สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 442 สตรีเยี่ยงเจ้า
ซางเว่ยหมิงมองลวดลายค่ายกลที่เจิดจ้าขึ้นทุกขณะ หน้าขาว
เผือดจนไม่มีสีเลือด รีบร้องบอกพรรคพวกของจั่วม่อ “หนี
เร็ว! ระวังค่ายกล!”
เรื่องราวเมื่อบานปลายถึงขั้นนี้ ซางเว่ยหมิงรู้สึกเหมือนความ
ตายกรายใกล้เข้ามาถึงศีรษะ แต่มันทราบว่าคนเหล่านี้ตั้งใจ
ช่วยเหลือมัน เพียงแต่พวกมันยังไม่ตระหนักถึงอำนาจอิทธิพลของ
ตระกูลเยิ่นในเมืองซวีหลิง
ด้วยนิสัยใจคอและความอาฆาตมาดร้ายของเยิ่นจิ้ง นางเมื่อ
ถูกหยามอัปยศถึงขั้นนี้ พวกมันเกรงว่าไม่อาจรอดพ้นจากความ
ตายได้!
“เจ้าหนีไม่พ้นหรอก! จงปล่อยตัวคุณหนูเยิ่นในบัดดล พวก
เราจะเว้นทางรอดให้เจ้า!” ผู้ดูแลร้านกล่าวกับจั่วม่อด้วยสุ้มเสียง
เคร่งเครียด
จั่วม่อกับพวกรู้สึกคล้ายมีพลังที่มองไม่เห็นกดทับพวกมัน
เอาไว้ ราวกับว่ามีภูเขาเล็กๆ ทับอยู่บนหลังไหล่ ส่วนบรรดาผู้คุ้ม
กันและผู้ดูแลร้านของศาลาเมฆาป้ายหยกบนเอวเปล่งแสงรางเลือน
การเคลื่อนไหวของพวกมันไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย
เหล่าผู้คุ้มกันกับผู้ดูแลร้านค่อยคึกคักขึ้นอักโข ค่ายกล
ป้องกันของศาลาเมฆก่อตั้งโดยยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญวิชาค่ายกล
เงื่อนไขตํ่าสุดคือสามารถทนต่อการโจมตีของซิวเจ่อด่านจินตัน
แม้ว่ากลุ่มคนที่ขวัญกล้าบังอาจเหล่านี้แข็งแกร่งทรงพลัง แต่
ภายใต้ค่ายกลขบวนใหญ่ พวกมันต่อให้ติดปีกก็ไม่อาจโบยบินได้
ตามอำเภอใจ
“พวกเจ้าหนีไม่รอดแน่! ข้าจะสับเจ้าเป็นพันๆ ชิ้น ไม่ให้พวก
เจ้าได้ตายอย่างเป็นสุข!” เยิ่นจิ้งกรีดร้องหัวร่อราวเสียสติ!
โดยไม่มีถ้อยคำใด จั่วม่อตวัดมือตบฉาดๆ อีกชุดใหญ่ ตบจน
เยิ่นจิ้งเห็นดาวทองระยิบระยับ ดวงตาทอแววหวาดหวั่นขวัญผวา
นางในที่สุดค่อยจดจำได้ ว่าตนยังอยู่ในเงื้อมมือของคนร้ายที่น่า
สะพรึงกลัวนี้
หลังจากตบจนสาแก่ใจ จั่วม่อโทสะสลายคลายเล็กน้อย แค่น
เสียงอย่างเย็นชา “เจ้านี่ช่างแส่หาเรื่องโดยแท้! ไม่ถูกทุบตีไม่หลาบ
จำใช่หรือไม่!”
เยิ่นจิ้งสะท้านเฮือก หุบปากฉับอย่างหวาดผวา บุรุษนี้แม้สดใส
เยาว์วัย รูปโฉมท่วงท่าคล้ายไม่ชั่วร้ายอำมหิต แต่เจตนาฆ่าฟันที่
แผ่ซ่านออกมา ทำให้นางถึงกับสั่นระริก
ซางเว่ยหมิงหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคลํ้า ต่อหน้าค่อยกลขบวน
ใหญ่นี้ พลังบำเพ็ญเพียรของมันต้อยตํ่าไม่ต่างจากกระดาษแผ่น
หนึ่ง
กงซุนชาได้รับการคุ้มครองจากจงหยู ไม่รู้สึกอันใด
จั่วม่อเหลือบมองสภาพของซางเว่ยหมิงแวบหนึ่ง จากนั้น
ตะโกนบอก “เหล่าเซี่ย เสาโคมชาววังต้นที่สามทางด้านขวาของ
เจ้า ทำลายมันเสีย!”
