สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 444 พลังปราณของเซี่ยซาน
จั่วม่อสีหน้าท่าทีไม่หลงเหลือเค้าเคร่งเครียดกังกวลใจอีก มี
เพียงความสงบเยือกเย็น
เดิมทีมันไม่คิดแทรกแซงข้อพิพาทระหว่างซางเว่ยหมิงกับเยิ่น
จิ้ง รอจนมันอดรนทนไม่ไหวกับพฤติการณ์ของเยิ่นจิ้ง จึงได้
ตัดสินใจสอดมือ ทว่าอันที่จริงเพียงคิดสั่งสอนดุด่าสตรีโฉมงามแต่
เหี้ยมโหดนางนี้สักครา นึกไม่ถึงว่ารอจนสามผู้อาวุโสตระกูลเยิ่น
มาถึง สิ่งที่มันพบพานกลับเป็นถ้อยวาจาสุดจะทานทนของเยิ่นจิ้ง
กับความรักใคร่ถือหางนางอย่างไร้เหตุผลของตาเฒ่าทั้งสาม นี่ทำ
ให้จั่วม่อเห็นได้ชัดเจน ว่าต่อไปจะเกิดเรื่องราวใดขึ้น
คิดสะสางความบาดหมางด้วยสันติ จึงเป็นเรื่องเหลวไหลไร้
สาระ
นับตั้งแต่ลงจากเขาสุญตา สงครามอาบโลหิตค่อยๆ หล่อ
หลอมให้จั่วม่อกลายเป็นบุคคลเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เมื่อลงมือแล้ว
ย่อมไม่ลังเลใจ ดังนั้นมันปลิดชีวิตเยิ่นจิ้งด้วยมือตนเอง ในเมื่อทั้ง
สองฝ่ายชักอาวุธเข้าประหัตถ์ประหาร มันก็จะขุดรากถอนโคนเสีย
ให้สิ้นซาก! ไม่เหลือทิ้งไว้เป็นชนวนเหตุเภทภัยในภายหลัง!
ในสายตาของจั่วม่อ นี่ไม่ใช่ความบาดหมางส่วนตัว แต่เป็น
สงคราม
และในสงคราม ไม่ใช่เจ้าตายก็ข้าม้วย! สองฝ่ายเหลือรอดได้
เพียงหนึ่ง!
ต่อให้พวกมันพ่ายแพ้ตาเฒ่าเหล่านี้ มันก็จะบัญชาให้ค่ายจู
เชวี่ยกับค่ายเว่ยกวาดล้างตระกูลเยิ่นอยู่ดี! มันไม่คิดเพาะชนวน
เภทภัยไว้เบื้องหลัง พวกมันจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน ในความเห็น
ของจั่วม่อ การหลงเหลือตระกูลอิทธิพลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพวกมัน
เอาไว้ รอให้คนเหล่านี้หาหนทางแก้แค้น ไม่ต่างอันใดจากการ
รนหาที่ตาย
ในศึกสงคราม ภาพลวงของความอ่อนต่อโลก เต็มไปด้วย
ความคิดพึ่งพาโชคชะตา จึงเป็นสาเหตุของความตาย
สีหน้าสงบเยือกเย็นของจั่วม่อทำให้สวีเจิ้งเวยใจเต้นกระหนํ่า
แต่ความสนใจของมันถูกการต่อสู้อันดุเดือดดึงดูดไปมากกว่า การ
ต่อสู้ระหว่างจินตันด้วยกันไม่ใช่เรื่องที่จะหาดูได้ง่ายนัก
อาจกล่าวได้ว่าเยิ่นต้ามีฝีมือในวิชาธาตุไม้อย่างแท้จริง ผนวก
กับเรื่องที่ว่าพลังปราณของมันเข้มแข็งกว่าเหวยเสิ้ง มันเมื่อโหมเร่ง
เร้าพลังปราณ เว่ยเสิ้งรู้สึกกดดันในทันที
เห็นม่านสุญตาอันไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเผชิญกับการโจมตีของเยิ่น
ต้า พลันถดถอยไปประดุจนํ้าลด อยู่ระหว่างเหวยเสิ้งกับเยิ่นต้า
เยิ่นเอ้อเยิ่นซันไหนเลยจะไม่รู้จักพี่ใหญ่ของพวกมันดี พลันสี
หน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย!
