สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 445 เกาะเมฆตระกูลเยิ่น
ปัง!
สายนํ้าที่ไหลด้วยความเร็วสูงราวกับอสรพิษประกายเงิน
ทันใดนั้นกระแทกใส่ผนังกำแพงดังสนั่น กระแสนํ้าพลันระเบิดเป็น
เม็ดฝนนับไม่ถ้วน สาดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
หยดนํ้าที่สาดกระเซ็นอยู่ตามพื้นไหลรี่เข้ามารวมตัวกัน ราว
กับว่าพวกมันมีชีวิต หยดนํ้าไหลบ่าเข้าหาจุดเดียวอย่างรวดเร็ว
ภายในชั่วอึดใจสั้นๆ พวกมันผสานรวมกลายเป็นมนุษย์นํ้าตนหนึ่ง
อีกครั้ง
เยิ่นเอ้อพิศวงงงงวยไม่น้อย บุรุษผู้นี้พลังฝีมือลํ้าลึกยิ่ง! คนผู้นี้
พอต่อยหมัดออกมา กลับไม่มีปราณหมัด ไม่มีสุ้มเสียง เป็นเพียง
หมัดธรรมดาอันสงบนิ่งเยือกเย็น แต่ไม่ว่ามันจะหลบหลีกอย่างไร ก็
ไม่สามารถหลบพ้น เมื่อหมัดต่อยกระทบร่าง ร่างกายวารีของมันก็
มีอันต้องแตกกระจายทุกครั้ง
แต่หากมีเพียงเท่านี้มันย่อมไม่หวั่นเกรง วารีไร้รูปร่าง ไม่ว่า
หมัดของผู้อื่นจะแกร่งกร้าวปานใด ต่อให้สามารถทำลายร่างวารี
ของมันจนแตกกระจายเป็นหยดนํ้าเล็กๆ ทุกครั้ง มันก็สามารถรวม
ร่างคืนกลับได้ทุกคราโดยไม่มีความเสียหายใด มันเคยพึ่งพา
ร่างกายอมตะนี้ โค่นศัตรูร้ายกาจมานักต่อนักแล้ว
แต่หมัดของคนผู้นี้แปลกประหลาดยิ่ง ทุกครั้งที่ร่างกายของ
มันถูกทำลายไป จะมีพลังประหลาดสายหนึ่งแทรกซึมเข้ามาในร่าง
พลังขุมนี้เบาบางดุจเส้นผม แต่แปลกพิสดารและยากจะคาดเดา
มันไม่เคยพบเห็นสิ่งของเยี่ยงนี้มาก่อน นี่จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มัน
รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก
ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือมันไม่อาจเข้าใกล้ฝ่ายตรงข้ามได้เลย
หมัดของผู้อื่นแม่นยำอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่เคยมีหมัดใดพลาด
เป้า ความตื่นตระหนกของเยิ่นเอ้อย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ มัน
เข้าใจความปราดเปรียวว่องไวของตนเป็นอย่างดี ต่อให้เป็นกระบี่
บิน แต่หากเชื่องช้ากว่ามันเล็กน้อย จะไม่สามารถกระทบถูกร่าง
ของมันได้
เซียนวรยุทธ์เบื้องหน้ามันนี้ไม่รวบรัดธรรมดา!
เยิ่นเอ้อจับจ้องคู่ต่อสู้ของมันตาเขม็ง เจตนาฆ่าฟันแผ่ซ่านอยู่
ภายใน มันตัดสินใจแน่วแน่ ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนใด ก็ต้อง
สังหารคนผู้นี้ให้จงได้!
ไม่เคยมีใครกล้าเหยียบยํ่าศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของตระกูลเยิ่นมา
ก่อน! ขึ้นชื่อว่าคนของตระกูลเยิ่น ไม่เคยมีใครกล้ากระทบถูก
แม้แต่ปลายเส้นผม!
นึกถึงว่าเยิ่นจิ้งตกตายอย่างอนาถ เยิ่นอวี๋ในใจอัดแน่นไปด้วย
ความโศกเศร้าและความเคียดแค้นชิงชัง! มันกับพี่น้องทั้งสองมี
หลานสาวผู้นี้เพียงคนเดียว บัดนี้กระทั่งหลานสาวสุดที่รักก็ยังถูก
คนฆ่าตายต่อหน้า!
พวกมันสมควรตาย!
คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนสมควรตาย!
แก่นสารวารีบนร่างมันโคจรอย่างลื่นไหลเหนือธรรมดา ‘เวท
วิชาสายนํ้าคดเคี้ยวหลั่งไหล’ ที่มันฝึกปรือมานานปี เวลานี้กลับ
แสดงสัญญาณว่าจะรุดหน้า แต่เยิ่นเอ้อไม่ได้รู้สึกปลาบปลื้มยินดี
แม้แต่น้อย ในใจมันหลงเหลือเพียงความคิดเดียว ฆ่าคนเหล่านี้ให้
หมดสิ้น!
ในเวลานี้เอง ทันใดนั้นมันได้ยินเสียงระเบิดอย่างรุนแรงมาจาก
ทิศทางของเยิ่นซัน เห็นลูกไฟแดงฉานม้วนตลบไปทั่ว ทรวงอก
พลันปวดแปลบปานจะขาดใจ!
น้องสามตายแล้ว!
เยิ่นเอ้อถลึงมองจุดที่เกิดการระเบิดอย่างพิโรธโกรธกริ้ว แผด
เสียงคำรามอย่างดุเดือดราวกับสัตว์ร้ายบาดเจ็บ!
“ไปตายให้แก่ข้า!”
ทันใดนั้นเอง มันร่างแข็งค้าง สีหน้าแข็งทื่อทอแววเหลือเชื่อ
สายนํ้าที่ปกคลุมทั่วร่างมันหยุดไหลในบัดดล ริ้วรอยเบาบางคล้าย
โลหิตปรากฏขึ้นบนผิวหน้าของร่างวารีของมัน
ในสายตามันกลายเป็นพร่าเบลออย่างรวดเร็ว สุ้มเสียงการ
ต่อสู้ลอยห่างออกไปทุกขณะ
จิตใจมันเริ่มเลอะเลือนเลื่อนลอย!
เส้นใยสีเลือดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างมันราวกับตาข่ายใยแมงมุม
ทันใดนั้นสว่างวาบขึ้น
ปัง!
ลูกกลมนํ้าเปลี่ยนเป็นกลุ่มหมอกขาว พลุ่งขึ้นอย่างรุนแรง รอ
จนหมอกสลายไป ตรงจุดนั้นก็ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก
จงหยูสายตาอันว่างเปล่าไม่แยแสถดถอยไปอย่างรวดเร็ว มัน
หอบหายใจเบาๆ ริ้วรอยอ่อนล้าที่มองเห็นได้ชัดเจนปรากฏขึ้นตรง
หว่างคิ้ว ในใจลอบทอดถอน มันยังคงอ่อนแอมากเกินไป กระทั่ง
เคล็ดร่างทองบรรลุธรรมขั้นพื้นฐานยังแทบไม่สามารถทานทนรับ
ไหว แต่สิ่งที่ร้ายกาจอย่างแท้จริงในตอนนี้คือพลังอธิษฐาน หาก
มิใช่พึ่งพาพลังอธิษฐาน มันคงเป็นฝ่ายปราชัยต่อเยิ่นเอ้อเสีย
มากกว่า
มันพลิ้วกายกลับไปยืนข้างจั่วม่อ โดยไม่กล่าวคำใด พลัน
หลับตาเริ่มฟื้นฟูพลังปราณที่สูญเสียไป
ภายในชั่วพริบตา สองในสามผู้อาวุโสตระกูลเยิ่นก็ถูกฆ่าตาย
สวีเจิ้งเวยตื่นตะลึงจนหน้าเผือดสี
เส้นใยโลหิตแปลกประหลาดเมื่อครู่คือสิ่งใดกัน?
สวีเจิ้งเวยเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ นึกยินดีที่เมื่อครู่ไม่ได้ออก
ตัวช่วยเหลือสามผู้เฒ่าตระกูลเยิ่น ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน เกรง
ว่าตระกูลเยิ่นคงจบสิ้นแล้ว แม้ว่าเยิ่นต้ายังคงต่อกรกับเซียนกระบี่
หนุ่มผู้นั้นอย่างคู่คี่กํ้ากึ่ง แต่อีกฝ่ายยังมีคนผู้หนึ่งไม่ได้ลงมือ ผล
สุดท้ายย่อมเห็นได้ชัดเจนยิ่ง
มันไม่ทราบว่ากลุ่มคนที่มีพลังฝีมือเหนือลํ้าสุดยอดเหล่านี้จู่ๆ
งอกเงยออกมาจากที่ใด แต่ละคนพลังฝีมือสูงเยี่ยม สวีเจิ้งเวยได้รับ
ผลสะท้อนอย่างรุนแรง ในใจเร่งขบคิดเร็วรี่ กับการล่มสลายของ
ตระกูลเยิ่น มันย่อมไม่เห็นอกเห็นใจ ตระกูลเยิ่นเย่อหยิ่งจองหองมา
นาน ไม่ทราบล่วงเกินผู้คนมากมายเท่าใด สิ่งที่มันกังวลสนใจ
มากกว่า คือไม่ทราบว่าบุรุษหนุ่มเหล่านี้จะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ใน
ระยะยาว หรือเพียงแค่ผ่านทางมา หากพวกมันคิดพำนักเป็นหลัก
แหล่งถาวร เกรงว่าสมดุลอำนาจในเมืองซวีหลิงคงต้องเปลี่ยนขั้ว
แล้ว!
เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในเมืองซวีหลิงมายาวนาน สวีเจิ้งเวยทราบดีแก่
ใจ ว่าขอเพียงไม่อุกอาจเกินเลยมากไป พรรคซวีหลิงจะไม่ยื่นมือ
เข้ามาก้าวก่ายเป็นอันขาด
มันลอบตกลงใจแน่วแน่ ว่าหากผู้อื่นคิดลงหลักปักฐานจริงๆ
มันจะต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นไว้ก่อน สำหรับศาลาเมฆามัน
ไม่ห่วงกังวลนัก ด้วยความเข้าใจที่มันมีต่อตงเจียหนุ่มของศาลา
เมฆา คนผู้นั้นย่อมไม่โง่งมจนตั้งตัวเป็นศัตรูกับเหล่ามารร้ายทรง
พลังที่ไม่ทราบประวัติความเป็นมาเหล่านี้
ขณะที่สวีเจิ้งเวยกำลังครุ่นคิดไม่จบสิ้น สถานการณ์ก็เปลี่ยน
พลิกอีกครา
เหวยเสิ้งดวงตาทอแววผิดหวังวูบ สั่นศีรษะเบาๆ “น่าเสียดาย”
เพียงสิ้นวาจา มันก็เงยหน้าขึ้น โดยปราศจากสุ้มเสียง
เจตจำนงกระบี่สุญตาพลันกวาดวาบ เปลี่ยนพืชพรรณที่เติบโต
อย่างบ้าคลั่งกลายเป็นฝุ่นผงด้วยระดับความเร็วอันตระหนก
กลับคืนสู่แผ่นผืนความว่างเปล่าอีกครา
เจตจำนงกระบี่อันว่างเปล่าทำลายสีเขียวเศษเสี้ยวสุดท้ายใน
บัดดล
เจตจำนงกระบี่ถาโถมเหมือนพิษร้ายกร่อนสลาย เริ่ม
แพร่กระจายไปตามเถาวัลย์เขียวอันแข็งแกร่ง ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด
เถาวัลย์เขียวป่นสลายกลายเป็นผุยผง จวบจนกระทั่งไม่มีสิ่งใด
หลงเหลือ เยิ่นต้ากระทั่งเปล่งเสียงสักคำยังไม่มีปัญญา ไม่มีเวลาได้
ตอบสนอง ต่อหน้าต่อหน้าทุกคน มันคล้ายรูปปั้นที่ถูกเจตจำนง
กระบี่โถมทับกลืนกินลงไป เพียงชั่วพริบตาก็ไม่หลงเหลือสิ่งใดอยู่
อีก
กริ๊ง!
แหวนวงหนึ่งตกกระทบพื้น
แม้ว่ามันตระเตรียมจะสานสัมพันธ์อันดีงามกับอีกฝ่าย แต่ฉาก
เบื้องหน้ามัน ยังคงบันดาลให้สวีเจิ้งเวยแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
เหล่าผู้คุ้มกันกับผู้ดูแลร้านของศาลาเมฆาล้วนหน้าขาวเผือด
ถอยกรูดเข้าไปตัวสั่นงันงกอยู่ในมุม พวกมันพอเห็นคนกลุ่มนี้
กวาดสินสงครามในสนามรบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ด้านข้าง อด
แตกตื่นจนริมฝีปากสั่นสะท้านมิได้
ดูจากฝีมือเก็บกวาดอันหมดจดที่แสดงออกมาอย่างเป็น
ธรรมชาตินี้ หากมิใช่กลุ่มคนเดนตายที่ผ่านพายุฝนโลหิตมานัก
ต่อนัก ต้องไม่สามารถกระทำเรื่องเช่นนี้ได้แน่!
เมื่อซางเว่ยหมิงฟื้นคืนสติ กลับพบว่ามันไม่เป็นอันตรายแม้แต่
น้อย อดเผยสีหน้างุนงงสงสัยไม่ได้ รอจนได้รับการบอกเล่าว่าสาม
ผู้เฒ่าตระกูลเยิ่นล้วนไปรายงานตัวที่ปรโลกแล้ว มันถึงกับศีรษะลั่น
อึงอล สมองขาวว่างเปล่าไปในบัดดล
จั่วม่อไม่เปิดโอกาสให้มันย่อยสลายเรื่องราวอันน่าตระหนกนี้
รีบซักถามอย่างตรงไปตรงมา “บ้านตระกูลเยิ่นอยู่ที่ใด?”
สินสงครามที่ริบได้จากสามผู้เฒ่าเยิ่นน้อยนิดจนน่าเวทนา
นอกเหนือจากม้วนหยกสามม้วน จั่วม่อก็ไม่พบสิ่งมีค่าอันใดแม้แต่
ชิ้นเดียว อุตส่าห์สู้เสี่ยงชีวิตเข่นฆ่าศัตรูร้ายกาจเช่นนี้ พวกมันจะ
ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนเลยหรือ?
“เกาะเมฆตระกูลเยิ่น” ซางเว่ยหมิงจิตใจกระทบกระเทือนอย่าง
รุนแรง จนบัดนี้ยังไม่ฟื้นคืนสติอย่างสมบูรณ์ เพียงตอบตาม
สัญชาตญาณ แต่แล้ววาจาพอกล่าวจากปาก พลันได้สติแจ่มใส
ทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย!
ช่างดุดันอำมหิตนัก!
สวีเจิ้งเวยก็สะท้านใจวูบไม่ต่างกัน เพียงแต่มันไม่ตื่นตระหนก
เท่าซางเว่ยหมิง ในการต่อสู้เดิมพันชีวิตเช่นนี้ ผลสุดท้ายมักจะ
เป็นไปในทำนองนี้อยู่แล้ว
“เกาะเมฆตระกูลเยิ่น?” จั่วม่อตาลุกวาบ รีบซักไซ้ “ใหญ่โต
หรือไม่?”
“เกือบห้าหมื่นหมู่ เป็นเกาะเมฆขนาดกลางที่ใหญ่โตที่สุดใน
ละแวกนี้!” ซางเว่ยหมิงรีบตอบ “เกาะเมฆตระกูลเยิ่นทำเลที่ตั้งลํ้า
เลิศ ม่านไหมเมฆารินไหลซึ่งเกาะแห่งนี้ผลิตออกมา นับว่ามีชื่อ
เลื่องลือในแถบนี้”
จั่วม่อนํ้าลายแทบไหลหยดย้อยแล้ว!
พื้นที่มากกว่าสี่หมื่นหมู่ นั่นมีค่าเท่ากับสี่หมื่นกว่าชิ้นจิงสือ
ระดับสามทีเดียว!
จั่วม่อผู้ต้องการสถานที่สำหรับลงหลักปักฐานอยู่พอดี
กลายเป็นลิงโลดยินดีในบัดดล
“ไปไปไป! รีบไปดูกันเดี๋ยวนี้เลย!”
เกาะเมฆตระกูลเยิ่น เดินทางจากเกาะหลักใช้เวลาราวสองชั่ว
ยาม จั่วม่อจึงนำเต่าดำเหินทะยานสู่เกาะเมฆตระกูลเยิ่นพร้อมกัน
เมื่อบรรลุถึงเกาะเมฆตระกูลเยิ่น พวกมันพบว่าเกาะเมฆแห่งนี้
ผิดแผกแตกต่างจากเกาะเมฆอื่นอยู่บ้าง เนื่องเพราะมีก้อนเมฆทรง
กลมมากมายล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือเกาะเมฆ ก้อนเมฆเหล่านี้
แทบห่อหุ้มปิดคลุมเกาะเมฆทั้งเกาะอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถ
มองเห็นสภาพบนเกาะได้ชัดตา
จั่วม่อเห็นว่าน่าสนใจยิ่ง คิดลองเข้าไปศึกษาดูใกล้ๆ
แต่แล้วทันทีที่เข้าไปใกล้ ก้อนเมฆที่ลอยช้าๆ เหล่านี้คล้าย
หวาดกลัว พลันกระเพื่อมอย่างรุนแรง ในชั่วพริบตา ก้อนเมฆขาว
ราวหิมะก็กลับกลายเป็นดำดุจหมึก!
ซี่ เปรี้ยง!
ภายในก้อนเมฆดำ เห็นอสรพิษสายฟ้าเลื้อยปราด ส่องแสง
เจิดจ้าบาดตาเป็นครั้งคราว เสียงฟ้าร้องดังลึกเข้าไปในก้อนเมฆดำ
หนาได้ยินชัดเจน จากนั้นอัสนีบาตฟาดออกมาอย่างกราดเกรี้ยว
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบเรียกปีกแสงศูนยตาออกมา
เผ่นหนีจากตรงนั้นไม่คิดชีวิต
บึม!