ตั้งแต่เดินเข้ามาในร้าน มันก็เฝ้าสังเกตโคมชาววังเหล่านี้อยู่
แล้ว ร้านค้าเช่นนี้ย่อมต้องมีขบวนค่ายกลคุ้มครองร้าน ไม่ใช่เรื่อง
แปลกอันใด แต่การตื่นตัวต่อสภาพแวดล้อมทุกที่ที่ย่างเท้าเข้าไป
ไม่ปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสถานที่อันตราย กลายเป็น
สัญชาตญาณของจั่วม่อไปเสียแล้ว
เซี่ยซานผู้คันไม้คันมืออยู่นานแล้ว ไม่เสียเวลากล่าวคำใด
เพียงสะบัดมือขวับๆ ปราณกระบี่สีรุ้งพวยพุ่งออกมา ฟันใส่เสาโคม
ชาววังต้นที่สามทางขวามือ ราวกับตัดก้อนเต้าหู้ก็มิปาน
ทุกคนรู้สึกร่างกายเบาสบายขึ้นเล็กน้อย
“ต้นที่หกด้านหลังเจ้า!”
“แถวที่สามจากปลายเท้าเจ้า กระเบื้องแผ่นที่สี่ทางซ้าย”
จั่วม่อออกคำสั่งติดต่อกันอย่างสงบเยือกเย็น ปราณกระบี่
ของเซี่ยซานพอจู่โจมลงครั้งหนึ่ง พลังอำนาจของค่ายกลขบวน
ใหญ่ก็ลดน้อยลงส่วนหนึ่ง ภายใต้สายตาหวาดกลัวของผู้คุ้มกัน
และผู้ดูแลร้านของศาลาเมฆา ค่ายกลใหญ่อันไร้เทียมทานในใจ
พวกมัน ภายใต้ปราณกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม กลับค่อยๆ อ่อนด้อย
ลงทุกขณะ รอจนลวดลายค่ายกลส่วนสุดท้ายบนแผ่นกระเบื้องหิน
แสงดาวประกายทองดับวูบลง ค่ายกลใหญ่ทั้งขบวนก็ถูกทำลาย
อย่างสมบูรณ์
พลังกดดันทั้งหมดพลันสลายคลาย ซางเว่ยหมิงราวกับปลา
ตาย หอบหายใจพะงาบๆ อยู่บนพื้น
ชั่วพริบตานี้เหล่าผู้คุ้มกันกับผู้ดูแลร้านที่สิ้นหวังและอับจน
หนทาง บังเอิญเหลือบเห็นเงาร่างที่คุ้นตา พวกมันคล้ายไขว่คว้าได้
เส้นฟางช่วยชีวิต พากันแหกปากร้องเรียกอย่างยินดี “ท่านผู้
เฒ่าสวี! ท่านผู้เฒ่าสวี!ช่วยพวกเราด้วย!”
ในเงามืด สวีเจิ้งเวยชะงักเท้ากึก ในใจรํ่าร้องว่า…แย่แล้ว!
ซึ่งความจริงมันมาถึงได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่เห็นฝ่ายตรงข้าม
ทำลายขบวนค่ายกลอย่างง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ ต้องบังเกิด
ความคิดล่าถอยหลบเลี่ยงทันที! มันแม้รับสินนํ้าใจจากศาลาเมฆา
เป็นประจำทุกเดือน มีข้อตกลงออกหน้าช่วยเหลือยามคับขัน แต่จะ
ให้มันเอาชีวิตชรามาทิ้งขว้างเพื่อศาลาเมฆา มันย่อมไม่ยอมทำ
เช่นนั้นแน่!
เหล่าตัวบัดซบโง่งม! พวกเจ้าตาบอดกันหมดแล้วหรือไร?
