่ยหมิงใบหน้าแดงกํ่า
ด้วยความเดือดดาล สองมือเกร็งแน่นโดยไม่รู้ตัว
จั่วม่อหันกลับไปมอง เห็นโฉมสะคราญที่งดงามจนชวนตะลึง
ผ่านเข้ามาในสายตามัน นางคิ้วโก่งดุจเดือนเสี้ยว ริมฝีปากบาง
จมูกโด่งเชิด ใบหน้านางเต็มไปด้วยอาการเหยียดหยามดูแคลน
จ้องมองไปที่ซางเว่ยหมิง มุมปากประดับรอยยิ้มเบาบางแทบมองไม่
เห็น
โฉมสะคราญเชิดหน้า เยื้องย่างกรีดกราย แหวนและจี้ที่นาง
สวมใส่กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ผู้ดูแลร้านเมื่อพบเห็นสตรีนางนี้
รีบคารวะทักทายด้วยสีหน้าท่าทีนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง “คุณหนู
เยิ่น!”
คุณหนูเยิ่นคล้ายไม่ได้ยินพวกมัน นางสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่
น้อย กรีดกรายเข้าไปถึงเบื้องหน้าซางเว่ยหมิง กวาดมองตั้งแต่
ศีรษะจรดปลายเท้า กล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ข้าผู้เป็นคุณหนูกำลัง
สงสัยอยู่ทีเดียว ว่าไฉนไม่พบหน้าเจ้านานแล้ว ที่แท้เจ้าไปเสาะหา
งานเป็นผู้นำทาง จุ๊จุ๊ ตระกูลซางเก่าแก่ที่เคยรุ่งโรจน์ถึงเพียงนั้น ที่
แท้ตกตํ่าเพียงนี้แล้ว ชวนให้คุณหนูผู้นี้เศร้าสลดใจนัก วันนี้ได้พบ
เห็นกับตา จะให้คุณหนูผู้นี้ยืนดูเฉยๆ ได้อย่างไร?”
“เยิ่นจิ้ง อย่าให้มันมากเกินไปนัก!” ซางเว่ยหมิงใบหน้าแดงกํ่า
กำหมัดแน่นจนกระดูกลั่น
“มากเกินไป? ฮ่าฮ่า! ถ้อยคำนี้เหมาะสมยิ่ง! ช้าชมชอบกระทำ
ให้มันมากเกินไป” นางพลันหันมาทางจั่วม่อ “ท่านที่นับถือ กรุณา
เมตตาปล่อยมันให้แก่ข้าเถอะ ท่านที่นับถือสามารถเลือก
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ได้ตามต้องการหนึ่งชิ้น”
จากนั้นนางหันไปทางผู้ดูแลร้าน “จดลงไปในบัญชีของ
คุณหนูผู้นี้”
“ทราบแล้ว!” ผู้ดูแลร้านรับคำอย่างนอบน้อม
จั่วม่อยกมือขึ้น กล่าวเสียงเย็นชา “รอก่อน!”
“ท่านที่นับถือคิดไม่ไว้หน้าเยิ่นจิ้งหรือ?” โฉมสะคราญใบหน้า
เย็นเยียบ
จั่วม่อสีหน้าไม่สะทกสะท้าน “ข้าเพียงว่าจ้างพี่ซาง มันไม่ใช่
ทาสของข้า ผู้น้อยไม่มีสิทธิ์จะขายมันให้แก่ผู้ใด”
โฉมสะคราญเยิ่นจิ้งสีหน้าคลายลงเล็กน้อย “เช่นนั้น
ความหมายของท่านที่นับถือคือ?”
จั่วม่อกล่าวเบาๆ “นี่ย่อมแล้วแต่ความยินยอมของพี่ซาง หาก
พี่ซางผงกศีรษะ ผู้น้อยก็ไม่มีวาจาจะกล่าว ไม่จำเป็นต้องมอบ
ยุทธภัณฑ์ระดับสี่ให้แก่ข้า เพียงคืนค่าจ้างผู้นำทางมาก็พอ”
เยิ่นจิ้งแย้มยิ้มเฉิดฉัน “ที่แท้เป็นเช่นนี้ นี่ง่ายดายยิ่ง”
กล่าวจบคำ นางหมุนตัวกลับ เดินเข้าไปตรงหน้าซางเว่ยหมิง
แย้มยิ้มเบิกบานปานบุปผา “ซางเว่ยหมิง ตอบตกลงเสียดีๆ”
ซางเว่ยหมิงรู้สึกไฟโทสะลุกโชนอัดอก เค้นเสียงลอดไรฟันว่า
“คนแซ่เยิ่น อย่าแม้แต่จะคิด!”