เห็นสายฟ้าหยาบหนาเท่าข้อมือวาบผ่านจุดที่มันยืนอยู่เมื่อครู่
สะท้อนประกายบนใบหน้าน้อยๆ ที่ซีดเผือดของจั่วม่อ
หากถูกสายฟ้าที่หยาบหนาถึงเพียงนั้นฟาดใส่อย่างถนัดถนี่
เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของมันคงหลุดลอยไปครึ่งหนึ่งทันที
ในเวลานี้ทุกผู้คนสีหน้าเครียดขรึม กระทั่งกงซุนชายังสีหน้า
ขัดตาอยู่บ้าง หากคิดใช้เรี่ยวแรงเข้ายึดเกาะเมฆแห่งนี้ พวกมัน
จะต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยทีเดียว
เคราะห์ดีที่ซางเว่ยหมิงรีบสะกิดเตือน “เหล่าป่าน ใช้ป้าย
ประจำเกาะ!” เมื่อเก็บกู้ชีวิตรอดมาจากเงื้อมมือของตระกูลเยิ่น มัน
สำนึกขอบคุณจั่วม่ออย่างสุดซึ้ง มันทราบกระจ่างว่าหากต้องตกอยู่
ในเงื้อมมือชั่วร้ายของเยิ่นจิ้ง ชะตากรรมคงเลวร้ายเสียยิ่งกว่าความ
ตาย และเนื่องด้วยความสำนึกขอบคุณ มันจึงพยายามช่วยเหลือ
เท่าที่จะทำได้
“ป้ายประจำเกาะ?” จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นฉุกคิดถึงป้ายหยกที่
มันพบอยู่ท่ามกลางสิ่งของจิปาถะที่ริบมาจากสามเฒ่าตระกูลเยิ่น
จึงรีบนำออกมา
บนผิวหน้าของป้ายหยกสลักไว้ด้วยลวดลายเมฆา ส่วน
ด้านหลังแกะสลักด้วยลวดลายค่ายกลหลายชนิด
จั่วม่อกวาดจิตสำนึกตรวจสอบป้ายประจำเกาะ พลันเข้าใจ
ทันที ป้ายประจำเกาะนี้ใช้ควบคุมขบวนค่ายกลที่อยู่บนเกาะ
โดยตรง จั่วม่อรีบประจุพลังปราณเข้าไป ตวาดดังกึกก้อง “เปิด!”
ป้ายหยกในมือมันพลันยิงลำแสงสายหนึ่ง พุ่งทะลวงเข้าไปใน
ชั้นเมฆหนาทึบ
ชั้นเมฆดำหนาทึบที่เต็มไปด้วยสายฟ้ากัมปนาท พลันเงียบ
สนิทในบัดดล เมฆดำกลับคืนเป็นเมฆขาวดังเดิม ชั้นเมฆถดถอย
ไปด้านข้าง เปิดเส้นทางกว้างขวางสายหนึ่งตรงหน้าพวกมัน
จั่วม่อปิติยินดียิ่ง มันเหินร่างลงไปเป็นคนแรก คนอื่นๆ ทยอย
ติดตามลงไปเบื้องหลัง
กลุ่มของจั่วม่อจู่ๆ บุกรุกลงมา ทำให้ผู้คนบนเกาะแตกตื่นและ
สับสนวุ่นวาย แต่เมื่อซางเว่ยหมิงประกาศอย่างชัดเจนว่าสามผู้
อาวุโสตระกูลเยิ่นเสียชีวิตแล้ว และเกาะเมฆตระกูลเยิ่นนับจากนี้จะ
เปลี่ยนเจ้าของ ผู้คนบนเกาะค่อยสงบลง พวกมันส่วนใหญ่เป็น
เพียงคนงานที่ถูกจ้างมา ไม่ใช่ข้ารับใช้ของตระกูลเยิ่นโดยตรง
สำหรับพวกมัน พวกมันก็แค่เพิ่งเปลี่ยนนายจ้างใหม่เท่านั้น หาก
เถ้าแก่ผู้นี้ไม่ดี พวกมันสามารถจากไป
“ต้าเหริน ต่อไปพวกเราจะอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?” เหลยเผิงถาม
เสียงดังกึกก้อง
“เป็นไร? เจ้าไม่ยินดีหรือ?”
“ยินดี! ยินดีมาก!” เหลยเผิงถูมือไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความ
ลิงโลดยินดี “อยู่แต่ในเต่าดำทุกวี่วัน ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว! สถาน
ที่นี่ทั้งใหญ่โตทั้งดีงาม… …”
ทุกผู้คนล้วนลิงโลดยินดี พวกมันมีดินแดนใหม่แล้ว!
สำหรับกลุ่มคนคลั่งไคล้สงครามเหล่านี้ ความปรารถนาใน
ดินแดนก็เทียบเท่ากับความปรารถนาที่บุรุษมีต่อสตรี ครั้งที่ต้อง
ทอดทิ้งเมืองอีกาทองคำ พวกมันล้วนไม่ยินยอมพร้อมใจ จากนั้น
พวกมันยังร่อนเร่พเนจรไปสุดหล้า เข่นฆ่าสังหารไปทั่วสารทิศ
บัดนี้ในที่สุดค่อยมีดินแดนในครอบครองของตน ความตื่นเต้นยินดี
ที่พวกมันรู้สึก ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
โดยไม่รอให้จั่วม่อกล่าววาจา คนทั้งกลุ่มเร่งทะยานร่างไปทั่วสี่
ทิศแปดทาง
จั่วม่อเงยหน้ามอง เห็นท้องฟ้าสดใสกว้างไกลเป็นหมื่นลี้ อดจุ
ปากอย่างอัศจรรย์ใจไม่ได้ เกาะนี้มองจากด้านนอกมีชั้นเมฆหนา
ทึบปิดกั้นสายตา มองไม่เห็นว่าบนเกาะมีสารรูปเยี่ยงไร แต่มองจาก
ด้านในเกาะออกไป กลับไม่มีสิ่งใดปิดกั้นสายตาแม้แต่น้อย
จริงดังคาด เป็นเกาะที่ดีโดยแท้!
จั่วม่อเบิกบานใจยิ่ง!
บทที่ 441 กฎ?
เมืองซวีหลิงไม่ได้ให้ความรู้สึกหวาดหวั่นเขม็งเกลียวแผ่ซ่าน
ไปทั่ว เฉกเช่นที่แนวหน้า แต่ดูคล้ายสับสนวุ่นวายอยู่บ้าง เนื่อง
เพราะการไหลบ่าเข้ามาของซิวเจ่อจากภายนอก แต่ในทาง
กลับกัน นี่ก็เป็นเหตุให้ท้องตลาดคึกคักเฟื่องฟูมากกว่าเดิม
“นี่คือศาลาเมฆา ร้านค้าสมบัติวิเศษที่ใหญ่โตที่สุดในเมืองซ
วีหลิง” ซางเว่ยหมิงนำจั่วม่อกับพวกผ่านเข้าไปในประตูร้านค้าที่โอ่
อ่าใหญ่โตเป็นอย่างยิ่ง ผนังกำแพงร้านค้าล้วนสร้างจากก้อนอิฐ
ผลึก แขวนอยู่ใต้ชายคาโค้ง เป็นโคมชาววังผลึกแก้วอันวิจิตร
พิสดาร โคมผลึกใสนี้หมุนช้าๆ ปลดปล่อยแสงสารพัดสีออกมา
สะท้อนใส่ผนังกำแพงผลึก ฉายส่องเป็นสายรุ้งเลื่อมพราย สลับ
เปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกทิศทาง
มองดูศาลาเมฆาอันโอ่อ่าหรูหรานี้แล้ว จั่วม่อกับพวกพากัน
ตะลึงงัน สีหน้าอัศจรรย์ใจ
ก้อนอิฐผลึกแต่ละก้อนเต็มไปด้วยลวดลายค่ายกลจางๆ
มองเห็นได้ชัดเจน บนโคมผลึกแต่ละดวงก็มีลวดลายอักขระยี่สิบ
แปดตัว ทั่วทั้งร้านอยู่ภายใต้การคุ้มครองของขบวนค่ายกล ร้านค้า
ที่หรูหราถึงเพียงนี้ จั่วม่อไหนเลยจะเคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน?
ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด ลำพังก้อนอิฐผลึกที่เปล่งแสงประกายเหล่านี้
ก็มีค่าเท่ากับจิงสือกองโตแล้ว
ซางเว่ยหมิงดวงตาทอแววซับซ้อนวูบหนึ่ง แต่กลับคืนเป็นปกติ
อย่างรวดเร็ว “ตามเมืองใหญ่ๆ บนเกาะเมฆตงเสิ้ง ศาลาเมฆามี
ร้านค้าอยู่แทบทุกเมือง ตงเจีย (เจ้าของ) ของศาลาเมฆา น้อยครั้ง
ที่จะเผยโฉม แต่ในด้านของสมบัติวิเศษและวัตถุดิบระดับสูง นับว่า
เหนือลํ้ากว่าร้านค้าอื่นๆ มาก”
อึดใจให้หลัง จั่วม่อค่อยตั้งสติได้ ท่ามกลางความตื่นตะลึง มัน
อดคาดหวังไม่ได้ ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด เพียงการตกแต่งหน้าร้าน
อย่างหรูหราโอ่อ่า ก็เพียงพอจะยืนยันได้ว่าร้านค้าเช่นนี้ จะต้องมี
เบื้องหลังที่ทรงพลังอำนาจ
เมื่อติดตามซางเว่ยหมิงเข้าไปในศาลาเมฆา มันพบว่าภายใน
ยังหรูหรากว่าภายนอกหลายเท่า บนพื้นเรียงรายด้วยหินแสงดาว
ประกายทองระดับสาม แต่ละชิ้นถูกขัดถูจนราบเรียบเหมือนกระจก
จุดสีทองในเนื้อหินราวกับดวงดาราทอประกายกลางท้องฟ้า
รัตติกาล ชั้นแสดงสินค้าแต่ละชั้นจัดวางสมบัติวิเศษเพียงชิ้นเดียว
รอบบริเวณพื้นที่ ภาพมายามหัศจรรย์ผลัดเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง
นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับสมบัติวิเศษแต่ละชิ้น
ผู้ดูแลร้านตรงเข้ามาทักทายพวกมัน สีหน้าท่าทีกระตือรือร้น
แต่นอบน้อมถ่อมตน “ยินดีต้อนรับสู่ศาลาเมฆา ได้รับใช้ท่านถือ
เป็นเกียรติของข้า เชิญชมดูได้ตามต้องการ ท่านสามารถทดลอง
สัมผัสและตรวจสอบสินค้าทุกอย่างได้ตามต้องการ”
ผู้ดูแลร้านเหลือบมองซางเว่ยหมิงที่ด้านข้าง ดวงตาทอแววดู
หมิ่นเหยียดหยามวูบหนึ่ง
สมบัติวิเศษที่ลํ้าค่าและหาได้ยากจะปลดปล่อยรัศมีออกมา นี่
เป็นรัศมีสมบัติวิเศษ กวาดมองไปทั่วร้าน ทั้งร้านคล้ายส่องสว่าง
ด้วยรัศมีสมบัติวิเศษ!
ในสายตาพวกมันเต็มไปด้วยยุทธภัณฑ์เวทและวัตถุดิบ
ระดับสูง กระทั่งคนเช่นจั่วม่อผู้เคยชินกับการพบเห็นสิ่งที่ดีเช่นนี้
ยังอดตื่นตะลึงอยู่บ้างไม่ได้ ศาลาเมฆาแห่งนี้นับว่าสมดังคำเล่าลือ
โดยแท้ ยุทธภัณฑ์เวทและวัตถุดิบที่ตั้งแสดงไว้ ไม่มีชิ้นใดตํ่ากว่า
ระดับสี่ นอกจากจั่วม่อ เหวยเสิ้งและกงซุนชา คนที่เหลือล้วนพิศวง
งงงันกับห้องที่เต็มไปด้วยรัศมีสมบัติวิเศษ
หัวใจของเหวยเสิ้งอยู่เพื่อกระบี่ ไม่ได้รับผลกระทบจากวัตถุ
ภายนอก ส่วนกงซุนชายังจิตใจเลื่อนลอย ไม่ได้รับรู้เรื่องราว
ตรงหน้าสักเท่าใด
ซางเว่ยหมิงสีหน้าซับซ้อน ในส่วนลึกของดวงตาเผยแวว
เจ็บปวดอยู่บ้าง
จั่วม่อไม่ทันสังเกตความเปลี่ยนแปลงของซางเว่ยหมิง มันถาม
ผู้ดูแลร้าน “ร้านของเจ้ามีตัวอ่อนเมฆวารีหรือไม่?”
“ตัวอ่อนเมฆวารี?” ผู้ดูแลร้านสั่นศีรษะ กล่าวว่า “ข้าต้องขอ
อภัยยิ่ง ตัวอ่อนเมฆวารีของร้านเราถูกขายออกไปหมดแล้ว คนผู้
หนึ่งซื้อตัวอ่อนเมฆวารีที่เรามีทั้งหมดตั้งแต่สามเดือนก่อน”
เห็นสีหน้าผิดหวังของจั่วม่อ ผู้ดูแลร้านแนะนำว่า “ตัวอ่อนเมฆ
วารีแม้ไม่ใช่สินค้าระดับสูง แต่ถือกำเนิดขึ้นเฉพาะในส่วนลึกที่สุด
ของทะเลเมฆเท่านั้น กว่าจะถึงช่วงกระแสทะเลเมฆลดลง ยังเหลือ
เวลาอีกครึ่งปี เรายังไม่สามารถลงไปในทะเลเมฆได้ ท่านที่นับถือ
อาจต้องรอคอยอีกครึ่งปี หากท่านที่นับถืออยากได้สินค้านี้จริงๆ
ท่านสามารถทิ้งที่อยู่เอาไว้ หากสินค้าเข้ามาถึง ทางร้านของเราจะ
รีบแจ้งให้ทราบโดยเร็วที่สุด”
จั่วม่อสีหน้าผิดหวังสุดระงับ หน้านิ่วคิ้วขมวด “กระแสทะเลเมฆ
ลดลง?”
ซางเว่ยหมิงยังไม่หลงลืมหน้าที่ผู้นำทางของมัน รีบอธิบายว่า
“ทะเลเมฆจะมีกระแสทะเลเมฆขึ้นลงทุกสองปี และเนื่องเพราะกระแส
ทะเลเมฆนี้เอง ทะเลเมฆจะกลับกลายเป็นปั่นป่วนปรวนแปร ในช่วง
เวลานี้ การเข้าไปในทะเลเมฆเป็นอันตรายมาก ดังนั้นหากยังไม่ถึง
ช่วงทะเลเมฆลดลง มักไม่มีผู้ใดเข้าไปในทะเลเมฆ”
“เช่นนั้นลองไปถามร้านอื่นดู” จั่วม่อแม้ผิดหวัง แต่ไม่ได้ท้อแท้
กล่าวเบาๆ กับสหายร่วมกลุ่ม
เสียงกล่าวแม้แผ่วเบา แต่ผู้ดูแลร้านยังคงได้ยินถนัด มันแย้ม
ยิ้ม พลางกล่าวอย่างภูมิใจอยู่บ้างว่า “ท่านอาคันตุกะไม่ต้องเปลือง
แรงแล้ว ผู้น้อยขอกล่าวอย่างไม่โอ้อวด สินค้าที่ท่านไม่สามารถซื้อ
หาได้จากร้านนี้ ร้านค้าอื่นๆ ในอาณาจักรทะเลเมฆ ย่อมไม่มีให้
ท่านซื้อหาได้อย่างแน่นอน เรื่องนี้ท่านสามารถสอบถามซางเซียน
เซิงดู มันสมควรรู้ดีอยู่แก่ใจ”
ซางเว่ยหมิงดวงตาทอแววเจ็บปวดวูบหนึ่ง แต่ฝืนระงับไว้ เค้น
เสียงลอดไรฟันว่า “มิผิด!”
ผู้ดูแลร้านแย้มยิ้ม แต่ไม่กล่าวสิ่งใดอีก
จั่วม่อในที่สุดสังเกตเห็นความผิดปกติของซางเว่ยหมิง แต่ก็ยัง
สามารถเห็นได้ว่าซางเว่ยหมิงไม่ได้ปฏิเสธ มันต้องผิดหวังอีกครา
แต่แล้วรีบปลุกปลอบจิตใจอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพวกมันจะต้อง
รออยู่ในอาณาจักรทะเลเมฆสักพักใหญ่ ลองเสาะหาไปรอบๆ ดู
หากไม่ได้ผลจริงๆ พวกมันอาจต้องเดินทางไปยังทะเลเมฆด้วย
ตนเอง
แต่ความตั้งใจเดิมของมันก็คิดจะลงหลักปักฐานในอาณาจักร
ทะเลเมฆสักระยะอยู่แล้ว ที่นี่ทุรกันดารและห่างไกล ยากจะเดินทาง
มาถึง ห่างไกลสุดกู่จากแนวหน้า คุนหลุนคงไม่มุ่งความสนใจมายัง
สถานที่เช่นนี้ มันยังพบว่าในอาณาจักรทะเลเมฆ บรรดาเซียน
กระบี่ไม่ได้โดดเด่นเหนือลํ้ากว่าผู้อื่น เห็นได้ชัดว่าที่นี่ห่างไกลจาก
อิทธิพลของคุนหลุน
สำหรับการพักผ่อนอย่างสงบสุข อาณาจักรทะเลเมฆนับว่า
เป็นสถานที่ที่ดี
ในเวลานี้เอง พลันได้ยินเสียงสตรีดังขึ้นจากด้านหลังอย่าง
กะทันหัน “โอ้ นั่นซางเว่ยหมิงมิใช่หรือ? จุ๊จุ๊ เจ้านำสิ่งใดมาขายอีก
แล้วกระมัง? รอประเดี๋ยว คุณหนูผู้นี้จำได้ว่าเจ้าขายทรัพย์สมบัติ
ทั้งหมดออกไปแล้วนี่ หรือว่าเจ้าเพิ่งขุดเจอของดีอันใดจากในกอง
ขยะบ้านเจ้ากระมัง? ลองให้คุณหนูผู้นี้ชมดูสักครา หากคุณหนูผู้นี้
ถูกใจ ข้าผู้เป็นคุณหนูอาจจะโยนเศษอาหารให้แก่เจ้าสัก
เล็กน้อย!”
ถ้อยคำโหดร้ายรุนแรงเหล่านี้ ทำให้ซางเว่ยหมิงใบหน้าแดงกํ่า
ด้วยความเดือดดาล สองมือเกร็งแน่นโดยไม่รู้ตัว
จั่วม่อหันกลับไปมอง เห็นโฉมสะคราญที่งดงามจนชวนตะลึง
ผ่านเข้ามาในสายตามัน นางคิ้วโก่งดุจเดือนเสี้ยว ริมฝีปากบาง
จมูกโด่งเชิด ใบหน้านางเต็มไปด้วยอาการเหยียดหยามดูแคลน
จ้องมองไปที่ซางเว่ยหมิง มุมปากประดับรอยยิ้มเบาบางแทบมองไม่
เห็น
โฉมสะคราญเชิดหน้า เยื้องย่างกรีดกราย แหวนและจี้ที่นาง
สวมใส่กระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆ ผู้ดูแลร้านเมื่อพบเห็นสตรีนางนี้
รีบคารวะทักทายด้วยสีหน้าท่าทีนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง “คุณหนู
เยิ่น!”