ไฉนตอแยกลุ่มมารร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเหล่านี้!
สวีเจิ้งเวยไม่ใช่เด็กน้อยไม่รู้ความ เห็นคนเหล่านี้ลงมืออย่าง
รวบรัดหมดจด ไม่เงอะงะรีรอ การตัดสินใจทั้งเฉียบขาดทั้งดุดัน
หากมิใช่ผู้ที่ผ่านการเข่นฆ่าสังหารนับไม่ถ้วน ไม่มีทางบรรลุสภาวะ
เช่นนี้ได้!
ไม่ว่าจะอย่างไร มันย่อมไม่คิดตอแยความยุ่งยากเช่นนี้ใส่ตัว!
โชคร้ายที่ขณะที่มันกำลังจะล่าถอยออกไป ผู้คุ้มกันร้านค้าผู้
หนึ่งกลับพบเห็นมันเสียก่อน ทำให้มันตกลงสู่สภาพกลืนไม่เข้า
คายไม่ออกในทันที หากข่าวที่ว่ามันรับสินนํ้าใจผู้อื่นทุกเดือน แต่
เมื่อถึงเวลากลับไม่ลงมือช่วยเหลือแพร่สะพัดออกไป นั่นไม่ใช่เรื่อง
ดีแน่ แต่หากมันไม่หลบหน้าไปเสียยามนี้ ก็ต้องเผชิญหน้ากับเหล่า
มารร้ายที่ไร้เมตตาปราณี เช่นนั้นกระดูกเก่าผุของมันจะไปครณา
มืออีกฝ่ายได้อย่างไร
ผู้เฒ่าสวียืนนิ่งเงียบงันอยู่กับที่ ในใจบังเกิดความคิดขัดแย้ง
ต่อสู้กันอย่างรุนแรง
“ทุกท่าน โปรดหยุดมือก่อน! เราผู้เฒ่าแม้ไม่ใช่ตงเจียของ
ร้านค้าแห่งนี้ แต่ก็คุ้นเคยกับตงเจียของที่นี่ดี เราผู้เฒ่าขอหน้าด้าน
กล่าวคำขออภัยแทนตงเจีย โปรดเห็นแก่ใบหน้าชราของเราผู้เฒ่า
เปลี่ยนศาสตราเป็นแพรรพรรณเถอะ!”
วาจาประดานี้ของผู้เฒ่าสวีกล่าวด้วยท่าทีถ่อมตนและให้
เกียรติอย่างสูง ทำเอาบรรดาผู้คุ้มกันที่ตระเตรียมโห่ร้องตะโกน
หนุน ‘ท่านผู้เฒ่าสวี จับคนเหล่านี้เลย’ ถึงกับอ้าปากค้าง ทั่วทั้งร้าน
เงียบกริบลงในบัดดล
ผู้เฒ่าสวีเป็นซิวเจ่อด่านจินตันผู้หนึ่ง… …
ในใจพวกมันบังเกิดความคิดเดียวกันทั้งหมด อดสงสัยไม่ได้
ว่าพวกมันใช่ดวงตาฝ้าฟางสองหูฟั่นเฟือนไปพร้อมกันหรือไม่! ผู้
เฒ่าสวีที่ปกติทระนงถือดี เยือกเย็นและไม่อินังขังขอบ ใช่เป็นคน
เดียวกันกับผู้เฒ่าสวีที่ประสานมือค้อมกายอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
และใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจงนี้หรือไม่?
ตาเฒ่าผู้นี้เป็นจินตัน!
ในใจจั่วม่อกับพวกก็ผุดความคิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ศาลา
เมฆานับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ถึงกับมีจินตันผู้หนึ่งคอยคุ้มครอง!