พลังธาตุไม้บริสุทธิ์ที่พี่ใหญ่รักใคร่หวงแหนเสมอมา บัดนี้ถา
โถมท่วมท้นออกไปอย่างไม่คิดเสียดาย!มันประหนึ่งพฤกษาเก่าแก่
มหายักษ์ต้นหนึ่ง ต้นไม้มหายักษ์ที่กำลังเผาผลาญพลังชีวิตของ
ตนเอง!
สีเขียวจากบนร่างพลันไหลบ่าไปยังเจตจำนงกระบี่สุญตา
เชื่อมโยงระหว่างคู่ต่อสู้ทั้งสอง แผ่ลามไปยังเหวยเสิ้งอย่างรวดเร็ว
พี่ใหญ่ทุ่มสุดตัวแล้ว! หลังจากศึกครั้งนี้จบสิ้นลง ไม่ว่าผลการ
ต่อสู้จะออกมาเป็นพ่ายแพ้หรือได้ชัย พี่ใหญ่จะต้องสูญเสียพลัง
ชีวิตจำนวนมหาศาล!
ทั้งคู่ขุ่นแค้นเดือดดาลอย่างบอกไม่ถูก พากันแผดร้องเกรี้ยว
กราด และปลดปล่อยกระบวนท่าไม้ตายที่ร้ายกาจที่สุดของพวกมัน
ออกมาโดยพร้อมเพรียง!
เยิ่นซันผู้ดุเดือดวู่วามชิงลงมือก่อน แผดเสียงหัวร่ออย่างเหี้ยม
เกรียม สองแขนดัดโค้ง สองมืององุ้ม อยู่ในท่วงท่าประหลาด
พิสดารที่ยากจะบ่งบอกบรรยาย
วู้ม!
เห็นวิหคเพลิงขนาดเท่ากำปั้นตัวหนึ่งเหินทะยานออกมาจาก
เปลวไฟ! วิหคเพลิงนี้มีขนนกสีแดงฉานสดใส สีหน้าเฉลียวฉลาด
แสนรู้ กระพือปีกแต่ละครั้ง ปรากฏประกายพิรุณสะเก็ดไฟละลาน
ตา แลบพุ่งไปทั่วทุกทิศทาง
วิหคเพลิงกู่ร้องเสียงดังสดใส แล้วโถมทะยานอย่างเกรี้ยวกราด
ตรงเข้าต่อกรกับกระบี่คู่เงามายาที่กำลังพาดผ่านท้องนภาอย่างซึ่ง
หน้า!
ทันใดนั้นวิหคเพลิงอ้าปากกว้าง แสงสีแดงเจิดจ้าบาดตาพุ่ง
วาบ ปะทะเข้ากับกระบี่คู่เงามายาของเซี่ยซานอย่างถนัดถนี่!
ภายใต้การจู่โจมของลำแสงสีแดงสายนี้ กระบี่คู่เงามายาที่ไม่
อาจหยุดยั้ง ดูคล้ายต้องคำสาปยันต์พันธนาการ ถูกบีบบังคับให้
หยุดค้างกลางเวหา วิหคเพลิงแสนรู้เป็นที่สุด เริ่มผลักดันกระบี่คู่เงา
มายาถอยร่นไป
ลำแสงสีแดงพอกระทบใส่กระบี่คู่เงามายา เซี่ยซานคล้ายถูก
แท่งเหล็กร้อนแดงแผดเผา สายใยเชื่อมโยงระหว่างมันกับกระบี่คู่
เงามายา กลับกลายเป็นอ่อนจางลงส่วนหนึ่ง
เซี่ยซานสีหน้าน่าเกลียดอยู่บ้าง ต้าเหรินอุตส่าห์ประทานกระบี่
คู่เงามายาให้แก่มัน มันเองยิ่งรักใคร่หวงแหนดุจแก้วตาดวงใจ
ตอนนี้กระบี่สุดรักกลับบังเกิดความเสียหายด้วยนํ้ามือผู้อื่น ความ
พิโรธเดือดดาลของเซี่ยซานย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้!
ท่ามกลางไฟโทสะพลุ่งพล่านทะยานฟ้า พลังปราณของเซี่ย
ซานคล้ายปะทุเดือดราวกับหม้อต้ม อดแหงนหน้ากู่คำรามไม่ได้
เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยพลังปราณกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำรน!