คุณหนูเยิ่นคล้ายไม่ได้ยินพวกมัน นางสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่
น้อย กรีดกรายเข้าไปถึงเบื้องหน้าซางเว่ยหมิง กวาดมองตั้งแต่
ศีรษะจรดปลายเท้า กล่าวด้วยรอยยิ้มน้อยๆ “ข้าผู้เป็นคุณหนูกำลัง
สงสัยอยู่ทีเดียว ว่าไฉนไม่พบหน้าเจ้านานแล้ว ที่แท้เจ้าไปเสาะหา
งานเป็นผู้นำทาง จุ๊จุ๊ ตระกูลซางเก่าแก่ที่เคยรุ่งโรจน์ถึงเพียงนั้น ที่
แท้ตกตํ่าเพียงนี้แล้ว ชวนให้คุณหนูผู้นี้เศร้าสลดใจนัก วันนี้ได้พบ
เห็นกับตา จะให้คุณหนูผู้นี้ยืนดูเฉยๆ ได้อย่างไร?”
“เยิ่นจิ้ง อย่าให้มันมากเกินไปนัก!” ซางเว่ยหมิงใบหน้าแดงกํ่า
กำหมัดแน่นจนกระดูกลั่น
“มากเกินไป? ฮ่าฮ่า! ถ้อยคำนี้เหมาะสมยิ่ง! ช้าชมชอบกระทำ
ให้มันมากเกินไป” นางพลันหันมาทางจั่วม่อ “ท่านที่นับถือ กรุณา
เมตตาปล่อยมันให้แก่ข้าเถอะ ท่านที่นับถือสามารถเลือก
ยุทธภัณฑ์เวทระดับสี่ได้ตามต้องการหนึ่งชิ้น”
จากนั้นนางหันไปทางผู้ดูแลร้าน “จดลงไปในบัญชีของ
คุณหนูผู้นี้”
“ทราบแล้ว!” ผู้ดูแลร้านรับคำอย่างนอบน้อม
จั่วม่อยกมือขึ้น กล่าวเสียงเย็นชา “รอก่อน!”
“ท่านที่นับถือคิดไม่ไว้หน้าเยิ่นจิ้งหรือ?” โฉมสะคราญใบหน้า
เย็นเยียบ
จั่วม่อสีหน้าไม่สะทกสะท้าน “ข้าเพียงว่าจ้างพี่ซาง มันไม่ใช่
ทาสของข้า ผู้น้อยไม่มีสิทธิ์จะขายมันให้แก่ผู้ใด”
โฉมสะคราญเยิ่นจิ้งสีหน้าคลายลงเล็กน้อย “เช่นนั้น
ความหมายของท่านที่นับถือคือ?”
จั่วม่อกล่าวเบาๆ “นี่ย่อมแล้วแต่ความยินยอมของพี่ซาง หาก
พี่ซางผงกศีรษะ ผู้น้อยก็ไม่มีวาจาจะกล่าว ไม่จำเป็นต้องมอบ
ยุทธภัณฑ์ระดับสี่ให้แก่ข้า เพียงคืนค่าจ้างผู้นำทางมาก็พอ”
เยิ่นจิ้งแย้มยิ้มเฉิดฉัน “ที่แท้เป็นเช่นนี้ นี่ง่ายดายยิ่ง”
กล่าวจบคำ นางหมุนตัวกลับ เดินเข้าไปตรงหน้าซางเว่ยหมิง
แย้มยิ้มเบิกบานปานบุปผา “ซางเว่ยหมิง ตอบตกลงเสียดีๆ”
ซางเว่ยหมิงรู้สึกไฟโทสะลุกโชนอัดอก เค้นเสียงลอดไรฟันว่า
“คนแซ่เยิ่น อย่าแม้แต่จะคิด!”
ฉาด!
เสียงตบดังสนั่นบนใบหน้าของมัน!
ซางเว่ยหมิงสมองขาวว่างเปล่า ชั่วพริบตานี้ ความอัปยศอดสู
ที่ไม่เคยมีมาก่อนท่วมท้นไปทั่วสรรพางค์กาย ดวงตามันแดงฉาน
อย่างฉับพลัน กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดเขียวปูดโปน ตระเตรียม
ต่อสู้แลกชีวิต!
เยิ่นจิ้งยังคงแย้มยิ้มอ่อนหวาน แต่เต็มไปด้วยความดูถูกเหยียด
หยาม “บุตรชายเจ้ามีพรสวรรค์ดีกว่าเจ้า แทบจะบรรลุด่านหนิง
ม่ายอยู่แล้ว ข้าผู้เป็นคุณหนูได้ยินว่ามันเข้าร่วมสำนักกระบี่ภูผา
โปร่ง เจ้าคิดทำลายอนาคตของมันหรือ? ต้องการให้ข้าไปเยี่ยม
เยียนสำนักกระบี่ภูผาโปร่งสักคราหรือไม่?”
ซางเว่ยหมิงหยุดยั้งลงอย่างเต็มฝืน รู้สึกราวกับตกลงไปใน
หล่มนํ้าแข็ง ดวงตาแทบพวยพุ่งไฟโทสะและความเคียดแค้นชิงชัง
ออกมา มันแทบจะเค้นเสียงออกมาจากก้นบึ้งขุมนรก “เจ้าที่แท้
ต้องการทำอะไรกันแน่?”
ฉาด!
เยิ่นจิ้งตวัดหลังมือตบอีกหนึ่งฉาด!
“ทำอะไร? ฮ่าฮ่า คุณหนูผู้นี้เพียงต้องการหาความสำราญจาก
เจ้าเท่านั้น! เมื่อครั้งที่ตระกูลซางเก่าแก่ยังมีพลังล้นเหลือ แทบจะ
บีบเค้นตระกูลเยิ่นเราจนหายใจไม่ออก วันนี้ข้าผู้เป็นคุณหนู
สามารถหาความสำราญจากการเหยียบยํ่าซางเว่ยหมิงเจ้า คุณหนู
ผู้นี้เบิกบานใจนัก!”
“เจ้า… …”
ฉาด!
ตบอีกหนึ่งฝ่ามือ!
“อย่าได้คิดหลบหลีกเชียว! ยืนนิ่งๆ! อย่าได้ลืมเลือนบุตรชายที่
น่ารักของเจ้าเสียเล่า!”
ซางเว่ยหมิงคล้ายถูกสายฟ้าฟาดกลางศีรษะ ราวกับหุ่นไม้ที่ไร้
คนชักเชิด ยืนนิ่งงันไม่ไหวติง
จั่วม่อในที่สุดอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป หว่างคิ้วปรากฏเค้า
ชิงชังรังเกียจ ก้าวออกมาข้างหน้า “พอได้แล้วกระมัง! หาก
ต้องการฆ่าคน ก็เพียงแค่ปลิดศีรษะมันลงมาก็พอ ไม่ว่าในอดีตจะมี
เรื่องบาดหมางใด ก็ไม่จำเป็นต้องหยามอัปยศกันถึงเพียงนี้!”
โฉมสะคราญเยิ่นจิ้งฝ่ามือชะงักค้างกลางอากาศ หมุนตัว
กลับมาเผชิญหน้ากับจั่วม่อ ยิ้มเย้ยหยันอย่างเย็นชา “เจ้าผู้นี้สุรา
คารวะไม่ยอมดื่มจริงๆ! ยามเมื่อข้าเยิ่นจิ้งผู้นี้กระทำสิ่งใด ไหนเลยมี
ที่ให้ผู้อื่นชี้นิ้วกล่าววาจา? เจ้าเพิ่งมาใหม่กระมัง ใช่ไม่ทราบกฎ
หรือไม่?”
จั่วม่อแย้มยิ้มเฉิดฉัน เผยฟันขาวสะอาดทั้งปาก หัวร่ออย่างลี้
ลับ “เจ้ากล่าวไม่ผิด พวกเราเพิ่งมาใหม่จริงๆ!”
ทันใดนั้น ร่างมันหายวับไป จากนั้นปรากฏขึ้นข้างกาย
นางงามเยิ่นจิ้ง คว้าจับนางเอาไว้ นางไม่ได้ตอบสนองแม้แต่น้อย
จั่วม่อแสยะยิ้มอย่างดุร้าย “เจ้าเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ แต่จิตใจ
ช่างชั่วร้ายไร้ความปราณีจริงๆ! กฎ? เสี่ยวเหยียล่วงรู้กฎอยู่บ้าง ให้
เสี่ยวเหยียผู้นี้สั่งสอนกฏแก่เจ้าเถอะ!”
กล่าวจบคำ สองมือมันระดมตบตีใบหน้าอ่อนหวานละมุนละไม
ของเยิ่นจิ้งอย่างไร้เมตตาปราณี ไม่มีความคิดรักหยกถนอมบุปผา
แม้แต่น้อย
ผู้ดูแลร้านค้าของศาลาเมฆาหน้าเผือดขาวในบัดดล กรีดร้อง
สุดเสียง
“หยุดมือ!”
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
“พวกเจ้าหาที่ตาย!”
เห็นเหตุการณ์ตรงหน้า เหล่าองครักษ์คุ้มกันของศาลาเมฆา
โถมทะยานเข้ามาโดยไม่พูดพล่ามทำเพลง
ทันใดนั้น เสียงแค่นอย่างเย็นชาระเบิดขึ้นข้างหูพวกมัน
ประดุจสายฟ้าคำรนตบฟาดสองหูอย่างถนัดถนี่ ผู้คุ้มกันที่พลัง
ฝีมืออ่อนด้อยถึงกับโลหิตฉีดพ่นออกจากปาก ใบหน้าทอแวว
หวาดผวา
ข้างๆ เซี่ยซาน เห็นจงหยูประนมมืออย่างสงบ ดวงตาพริ้มหลับ
มันไม่ชมชอบจิตใจดั่งงูพิษของเยิ่นจิ้ง สำเนียงสะท้านอัสนีเมื่อครู่
จึงไม่ได้เผื่อแผ่เมตตาจิตแม้แต่น้อย
ทุกผู้คนสีหน้ายิ่งตะลึงลาน พวกมันกลายเป็นตื่นตระหนก
กว่าเดิม
“ค่ายกล! รีบเปิดใช้งานค่ายกล!”
“รีบเชิญผู้เฒ่าสวีออกมาช่วยเหลือเร็ว!”
“สวรรค์ของข้า!”
จั่วม่อแม้แต่มองยังไม่มอง ไม่ได้แยแสสนใจเหล่าผู้คุ้มกันแม้แต่
น้อย มันไม่ได้ใช้พลังปราณหรือพลังสังขารปิศาจ เพียงกระหนํ่า
ตบด้วยกำลังไม่หยุดมือ มองดูใบหน้าสะคราญปานหยาดฟ้าของ
เยิ่นจิ้งเปลี่ยนสภาพไปอย่างสมบูรณ์ ค่อยรู้สึกว่าโทสะได้รับการ
ระบาย รู้สึกสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก
เยิ่นจิ้งผู้น่าสงสารใบหน้างามบวมปูด บ้างเขียวชํ้า บ้างเป็นสี
ม่วงคลํ้า ไม่มีจุดใดปกติ ผมเผ้ายุ่งเหยิงกระเซอะกระเซิง นับตั้งแต่
จั่วม่อเริ่มลงมือ นางกระทั่งเวลาจะกรีดร้องยังไม่มี
ดวงตานางเผยประกายเคียดแค้นชิงชังอย่างลึกลํ้า ทั้งยัง
อาฆาตมาดร้าย ประหนึ่งคิดกัดกินจั่วม่อทั้งเป็น!
แต่โจรร้ายใจอำมหิตประเภทใดที่จั่วม่อไม่เคยพบเจอ? อาศัย
ตัวประกอบเล็กๆ เช่นนี้ ไหนเลยจะอยู่ในสายตามัน มันขยุ้มลำคอ
เยิ่นจิ้ง ยกชูขึ้นราวกับหิ้วคอไก่ที่รอรับการเชือดเฉือน แย้มยิ้ม
อย่างเหี้ยมเกรียม “ฟังกฎของเสี่ยวเหยียผู้นี้บ้าง ต่อไปในภายภาค
หน้า อย่าให้เสี่ยวเหยียได้เห็นหน้าเจ้าอีก พบเจ้าที่ใด เสี่ยวเหยียจะ
ทุบตีเจ้าที่นั่น!”
ในเวลานี้เอง หินแสงดาวประกายทองใต้ฝ่าเท้าของทุกผู้คน
เริ่มสาดแสงด้วยลวดลายของค่ายกลยันต์!
บทที่ 442 สตรีเยี่ยงเจ้า
ซางเว่ยหมิงมองลวดลายค่ายกลที่เจิดจ้าขึ้นทุกขณะ หน้าขาว
เผือดจนไม่มีสีเลือด รีบร้องบอกพรรคพวกของจั่วม่อ “หนี
เร็ว! ระวังค่ายกล!”
เรื่องราวเมื่อบานปลายถึงขั้นนี้ ซางเว่ยหมิงรู้สึกเหมือนความ
ตายกรายใกล้เข้ามาถึงศีรษะ แต่มันทราบว่าคนเหล่านี้ตั้งใจ
ช่วยเหลือมัน เพียงแต่พวกมันยังไม่ตระหนักถึงอำนาจอิทธิพลของ
ตระกูลเยิ่นในเมืองซวีหลิง
ด้วยนิสัยใจคอและความอาฆาตมาดร้ายของเยิ่นจิ้ง นางเมื่อ
ถูกหยามอัปยศถึงขั้นนี้ พวกมันเกรงว่าไม่อาจรอดพ้นจากความ
ตายได้!
“เจ้าหนีไม่พ้นหรอก! จงปล่อยตัวคุณหนูเยิ่นในบัดดล พวก
เราจะเว้นทางรอดให้เจ้า!” ผู้ดูแลร้านกล่าวกับจั่วม่อด้วยสุ้มเสียง
เคร่งเครียด
จั่วม่อกับพวกรู้สึกคล้ายมีพลังที่มองไม่เห็นกดทับพวกมัน
เอาไว้ ราวกับว่ามีภูเขาเล็กๆ ทับอยู่บนหลังไหล่ ส่วนบรรดาผู้คุ้ม
กันและผู้ดูแลร้านของศาลาเมฆาป้ายหยกบนเอวเปล่งแสงรางเลือน
การเคลื่อนไหวของพวกมันไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย
เหล่าผู้คุ้มกันกับผู้ดูแลร้านค่อยคึกคักขึ้นอักโข ค่ายกล
ป้องกันของศาลาเมฆก่อตั้งโดยยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญวิชาค่ายกล
เงื่อนไขตํ่าสุดคือสามารถทนต่อการโจมตีของซิวเจ่อด่านจินตัน
แม้ว่ากลุ่มคนที่ขวัญกล้าบังอาจเหล่านี้แข็งแกร่งทรงพลัง แต่
ภายใต้ค่ายกลขบวนใหญ่ พวกมันต่อให้ติดปีกก็ไม่อาจโบยบินได้
ตามอำเภอใจ
“พวกเจ้าหนีไม่รอดแน่! ข้าจะสับเจ้าเป็นพันๆ ชิ้น ไม่ให้พวก
เจ้าได้ตายอย่างเป็นสุข!” เยิ่นจิ้งกรีดร้องหัวร่อราวเสียสติ!
โดยไม่มีถ้อยคำใด จั่วม่อตวัดมือตบฉาดๆ อีกชุดใหญ่ ตบจน
เยิ่นจิ้งเห็นดาวทองระยิบระยับ ดวงตาทอแววหวาดหวั่นขวัญผวา
นางในที่สุดค่อยจดจำได้ ว่าตนยังอยู่ในเงื้อมมือของคนร้ายที่น่า
สะพรึงกลัวนี้
หลังจากตบจนสาแก่ใจ จั่วม่อโทสะสลายคลายเล็กน้อย แค่น
เสียงอย่างเย็นชา “เจ้านี่ช่างแส่หาเรื่องโดยแท้! ไม่ถูกทุบตีไม่หลาบ
จำใช่หรือไม่!”
เยิ่นจิ้งสะท้านเฮือก หุบปากฉับอย่างหวาดผวา บุรุษนี้แม้สดใส
เยาว์วัย รูปโฉมท่วงท่าคล้ายไม่ชั่วร้ายอำมหิต แต่เจตนาฆ่าฟันที่
แผ่ซ่านออกมา ทำให้นางถึงกับสั่นระริก
ซางเว่ยหมิงหน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคลํ้า ต่อหน้าค่อยกลขบวน
ใหญ่นี้ พลังบำเพ็ญเพียรของมันต้อยตํ่าไม่ต่างจากกระดาษแผ่น
หนึ่ง
กงซุนชาได้รับการคุ้มครองจากจงหยู ไม่รู้สึกอันใด
จั่วม่อเหลือบมองสภาพของซางเว่ยหมิงแวบหนึ่ง จากนั้น
ตะโกนบอก “เหล่าเซี่ย เสาโคมชาววังต้นที่สามทางด้านขวาของ
เจ้า ทำลายมันเสีย!”
ตั้งแต่เดินเข้ามาในร้าน มันก็เฝ้าสังเกตโคมชาววังเหล่านี้อยู่
แล้ว ร้านค้าเช่นนี้ย่อมต้องมีขบวนค่ายกลคุ้มครองร้าน ไม่ใช่เรื่อง
แปลกอันใด แต่การตื่นตัวต่อสภาพแวดล้อมทุกที่ที่ย่างเท้าเข้าไป
ไม่ปล่อยให้ตนเองตกอยู่ในสถานที่อันตราย กลายเป็น
สัญชาตญาณของจั่วม่อไปเสียแล้ว
เซี่ยซานผู้คันไม้คันมืออยู่นานแล้ว ไม่เสียเวลากล่าวคำใด
เพียงสะบัดมือขวับๆ ปราณกระบี่สีรุ้งพวยพุ่งออกมา ฟันใส่เสาโคม
ชาววังต้นที่สามทางขวามือ ราวกับตัดก้อนเต้าหู้ก็มิปาน
ทุกคนรู้สึกร่างกายเบาสบายขึ้นเล็กน้อย
“ต้นที่หกด้านหลังเจ้า!”