แม้ว่าเหวยเสิ้งกับอีกสองคนล้วนเป็นจินตัน อีกทั้งจั่วม่อยังเคย
สังหารซงเยวียน ศิษย์ด่านจินตันของคุนหลุน แต่พวกมันก็ไม่ยินดี
เปิดศึกกับจินตันอีกผู้หนึ่งอยู่ดี
ผู้ที่สามารถฝึกปรือจนบรรลุด่านจินตัน ไม่มีผู้ใดรวบรัด
ธรรมดา
เทียบกับสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังของจั่วม่อกับพวก ผู้เฒ่าสวีแม้
ใบหน้าประดับรอยยิ้มอบอุ่นเป็นกันเอง แต่ในใจเต้นระทึกจนแทบ
กระดอนออกมา ตระหนกจนอกสั่นขวัญหาย! นอกเหนือจากบุรุษ
หนุ่มที่พลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อยเป็นอย่างยิ่ง กับอีกคนหนึ่งที่เห็น
ได้ชัดว่าไม่ใช่จินตันแล้ว อีกสี่คนที่เหลือ มันไม่สามารถมองเห็น
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของคนเหล่านี้ได้!
นี่เป็นสัญญาณของอันตรายสุดขั้ว!
มีความเป็นไปได้เพียงสองประการ หากมิใช่ว่าพลังฝีมือของ
ผู้อื่นเหนือลํ้ากว่ามัน ก็ต้องเป็นว่าผู้อื่นฝึกปรือเวทวิชาที่ผิด
ธรรมดาชนิดหนึ่ง! และไม่ว่าจะเป็นประการไหน สำหรับมันล้วน
อันตรายทั้งสิ้น! ถึงกับอดนึกยินดีที่แสดงทีท่าอ่อนน้อมถ่อมตนเป็น
อย่างยิ่งไม่ได้
กล่าวกันว่าผู้คนไม่ตบใส่ใบหน้าแย้มยิ้ม อีกทั้งข้า สวีเจิ้งเวย
ยังเป็นจินตันผู้หนึ่ง เมื่อลดตัวลงแสดงทีท่าเช่นนี้ อีกฝ่ายย่อม
ละอายใจเกินกว่าที่จะลงมือต่อ
จริงดังคาด สีหน้าเป็นปฏิปักษ์ของทั้งกลุ่มสลายคลายลงทันที
แต่แล้วยามนี้เอง สุ้มเสียงอันคุ้นเคยกลับขัดจังหวะสถานการณ์ที่
กำลังผ่อนคลาย!
“ท่านปู่สวี ช่วยด้วย! ช่วยจิ้งเอ๋อร์ด้วย!
มันเห็นสตรีใบหน้าบวมเป่ง ผมเผ้ายุ่งสยายหลุดลุ่ย กำลัง
สะบัดดิ้นรนอยู่ในมือของผู้นำกลุ่ม! ตอนที่ลอบมองจากเงามืด สวี
เจิ้งเวยมองเห็นอย่างชัดเจน บุรุษนี้เป็นผู้นำของกลุ่ม เป็นหนึ่งใน
คนที่มันไม่อาจหยั่งวัดพลังได้!
ผู้เฒ่าสวีตะลึงงัน มองดูเยิ่นจิ้งที่รูปโฉมแปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง
ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “จิ้งเอ๋อร์? เจ้าคือจิ้งเอ๋อร์?”
“ฮือฮือฮือ! ท่านปู่สวี ช่วยจิ้งเอ๋อร์ด้วย!”
เยิ่นจิ้งผู้บอบชํ้าทั้งร่างกายและจิตใจ เริ่มร้องห่มร้องไห้ออกมา
ทันที
เห็นจั่วม่อหิ้วร่างเยิ่นจิ้งเอาไว้ในมือ ผู้เฒ่าสวีเข้าใจกระจ่างใน
บัดดล มันไหนเลยจะไม่ทราบถึงความเย่อหยิ่งโอหังของเยิ่นจิ้ง? นี่
จะต้องเป็นเยิ่นจิ้งตอแยผู้อื่น เป็นเหตุให้นางถูกสั่งสอนคราหนึ่ง!
มันสามารถเห็นได้ว่าอีกฝ่ายยังเมตตาปราณี เยิ่นจิ้งแม้ผมเผ้า
กระเซอะกระเซิง ใบหน้าบวมชํ้า แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงอัน
ใด ผู้อื่นเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใช้พลังปราณ มิเช่นนั้นเยิ่นจิ้งกระทั่ง
ชีวิตยังรักษาเอาไว้ไม่ได้
ผู้เฒ่าสวีปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างรุนแรง กับนิสัยใจคอ
เย่อหยิ่งจองหองของเยิ่นจิ้ง มันหาได้มีความรู้สึกที่ดีด้วยไม่ แต่มัน
ยังต้องคำนึงถึงผู้อาวุโสบางคนของตระกูลเยิ่นด้วย เหตุผลที่เยิ่นจิ้ง
สามารถเย่อหยิ่งจองหองไปทั่วเมืองซวีหลิง เกี่ยวข้องโดยตรงกับ
การที่ผู้อาวุโสเหล่านั้นมักจะตามใจและให้ท้ายนาง เหล่าตาเฒ่า
นิสัยประหลาดพวกนั้น!