ฉาด!
เสียงตบดังสนั่นบนใบหน้าของมัน!
ซางเว่ยหมิงสมองขาวว่างเปล่า ชั่วพริบตานี้ ความอัปยศอดสู
ที่ไม่เคยมีมาก่อนท่วมท้นไปทั่วสรรพางค์กาย ดวงตามันแดงฉาน
อย่างฉับพลัน กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดเขียวปูดโปน ตระเตรียม
ต่อสู้แลกชีวิต!
เยิ่นจิ้งยังคงแย้มยิ้มอ่อนหวาน แต่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียด
หยาม “บุตรชายเจ้ามีพรสวรรค์ดีกว่าเจ้า แทบจะบรรลุด่านหนิง
ม่ายอยู่แล้ว ข้าผู้เป็นคุณหนูได้ยินว่ามันเข้าร่วมสำนักกระบี่ภูผา
โปร่ง เจ้าคิดทำลายอนาคตของมันหรือ? ต้องการให้ข้าไปเยี่ยม
เยียนสำนักกระบี่ภูผาโปร่งสักคราหรือไม่?”
ซางเว่ยหมิงหยุดยั้งลงอย่างเต็มฝืน รู้สึกราวกับตกลงไปใน
หล่มนํ้าแข็ง ดวงตาแทบพวยพุ่งไฟโทสะและความเคียดแค้นชิงชัง
ออกมา มันแทบจะเค้นเสียงออกมาจากก้นบึ้งขุมนรก “เจ้าที่แท้
ต้องการทำอะไรกันแน่?”
ฉาด!
เยิ่นจิ้งตวัดหลังมือตบอีกหนึ่งฉาด!
“ทำอะไร? ฮ่าฮ่า คุณหนูผู้นี้เพียงต้องการหาความสำราญจาก
เจ้าเท่านั้น! เมื่อครั้งที่ตระกูลซางเก่าแก่ยังมีพลังล้นเหลือ แทบจะ
บีบเค้นตระกูลเยิ่นเราจนหายใจไม่ออก วันนี้ข้าผู้เป็นคุณหนู
สามารถหาความสำราญจากการเหยียบยํ่าซางเว่ยหมิงเจ้า คุณหนู
ผู้นี้เบิกบานใจนัก!”
“เจ้า… …”
ฉาด!
ตบอีกหนึ่งฝ่ามือ!
“อย่าได้คิดหลบหลีกเชียว! ยืนนิ่งๆ! อย่าได้ลืมเลือนบุตรชายที่
น่ารักของเจ้าเสียเล่า!”
ซางเว่ยหมิงคล้ายถูกสายฟ้าฟาดกลางศีรษะ ราวกับหุ่นไม้ที่ไร้
คนชักเชิด ยืนนิ่งงันไม่ไหวติง
จั่วม่อในที่สุดอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป หว่างคิ้วปรากฏเค้า
ชิงชังรังเกียจ ก้าวออกมาข้างหน้า “พอได้แล้วกระมัง! หาก
ต้องการฆ่าคน ก็เพียงแค่ปลิดศีรษะมันลงมาก็พอ ไม่ว่าในอดีตจะมี
เรื่องบาดหมางใด ก็ไม่จำเป็นต้องหยามอัปยศกันถึงเพียงนี้!”
โฉมสะคราญเยิ่นจิ้งฝ่ามือชะงักค้างกลางอากาศ หมุนตัว
กลับมาเผชิญหน้ากับจั่วม่อ ยิ้มเย้ยหยันอย่างเย็นชา “เจ้าผู้นี้สุรา
คารวะไม่ยอมดื่มจริงๆ! ยามเมื่อข้าเยิ่นจิ้งผู้นี้กระทำสิ่งใด ไหนเลยมี
ที่ให้ผู้อื่นชี้นิ้วกล่าววาจา? เจ้าเพิ่งมาใหม่กระมัง ใช่ไม่ทราบกฎ
หรือไม่?”
จั่วม่อแย้มยิ้มเฉิดฉัน เผยฟันขาวสะอาดทั้งปาก หัวร่ออย่างลี้
ลับ “เจ้ากล่าวไม่ผิด พวกเราเพิ่งมาใหม่จริงๆ!”