“แถวที่สามจากปลายเท้าเจ้า กระเบื้องแผ่นที่สี่ทางซ้าย”
จั่วม่อออกคำสั่งติดต่อกันอย่างสงบเยือกเย็น ปราณกระบี่
ของเซี่ยซานพอจู่โจมลงครั้งหนึ่ง พลังอำนาจของค่ายกลขบวน
ใหญ่ก็ลดน้อยลงส่วนหนึ่ง ภายใต้สายตาหวาดกลัวของผู้คุ้มกัน
และผู้ดูแลร้านของศาลาเมฆา ค่ายกลใหญ่อันไร้เทียมทานในใจ
พวกมัน ภายใต้ปราณกระบี่ของฝ่ายตรงข้าม กลับค่อยๆ อ่อนด้อย
ลงทุกขณะ รอจนลวดลายค่ายกลส่วนสุดท้ายบนแผ่นกระเบื้องหิน
แสงดาวประกายทองดับวูบลง ค่ายกลใหญ่ทั้งขบวนก็ถูกทำลาย
อย่างสมบูรณ์
พลังกดดันทั้งหมดพลันสลายคลาย ซางเว่ยหมิงราวกับปลา
ตาย หอบหายใจพะงาบๆ อยู่บนพื้น
ชั่วพริบตานี้เหล่าผู้คุ้มกันกับผู้ดูแลร้านที่สิ้นหวังและอับจน
หนทาง บังเอิญเหลือบเห็นเงาร่างที่คุ้นตา พวกมันคล้ายไขว่คว้าได้
เส้นฟางช่วยชีวิต พากันแหกปากร้องเรียกอย่างยินดี “ท่านผู้
เฒ่าสวี! ท่านผู้เฒ่าสวี!ช่วยพวกเราด้วย!”
ในเงามืด สวีเจิ้งเวยชะงักเท้ากึก ในใจรํ่าร้องว่า…แย่แล้ว!
ซึ่งความจริงมันมาถึงได้สักพักหนึ่งแล้ว แต่เห็นฝ่ายตรงข้าม
ทำลายขบวนค่ายกลอย่างง่ายดายปานพลิกฝ่ามือ ต้องบังเกิด
ความคิดล่าถอยหลบเลี่ยงทันที! มันแม้รับสินนํ้าใจจากศาลาเมฆา
เป็นประจำทุกเดือน มีข้อตกลงออกหน้าช่วยเหลือยามคับขัน แต่จะ
ให้มันเอาชีวิตชรามาทิ้งขว้างเพื่อศาลาเมฆา มันย่อมไม่ยอมทำ
เช่นนั้นแน่!
เหล่าตัวบัดซบโง่งม! พวกเจ้าตาบอดกันหมดแล้วหรือไร?
ไฉนตอแยกลุ่มมารร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตาเหล่านี้!
สวีเจิ้งเวยไม่ใช่เด็กน้อยไม่รู้ความ เห็นคนเหล่านี้ลงมืออย่าง
รวบรัดหมดจด ไม่เงอะงะรีรอ การตัดสินใจทั้งเฉียบขาดทั้งดุดัน
หากมิใช่ผู้ที่ผ่านการเข่นฆ่าสังหารนับไม่ถ้วน ไม่มีทางบรรลุสภาวะ
เช่นนี้ได้!
ไม่ว่าจะอย่างไร มันย่อมไม่คิดตอแยความยุ่งยากเช่นนี้ใส่ตัว!
โชคร้ายที่ขณะที่มันกำลังจะล่าถอยออกไป ผู้คุ้มกันร้านค้าผู้
หนึ่งกลับพบเห็นมันเสียก่อน ทำให้มันตกลงสู่สภาพกลืนไม่เข้า
คายไม่ออกในทันที หากข่าวที่ว่ามันรับสินนํ้าใจผู้อื่นทุกเดือน แต่
เมื่อถึงเวลากลับไม่ลงมือช่วยเหลือแพร่สะพัดออกไป นั่นไม่ใช่เรื่อง
ดีแน่ แต่หากมันไม่หลบหน้าไปเสียยามนี้ ก็ต้องเผชิญหน้ากับเหล่า
มารร้ายที่ไร้เมตตาปราณี เช่นนั้นกระดูกเก่าผุของมันจะไปครณา
มืออีกฝ่ายได้อย่างไร
ผู้เฒ่าสวียืนนิ่งเงียบงันอยู่กับที่ ในใจบังเกิดความคิดขัดแย้ง
ต่อสู้กันอย่างรุนแรง
“ทุกท่าน โปรดหยุดมือก่อน! เราผู้เฒ่าแม้ไม่ใช่ตงเจียของ
ร้านค้าแห่งนี้ แต่ก็คุ้นเคยกับตงเจียของที่นี่ดี เราผู้เฒ่าขอหน้าด้าน
กล่าวคำขออภัยแทนตงเจีย โปรดเห็นแก่ใบหน้าชราของเราผู้เฒ่า
เปลี่ยนศาสตราเป็นแพรรพรรณเถอะ!”
วาจาประดานี้ของผู้เฒ่าสวีกล่าวด้วยท่าทีถ่อมตนและให้
เกียรติอย่างสูง ทำเอาบรรดาผู้คุ้มกันที่ตระเตรียมโห่ร้องตะโกน
หนุน ‘ท่านผู้เฒ่าสวี จับคนเหล่านี้เลย’ ถึงกับอ้าปากค้าง ทั่วทั้งร้าน
เงียบกริบลงในบัดดล
ผู้เฒ่าสวีเป็นซิวเจ่อด่านจินตันผู้หนึ่ง… …
ในใจพวกมันบังเกิดความคิดเดียวกันทั้งหมด อดสงสัยไม่ได้
ว่าพวกมันใช่ดวงตาฝ้าฟางสองหูฟั่นเฟือนไปพร้อมกันหรือไม่! ผู้
เฒ่าสวีที่ปกติทระนงถือดี เยือกเย็นและไม่อินังขังขอบ ใช่เป็นคน
เดียวกันกับผู้เฒ่าสวีที่ประสานมือค้อมกายอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน
และใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มประจบประแจงนี้หรือไม่?
ตาเฒ่าผู้นี้เป็นจินตัน!
ในใจจั่วม่อกับพวกก็ผุดความคิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ศาลา
เมฆานับว่ามีฝีมืออยู่บ้าง ถึงกับมีจินตันผู้หนึ่งคอยคุ้มครอง!
แม้ว่าเหวยเสิ้งกับอีกสองคนล้วนเป็นจินตัน อีกทั้งจั่วม่อยังเคย
สังหารซงเยวียน ศิษย์ด่านจินตันของคุนหลุน แต่พวกมันก็ไม่ยินดี
เปิดศึกกับจินตันอีกผู้หนึ่งอยู่ดี
ผู้ที่สามารถฝึกปรือจนบรรลุด่านจินตัน ไม่มีผู้ใดรวบรัด
ธรรมดา
เทียบกับสีหน้าเคร่งขรึมจริงจังของจั่วม่อกับพวก ผู้เฒ่าสวีแม้
ใบหน้าประดับรอยยิ้มอบอุ่นเป็นกันเอง แต่ในใจเต้นระทึกจนแทบ
กระดอนออกมา ตระหนกจนอกสั่นขวัญหาย! นอกเหนือจากบุรุษ
หนุ่มที่พลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อยเป็นอย่างยิ่ง กับอีกคนหนึ่งที่เห็น
ได้ชัดว่าไม่ใช่จินตันแล้ว อีกสี่คนที่เหลือ มันไม่สามารถมองเห็น
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของคนเหล่านี้ได้!
นี่เป็นสัญญาณของอันตรายสุดขั้ว!
มีความเป็นไปได้เพียงสองประการ หากมิใช่ว่าพลังฝีมือของ
ผู้อื่นเหนือลํ้ากว่ามัน ก็ต้องเป็นว่าผู้อื่นฝึกปรือเวทวิชาที่ผิด
ธรรมดาชนิดหนึ่ง! และไม่ว่าจะเป็นประการไหน สำหรับมันล้วน
อันตรายทั้งสิ้น! ถึงกับอดนึกยินดีที่แสดงทีท่าอ่อนน้อมถ่อมตนเป็น
อย่างยิ่งไม่ได้
กล่าวกันว่าผู้คนไม่ตบใส่ใบหน้าแย้มยิ้ม อีกทั้งข้า สวีเจิ้งเวย
ยังเป็นจินตันผู้หนึ่ง เมื่อลดตัวลงแสดงทีท่าเช่นนี้ อีกฝ่ายย่อม
ละอายใจเกินกว่าที่จะลงมือต่อ
จริงดังคาด สีหน้าเป็นปฏิปักษ์ของทั้งกลุ่มสลายคลายลงทันที
แต่แล้วยามนี้เอง สุ้มเสียงอันคุ้นเคยกลับขัดจังหวะสถานการณ์ที่
กำลังผ่อนคลาย!
“ท่านปู่สวี ช่วยด้วย! ช่วยจิ้งเอ๋อร์ด้วย!
มันเห็นสตรีใบหน้าบวมเป่ง ผมเผ้ายุ่งสยายหลุดลุ่ย กำลัง
สะบัดดิ้นรนอยู่ในมือของผู้นำกลุ่ม! ตอนที่ลอบมองจากเงามืด สวี
เจิ้งเวยมองเห็นอย่างชัดเจน บุรุษนี้เป็นผู้นำของกลุ่ม เป็นหนึ่งใน
คนที่มันไม่อาจหยั่งวัดพลังได้!
ผู้เฒ่าสวีตะลึงงัน มองดูเยิ่นจิ้งที่รูปโฉมแปรเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง
ด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ “จิ้งเอ๋อร์? เจ้าคือจิ้งเอ๋อร์?”
“ฮือฮือฮือ! ท่านปู่สวี ช่วยจิ้งเอ๋อร์ด้วย!”
เยิ่นจิ้งผู้บอบชํ้าทั้งร่างกายและจิตใจ เริ่มร้องห่มร้องไห้ออกมา
ทันที
เห็นจั่วม่อหิ้วร่างเยิ่นจิ้งเอาไว้ในมือ ผู้เฒ่าสวีเข้าใจกระจ่างใน
บัดดล มันไหนเลยจะไม่ทราบถึงความเย่อหยิ่งโอหังของเยิ่นจิ้ง? นี่
จะต้องเป็นเยิ่นจิ้งตอแยผู้อื่น เป็นเหตุให้นางถูกสั่งสอนคราหนึ่ง!
มันสามารถเห็นได้ว่าอีกฝ่ายยังเมตตาปราณี เยิ่นจิ้งแม้ผมเผ้า
กระเซอะกระเซิง ใบหน้าบวมชํ้า แต่กลับไม่ได้รับบาดเจ็บรุนแรงอัน
ใด ผู้อื่นเห็นได้ชัดว่าไม่ได้ใช้พลังปราณ มิเช่นนั้นเยิ่นจิ้งกระทั่ง
ชีวิตยังรักษาเอาไว้ไม่ได้
ผู้เฒ่าสวีปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างรุนแรง กับนิสัยใจคอ
เย่อหยิ่งจองหองของเยิ่นจิ้ง มันหาได้มีความรู้สึกที่ดีด้วยไม่ แต่มัน
ยังต้องคำนึงถึงผู้อาวุโสบางคนของตระกูลเยิ่นด้วย เหตุผลที่เยิ่นจิ้ง
สามารถเย่อหยิ่งจองหองไปทั่วเมืองซวีหลิง เกี่ยวข้องโดยตรงกับ
การที่ผู้อาวุโสเหล่านั้นมักจะตามใจและให้ท้ายนาง เหล่าตาเฒ่า
นิสัยประหลาดพวกนั้น!
หากวันนี้มันเพียงยืนดูเฉยๆ พรุ่งนี้ตาเฒ่าเหล่านั้นจะต้องมารัง
ควานหาเรื่องมันถึงที่แน่!
นั่นคงยํ่าแย่มากแล้ว!
ผู้เฒ่าสวีในใจฝืนยิ้มขมขื่น มันประสานมือ กล่าวอย่างจริงใจ
“พี่น้องทุกท่าน เราผู้เฒ่ามีความสัมพันธ์กับผู้อาวุโสในบ้านของ
เด็กหญิงผู้นี้ เด็กหญิงนี้ไม่ล่วงรู้เรื่องราวทางโลก เรื่องวันนี้ถือเป็น
บทเรียนแก่นางแล้ว โปรดคลายมือ ปลดปล่อยนางเถอะ”
จั่วม่อเดิมทีไม่ได้ตั้งใจจะปลิดชีวิตน้อยๆ ของเยิ่นจิ้งอยู่แล้ว
เห็นสวีเจิ้งเวยขอร้องอย่างจริงใจ มันพยักหน้าพลางกล่าวง่ายๆ
“ตกลง!”
กล่าวจบคำ ก็สะบัดมือ ส่งเยิ่นจิ้งปลิวลิ่วไปทางผู้เฒ่าสวี
ผู้เฒ่าสวีรีบยกมือ ประคองร่างเยิ่นจิ้งเอาไว้อย่างนุ่มนวล!
เยิ่นจิ้งพอยืนหยัดมั่น ดวงตาเปลี่ยนเป็นแดงฉาน ชี้นิ้วไปยัง
จั่วม่อกับพวก กรีดร้องเสียงแหลม “ท่านปู่สวี! ฆ่าพวกมัน! ฆ่าพวก
มันให้หมดสิ้น!”
ผู้เฒ่าสวีสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก มันคาดไม่ถึงว่าเยิ่นจิ้ง
จะโง่งมบัดซบจนไม่ตระหนักถึงสถานการณ์ คนกลุ่มนั้นสีหน้า
เคร่งเครียดเย็นชาลง เผยเจตนาฆ่าฟันออกมา
มันแย้มยิ้มเต็มฝืน รีบกล่าว “ขออภัยด้วย! เด็กหญิงผู้นี้ยังคง
ตื่นตกใจเกินไป เป็นที่หัวร่อเยาะของทุกคนแล้ว! บทเรียนวันนี้เป็น
สิ่งที่ดีสำหรับนางจริงๆ!”
วาจาของสวีเจิ้งเวยทำให้จั่วม่อกับพวกสีหน้าคลายลงอีกครั้ง
แต่แล้วในเวลานี้เอง สุ้มเสียงเย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้นจากหน้า
ประตู “เด็กของตระกูลเยิ่นเราต้องให้ผู้อื่นมาสั่งสอนตั้งแต่เมื่อใด?”
สวีเจิ้งเวยสีหน้าแข็งทื่อในบัดดล!
เห็นบุรุษชราสามคนเดินผ่านประตูเข้ามา พวกมันผมเผ้า
หนวดเคราขาวโพลน สีหน้ามืดทะมึน ชั่วขณะที่จั่วม่อคว้าตัวเยิ่น
จิ้ง นางลอบทำลายยันต์ช่วยชีวิตบนร่าง สามผู้เฒ่าเมื่อได้รับ
สัญญาณร้องขอความช่วยเหลือจากเยิ่นจิ้ง ถึงกับหน้าซีดขาว รีบ
รุดมาในบัดดล
เยิ่นจิ้งพอพบเห็นเฒ่าชราทั้งสาม พลันรํ่าไห้ปานจะขาดใจ
โถมเข้าไปในอ้อมกอดของเฒ่าชราที่เป็นผู้นำขบวน “ท่านปู่! ท่าน
ปู่!”
บุรุษชราที่เป็นหัวหน้าขบวนปลอบประโลมนางอย่างอ่อนโยน
“จิ้งเอ๋อร์ ไม่ต้องรํ่าไห้แล้ว ปู่จะสะสางบัญชีให้กับเจ้าเอง!”
เยิ่นจิ้งเงยหน้าขึ้น ดวงตาสาดประกายอาฆาตมาดร้าย ขบ
กรามแน่น “หลานต้องการให้พวกมันทุกคนตกตาย! พวกมัน
ทั้งหมดต้องตาย!”
“จิ้งเอ๋อร์ วางใจเถอะ” ผู้เฒ่าอีกคนกล่าว “ปู่รองรับประกัน ว่า
พวกมันไม่อาจมีชีวิตรอดพ้นจากวันนี้แน่”
“กล้าข่มเหงตระกูลเยิ่นเรา พวกเจ้าช่างขวัญกล้าบังอาจนัก!”
เยิ่นเหล่าซัน (อันดับสามแซ่เยิ่น)ใบหน้าเย็นชา เจตนาฆ่าฟันล้น
ทะลักออกมา
เยิ่นจิ้งดวงตาดุร้ายอำมหิต ชี้ไปยังซางเว่ยหมิง กล่าวว่า “นั่น
คือซางเว่ยหมิงจากตระกูลซางเก่าแก่!อย่าได้ฆ่ามัน หลานต้องการ
จัดการให้มันตายอย่างช้าๆ!”
ซางเว่ยหมิงใบหน้าเขียวคลํ้า มันทราบว่าวันนี้ยากจะรอดพ้น
ชะตากรรมแล้ว!
“ตกลง ตกลง ขอเพียงเจ้าพึงพอใจ ไม่ว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้น!”
ท่านปู่ใหญ่ปลอบประโลมด้วยสีหน้าเมตตาปราณีหาใดเปรียบ
“และบุตรชายของมันที่อยู่ในสำนักกระบี่ภูผาโปร่งนั้นด้วย!”
เยิ่นจิ้งกล่าวอย่างอาฆาตไม่สิ้นสุด
“แน่นอนแน่นอน พวกเราจะต้องจับมันมาให้แก่จิ้งเอ๋อร์
แน่นอน!”
ซางเว่ยหมิงรู้สึกราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะ ในสายตา
มืดทะมื่น!
เยิ่นจิ้งเผยอยิ้มเหี้ยมเกรียม ยังคงกล่าวอีกว่า “หลานต้องการ
… …”
ในเวลานี้เอง จั่วม่อกับพวกพลันร่างหายวับไป!
ผู้เฒ่าเยิ่นทั้งสามสีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย ท่านปู่ใหญ่
ตอบสนองทันควัน ผลักร่างเยิ่นจิ้งไปด้านหลังมัน ตระเตรียม
ปกป้องคุ้มครองอย่างเต็มที่
เจตจำนงกระบี่สุญตา เจตจำนงกระบี่สายรุ้ง และเจตจำนงหมัด
อันหนาหนักพลันปรากฏขึ้น!
พลังแต่ละสายแยกย้ายจี้ใส่ผู้เฒ่าเยิ่นทั้งสามอย่างพร้อม
เพรียง!
สามผู้เฒ่ารู้สึกสยดสยองจนขนลุกเกรียว!
ในเวลาเดียวกัน เงาร่างสีทองสายหนึ่งวาบขึ้นด้านหลังคนทั้ง
สาม
เยิ่นจิ้งสุ้มเสียงชะงักขาดหายในบัดดล รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมแข็ง
ค้างอยู่บนใบหน้า นางได้ยินเสียงกระดูกหักอย่างน่าสยดสยอง เป็น
กระดูกคอของนางเองที่ถูกบดขยี้จนแหลกลาญคามือ แล้วนางก็
พบว่าในสายตาของนางกลายเป็นมุมมองอันแปลกประหลาดยิ่ง
ก่อนที่คลื่นความมืดจะกลบกลืนนางไปชั่วนิรันดร์ นางยังได้ยิน
ประโยคสุดท้าย
“กับสตรีเยี่ยงเจ้า ตายเสียประเสริฐสุด!”
บทที่ 443 ปะทะเดือด
ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจั่วม่อจะฉวยโอกาสลอบโจมตี ทั้งยังลงมือ
ประสบผลในคราวเดียว!