หากวันนี้มันเพียงยืนดูเฉยๆ พรุ่งนี้ตาเฒ่าเหล่านั้นจะต้องมารัง
ควานหาเรื่องมันถึงที่แน่!
นั่นคงยํ่าแย่มากแล้ว!
ผู้เฒ่าสวีในใจฝืนยิ้มขมขื่น มันประสานมือ กล่าวอย่างจริงใจ
“พี่น้องทุกท่าน เราผู้เฒ่ามีความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสในบ้านของ
เด็กหญิงผู้นี้ เด็กหญิงนี้ไม่ล่วงรู้เรื่องราวทางโลก เรื่องวันนี้ถือเป็น
บทเรียนแก่นางแล้ว โปรดคลายมือ ปลดปล่อยนางเถอะ”
จั่วม่อเดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะปลิดชีวิตน้อยๆ ของเยิ่นจิ้งอยู่แล้ว
เห็นสวีเจิ้งเวยขอร้องอย่างจริงใจ มันพยักหน้าพลางกล่าวง่ายๆ
“ตกลง!”
กล่าวจบคำ ก็สะบัดมือ ส่งเยิ่นจิ้งปลิวลิ่วไปทางผู้เฒ่าสวี
ผู้เฒ่าสวีรีบยกมือ ประคองร่างเยิ่นจิ้งเอาไว้อย่างนุ่มนวล!
เยิ่นจิ้งพอยืนหยัดมั่น ดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงฉาน ชี้นิ้วไปยัง
จั่วม่อกับพวก กรีดร้องเสียงแหลม “ท่านปู่สวี! ฆ่าพวกมัน! ฆ่าพวก
มันให้หมดสิ้น!”
ผู้เฒ่าสวีสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก มันคาดไม่ถึงว่าเยิ่นจิ้ง
จะโง่งมบัดซบจนไม่ตระหนักถึงสถานการณ์ คนกลุ่มนั้นสีหน้า
เคร่งเครียดเย็นชาลง เผยเจตนาฆ่าฟันออกมา
มันแย้มยิ้มเต็มฝืน รีบกล่าว “ขออภัยด้วย! เด็กหญิงผู้นี้ยังคง
ตื่นตกใจเกินไป เป็นที่หัวร่อเยาะของทุกคนแล้ว! บทเรียนวันนี้เป็น
สิ่งที่ดีสำหรับนางจริงๆ!”
วาจาของสวีเจิ้งเวยทำให้จั่วม่อกับพวกสีหน้าคลายลงอีกครั้ง
แต่แล้วในเวลานี้เอง สุ้มเสียงเย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้นจากหน้า
ประตู “เด็กของตระกูลเยิ่นเราต้องให้ผู้อื่นมาสั่งสอนตั้งแต่เมื่อใด?”
สวีเจิ้งเวยสีหน้าแข็งทื่อในบัดดล!
เห็นบุรุษชราสามคนเดินผ่านประตูเข้ามา พวกมันผมเผ้า
หนวดเคราขาวโพลน สีหน้ามืดทะมึน ชั่วขณะที่จั่วม่อคว้าตัวเยิ่น
จิ้ง นางลอบทำลายยันต์ช่วยชีวิตบนร่าง สามผู้เฒ่าเมื่อได้รับ
สัญญาณร้องขอความช่วยเหลือจากเยิ่นจิ้ง ถึงกับหน้าซีดขาว รีบ
รุดมาในบัดดล
เยิ่นจิ้งพอพบเห็นเฒ่าชราทั้งสาม พลันรํ่าไห้ปานจะขาดใจ
โถมเข้าไปในอ้อมกอดของเฒ่าชราที่เป็นผู้นำขบวน “ท่านปู่! ท่าน
ปู่!”