ในบรรดาจินตันฝ่ายจั่วม่อ นับเซี่ยซานอ่อนด้อยที่สุด มันแม้
เป็นคนแรกที่บรรลุด่านจินตัน แต่ต่อให้เทียบกับจงหยู มันก็ยังอ่อน
ด้อยกว่า ไม่ต้องเอ่ยถึงการยกขึ้นเทียบกับเหวยเสิ้งและจั่วม่อ
แล้ว! จงหยูครอบครองพลังอธิษฐานซึ่งผู้คนหวาดกลัว ทั้งยัง
ฝึกปรือเคล็ดร่างทองบรรลุธรรมอันพิสดารพันลึก ในขณะที่เคล็ด
กระบี่ที่เซี่ยซานฝึกปรือเรียกได้ว่าธรรมดาสามัญ แม้ว่ามันเองก็
ทดลองฝึกปรือเคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่างเช่นกัน แต่เพลงกระบี่ชุดนี้
กลับไม่เหมาะสมสำหรับมันนัก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบกับเซี่ยซานได้ นั่นคือระดับ
พลังปราณ! นับตั้งแต่ยังอยู่ในด่านหนิงม่าย พลังปราณของมัน
บรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านใจ หนึ่งร้อยแปดสิบจิง! มันแทบจะบุก
ฝ่าขึ้นมาถึงด่านจินตันด้วยการสั่งสมพลังปราณอย่างทื่อด้าน
เท่านั้น ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าหลังจากบรรลุถึงด่านจินตันแล้ว
วิธีการอันทื่อด้านเช่นนี้กลับมอบประโยชน์ต่อมันนับเอนกอนันต์!
นั่นยังคงเป็นระดับพลังปราณ!
ครั้งที่มันทะลวงไปยังด่านจินตัน มันมีระดับพลังปราณเกือบ
สองร้อยจิง ซึ่งช่วยให้การทะลวงผ่านของมันเป็นไปอย่างราบรื่น
สะดวกดาย รอจนด่านพลังของมันสูงลํ้าขึ้น อยู่ในด่านจินตันอย่าง
มั่นคง ระดับพลังปราณของมันก็รุดหน้าอย่างบ้าคลั่ง!
อัตราการรุดหน้าเพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์นี้ ดำเนินติดต่อกัน
มาเป็นเวลานาน แม้ว่าในตอนนี้การรุดหน้าจะเชื่องช้าลง แต่ยังคง
รุดหน้าอย่างมั่นคงไม่หยุดยั้ง!
สิ่งที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ก็คือ ปริมาณพลังปราณในร่างเซี่ยซานยาม
นี้ สั่งสมไว้ถึงแปดร้อยจิง!
เมื่อเทียบกับในกาลก่อน เซี่ยซานมีปริมาณพลังปราณมาก
กว่าเดิมถึงสี่เท่าตัว!
จินตันขั้นที่หนึ่งมีปริมาณพลังปราณสูงสุดหนึ่งพันจิง นี่
หมายความว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเซี่ยซานแทบจะบรรลุถึง
จุดสูงสุดของจินตันขั้นที่หนึ่งแล้ว! เพิ่งจะเข้าสู่ด่านจินตันได้ไม่
นาน กลับใกล้จะเข้าถึงจินตันขั้นที่สอง เรื่องนี้หากกล่าวออกไป
เกรงว่าคงมีคนเชื่อไม่มากนัก
ด้วยระดับพลังปราณแปดร้อยจิง หมายความว่าต่อให้เทียบกับ
ตาเฒ่าตระกูลเยิ่นทั้งสามนี้ มันก็ยังเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่
เสียเปรียบเรื่องระดับพลังบำเพ็ญเพียร!
สามผู้เฒ่าตระกูลเยิ่นมีชื่อเสียงมานานปี บุกฝ่าขึ้นสู่ด่านจิน
ตันตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เยิ่นต้าระดับพลังบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงจิน
ตันขั้นที่สองแล้ว พลังปราณของมันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ โดยทั่วไป
ไม่ใช่เรื่องที่บุรุษอายุเยาว์ที่เพิ่งบรรลุด่านจินตันจะอาจหาญขึ้น
เทียบชั้นได้ แต่ผู้ใดจะคาดคิด ว่าเซี่ยซานที่บุกผ่านไปยังด่านจิ
นตันอย่างทื่อด้านด้วยการสั่งสมพลังปราณอย่างเปี่ยมล้น จะเป็น
ตัวประหลาดเช่นนี้!