สวีเจิ้งเวยศีรษะลั่นอึงอล เหม่อมองเยิ่นจิ้งที่ลำคออยู่ในมุม
แปลกประหลาด ถึงกับตะลึงงันตัวแข็งทื่อ ความเหี้ยมเกรียมเฉียบ
ขาดของอีกฝ่ายเหนือความคาดหมายของมันมาก มันร้อยไม่คิด
พันไม่คิด ไม่เคยคิดว่าความบาดหมางนี้จะกลายเป็นการต่อสู้เดิม
พันชีวิต!
ด้วยนิสัยตามใจให้ท้ายของสามผู้อาวุโสเยิ่น และความรักใคร่
เอ็นดูที่พวกมันมีต่อเยิ่นจิ้ง เรื่องราวครั้งนี้จะมีเพียงผลลัพธ์เดียว ไม่
ตายไม่เลิกรา!
ส่วนบุรุษหนุ่มที่ไม่ทราบประวัติความเป็นมาเหล่านี้ ได้ใช้การ
ลอบจู่โจมอันรวบรัดหมดจด สำแดงเจตนาที่จะเข่นฆ่าหํ้าหั่นของ
พวกมัน รวมทั้งความไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงของพวกมัน
หลังจากตะลึงลาน เป็นความตื่นตระหนกสุดระงับ
สามจินตันแห่งตระกูลเยิ่นมีชื่อเสียงกระเดื่องดังในเมืองซวีหลิง
กระทั่งพรรคซวีหลิงยังไว้หน้าพวกมันหลายส่วน สวีเจิ้งเวยแม้เป็น
จินตันผู้หนึ่งเช่นกัน แต่มันทราบกระจ่างดีแก่ใจ ว่าพลังฝีมือของ
มันเทียบไม่ได้กับสามคนที่ไร้เหตุผลนี้
สวีเจิ้งเวยทันใดนั้นตกอยู่ในตำแหน่งที่น่ากระอักกระอ่วนยิ่ง
ล่วงเกินสามผู้อาวุโสเยิ่นย่อมไม่ใช่เรื่องดี แต่เหล่าบุรุษหนุ่มที่
ไม่ทราบที่มาเหล่านี้ก็ยากตอแย บุรุษหนุ่มกลุ่มนี้ไม่ได้หวั่นเกรง
สามผู้เฒ่าเยิ่นแม้แต่น้อย ผนวกกับเรื่องที่ว่ามันไม่สามารถมองเห็น
พลังบำเพ็ญเพียรของอีกฝ่ายได้ชัดเจน ทำให้สวีเจิ้งเวยไม่กล้า
บุ่มบ่ามลงมือ ทว่าหากมันยังคงรักษาความเป็นกลางเอาไว้ แล้ว
ฝ่ายตระกูลเยิ่นพ่ายแพ้ ย่อมนับว่าประเสริฐสุด แต่หากตระกูลเยิ่น
ได้ชัย เกรงว่าวันคืนของมันจากนี้คงไม่สุขสบายแล้ว ด้วยนิสัยใจ
คอของสามผู้เฒ่าเยิ่น ต่อไปต้องมารังควานหาเรื่องมันแน่
ชั่วพริบตานี้ สวีเจิ้งเวยในจิตใจบังเกิดความคิดขัดแย้งนับไม่
ถ้วน
เห็นหลานสาวสุดที่รักตกตายอย่างอนาถต่อหน้าต่อตา เฒ่า
ชราทั้งสามถลึงตาโปนโตอย่างเคียดแค้นเดือดดาล ดวงตาทั้งสาม
คู่แดงฉานด้วยสายเลือด พวกมันตวาดด้วยโทสะ โถมทะยาน
ออกไปอย่างพร้อมเพรียง!
เห็นผู้เฒ่าเยิ่นต้า (เยิ่นลำดับหนึ่ง) ทั่วร่างปรากฏชั้นสีเขียวแผ่
กระจายอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม รูปโฉมชรา
ภาพคล้ายปกคลุมไปด้วยชั้นเปลือกไม้ ผิวหนังเปลี่ยนเป็นหยาบ
กระด้างเป็นอย่างยิ่ง พลังธาตุไม้อันหนาแน่นพลุ่งทะยานขึ้น! เมื่อสี
เขียวลุกลามไปถึงศีรษะของมัน ผมเผ้าสีเขียวเข้มก็ยืดยาวด้วย
ระดับความเร็วอันน่าตระหนก กลายเป็นเถาวัลย์เขียวหยาบหนา
เท่านิ้วหัวแม่มือ เถาวัลย์เขียวสะบัดพลิ้วอย่างดุร้ายป่าเถื่อน ราวกับ
อสรพิษเขียวบิดกายอย่างเกรี้ยวกราดดุร้าย!
เพียะเพียะเพียะ!
เหล่าอสรพิษเขียวเต้นเร่า สะบัดฟาดใส่เจตจำนงกระบี่ของ
เหวยเสิ้ง
เถาวัลย์เขียวสดเหล่านี้แข็งแกร่งผิดธรรมดา พวกมันพอปะทะ
หํ้าหั่นกับเจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้ง ส่งเสียงโลหะปะทะกันดังบาด
หู สะเก็ดประกายไฟแลบลั่นกระเด็นว่อน!
เยิ่นเอ้อ (เยิ่นลำดับสอง) ทั่วร่างปกคลุมด้วยชั้นหมอกวารีขาว
ทั่วร่างกลายเป็นโปร่งใส ร่างของมันผสานเข้ากับม่านนํ้าอย่าง
รวดเร็ว ภายในชั่วอึดใจเดียว คนคล้ายกลายเป็นมนุษย์นํ้าโปร่งใส
ตนหนึ่ง
เผชิญหน้ากับเจตจำนงหมัดอันหนักแน่นของจงหยู มนุษย์นํ้า
รูปร่างแปรเปลี่ยน กลับกลายเป็นกระแสนํ้าเพรียวบาง หลบหลีก
ด้วยตำแหน่งแง่มุมอันพิสดาร ประหนึ่งอสรพิษเลื้อยปราดอย่าง
ว่องไว!
เยิ่นซัน (เยิ่นลำดับสาม) ทั้งร่างกลายเป็นกองไฟขุมหนึ่ง เปลว
ไฟลุกโชติช่วง ปะทุแลบลั่นออกจากร่างไม่ขาดสาย แผ่นหินแสง
ดาวประกายทองใต้ฝ่าเท้าเริ่มหลอมละลาย ผิวหนังของมันคล้าย
กะเทาะออกเล็กน้อย
เจตจำนงกระบี่ของเซี่ยซาน เมื่อพุ่งผ่านเข้าไปใกล้เปลวไฟ
จากร่างของเยิ่นซัน พลันแตกระเบิดเป็นฝนประกายนับไม่ถ้วน!
จั่วม่อหลังจากเข่นฆ่าเยิ่นจิ้งตายคามือ ก็หวนกลับมายืนข้าง
กายกงซุนชาในบัดดล มันพอเห็นเฒ่าชราทั้งสามลงมือ พลัน
สะท้านใจวูบหนึ่ง!
คนเหล่านี้เป็นเซียนสัญจร!
ตาเฒ่าทั้งสามที่แท้เป็นเซียนสัญจร!
ซึ่งความจริงเซียนสัญจรเป็นคำเรียกหาที่เหมารวมอย่างกว้างๆ
โดยทั่วไปแล้ว นอกเหนือจากเซียนกระบี่ เซียนยันต์และเซียนวร
ยุทธ์แล้ว ซิวเจ่อที่เหลือล้วนถูกจัดเป็นเซียนสัญจรทั้งหมด ในหมู่
เซียนสัญจร ที่พบมากที่สุดส่วนใหญ่เป็นเซียนสัญจรสายห้าธาตุ
ห้าธาตุรํ่าเรียนได้ง่ายดาย แต่ยากจะแตกฉาน แต่หากคนผู้หนึ่ง
บรรลุถึงขั้นแตกฉาน ก็จะบรรลุถึงระดับพลังอันน่าอัศจรรย์พัน
ลึก! ในท้องตลาดมีเวทวิชาห้าธาตุมากมายนับไม่ถ้วน ดังนั้นเซียน
สัญจรที่ฝึกปรือวิชาสายห้าธาตุ จึงมีมากที่สุดโดยปริยาย
สามผู้เฒ่าตระกูลเยิ่นล้วนฝึกปรือหนึ่งในห้าธาตุ ทั้งยังบรรลุถึง
ขั้นลึกลํ้าสุดหยั่ง!
พวกมันพอลงมือโจมตี ก็สำแดงความเลิศลํ้าออกมาอย่างชัด
แจ้ง!
พลังที่สามผู้เฒ่าตระกูลเยิ่นเปิดเผยออกมา ทำให้สวีเจิ้งเวยถึง
กับสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!สามผู้อาวุโสเมื่อสามารถ
อาละวาดอยู่ในเมืองซวีหลิงมาเป็นเวลานาน ชื่อเสียงของพวกมัน
ย่อมไม่อาจดูแคลนได้! สวีเจิ้งเวยแม้ทราบดีว่าสามผู้เฒ่านี้ยาก
ตอแย แต่ยังนึกไม่ถึงว่าจะร้ายกาจถึงเพียงนี้!
เรื่องราวคราวนี้ สำหรับมันแล้วช่างกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
อย่างแท้จริง … …สวีเจิ้งเวยลอบครํ่าครวญอย่างหวนโหย
จั่วม่อแม้แตกตื่นแต่ไม่ได้กังวลใจนัก มันเพียงเฝ้าจับตา
ระมัดระวังสวีเจิ้งเวยผู้สีหน้าแปรเปลี่ยนไม่หยุดยั้ง ศิษย์น้องกงซุน
แม้มีฝีมือรบทัพจับศึกเป็นเลิศ แต่ความสามารถเชิงยุทธ์แทบไม่
นับเป็นอะไรได้ ลำพังผู้คุ้มกันทั่วไปก็สามารถฆ่ามันได้อย่าง
ง่ายดาย ดังนั้นเมื่อลอบโจมตีสำเร็จ จั่วม่อก็หวนกลับมาคุ้มครอง
กงซุนชาทันควัน เพื่อไม่ให้ศิษย์น้องกงซุนพลาดพลั้งถูกลูกหลง
จากการต่อสู้
เมื่อปลิดชีวิตของสตรีที่น่ารังเกียจนั้นด้วยมือตัวเอง จั่วม่อ
โทสะในใจล้วนระบายออกไปเกือบหมดสิ้น เพียงเฝ้าจับตามองการ
สัประยุทธ์เดิมพันชีวิตสามคู่อย่างเยือกเย็น
เซี่ยซานกับพวกทั้งสามเผชิญกับพลังสภาวะที่พลุ่งพล่านขึ้น
ของคู่ต่อสู้ บังเกิดปฏิกิริยาที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
เห็นเจตจำนงกระบี่ของมันถูกทำลายอย่างง่ายดาย เซี่ยซาน
แค่นเสียงอย่างเย็นชา กระบี่คู่เงามายาหายวับไปจากมือ ลำแสง
สองสายแผดเสียงกระหึ่มกลางอากาศ เสียงหนึ่งทุ้มลึกหนาหนัก
อีกเสียงหนึ่งแหลมสูงบาดหู ทั้งคู่ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างพร้อม
เพรียง!
ตามหลังพวกมันไปเป็นสายรุ้งสองสายบิดพันเป็นเกลียว
ท่ามกลางเสียงกรีดแหลมสะท้านขวัญวิญญาณ กระบี่คู่จู่โจมเข้า
ใส่เยิ่นซันอย่างหักโหม!
จงหยูแม้เห็นเจตจำนงหมัดของมันพลาดเป้า แต่สีหน้าไม่ได้
แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย ดวงตายังคงครึ่งหลับครึ่งลืมเหมือนเช่นเดิม
สีหน้าเคร่งขรึมสง่างาม ทว่าดอกบัวโลหิตบนหน้าผากเปล่งแสงเจิด
จ้า ราวกับว่าเพิ่งจุ่มลงไปในโลหิตสดๆ
ด้านหลังมัน เห็นเงาเลือนรางมหึมาสายหนึ่งปรากฏขึ้น
โพธิสัตว์มังกรคชสาร!
เงาร่างนั้นค่อยๆ กลายเป็นหนึ่งเดียวกับจงหยู อาภรณ์ของ
จงหยูโบกสะบัดโดยปราศจากแรงลม กระพือพัดอย่างหนักหน่วง
รุนแรง รอจนดวงตาทั้งคู่ลืมขึ้นอย่างแช่มช้า ดวงตาทั้งคู่ก็ว่างเปล่า
ปราศจากอารมณ์ใด ดอกบัวโลหิตบนหน้าผากเจิดจรัสดุจเปลว
เพลิงอันเกรี้ยวกราด
มันยกมือ ต่อยออกไปหนึ่งหมัด หนึ่งหมัดที่สุดแสนจะธรรมดา
สามัญ!
ในด้านของพลังสภาวะ ผู้ที่น่าตื่นตระหนกที่สุดกลับไม่มีผู้ใด
เกินเหวยเสิ้ง!
เห็นเถาวัลย์เขียวที่เต้นเร่าอย่างดุเดือดของฝ่ายตรงข้าม
สามารถทำลายเจตจำนงกระบี่ของมันอย่างง่ายดาย เหวยเสิ้งไม่ได้
แสดงความขลาดเขลาใดๆ ดวงตาดุจพยัคฆ์สาดประกายเจิดจ้า
จิตวิญญาณการต่อสู้ปะทุเดือดพล่านในทรวงอก! หลังจากทะลวง
ผ่านไปยังด่านจินตัน นอกเหนือจากประมือกับจั่วม่อเป็นครั้งคราว
และประจันหน้ากับกลุ่มของอสุภประหลาดในครั้งนั้นแล้ว มันก็ไม่
เคยได้ต่อสู้อย่างดุเดือดจริงจังเลยสักครั้ง!
เนื่องเพราะไม่มีคู่มือที่สมนํ้าสมเนื้อ!
จิตวิญญาณการต่อสู้ที่เก็บกดมาเป็นเวลานานปะทุขึ้นราวกับ
ภูเขาไฟระเบิด บันดาลให้เหวยเสิ้งเลือดลมเดือดพล่าน
กระทั่งกระบี่ดำยังไม่ยกขึ้น มันพลันสืบเท้าขวาไปข้างหน้า
ร่างโน้มไปเบื้องหน้าเล็กน้อย ประดุจกระบี่ที่ถูกชักออกจากฝัก!
เจตจำนงกระบี่สุญตาพวยพุ่งขึ้นไปถึงชั้นฟ้า!
สภาวะว่างเปล่า ไร้ซึ่งสรรพสิ่ง พลันโถมท่วมลงมาราวกับ
ความมืดมิดของรัตติกาล ยึดถือเหวยเสิ้งเป็นจุดศูนย์กลาง ม่าน
สุญตาที่ไร้สรรพสำเนียงกระจายเข้าสู่รอบข้าง กลืนกินทุกสิ่งทุก
อย่างลงไป!
ทุกผู้คนรู้สึกสายตาพร่าเลือน อยู่ในสภาพคล้ายกับว่า พวก
มันตกอยู่ในดินแดนแห่งห้วงมิติอันเวิ้งว้างว่างเปล่า
ไม่มีสรรพเสียง ไม่มีแสงสว่าง มีเพียงความเวิ้งว้างไร้ที่สุด และ
สภาวะสุญตาว่างเปล่าแห่งความตายนิรันดร์!
เจตจำนงกระบี่ของเหวยเสิ้งห่อหุ้มทุกผู้คนไว้ภายในนั้น!
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ศิษย์พี่ใหญ่ต่อสู้จนลืมตัวเสีย
แล้ว! มันมือหนึ่งคว้าร่างกงซุนชา อีกมือหอบหิ้วซางเว่ยหมิง รีบ
ทะยานออกจากที่แห่งนั้น ร่างของมันถอยห่างอย่างเร่งรีบ ต้องถอย
ออกไปสิบกว่าจั้ง ก่อนที่ทุกอย่างในสายตามันจะกลับเป็นปกติอีก
ครั้ง
โอ้! ศิษย์พี่ใหญ่พอคลุ้มคลั่งไป ช่างน่ากลัวโดยแท้!
จั่วม่ออดเห็นอกเห็นใจตาเฒ่าที่เป็นคู่มือของศิษย์พี่ใหญ่ไม่ได้
ถอนใจเฮือกหนึ่ง มันกระทั่งอิจฉาริษยาสักเล็กน้อยยังไม่มี ความ
แข็งแกร่งอันน่าพรั่นพรึงของศิษย์พี่ใหญ่ถือกำเนิดขึ้นมาได้
อย่างไร ไม่มีผู้ใดทราบกระจ่างไปกว่ามันอีก นั่นเป็นการสั่งสมทีละ
หยดทีละหยาดอย่างแท้จริง จากไม่มีสิ่งใดๆ ค่อยๆ ก้าวรุดหน้าจนมี
มากมาย สิ่งเหล่านี้ไม่มีหนทางลัด!
จั่วม่อทราบกระจ่างแก่ใจ สิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่สามารถกระทำ มัน
ไม่มีปัญญาลอกเลียนได้!
เซี่ยซานหนังตากระตุกอย่างเร่งร้อน ในใจตื่นตะลึงสุดระงับ!
เหวยเสิ้งกับมันล้วนเป็นจินตันด้วยกันทั้งคู่ ผู้อื่นถึงกับอ่อน
เยาว์กว่ามันเสียด้วยซํ้า แต่มันยังคงนับถือเทิดทูนเหวยซือ ฝีมือใน
วิถีกระบี่ของเหวยซือลํ้าลึกจนหยั่งไม่ถึง เพียงพอให้มันนับถือ
เลื่อมใสจนหมดใจ แต่เลื่อมใสส่วนเลื่อมใส มันกลับไม่เคยพบเห็น
การโจมตีสุดแรงกำลังของเหวยซือมาก่อน!
ด้วยกระบี่นี้ของเหวยเสิ้ง กระทั่งดวงตาเฉยชาไม่แยแสของจง
หยู ยังบังเกิดระลอกอย่างเห็นได้ชัด!
กระทั่งพวกมันยังตื่นตระหนกถึงเพียงนี้ ปฏิกิริยาของสามผู้
เฒ่าตระกูลเยิ่นย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ พวกมันล้วนหน้าเผือด
สี! ในศีรษะลั่นอึงอล ตระหนักในทันที ว่าคราครั้งนี้เตะถูกกระดาน
เหล็กกล้าเข้าเสียแล้ว!