ทันใดนั้น ร่างมันหายวับไป จากนั้นปรากฏขึ้นข้างกาย
นางงามเยิ่นจิ้ง คว้าจับนางเอาไว้ นางไม่ได้ตอบสนองแม้แต่น้อย
จั่วม่อแสยะยิ้มอย่างดุร้าย “เจ้าเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่จิตใจ
ช่างชั่วร้ายไร้ความปราณีจริงๆ! กฎ? เสี่ยวเหยียล่วงรู้กฎอยู่บ้าง ให้
เสี่ยวเหยียผู้นี้สั่งสอนกฏแก่เจ้าเถอะ!”
กล่าวจบคำ สองมือมันระดมตบตีใบหน้าอ่อนหวานละมุนละไม
ของเยิ่นจิ้งอย่างไร้เมตตาปราณี ไม่มีความคิดรักหยกถนอมบุปผา
แม้แต่น้อย
ผู้ดูแลร้านค้าของศาลาเมฆาหน้าเผือดขาวในบัดดล กรีดร้อง
สุดเสียง
“หยุดมือ!”
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
“พวกเจ้าหาที่ตาย!”
เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เหล่าองครักษ์คุ้มกันของศาลาเมฆา
โถมทะยานเข้ามาโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง
ทันใดนั้น เสียงแค่นอย่างเย็นชาระเบิดขึ้นข้างหูพวกมัน
ประดุจสายฟ้าคำรนตบฟาดสองหูอย่างถนัดถนี่ ผู้คุ้มกันที่พลัง
ฝีมืออ่อนด้อยถึงกับโลหิตฉีดพ่นออกจากปาก ใบหน้าทอแวว
หวาดผวา
ข้างๆ เซี่ยซาน เห็นจงหยูประนมมืออย่างสงบ ดวงตาพริ้มหลับ
มันไม่ชมชอบจิตใจดั่งงูพิษของเยิ่นจิ้ง สำเนียงสะท้านอัสนีเมื่อครู่
จึงไม่ได้เผื่อแผ่เมตตาจิตแม้แต่น้อย
ทุกผู้คนสีหน้ายิ่งตะลึงลาน พวกมันกลายเป็นตื่นตระหนก
กว่าเดิม
“ค่ายกล! รีบเปิดใช้งานค่ายกล!”
“รีบเชิญผู้เฒ่าสวีออกมาช่วยเหลือเร็ว!”
“สวรรค์ของข้า!”
จั่วม่อแม้แต่มองยังไม่มอง ไม่ได้แยแสสนใจเหล่าผู้คุ้มกันแม้แต่
น้อย มันไม่ได้ใช้พลังปราณหรือพลังสังขารปิศาจ เพียงกระหนํ่า
ตบด้วยกำลังไม่หยุดมือ มองดูใบหน้าสะคราญปานหยาดฟ้าของ
เยิ่นจิ้งเปลี่ยนสภาพไปอย่างสมบูรณ์ ค่อยรู้สึกว่าโทสะได้รับการ
ระบาย รู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก
เยิ่นจิ้งผู้น่าสงสารใบหน้างามบวมปูด บ้างเขียวชํ้า บ้างเป็นสี
ม่วงคลํ้า ไม่มีจุดใดปกติ ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง นับตั้งแต่
จั่วม่อเริ่มลงมือ นางกระทั่งเวลาจะกรีดร้องยังไม่มี
ดวงตานางเผยประกายเคียดแค้นชิงชังอย่างลึกลํ้า ทั้งยัง
อาฆาตมาดร้าย ประหนึ่งคิดกัดกินจั่วม่อทั้งเป็น!
แต่โจรร้ายใจอำมหิตประเภทใดที่จั่วม่อไม่เคยพบเจอ? อาศัย
ตัวประกอบเล็กๆ เช่นนี้ ไหนเลยจะอยู่ในสายตามัน มันขยุ้มลำคอ
เยิ่นจิ้ง ยกชูขึ้นราวกับหิ้วคอไก่ที่รอรับการเชือดเฉือน แย้มยิ้ม
อย่างเหี้ยมเกรียม “ฟังกฎของเสี่ยวเหยียผู้นี้บ้าง ต่อไปในภายภาค
หน้า อย่าให้เสี่ยวเหยียได้เห็นหน้าเจ้าอีก พบเจ้าที่ใด เสี่ยวเหยียจะ
ทุบตีเจ้าที่นั่น!”
ในเวลานี้เอง หินแสงดาวประกายทองใต้ฝ่าเท้าของทุกผู้คน
เริ่มสาดแสงด้วยลวดลายของค่ายกลยันต์!