บุรุษชราที่เป็นหัวหน้าขบวนปลอบประโลมนางอย่างอ่อนโยน
“จิ้งเอ๋อร์ ไม่ต้องรํ่าไห้แล้ว ปู่จะสะสางบัญชีให้กับเจ้าเอง!”
เยิ่นจิ้งเงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกายอาฆาตมาดร้าย ขบ
กรามแน่น “หลานต้องการให้พวกมันทุกคนตกตาย! พวกมัน
ทั้งหมดต้องตาย!”
“จิ้งเอ๋อร์ วางใจเถอะ” ผู้เฒ่าอีกคนกล่าว “ปู่รองรับประกัน ว่า
พวกมันไม่อาจมีชีวิตรอดพ้นจากวันนี้แน่”
“กล้าข่มเหงตระกูลเยิ่นเรา พวกเจ้าช่างขวัญกล้าบังอาจนัก!”
เยิ่นเหล่าซัน (อันดับสามแซ่เยิ่น)ใบหน้าเย็นชา เจตนาฆ่าฟันล้น
ทะลักออกมา
เยิ่นจิ้งดวงตาดุร้ายอำมหิต ชี้ไปยังซางเว่ยหมิง กล่าวว่า “นั่น
คือซางเว่ยหมิงจากตระกูลซางเก่าแก่!อย่าได้ฆ่ามัน หลานต้องการ
จัดการให้มันตายอย่างช้าๆ!”
ซางเว่ยหมิงใบหน้าเขียวคลํ้า มันทราบว่าวันนี้ยากจะรอดพ้น
ชะตากรรมแล้ว!
“ตกลง ตกลง ขอเพียงเจ้าพึงพอใจ ไม่ว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้น!”
ท่านปู่ใหญ่ปลอบประโลมด้วยสีหน้าเมตตาปราณีหาใดเปรียบ
“และบุตรชายของมันที่อยู่ในสำนักกระบี่ภูผาโปร่งนั้นด้วย!”
เยิ่นจิ้งกล่าวอย่างอาฆาตไม่สิ้นสุด
“แน่นอนแน่นอน พวกเราจะต้องจับมันมาให้แก่จิ้งเอ๋อร์
แน่นอน!”
ซางเว่ยหมิงรู้สึกราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ ในสายตา
มืดทะมื่น!
เยิ่นจิ้งเผยอยิ้มเหี้ยมเกรียม ยังคงกล่าวอีกว่า “หลานต้องการ
… …”
ในเวลานี้เอง จั่วม่อกับพวกพลันร่างหายวับไป!
ผู้เฒ่าเยิ่นทั้งสามสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย ท่านปู่ใหญ่
ตอบสนองทันควัน ผลักร่างเยิ่นจิ้งไปด้านหลังมัน ตระเตรียม
ปกป้องคุ้มครองอย่างเต็มที่
เจตจำนงกระบี่สุญตา เจตจำนงกระบี่สายรุ้ง และเจตจำนงหมัด
อันหนาหนักพลันปรากฏขึ้น!
พลังแต่ละสายแยกย้ายจี้ใส่ผู้เฒ่าเยิ่นทั้งสามอย่างพร้อม
เพรียง!
สามผู้เฒ่ารู้สึกสยดสยองจนขนลุกเกรียว!
ในเวลาเดียวกัน เงาร่างสีทองสายหนึ่งวาบขึ้นด้านหลังคนทั้ง
สาม
เยิ่นจิ้งสุ้มเสียงชะงักขาดหายในบัดดล รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมแข็ง
ค้างอยู่บนใบหน้า นางได้ยินเสียงกระดูกหักอย่างน่าสยดสยอง เป็น
กระดูกคอของนางเองที่ถูกบดขยี้จนแหลกลาญคามือ แล้วนางก็
พบว่าในสายตาของนางกลายเป็นมุมมองอันแปลกประหลาดยิ่ง
ก่อนที่คลื่นความมืดจะกลบกลืนนางไปชั่วนิรันดร์ นางยังได้ยิน
ประโยคสุดท้าย
“กับสตรีเยี่ยงเจ้า ตายเสียประเสริฐสุด!”