“เพื่อล้างแค้นให้แก่จิ้งเอ๋อร์!” เยิ่นต้าสูดหายใจลึก ปลุกปลอบ
กำลังขวัญ ตวาดอย่างกราดเกรี้ยว
เมื่อสามารถฝึกปรือจนบรรลุด่านจินตัน ทั้งยังนำตระกูลเยิ่นสู่
ความรุ่งเรืองมาหลายสิบปี เยิ่นต้าย่อมมิใช่บุคคลอ่อนแอ เพียงแต่
มันรักใคร่ตามใจเยิ่นจิ้งมากเกินไป จนครั้งนี้ชักนำภัยพิบัติกราย
มาถึงศีรษะพวกมันแล้ว แต่เมื่อเผชิญกับเจตจำนงกระบี่อันน่า
แตกตื่นสะท้านใจ มันในที่สุดสงบเยือกเย็นลง
เรื่องราวมาถึงขั้นนี้ พวกมันถูกบีบบังคับเข้าสู่การต่อสู้เดิมพัน
ชีวิต ตระกูลเยิ่นถึงกับถูกบีบคั้นจนต้องเดิมพันด้วยชีวิต หากพวก
มันล่าถอยอีกเพียงก้าวเดียว นั่นหมายความว่าพวกมันได้แต่ถูกบด
ขยี้จนสิ้นซาก!นี่ไม่ใช่แค่เพื่อพวกมันทั้งสาม แต่ยังเพื่อตระกูลเยิ่น
ทั้งตระกูล!
เสียงตวาดด้วยโทสะของเยิ่นต้ามาได้ถูกเวลาเป็นที่สุด เยิ่นเอ้อ
กับเยิ่นซันที่ถูกสะกดไว้ในตอนแรก หวนคิดถึงหลานสาวสุดที่รัก
ถูกเข่นฆ่าต่อหน้าต่อตาพวกมัน สองเฒ่าชราไฟโทสะระเบิดขึ้นใน
อกอีกครั้ง พลังสภาวะพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว!
ไม่เจ้าตายก็ข้าม้วย!
สามผู้เฒ่าแทนที่จะล่าถอย กลับโถมเข้าจู่โจมโดยพร้อม
เพรียง!
เยิ่นต้าชั้นสีเขียวบนร่างเติบโตขึ้นอีกส่วนหนึ่ง คนคล้าย
กลายเป็นต้นไม้โบราณต้นหนึ่ง กิ่งก้านสีเขียวเหลือคณานับผุดพุ่ง
ออกจากร่าง แทงลงไปในพื้น ต่อหน้าเถาวัลย์เขียวอันพิสดาร
เหล่านี้ กระทั่งหินแสงดาวประกายทองยังถูกเจาะทะลวงอย่าง
ง่ายดาย ไม่ต่างจากก้อนเต้าหู้
ปราณพิภพไหลบ่าขึ้นมาตามเถาวัลย์สีเขียวที่เจาะลึกลงไปใน
พื้นดิน พุ่งเข้าสู่ร่างของเยิ่นต้าไม่ขาดสาย
ซี่ซี่ซี่!
ราวกับอสรพิษจำนวนมากฉกลิ้นแปลบปลาบ เถาวัลย์เขียว
สะบัดฟาดอย่างคลุ้มคลั่ง เพียงทิ้งรอยแสงสีเขียวไว้กลางอากาศ!
ลำแสงสีเขียวตัดไขว้สอดประสาน ก่อเกิดเป็นค่ายกลขบวน
หนึ่งในบัดดล!
หน่ออ่อนสีเขียวงอกเงยออกมาจากพื้น เติบโตขึ้นด้วย
ความเร็วอันน่าตระหนก ผลิใบ ออกดอกและกลายเป็นผล!
ภายในชั่วพริบตา บนพื้นคล้ายปูลาดด้วยพรมพฤกษา
หนาแน่นเป็นชั้นๆ เช่นเดียวกับผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วย
พลังชีวิตอันล้นเหลือ ชีวิตกำเนิดขึ้น ดอกไม้ค่อยๆ โรยราเหี่ยวเฉา
กลีบดอกไม้เหินร่อนในอากาศ ใบไม้ร่วงหล่นปลิดปลิวจาก
กิ่งก้านสาขา ลอยละล่องไปทุกหนแห่ง! ผลไม้บนต้นปริแตกออก
เมล็ดพวยพุ่งไปทุกทิศทาง ฝังตัวลงไปในพื้น เริ่มเติบโตอย่างบ้า
คลั่งเป็นวัฏจักรใหม่
ชีวิตที่ไม่มีจุดสิ้นสุด!
กลีบบุปผากับใบไม้ปลิดปลิว ลอยละลิ่วไปในอากาศอย่าง
ต่อเนื่อง ในช่วงอึดใจสั้นๆ กลางเวหาก็เต็มไปด้วยใบไม้ดอกไม้
พวกมันเต้นสะบัดและหมุนคว้าง กระจัดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
เคลื่อนเข้าไปในส่วนลึกของม่านสุญตาอย่างไม่หยุดยั้ง!
แต่ในเวลาเดียวกัน พืชพรรณนับไม่ถ้วน ดอกไม้และใบไม้ ก็
เหี่ยวแห้งโรยราด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ
กลายเป็นความว่างเปล่าผืนหนึ่ง!
นี่คือการประหัตถ์ประหารระหว่างชีวิตและความตาย!
จั่วม่อสีหน้ากลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง ตาเฒ่าน่าชังผู้นี้มีฝีมือ
ธาตุไม้ลึกลํ้าสุดหยั่งถึงอย่างแท้จริง!
ธาตุไม้เป็นธาตุหลักของชีวิต!
นี่เป็นคุณลักษณะที่แข็งแกร่งที่สุดของธาตุไม้ แต่ใน
ขณะเดียวกันก็เป็นคุณลักษณะที่ยากจะเข้าใจมากที่สุด! จั่วม่อ
พลันฉุกคิดถึงฉากสุดท้ายในศึกทลายคุกนภาจรัสวารีไพศาล ครั้ง
ที่มันต้องต่อกรกับพลังชีวิตอันไพศาล อดสั่นสะท้านขึ้นมามิได้
ชีวิตและความตายเป็นทวิภาวะที่เหมือนกับคู่แฝด เป็นหนึ่งใน
พลังพื้นฐานที่สุด
เจตจำนงกระบี่สุญตาของศิษย์พี่ใหญ่เป็นกระบี่แห่งความตาย
ไร้สิ้นซึ่งสิ่งใด ส่วนเวทวิชาธาตุไม้ของผู้อื่น จัดเป็นเวทวิชาที่เรียบ
ง่ายที่สุดสำหรับการเข้าใจคุณลักษณะของชีวิต เวทวิชาธาตุไม้
ไม่ได้มีชื่อเสียงในด้านพลังอันโดดเด่น แต่กลับเป็นดาวข่มสำหรับ
เจตจำนงกระบี่สุญตาของศิษย์พี่ใหญ่พอดี!
แต่จั่วม่อไม่คิดยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
มันเชื่อมั่นในตัวศิษย์พี่ใหญ่!
นับตั้งแต่ครั้งแรกที่อ่านบันทึกการฝึกปรือของศิษย์พี่ใหญ่ มัน
ก็เริ่มเชื่อมั่นในตัวศิษย์พี่ใหญ่ เชื่อมั่นสุดหัวใจ เชื่อมั่นในความ
ทรหดอดทน ความเข้มแข็ง และความไม่ย่อท้อของศิษย์พี่ใหญ่
เชื่อมั่นในบุคคลที่เพื่อค้นหาวิถีกระบี่ ถึงกับยอมตนเป็นข้ารับใช้
กระบี่ เชื่อมั่นในบุคคลที่เพียงเพื่อเข้าใจเจตจำนงกระบี่ ถึงกับออก
ไล่ล่าลิงบึงโคลนตามลำพังผู้เดียว!
ในความเห็นของจั่วม่อ นิมิตแห่งฟ้าดินที่ปรากฏขึ้นในยามที่
ศิษย์พี่ใหญ่เข้าสู่ด่านจู้จี ไม่ใช่สิ่งที่พิสูจน์ยืนยันพรสวรรค์ของศิษย์
พี่ใหญ่ แต่เป็นรางวัลที่สวรรค์ประทานให้แก่ศิษย์พี่ใหญ่ รางวัลแด่
ความอดทนอดกลั้นและการบากบั่นพากเพียรอย่างยากลำบาก แต่
ยังคงมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่อจุดเริ่มต้นที่หนักหนาสาหัส!รางวัลสำหรับ
การไม่ห่วงใยชีวิตและการสั่งสมบาดแผลนับไม่ถ้วน! รางวัลแด่วัน
คืนที่เต็มไปด้วยหยาดเหงื่อและโลหิต!
ศิษย์พี่ใหญ่เช่นนี้หรือจะพ่ายแพ้ผู้อื่น?
นี่เป็นยอดบุรุษเหล็กที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน!
บทที่ 444 พลังปราณของเซี่ยซาน
จั่วม่อสีหน้าท่าทีไม่หลงเหลือเค้าเคร่งเครียดกังกวลใจอีก มี
เพียงความสงบเยือกเย็น
เดิมทีมันไม่คิดแทรกแซงข้อพิพาทระหว่างซางเว่ยหมิงกับเยิ่น
จิ้ง รอจนมันอดรนทนไม่ไหวกับพฤติการณ์ของเยิ่นจิ้ง จึงได้
ตัดสินใจสอดมือ ทว่าอันที่จริงเพียงคิดสั่งสอนดุด่าสตรีโฉมงามแต่
เหี้ยมโหดนางนี้สักครา นึกไม่ถึงว่ารอจนสามผู้อาวุโสตระกูลเยิ่น
มาถึง สิ่งที่มันพบพานกลับเป็นถ้อยวาจาสุดจะทานทนของเยิ่นจิ้ง
กับความรักใคร่ถือหางนางอย่างไร้เหตุผลของตาเฒ่าทั้งสาม นี่ทำ
ให้จั่วม่อเห็นได้ชัดเจน ว่าต่อไปจะเกิดเรื่องราวใดขึ้น
คิดสะสางความบาดหมางด้วยสันติ จึงเป็นเรื่องเหลวไหลไร้
สาระ
นับตั้งแต่ลงจากเขาสุญตา สงครามอาบโลหิตค่อยๆ หล่อ
หลอมให้จั่วม่อกลายเป็นบุคคลเด็ดเดี่ยวเฉียบขาด เมื่อลงมือแล้ว
ย่อมไม่ลังเลใจ ดังนั้นมันปลิดชีวิตเยิ่นจิ้งด้วยมือตนเอง ในเมื่อทั้ง
สองฝ่ายชักอาวุธเข้าประหัตถ์ประหาร มันก็จะขุดรากถอนโคนเสีย
ให้สิ้นซาก! ไม่เหลือทิ้งไว้เป็นชนวนเหตุเภทภัยในภายหลัง!
ในสายตาของจั่วม่อ นี่ไม่ใช่ความบาดหมางส่วนตัว แต่เป็น
สงคราม
และในสงคราม ไม่ใช่เจ้าตายก็ข้าม้วย! สองฝ่ายเหลือรอดได้
เพียงหนึ่ง!
ต่อให้พวกมันพ่ายแพ้ตาเฒ่าเหล่านี้ มันก็จะบัญชาให้ค่ายจู
เชวี่ยกับค่ายเว่ยกวาดล้างตระกูลเยิ่นอยู่ดี! มันไม่คิดเพาะชนวน
เภทภัยไว้เบื้องหลัง พวกมันจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน ในความเห็น
ของจั่วม่อ การหลงเหลือตระกูลอิทธิพลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อพวกมัน
เอาไว้ รอให้คนเหล่านี้หาหนทางแก้แค้น ไม่ต่างอันใดจากการ
รนหาที่ตาย
ในศึกสงคราม ภาพลวงของความอ่อนต่อโลก เต็มไปด้วย
ความคิดพึ่งพาโชคชะตา จึงเป็นสาเหตุของความตาย
สีหน้าสงบเยือกเย็นของจั่วม่อทำให้สวีเจิ้งเวยใจเต้นกระหนํ่า
แต่ความสนใจของมันถูกการต่อสู้อันดุเดือดดึงดูดไปมากกว่า การ
ต่อสู้ระหว่างจินตันด้วยกันไม่ใช่เรื่องที่จะหาดูได้ง่ายนัก
อาจกล่าวได้ว่าเยิ่นต้ามีฝีมือในวิชาธาตุไม้อย่างแท้จริง ผนวก
กับเรื่องที่ว่าพลังปราณของมันเข้มแข็งกว่าเหวยเสิ้ง มันเมื่อโหมเร่ง
เร้าพลังปราณ เว่ยเสิ้งรู้สึกกดดันในทันที
เห็นม่านสุญตาอันไร้ที่สิ้นสุด เมื่อเผชิญกับการโจมตีของเยิ่น
ต้า พลันถดถอยไปประดุจนํ้าลด อยู่ระหว่างเหวยเสิ้งกับเยิ่นต้า
เยิ่นเอ้อเยิ่นซันไหนเลยจะไม่รู้จักพี่ใหญ่ของพวกมันดี พลันสี
หน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย!
พลังธาตุไม้บริสุทธิ์ที่พี่ใหญ่รักใคร่หวงแหนเสมอมา บัดนี้ถา
โถมท่วมท้นออกไปอย่างไม่คิดเสียดาย!มันประหนึ่งพฤกษาเก่าแก่
มหายักษ์ต้นหนึ่ง ต้นไม้มหายักษ์ที่กำลังเผาผลาญพลังชีวิตของ
ตนเอง!
สีเขียวจากบนร่างพลันไหลบ่าไปยังเจตจำนงกระบี่สุญตา
เชื่อมโยงระหว่างคู่ต่อสู้ทั้งสอง แผ่ลามไปยังเหวยเสิ้งอย่างรวดเร็ว
พี่ใหญ่ทุ่มสุดตัวแล้ว! หลังจากศึกครั้งนี้จบสิ้นลง ไม่ว่าผลการ
ต่อสู้จะออกมาเป็นพ่ายแพ้หรือได้ชัย พี่ใหญ่จะต้องสูญเสียพลัง
ชีวิตจำนวนมหาศาล!
ทั้งคู่ขุ่นแค้นเดือดดาลอย่างบอกไม่ถูก พากันแผดร้องเกรี้ยว
กราด และปลดปล่อยกระบวนท่าไม้ตายที่ร้ายกาจที่สุดของพวกมัน
ออกมาโดยพร้อมเพรียง!
เยิ่นซันผู้ดุเดือดวู่วามชิงลงมือก่อน แผดเสียงหัวร่ออย่างเหี้ยม
เกรียม สองแขนดัดโค้ง สองมืององุ้ม อยู่ในท่วงท่าประหลาด
พิสดารที่ยากจะบ่งบอกบรรยาย
วู้ม!
เห็นวิหคเพลิงขนาดเท่ากำปั้นตัวหนึ่งเหินทะยานออกมาจาก
เปลวไฟ! วิหคเพลิงนี้มีขนนกสีแดงฉานสดใส สีหน้าเฉลียวฉลาด
แสนรู้ กระพือปีกแต่ละครั้ง ปรากฏประกายพิรุณสะเก็ดไฟละลาน
ตา แลบพุ่งไปทั่วทุกทิศทาง
วิหคเพลิงกู่ร้องเสียงดังสดใส แล้วโถมทะยานอย่างเกรี้ยวกราด
ตรงเข้าต่อกรกับกระบี่คู่เงามายาที่กำลังพาดผ่านท้องนภาอย่างซึ่ง
หน้า!
ทันใดนั้นวิหคเพลิงอ้าปากกว้าง แสงสีแดงเจิดจ้าบาดตาพุ่ง
วาบ ปะทะเข้ากับกระบี่คู่เงามายาของเซี่ยซานอย่างถนัดถนี่!
ภายใต้การจู่โจมของลำแสงสีแดงสายนี้ กระบี่คู่เงามายาที่ไม่
อาจหยุดยั้ง ดูคล้ายต้องคำสาปยันต์พันธนาการ ถูกบีบบังคับให้
หยุดค้างกลางเวหา วิหคเพลิงแสนรู้เป็นที่สุด เริ่มผลักดันกระบี่คู่เงา
มายาถอยร่นไป
ลำแสงสีแดงพอกระทบใส่กระบี่คู่เงามายา เซี่ยซานคล้ายถูก
แท่งเหล็กร้อนแดงแผดเผา สายใยเชื่อมโยงระหว่างมันกับกระบี่คู่
เงามายา กลับกลายเป็นอ่อนจางลงส่วนหนึ่ง
เซี่ยซานสีหน้าน่าเกลียดอยู่บ้าง ต้าเหรินอุตส่าห์ประทานกระบี่
คู่เงามายาให้แก่มัน มันเองยิ่งรักใคร่หวงแหนดุจแก้วตาดวงใจ
ตอนนี้กระบี่สุดรักกลับบังเกิดความเสียหายด้วยนํ้ามือผู้อื่น ความ
พิโรธเดือดดาลของเซี่ยซานย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้!
ท่ามกลางไฟโทสะพลุ่งพล่านทะยานฟ้า พลังปราณของเซี่ย
ซานคล้ายปะทุเดือดราวกับหม้อต้ม อดแหงนหน้ากู่คำรามไม่ได้
เสียงคำรามที่เต็มไปด้วยพลังปราณกึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำรน!
ในบรรดาจินตันฝ่ายจั่วม่อ นับเซี่ยซานอ่อนด้อยที่สุด มันแม้
เป็นคนแรกที่บรรลุด่านจินตัน แต่ต่อให้เทียบกับจงหยู มันก็ยังอ่อน
ด้อยกว่า ไม่ต้องเอ่ยถึงการยกขึ้นเทียบกับเหวยเสิ้งและจั่วม่อ
แล้ว! จงหยูครอบครองพลังอธิษฐานซึ่งผู้คนหวาดกลัว ทั้งยัง
ฝึกปรือเคล็ดร่างทองบรรลุธรรมอันพิสดารพันลึก ในขณะที่เคล็ด
กระบี่ที่เซี่ยซานฝึกปรือเรียกได้ว่าธรรมดาสามัญ แม้ว่ามันเองก็
ทดลองฝึกปรือเคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่างเช่นกัน แต่เพลงกระบี่ชุดนี้
กลับไม่เหมาะสมสำหรับมันนัก
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดเปรียบเทียบกับเซี่ยซานได้ นั่นคือระดับ
พลังปราณ! นับตั้งแต่ยังอยู่ในด่านหนิงม่าย พลังปราณของมัน
บรรลุถึงขั้นน่าแตกตื่นสะท้านใจ หนึ่งร้อยแปดสิบจิง! มันแทบจะบุก
ฝ่าขึ้นมาถึงด่านจินตันด้วยการสั่งสมพลังปราณอย่างทื่อด้าน
เท่านั้น ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าหลังจากบรรลุถึงด่านจินตันแล้ว
วิธีการอันทื่อด้านเช่นนี้กลับมอบประโยชน์ต่อมันนับเอนกอนันต์!
นั่นยังคงเป็นระดับพลังปราณ!