กระบี่คู่เงามายาซึ่งถูกลำแสงเพลิงไฟของวิหคเพลิงพ่นออกมา
สะกดเอาไว้ ทันใดนั้นเปล่งแสงเจิดจ้า บิดตัวฉีกทะลวงออกจาก
การสะกดข่มของวิหคเพลิง!
วิหคเพลิงก็เฉลียวฉลาดแสนรู้ เห็นกระบี่คู่เงามายาดิ้นหลุด
ออกมา พลันเปล่งเสียงกรีดร้องแหลมใส สองปีกโบกสะบัด พุ่งวาบ
เข้าหากระบี่คู่เงามายาราวกับเงาไฟสายหนึ่ง
ยามนี้กระบี่คู่เงามายาประดุจอสรพิษหลุดออกจากกรง
ปลดปล่อยลำแสงเจิดจ้า ร้อนแรงขึ้นทุกขณะ!
ในชั่วพริบตาเดียว กระบี่บินทั้งสองเล่มห่อหุ้มด้วยลำแสง
ประกายบาดตา พวกมันไม่ต่างจากกลุ่มแสงมหึมาสองดวง แผด
กล้าอยู่กลางเวหา! เนื่องด้วยลำแสงรุนแรงและแข็งกล้าเกินไป
กระทั่งแสงหลากสียังคล้ายกลับกลายเป็นแสงขาวเจิดจ้าดั่งแสง
สุริยัน
กระบี่บินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เป็นเหตุให้พลังปราณล้นทะลัก
ออกมา เซี่ยซานก็ร่างสั่นสะเทือนอย่างควบคุมไม่ได้เช่นกัน ความ
เดือดดาล ตื่นเต้นฮึกเหิมและความรู้สึกทั้งมวลผสมผสานเข้า
ด้วยกัน บันดาลให้เซี่ยซานเผยอยิ้มออกมา
ในเมื่อกระบวนท่าของมันไม่บังเกิดผล เช่นนั้นมันจะหักหาญ
ด้วยพลังปราณอย่างตรงๆ!
เซี่ยซานใบหน้าประดับรอยยิ้มลี้ลับเหี้ยมเกรียม ดวงตาสาด
ประกายดุร้ายวิกลจริต!
เยิ่นซันประกายดุร้ายในดวงตาก็เข้มข้นขึ้นเช่นกัน มันหัวร่อ
เฮอะฮะ “คิดหํ้าหั่นกับข้าด้วยพลังปราณหรือ? หาที่ตาย!”
มันกางสองแขนออกกว้าง รีดเค้นพลังปราณทุกหยาดหยด
โดยไม่คิดเหลือรั้งสิ่งใดไว้!
เจ้าหนุ่มผู้นี้ช่างขวัญกล้าบังอาจ คิดประชันพลังปราณกับมัน
จริงๆ? มันไม่เคยเห็นผู้ใดโง่เขลาถึงเพียงนี้มาก่อน! เยิ่นซันตกลง
ใจเผาผลาญเจ้าผู้นี้ให้กลายเป็นเถ้าถ่านภายในกระบวนท่าเดียว!
เปลวไฟทั่วร่างแผดเสียงกระหึ่มก้อง ลุกโชนขึ้นอย่างร้อนแรง
แม้แต่ใบหน้ามันยังปกคลุมด้วยเปลวไฟหนาแน่น เหล่ายุทธภัณฑ์
เวทที่ระดับคุณภาพไม่ถึงขั้น ตกอยู่ภายใต้ความร้อนอันล้นเหลือนี้
ก็ไม่อาจทานทนอีกต่อไป ถูกเปลวไฟหลอมละลายและแผดเผาเป็น
เถ้าธุลี!
“วิหคเพลิงคืนรัง!”
แต่ละคำเชื่องช้าหนักหน่วง ราวกับต้องรวบรวมเรี่ยวแรงกำลัง
ทั่วร่าง เค้นออกมาทีละคำ
เช้ง!
วิหคเพลิงตัวหนึ่งเหินทะยานออกมา!
จากนั้นวิหคเพลิงอีกตัวหนึ่งตามติดออกมา!