ครั้งที่มันทะลวงไปยังด่านจินตัน มันมีระดับพลังปราณเกือบ
สองร้อยจิง ซึ่งช่วยให้การทะลวงผ่านของมันเป็นไปอย่างราบรื่น
สะดวกดาย รอจนด่านพลังของมันสูงลํ้าขึ้น อยู่ในด่านจินตันอย่าง
มั่นคง ระดับพลังปราณของมันก็รุดหน้าอย่างบ้าคลั่ง!
อัตราการรุดหน้าเพิ่มพูนอย่างน่าอัศจรรย์นี้ ดำเนินติดต่อกัน
มาเป็นเวลานาน แม้ว่าในตอนนี้การรุดหน้าจะเชื่องช้าลง แต่ยังคง
รุดหน้าอย่างมั่นคงไม่หยุดยั้ง!
สิ่งที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ก็คือ ปริมาณพลังปราณในร่างเซี่ยซานยาม
นี้ สั่งสมไว้ถึงแปดร้อยจิง!
เมื่อเทียบกับในกาลก่อน เซี่ยซานมีปริมาณพลังปราณมาก
กว่าเดิมถึงสี่เท่าตัว!
จินตันขั้นที่หนึ่งมีปริมาณพลังปราณสูงสุดหนึ่งพันจิง นี่
หมายความว่าระดับพลังบำเพ็ญเพียรของเซี่ยซานแทบจะบรรลุถึง
จุดสูงสุดของจินตันขั้นที่หนึ่งแล้ว! เพิ่งจะเข้าสู่ด่านจินตันได้ไม่
นาน กลับใกล้จะเข้าถึงจินตันขั้นที่สอง เรื่องนี้หากกล่าวออกไป
เกรงว่าคงมีคนเชื่อไม่มากนัก
ด้วยระดับพลังปราณแปดร้อยจิง หมายความว่าต่อให้เทียบกับ
ตาเฒ่าตระกูลเยิ่นทั้งสามนี้ มันก็ยังเป็นคนเดียวในกลุ่มที่ไม่
เสียเปรียบเรื่องระดับพลังบำเพ็ญเพียร!
สามผู้เฒ่าตระกูลเยิ่นมีชื่อเสียงมานานปี บุกฝ่าขึ้นสู่ด่านจิน
ตันตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เยิ่นต้าระดับพลังบำเพ็ญเพียรบรรลุถึงจิน
ตันขั้นที่สองแล้ว พลังปราณของมันเปี่ยมล้นสมบูรณ์ โดยทั่วไป
ไม่ใช่เรื่องที่บุรุษอายุเยาว์ที่เพิ่งบรรลุด่านจินตันจะอาจหาญขึ้น
เทียบชั้นได้ แต่ผู้ใดจะคาดคิด ว่าเซี่ยซานที่บุกผ่านไปยังด่านจิ
นตันอย่างทื่อด้านด้วยการสั่งสมพลังปราณอย่างเปี่ยมล้น จะเป็น
ตัวประหลาดเช่นนี้!
กระบี่คู่เงามายาซึ่งถูกลำแสงเพลิงไฟของวิหคเพลิงพ่นออกมา
สะกดเอาไว้ ทันใดนั้นเปล่งแสงเจิดจ้า บิดตัวฉีกทะลวงออกจาก
การสะกดข่มของวิหคเพลิง!
วิหคเพลิงก็เฉลียวฉลาดแสนรู้ เห็นกระบี่คู่เงามายาดิ้นหลุด
ออกมา พลันเปล่งเสียงกรีดร้องแหลมใส สองปีกโบกสะบัด พุ่งวาบ
เข้าหากระบี่คู่เงามายาราวกับเงาไฟสายหนึ่ง
ยามนี้กระบี่คู่เงามายาประดุจอสรพิษหลุดออกจากกรง
ปลดปล่อยลำแสงเจิดจ้า ร้อนแรงขึ้นทุกขณะ!
ในชั่วพริบตาเดียว กระบี่บินทั้งสองเล่มห่อหุ้มด้วยลำแสง
ประกายบาดตา พวกมันไม่ต่างจากกลุ่มแสงมหึมาสองดวง แผด
กล้าอยู่กลางเวหา! เนื่องด้วยลำแสงรุนแรงและแข็งกล้าเกินไป
กระทั่งแสงหลากสียังคล้ายกลับกลายเป็นแสงขาวเจิดจ้าดั่งแสง
สุริยัน
กระบี่บินสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น เป็นเหตุให้พลังปราณล้นทะลัก
ออกมา เซี่ยซานก็ร่างสั่นสะเทือนอย่างควบคุมไม่ได้เช่นกัน ความ
เดือดดาล ตื่นเต้นฮึกเหิมและความรู้สึกทั้งมวลผสมผสานเข้า
ด้วยกัน บันดาลให้เซี่ยซานเผยอยิ้มออกมา
ในเมื่อกระบวนท่าของมันไม่บังเกิดผล เช่นนั้นมันจะหักหาญ
ด้วยพลังปราณอย่างตรงๆ!
เซี่ยซานใบหน้าประดับรอยยิ้มลี้ลับเหี้ยมเกรียม ดวงตาสาด
ประกายดุร้ายวิกลจริต!
เยิ่นซันประกายดุร้ายในดวงตาก็เข้มข้นขึ้นเช่นกัน มันหัวร่อ
เฮอะฮะ “คิดหํ้าหั่นกับข้าด้วยพลังปราณหรือ? หาที่ตาย!”
มันกางสองแขนออกกว้าง รีดเค้นพลังปราณทุกหยาดหยด
โดยไม่คิดเหลือรั้งสิ่งใดไว้!
เจ้าหนุ่มผู้นี้ช่างขวัญกล้าบังอาจ คิดประชันพลังปราณกับมัน
จริงๆ? มันไม่เคยเห็นผู้ใดโง่เขลาถึงเพียงนี้มาก่อน! เยิ่นซันตกลง
ใจเผาผลาญเจ้าผู้นี้ให้กลายเป็นเถ้าถ่านภายในกระบวนท่าเดียว!
เปลวไฟทั่วร่างแผดเสียงกระหึ่มก้อง ลุกโชนขึ้นอย่างร้อนแรง
แม้แต่ใบหน้ามันยังปกคลุมด้วยเปลวไฟหนาแน่น เหล่ายุทธภัณฑ์
เวทที่ระดับคุณภาพไม่ถึงขั้น ตกอยู่ภายใต้ความร้อนอันล้นเหลือนี้
ก็ไม่อาจทานทนอีกต่อไป ถูกเปลวไฟหลอมละลายและแผดเผาเป็น
เถ้าธุลี!
“วิหคเพลิงคืนรัง!”
แต่ละคำเชื่องช้าหนักหน่วง ราวกับต้องรวบรวมเรี่ยวแรงกำลัง
ทั่วร่าง เค้นออกมาทีละคำ
เช้ง!
วิหคเพลิงตัวหนึ่งเหินทะยานออกมา!
จากนั้นวิหคเพลิงอีกตัวหนึ่งตามติดออกมา!
เหล่าวิหคเพลิงปรากฏกายขึ้นติดต่อตามกันไม่ขาดสาย ด้วย
ระดับความเร็วอันน่าตระหนก แม้ว่าโผบินออกมาจากเปลวไฟเป็น
จำนวนมาก แต่ยังคล้ายกับว่ามีวิหคเพลิงเร้นกายอยู่ในเปลวไฟอีก
นับไม่ถ้วน!
วิหคเพลิงพอโผออกจากเปลวไฟ พวกมันก็สะบัดปีก ราวกับ
เปลวไฟพวยพุ่ง ทะยานขึ้นหาดวงอาทิตย์คู่เงามายา ซึ่งแขวนค้าง
อยู่กลางหาวราวกับดวงอาทิตย์น้อยๆ สองดวง!
ชั่วพริบตานั้น วิหคเพลิงกระหนํ่าซัดเข้าหาดุจห่าพิรุณ!
ปิดฟ้าบังตะวัน!
เปลวไฟสาดกระจายไปทุกทิศทาง กระทั่งอากาศยังคล้ายปะทุ
ขึ้น เสียงระเบิดดังต่อเนื่องกลางเวหา!สะเก็ดไฟพอตกลงกระทบ
แผ่นหินแสงดาวประกายทองที่ปูพื้น ก็บังเกิดควันเขียวผุดพลุ่งขึ้น
เป็นสาย ตามด้วยเสียงแตกปะทุเบาๆ หลุมเล็กๆ ปรากฏขึ้นบนแผ่น
หิน
แผ่นหินแสงดาวประกายทองที่ราบเรียบดุจกระจก พลัน
แปรเปลี่ยนเป็นหน้าข้าวตังในชั่วพริบตา เต็มไปด้วยจุดเล็กๆ นับไม่
ถ้วน
ต่อหน้าฉากอันตระการตานี้ เซี่ยซานไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึง
แม้แต่น้อย!
เมื่อมีชีวิตรอดจากสนามรบที่ประหนึ่งขุมนรก เซี่ยซานย่อมถูก
หล่อหลอมจนหัวใจแกร่งกร้าวดุจหินผา กระทั่งปลายดาบทิ่มแทง
ใส่ดวงตา หัวใจมันยังไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย!
ชั่วพริบตาที่ฝูงวิหคเพลิงปิดฟ้าคลุมดิน โบยบินเต็มแน่นใน
ครรลองสายตา พลังปราณที่เดือดพล่านเป็นเหตุให้สรรพสิ่งใน
สายตามันกลายเป็นบิดเบี้ยวพร่าเลือน!
แต่มันไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
จงเดือดพล่าน! พลังปราณของข้า!
มันดูราวกับกำลังเพ้อพรํ่ารำพึงอยู่ในห้วงความฝัน พลังปราณ
แปดร้อยจิงในร่างกายลุกไหม้ราวกับหินหลอมเหลวแตกปะทุ ไหล
บ่าอาละวาดไปยังกระบี่บินเล่มน้อยอย่างบ้าคลั่ง
กระบีบินคู่ใจคล้ายสดับถ้อยวาจาของมัน สั่นสะเทือนและ
คำรามก้อง ประหนึ่งว่าตอบคำของผู้เป็นนาย
เซี่ยซานไม่เคยรู้สึกว่ามีพลังเปี่ยมล้นสมบูรณ์ถึงเพียงนี้ และไม่
เคยรู้สึกอ่อนแอถึงเพียงนี้มาก่อน!
ในร่างกายมันไม่หลงเหลือพลังปราณแม้แต่หยาดหยดเดียว!
หากเพ่งมองอย่างถี่ถ้วน จะพบเห็นว่าในดวงอาทิตย์เล็กๆ ทั้ง
สองดวงนั้นสอดแทรกไว้ด้วยลำแสงสีอื่นๆ เป็นลำแสงสีทองเบาบาง
เท่าเส้นผม ‘เส้นใยทอง’ และสายหมอกสีรุ้งจางๆ ประดุจสายรุ้งบน
ฟากฟ้าหลังฝน ‘หมอกสายรุ้ง’ สองในสี่ค่ายกลทักษะยุทธ์ของ
กระบี่คู่ระดับห้าชั้นยอด!
สี่ค่ายกลทักษะยุทธ์บนกระบี่คู่เงามายา ล้วนสำแดงฤทธิ์อย่าง
พร้อมเพรียง!
ดวงอาทิตย์เล็กๆ อันเจิดจ้าบาดตาสองดวงผสานรวมเป็นหนึ่ง
กลับกลายเป็นกลุ่มแสงที่เจิดจ้าบาดตากว่าเดิมหลายเท่า!
เซี่ยซานจับจ้องมองเยิ่นซันภายในเปลวไฟ แสยะยิ้มอย่างดุ
ร้าย แล้วสีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม!
“ทลาย!”
เสียงตวาดนี้ไม่หลงเหลือพลังปราณแม้สักส่วนเสี้ยว ดูคล้ายไม่
เป็นภัยคุกคามแม้แต่น้อย
แต่เสียงตวาดที่ไม่ได้ประจุพลังสภาวะนี้ กลับเป็นเหตุให้ทุก
ผู้คนสะท้านใจอย่างพร้อมเพรียง
ลำแสงตรงแน่วสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาอย่างหักโหม!
ลำแสงสีขาวเจิดจ้าสายนั้น คล้ายขีดวาดด้วยบรรทัดเหล็ก
ตรงแน่วและดุดันจนชวนสะท้านใจ!
ลำแสงทะลวงเข้าไปในกลางฝูงวิหคไฟที่ปิดฟ้าบังตะวัน เจาะ
ผ่านเข้าไปในกลุ่มเปลวไฟอันร้อนแรง!
ชั่วพริบตานี้เวลาคล้ายหยุดชะงักลง ฝูงวิหคเพลิงที่อาละวาด
กลางเวหา ล้วนร่างแข็งค้างอยู่กับที่!
ลำแสงมหาประลัยเปิดเป็นเส้นทางหนาเท่าข้อมือสายหนึ่ง ตัด
ผ่านฝูงวิหคเพลิงที่แน่นขนัด เหล่าวิหคเพลิงซึ่งแข็งค้างกลาง
อากาศ มีอยู่หลายสิบตัวที่หลงเหลือร่างกายเพียงครึ่งเดียว!
เปลวไฟยังลุกโชนโหมไหม้ ยังคงแผดเสียงและแตกปะทุ
บนกลุ่มเปลวไฟ เห็นโพรงขนาดเท่าข้อมือโพรงหนึ่ง พื้นผิวที่
โพรงตัดผ่านราบเรียบราวกระจก มองลอดผ่านโพรง สามารถเห็น
หลุมลึกบนพื้นกระเบื้องหิน
เพียะ!
ทันใดนั้นเอง หนึ่งในวิหคเพลิงที่หลงเหลือเพียงครึ่งตัว กลับ
กลายเป็นลูกไฟดวงหนึ่ง!
เพียะ วิหคเพลิงอีกตัวหนึ่งแตกระเบิดเป็นลูกไฟติดตามกันไป
วิหคเพลิงสองตัวนี้พอแตกระเบิด ก็ไม่ต่างอันใดจากโยน
สะเก็ดไฟลงไปในถังดินปืน!
ตูมตูมตูม!
ลูกไฟสีแดงนับไม่ถ้วนสว่างเจิดจ้าขึ้นแทบจะพร้อมเพรียงกัน
วิหคเพลิงทั้งหมดล้วนแตกระเบิด เปลวไฟแลบลั่น ลุกลามกลืนกิน
ตำแหน่งของคู่ต่อสู้ทั้งสองเข้าไปในบัดดล!
ตูม!
ท่ามกลางเปลวไฟสูงท่วมเพดาน เกิดระเบิดอย่างรุนแรงขึ้นอีก
คำรบ!
ระหว่างแรงระเบิดมหาศาลเหล่านั้น เห็นเงาร่างสีทองเลือนราง
สายหนึ่งพุ่งโถมออกมา เป็นจั่วม่อผู้ซึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นผงและ
เถ้าถ่าน สภาพทุลักทุกเลอยู่บ้าง ในมือหิ้วร่างเซี่ยซานที่หลงเหลือ
ลมหายใจรวยริน!
รอดพ้นจากความตายเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เซี่ยซานกลับดู
คล้ายไม่หวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่น้อย เพียงพึมพำอย่างระโหยโรย
แรง “ฮะฮ่า ช่างสมใจนัก!”
จากนั้นกล่าวกับตัวเอง “หน้าโง่ ไม่ทราบหรือว่ากระบี่บินของ
เกอเป็นระดับห้าชั้นยอด!”
สุดท้ายสายตามืดทะมึน สลบไสลไปคาตา แต่กระทั่งสลบไสล
ไม่ได้สติไปแล้ว สองมือของเซี่ยซานยังคงกระชับกระบี่คู่เล่มน้อยไว้
แนบแน่นไม่ยอมคลาย
บทที่ 445 เกาะเมฆตระกูลเยิ่น
ปัง!
สายนํ้าที่ไหลด้วยความเร็วสูงราวกับอสรพิษประกายเงิน
ทันใดนั้นกระแทกใส่ผนังกำแพงดังสนั่น กระแสนํ้าพลันระเบิดเป็น
เม็ดฝนนับไม่ถ้วน สาดกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
หยดนํ้าที่สาดกระเซ็นอยู่ตามพื้นไหลรี่เข้ามารวมตัวกัน ราว
กับว่าพวกมันมีชีวิต หยดนํ้าไหลบ่าเข้าหาจุดเดียวอย่างรวดเร็ว
ภายในชั่วอึดใจสั้นๆ พวกมันผสานรวมกลายเป็นมนุษย์นํ้าตนหนึ่ง
อีกครั้ง
เยิ่นเอ้อพิศวงงงงวยไม่น้อย บุรุษผู้นี้พลังฝีมือลํ้าลึกยิ่ง! คนผู้นี้
พอต่อยหมัดออกมา กลับไม่มีปราณหมัด ไม่มีสุ้มเสียง เป็นเพียง
หมัดธรรมดาอันสงบนิ่งเยือกเย็น แต่ไม่ว่ามันจะหลบหลีกอย่างไร ก็
ไม่สามารถหลบพ้น เมื่อหมัดต่อยกระทบร่าง ร่างกายวารีของมันก็
มีอันต้องแตกกระจายทุกครั้ง
แต่หากมีเพียงเท่านี้มันย่อมไม่หวั่นเกรง วารีไร้รูปร่าง ไม่ว่า
หมัดของผู้อื่นจะแกร่งกร้าวปานใด ต่อให้สามารถทำลายร่างวารี
ของมันจนแตกกระจายเป็นหยดนํ้าเล็กๆ ทุกครั้ง มันก็สามารถรวม
ร่างคืนกลับได้ทุกคราโดยไม่มีความเสียหายใด มันเคยพึ่งพา
ร่างกายอมตะนี้ โค่นศัตรูร้ายกาจมานักต่อนักแล้ว
แต่หมัดของคนผู้นี้แปลกประหลาดยิ่ง ทุกครั้งที่ร่างกายของ
มันถูกทำลายไป จะมีพลังประหลาดสายหนึ่งแทรกซึมเข้ามาในร่าง
พลังขุมนี้เบาบางดุจเส้นผม แต่แปลกพิสดารและยากจะคาดเดา
มันไม่เคยพบเห็นสิ่งของเยี่ยงนี้มาก่อน นี่จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้มัน
รู้สึกสังหรณ์ใจอย่างบอกไม่ถูก
ที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือมันไม่อาจเข้าใกล้ฝ่ายตรงข้ามได้เลย
หมัดของผู้อื่นแม่นยำอย่างน่าสะพรึงกลัว ไม่เคยมีหมัดใดพลาด
เป้า ความตื่นตระหนกของเยิ่นเอ้อย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ มัน
เข้าใจความปราดเปรียวว่องไวของตนเป็นอย่างดี ต่อให้เป็นกระบี่
บิน แต่หากเชื่องช้ากว่ามันเล็กน้อย จะไม่สามารถกระทบถูกร่าง
ของมันได้
เซียนวรยุทธ์เบื้องหน้ามันนี้ไม่รวบรัดธรรมดา!