เหล่าวิหคเพลิงปรากฏกายขึ้นติดต่อตามกันไม่ขาดสาย ด้วย
ระดับความเร็วอันน่าตระหนก แม้ว่าโผบินออกมาจากเปลวไฟเป็น
จำนวนมาก แต่ยังคล้ายกับว่ามีวิหคเพลิงเร้นกายอยู่ในเปลวไฟอีก
นับไม่ถ้วน!
วิหคเพลิงพอโผออกจากเปลวไฟ พวกมันก็สะบัดปีก ราวกับ
เปลวไฟพวยพุ่ง ทะยานขึ้นหาดวงอาทิตย์คู่เงามายา ซึ่งแขวนค้าง
อยู่กลางหาวราวกับดวงอาทิตย์น้อยๆ สองดวง!
ชั่วพริบตานั้น วิหคเพลิงกระหนํ่าซัดเข้าหาดุจห่าพิรุณ!
ปิดฟ้าบังตะวัน!
เปลวไฟสาดกระจายไปทุกทิศทาง กระทั่งอากาศยังคล้ายปะทุ
ขึ้น เสียงระเบิดดังต่อเนื่องกลางเวหา!สะเก็ดไฟพอตกลงกระทบ
แผ่นหินแสงดาวประกายทองที่ปูพื้น ก็บังเกิดควันเขียวผุดพลุ่งขึ้น
เป็นสาย ตามด้วยเสียงแตกปะทุเบาๆ หลุมเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนแผ่น
หิน
แผ่นหินแสงดาวประกายทองที่ราบเรียบดุจกระจก พลัน
แปรเปลี่ยนเป็นหน้าข้าวตังในชั่วพริบตา เต็มไปด้วยจุดเล็กๆ นับไม่
ถ้วน
ต่อหน้าฉากอันตระการตานี้ เซี่ยซานไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึง
แม้แต่น้อย!
เมื่อมีชีวิตรอดจากสนามรบที่ประหนึ่งขุมนรก เซี่ยซานย่อมถูก
หล่อหลอมจนหัวใจแกร่งกร้าวดุจหินผา กระทั่งปลายดาบทิ่มแทง
ใส่ดวงตา หัวใจมันยังไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย!
ชั่วพริบตาที่ฝูงวิหคเพลิงปิดฟ้าคลุมดิน โบยบินเต็มแน่นใน
ครรลองสายตา พลังปราณที่เดือดพล่านเป็นเหตุให้สรรพสิ่งใน
สายตามันกลายเป็นบิดเบี้ยวพร่าเลือน!
แต่มันไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
จงเดือดพล่าน! พลังปราณของข้า!
มันดูราวกับกำลังเพ้อพรํ่ารำพึงอยู่ในห้วงความฝัน พลังปราณ
แปดร้อยจิงในร่างกายลุกไหม้ราวกับหินหลอมเหลวแตกปะทุ ไหล
บ่าอาละวาดไปยังกระบี่บินเล่มน้อยอย่างบ้าคลั่ง
กระบีบินคู่ใจคล้ายสดับถ้อยวาจาของมัน สั่นสะเทือนและ
คำรามก้อง ประหนึ่งว่าตอบคำของผู้เป็นนาย
เซี่ยซานไม่เคยรู้สึกว่ามีพลังเปี่ยมล้นสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ และไม่
เคยรู้สึกอ่อนแอถึงเพียงนี้มาก่อน!
ในร่างกายมันไม่หลงเหลือพลังปราณแม้แต่หยาดหยดเดียว!
หากเพ่งมองอย่างถี่ถ้วน จะพบเห็นว่าในดวงอาทิตย์เล็กๆ ทั้ง
สองดวงนั้นสอดแทรกไว้ด้วยลำแสงสีอื่นๆ เป็นลำแสงสีทองเบาบาง
เท่าเส้นผม ‘เส้นใยทอง’ และสายหมอกสีรุ้งจางๆ ประดุจสายรุ้งบน
ฟากฟ้าหลังฝน ‘หมอกสายรุ้ง’ สองในสี่ค่ายกลทักษะยุทธ์ของ
กระบี่คู่ระดับห้าชั้นยอด!
สี่ค่ายกลทักษะยุทธ์บนกระบี่คู่เงามายา ล้วนสำแดงฤทธิ์อย่าง
พร้อมเพรียง!
ดวงอาทิตย์เล็กๆ อันเจิดจ้าบาดตาสองดวงผสานรวมเป็นหนึ่ง
กลับกลายเป็นกลุ่มแสงที่เจิดจ้าบาดตากว่าเดิมหลายเท่า!
เซี่ยซานจับจ้องมองเยิ่นซันภายในเปลวไฟ แสยะยิ้มอย่างดุ
ร้าย แล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม!
“ทลาย!”
เสียงตวาดนี้ไม่หลงเหลือพลังปราณแม้สักส่วนเสี้ยว ดูคล้ายไม่
เป็นภัยคุกคามแม้แต่น้อย
แต่เสียงตวาดที่ไม่ได้ประจุพลังสภาวะนี้ กลับเป็นเหตุให้ทุก
ผู้คนสะท้านใจอย่างพร้อมเพรียง
ลำแสงตรงแน่วสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาอย่างหักโหม!
ลำแสงสีขาวเจิดจ้าสายนั้น คล้ายขีดวาดด้วยบรรทัดเหล็ก
ตรงแน่วและดุดันจนชวนสะท้านใจ!
ลำแสงทะลวงเข้าไปในกลางฝูงวิหคไฟที่ปิดฟ้าบังตะวัน เจาะ
ผ่านเข้าไปในกลุ่มเปลวไฟอันร้อนแรง!
ชั่วพริบตานี้เวลาคล้ายหยุดชะงักลง ฝูงวิหคเพลิงที่อาละวาด
กลางเวหา ล้วนร่างแข็งค้างอยู่กับที่!
ลำแสงมหาประลัยเปิดเป็นเส้นทางหนาเท่าข้อมือสายหนึ่ง ตัด
ผ่านฝูงวิหคเพลิงที่แน่นขนัด เหล่าวิหคเพลิงซึ่งแข็งค้างกลาง
อากาศ มีอยู่หลายสิบตัวที่หลงเหลือร่างกายเพียงครึ่งเดียว!
เปลวไฟยังลุกโชนโหมไหม้ ยังคงแผดเสียงและแตกปะทุ
บนกลุ่มเปลวไฟ เห็นโพรงขนาดเท่าข้อมือโพรงหนึ่ง พื้นผิวที่
โพรงตัดผ่านราบเรียบราวกระจก มองลอดผ่านโพรง สามารถเห็น
หลุมลึกบนพื้นกระเบื้องหิน
เพียะ!
ทันใดนั้นเอง หนึ่งในวิหคเพลิงที่หลงเหลือเพียงครึ่งตัว กลับ
กลายเป็นลูกไฟดวงหนึ่ง!
เพียะ วิหคเพลิงอีกตัวหนึ่งแตกระเบิดเป็นลูกไฟติดตามกันไป
วิหคเพลิงสองตัวนี้พอแตกระเบิด ก็ไม่ต่างอันใดจากโยน
สะเก็ดไฟลงไปในถังดินปืน!
ตูมตูมตูม!
ลูกไฟสีแดงนับไม่ถ้วนสว่างเจิดจ้าขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกัน
วิหคเพลิงทั้งหมดล้วนแตกระเบิด เปลวไฟแลบลั่น ลุกลามกลืนกิน
ตำแหน่งของคู่ต่อสู้ทั้งสองเข้าไปในบัดดล!
ตูม!
ท่ามกลางเปลวไฟสูงท่วมเพดาน เกิดระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นอีก
คำรบ!
ระหว่างแรงระเบิดมหาศาลเหล่านั้น เห็นเงาร่างสีทองเลือนราง
สายหนึ่งพุ่งโถมออกมา เป็นจั่วม่อผู้ซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นผงและ
เถ้าถ่าน สภาพทุลักทุกเลอยู่บ้าง ในมือหิ้วร่างเซี่ยซานที่หลงเหลือ
ลมหายใจรวยริน!
รอดพ้นจากความตายเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เซี่ยซานกลับดู
คล้ายไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย เพียงพึมพำอย่างระโหยโรย
แรง “ฮะฮ่า ช่างสมใจนัก!”
จากนั้นกล่าวกับตัวเอง “หน้าโง่ ไม่ทราบหรือว่ากระบี่บินของ
เกอเป็นระดับห้าชั้นยอด!”
สุดท้ายสายตามืดทะมึน สลบไสลไปคาตา แต่กระทั่งสลบไสล
ไม่ได้สติไปแล้ว สองมือของเซี่ยซานยังคงกระชับกระบี่คู่เล่มน้อยไว้
แนบแน่นไม่ยอมคลาย