เยิ่นเอ้อจับจ้องคู่ต่อสู้ของมันตาเขม็ง เจตนาฆ่าฟันแผ่ซ่านอยู่
ภายใน มันตัดสินใจแน่วแน่ ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนใด ก็ต้อง
สังหารคนผู้นี้ให้จงได้!
ไม่เคยมีใครกล้าเหยียบยํ่าศักดิ์ศรีเกียรติภูมิของตระกูลเยิ่นมา
ก่อน! ขึ้นชื่อว่าคนของตระกูลเยิ่น ไม่เคยมีใครกล้ากระทบถูก
แม้แต่ปลายเส้นผม!
นึกถึงว่าเยิ่นจิ้งตกตายอย่างอนาถ เยิ่นอวี๋ในใจอัดแน่นไปด้วย
ความโศกเศร้าและความเคียดแค้นชิงชัง! มันกับพี่น้องทั้งสองมี
หลานสาวผู้นี้เพียงคนเดียว บัดนี้กระทั่งหลานสาวสุดที่รักก็ยังถูก
คนฆ่าตายต่อหน้า!
พวกมันสมควรตาย!
คนเหล่านี้ทั้งหมดล้วนสมควรตาย!
แก่นสารวารีบนร่างมันโคจรอย่างลื่นไหลเหนือธรรมดา ‘เวท
วิชาสายนํ้าคดเคี้ยวหลั่งไหล’ ที่มันฝึกปรือมานานปี เวลานี้กลับ
แสดงสัญญาณว่าจะรุดหน้า แต่เยิ่นเอ้อไม่ได้รู้สึกปลาบปลื้มยินดี
แม้แต่น้อย ในใจมันหลงเหลือเพียงความคิดเดียว ฆ่าคนเหล่านี้ให้
หมดสิ้น!
ในเวลานี้เอง ทันใดนั้นมันได้ยินเสียงระเบิดอย่างรุนแรงมาจาก
ทิศทางของเยิ่นซัน เห็นลูกไฟแดงฉานม้วนตลบไปทั่ว ทรวงอก
พลันปวดแปลบปานจะขาดใจ!
น้องสามตายแล้ว!
เยิ่นเอ้อถลึงมองจุดที่เกิดการระเบิดอย่างพิโรธโกรธกริ้ว แผด
เสียงคำรามอย่างดุเดือดราวกับสัตว์ร้ายบาดเจ็บ!
“ไปตายให้แก่ข้า!”
ทันใดนั้นเอง มันร่างแข็งค้าง สีหน้าแข็งทื่อทอแววเหลือเชื่อ
สายนํ้าที่ปกคลุมทั่วร่างมันหยุดไหลในบัดดล ริ้วรอยเบาบางคล้าย
โลหิตปรากฏขึ้นบนผิวหน้าของร่างวารีของมัน
ในสายตามันกลายเป็นพร่าเบลออย่างรวดเร็ว สุ้มเสียงการ
ต่อสู้ลอยห่างออกไปทุกขณะ
จิตใจมันเริ่มเลอะเลือนเลื่อนลอย!
เส้นใยสีเลือดที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างมันราวกับตาข่ายใยแมงมุม
ทันใดนั้นสว่างวาบขึ้น
ปัง!
ลูกกลมนํ้าเปลี่ยนเป็นกลุ่มหมอกขาว พลุ่งขึ้นอย่างรุนแรง รอ
จนหมอกสลายไป ตรงจุดนั้นก็ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่อีก
จงหยูสายตาอันว่างเปล่าไม่แยแสถดถอยไปอย่างรวดเร็ว มัน
หอบหายใจเบาๆ ริ้วรอยอ่อนล้าที่มองเห็นได้ชัดเจนปรากฏขึ้นตรง
หว่างคิ้ว ในใจลอบทอดถอน มันยังคงอ่อนแอมากเกินไป กระทั่ง
เคล็ดร่างทองบรรลุธรรมขั้นพื้นฐานยังแทบไม่สามารถทานทนรับ
ไหว แต่สิ่งที่ร้ายกาจอย่างแท้จริงในตอนนี้คือพลังอธิษฐาน หาก
มิใช่พึ่งพาพลังอธิษฐาน มันคงเป็นฝ่ายปราชัยต่อเยิ่นเอ้อเสีย
มากกว่า
มันพลิ้วกายกลับไปยืนข้างจั่วม่อ โดยไม่กล่าวคำใด พลัน
หลับตาเริ่มฟื้นฟูพลังปราณที่สูญเสียไป
ภายในชั่วพริบตา สองในสามผู้อาวุโสตระกูลเยิ่นก็ถูกฆ่าตาย
สวีเจิ้งเวยตื่นตะลึงจนหน้าเผือดสี
เส้นใยโลหิตแปลกประหลาดเมื่อครู่คือสิ่งใดกัน?
สวีเจิ้งเวยเย็นเฉียบไปถึงขั้วหัวใจ นึกยินดีที่เมื่อครู่ไม่ได้ออก
ตัวช่วยเหลือสามผู้เฒ่าตระกูลเยิ่น ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน เกรง
ว่าตระกูลเยิ่นคงจบสิ้นแล้ว แม้ว่าเยิ่นต้ายังคงต่อกรกับเซียนกระบี่
หนุ่มผู้นั้นอย่างคู่คี่กํ้ากึ่ง แต่อีกฝ่ายยังมีคนผู้หนึ่งไม่ได้ลงมือ ผล
สุดท้ายย่อมเห็นได้ชัดเจนยิ่ง
มันไม่ทราบว่ากลุ่มคนที่มีพลังฝีมือเหนือลํ้าสุดยอดเหล่านี้จู่ๆ
งอกเงยออกมาจากที่ใด แต่ละคนพลังฝีมือสูงเยี่ยม สวีเจิ้งเวยได้รับ
ผลสะท้อนอย่างรุนแรง ในใจเร่งขบคิดเร็วรี่ กับการล่มสลายของ
ตระกูลเยิ่น มันย่อมไม่เห็นอกเห็นใจ ตระกูลเยิ่นเย่อหยิ่งจองหองมา
นาน ไม่ทราบล่วงเกินผู้คนมากมายเท่าใด สิ่งที่มันกังวลสนใจ
มากกว่า คือไม่ทราบว่าบุรุษหนุ่มเหล่านี้จะลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่ใน
ระยะยาว หรือเพียงแค่ผ่านทางมา หากพวกมันคิดพำนักเป็นหลัก
แหล่งถาวร เกรงว่าสมดุลอำนาจในเมืองซวีหลิงคงต้องเปลี่ยนขั้ว
แล้ว!
เมื่อใช้ชีวิตอยู่ในเมืองซวีหลิงมายาวนาน สวีเจิ้งเวยทราบดีแก่
ใจ ว่าขอเพียงไม่อุกอาจเกินเลยมากไป พรรคซวีหลิงจะไม่ยื่นมือ
เข้ามาก้าวก่ายเป็นอันขาด
มันลอบตกลงใจแน่วแน่ ว่าหากผู้อื่นคิดลงหลักปักฐานจริงๆ
มันจะต้องสร้างสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นไว้ก่อน สำหรับศาลาเมฆามัน
ไม่ห่วงกังวลนัก ด้วยความเข้าใจที่มันมีต่อตงเจียหนุ่มของศาลา
เมฆา คนผู้นั้นย่อมไม่โง่งมจนตั้งตัวเป็นศัตรูกับเหล่ามารร้ายทรง
พลังที่ไม่ทราบประวัติความเป็นมาเหล่านี้
ขณะที่สวีเจิ้งเวยกำลังครุ่นคิดไม่จบสิ้น สถานการณ์ก็เปลี่ยน
พลิกอีกครา
เหวยเสิ้งดวงตาทอแววผิดหวังวูบ สั่นศีรษะเบาๆ “น่าเสียดาย”
เพียงสิ้นวาจา มันก็เงยหน้าขึ้น โดยปราศจากสุ้มเสียง
เจตจำนงกระบี่สุญตาพลันกวาดวาบ เปลี่ยนพืชพรรณที่เติบโต
อย่างบ้าคลั่งกลายเป็นฝุ่นผงด้วยระดับความเร็วอันตระหนก
กลับคืนสู่แผ่นผืนความว่างเปล่าอีกครา
เจตจำนงกระบี่อันว่างเปล่าทำลายสีเขียวเศษเสี้ยวสุดท้ายใน
บัดดล
เจตจำนงกระบี่ถาโถมเหมือนพิษร้ายกร่อนสลาย เริ่ม
แพร่กระจายไปตามเถาวัลย์เขียวอันแข็งแกร่ง ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด
เถาวัลย์เขียวป่นสลายกลายเป็นผุยผง จวบจนกระทั่งไม่มีสิ่งใด
หลงเหลือ เยิ่นต้ากระทั่งเปล่งเสียงสักคำยังไม่มีปัญญา ไม่มีเวลาได้
ตอบสนอง ต่อหน้าต่อหน้าทุกคน มันคล้ายรูปปั้นที่ถูกเจตจำนง
กระบี่โถมทับกลืนกินลงไป เพียงชั่วพริบตาก็ไม่หลงเหลือสิ่งใดอยู่
อีก
กริ๊ง!
แหวนวงหนึ่งตกกระทบพื้น
แม้ว่ามันตระเตรียมจะสานสัมพันธ์อันดีงามกับอีกฝ่าย แต่ฉาก
เบื้องหน้ามัน ยังคงบันดาลให้สวีเจิ้งเวยแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
เหล่าผู้คุ้มกันกับผู้ดูแลร้านของศาลาเมฆาล้วนหน้าขาวเผือด
ถอยกรูดเข้าไปตัวสั่นงันงกอยู่ในมุม พวกมันพอเห็นคนกลุ่มนี้
กวาดสินสงครามในสนามรบราวกับไม่มีผู้ใดอยู่ด้านข้าง อด
แตกตื่นจนริมฝีปากสั่นสะท้านมิได้
ดูจากฝีมือเก็บกวาดอันหมดจดที่แสดงออกมาอย่างเป็น
ธรรมชาตินี้ หากมิใช่กลุ่มคนเดนตายที่ผ่านพายุฝนโลหิตมานัก
ต่อนัก ต้องไม่สามารถกระทำเรื่องเช่นนี้ได้แน่!
เมื่อซางเว่ยหมิงฟื้นคืนสติ กลับพบว่ามันไม่เป็นอันตรายแม้แต่
น้อย อดเผยสีหน้างุนงงสงสัยไม่ได้ รอจนได้รับการบอกเล่าว่าสาม
ผู้เฒ่าตระกูลเยิ่นล้วนไปรายงานตัวที่ปรโลกแล้ว มันถึงกับศีรษะลั่น
อึงอล สมองขาวว่างเปล่าไปในบัดดล
จั่วม่อไม่เปิดโอกาสให้มันย่อยสลายเรื่องราวอันน่าตระหนกนี้
รีบซักถามอย่างตรงไปตรงมา “บ้านตระกูลเยิ่นอยู่ที่ใด?”
สินสงครามที่ริบได้จากสามผู้เฒ่าเยิ่นน้อยนิดจนน่าเวทนา
นอกเหนือจากม้วนหยกสามม้วน จั่วม่อก็ไม่พบสิ่งมีค่าอันใดแม้แต่
ชิ้นเดียว อุตส่าห์สู้เสี่ยงชีวิตเข่นฆ่าศัตรูร้ายกาจเช่นนี้ พวกมันจะ
ไม่ได้รับสิ่งตอบแทนเลยหรือ?
“เกาะเมฆตระกูลเยิ่น” ซางเว่ยหมิงจิตใจกระทบกระเทือนอย่าง
รุนแรง จนบัดนี้ยังไม่ฟื้นคืนสติอย่างสมบูรณ์ เพียงตอบตาม
สัญชาตญาณ แต่แล้ววาจาพอกล่าวจากปาก พลันได้สติแจ่มใส
ทันที สีหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย!
ช่างดุดันอำมหิตนัก!
สวีเจิ้งเวยก็สะท้านใจวูบไม่ต่างกัน เพียงแต่มันไม่ตื่นตระหนก
เท่าซางเว่ยหมิง ในการต่อสู้เดิมพันชีวิตเช่นนี้ ผลสุดท้ายมักจะ
เป็นไปในทำนองนี้อยู่แล้ว
“เกาะเมฆตระกูลเยิ่น?” จั่วม่อตาลุกวาบ รีบซักไซ้ “ใหญ่โต
หรือไม่?”
“เกือบห้าหมื่นหมู่ เป็นเกาะเมฆขนาดกลางที่ใหญ่โตที่สุดใน
ละแวกนี้!” ซางเว่ยหมิงรีบตอบ “เกาะเมฆตระกูลเยิ่นทำเลที่ตั้งลํ้า
เลิศ ม่านไหมเมฆารินไหลซึ่งเกาะแห่งนี้ผลิตออกมา นับว่ามีชื่อ
เลื่องลือในแถบนี้”
จั่วม่อนํ้าลายแทบไหลหยดย้อยแล้ว!
พื้นที่มากกว่าสี่หมื่นหมู่ นั่นมีค่าเท่ากับสี่หมื่นกว่าชิ้นจิงสือ
ระดับสามทีเดียว!
จั่วม่อผู้ต้องการสถานที่สำหรับลงหลักปักฐานอยู่พอดี
กลายเป็นลิงโลดยินดีในบัดดล
“ไปไปไป! รีบไปดูกันเดี๋ยวนี้เลย!”
เกาะเมฆตระกูลเยิ่น เดินทางจากเกาะหลักใช้เวลาราวสองชั่ว
ยาม จั่วม่อจึงนำเต่าดำเหินทะยานสู่เกาะเมฆตระกูลเยิ่นพร้อมกัน
เมื่อบรรลุถึงเกาะเมฆตระกูลเยิ่น พวกมันพบว่าเกาะเมฆแห่งนี้
ผิดแผกแตกต่างจากเกาะเมฆอื่นอยู่บ้าง เนื่องเพราะมีก้อนเมฆทรง
กลมมากมายล่องลอยอยู่บนท้องฟ้าเหนือเกาะเมฆ ก้อนเมฆเหล่านี้
แทบห่อหุ้มปิดคลุมเกาะเมฆทั้งเกาะอย่างสมบูรณ์ ไม่สามารถ
มองเห็นสภาพบนเกาะได้ชัดตา
จั่วม่อเห็นว่าน่าสนใจยิ่ง คิดลองเข้าไปศึกษาดูใกล้ๆ
แต่แล้วทันทีที่เข้าไปใกล้ ก้อนเมฆที่ลอยช้าๆ เหล่านี้คล้าย
หวาดกลัว พลันกระเพื่อมอย่างรุนแรง ในชั่วพริบตา ก้อนเมฆขาว
ราวหิมะก็กลับกลายเป็นดำดุจหมึก!
ซี่ เปรี้ยง!
ภายในก้อนเมฆดำ เห็นอสรพิษสายฟ้าเลื้อยปราด ส่องแสง
เจิดจ้าบาดตาเป็นครั้งคราว เสียงฟ้าร้องดังลึกเข้าไปในก้อนเมฆดำ
หนาได้ยินชัดเจน จากนั้นอัสนีบาตฟาดออกมาอย่างกราดเกรี้ยว
จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบเรียกปีกแสงศูนยตาออกมา
เผ่นหนีจากตรงนั้นไม่คิดชีวิต
บึม!
เห็นสายฟ้าหยาบหนาเท่าข้อมือวาบผ่านจุดที่มันยืนอยู่เมื่อครู่
สะท้อนประกายบนใบหน้าน้อยๆ ที่ซีดเผือดของจั่วม่อ
หากถูกสายฟ้าที่หยาบหนาถึงเพียงนั้นฟาดใส่อย่างถนัดถนี่
เกรงว่าชีวิตน้อยๆ ของมันคงหลุดลอยไปครึ่งหนึ่งทันที
ในเวลานี้ทุกผู้คนสีหน้าเครียดขรึม กระทั่งกงซุนชายังสีหน้า
ขัดตาอยู่บ้าง หากคิดใช้เรี่ยวแรงเข้ายึดเกาะเมฆแห่งนี้ พวกมัน
จะต้องจ่ายค่าตอบแทนไม่น้อยทีเดียว
เคราะห์ดีที่ซางเว่ยหมิงรีบสะกิดเตือน “เหล่าป่าน ใช้ป้าย
ประจำเกาะ!” เมื่อเก็บกู้ชีวิตรอดมาจากเงื้อมมือของตระกูลเยิ่น มัน
สำนึกขอบคุณจั่วม่ออย่างสุดซึ้ง มันทราบกระจ่างว่าหากต้องตกอยู่
ในเงื้อมมือชั่วร้ายของเยิ่นจิ้ง ชะตากรรมคงเลวร้ายเสียยิ่งกว่าความ
ตาย และเนื่องด้วยความสำนึกขอบคุณ มันจึงพยายามช่วยเหลือ
เท่าที่จะทำได้
“ป้ายประจำเกาะ?” จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นฉุกคิดถึงป้ายหยกที่
มันพบอยู่ท่ามกลางสิ่งของจิปาถะที่ริบมาจากสามเฒ่าตระกูลเยิ่น
จึงรีบนำออกมา
บนผิวหน้าของป้ายหยกสลักไว้ด้วยลวดลายเมฆา ส่วน
ด้านหลังแกะสลักด้วยลวดลายค่ายกลหลายชนิด
จั่วม่อกวาดจิตสำนึกตรวจสอบป้ายประจำเกาะ พลันเข้าใจ
ทันที ป้ายประจำเกาะนี้ใช้ควบคุมขบวนค่ายกลที่อยู่บนเกาะ
โดยตรง จั่วม่อรีบประจุพลังปราณเข้าไป ตวาดดังกึกก้อง “เปิด!”
ป้ายหยกในมือมันพลันยิงลำแสงสายหนึ่ง พุ่งทะลวงเข้าไปใน
ชั้นเมฆหนาทึบ
ชั้นเมฆดำหนาทึบที่เต็มไปด้วยสายฟ้ากัมปนาท พลันเงียบ
สนิทในบัดดล เมฆดำกลับคืนเป็นเมฆขาวดังเดิม ชั้นเมฆถดถอย
ไปด้านข้าง เปิดเส้นทางกว้างขวางสายหนึ่งตรงหน้าพวกมัน
จั่วม่อปิติยินดียิ่ง มันเหินร่างลงไปเป็นคนแรก คนอื่นๆ ทยอย
ติดตามลงไปเบื้องหลัง
กลุ่มของจั่วม่อจู่ๆ บุกรุกลงมา ทำให้ผู้คนบนเกาะแตกตื่นและ
สับสนวุ่นวาย แต่เมื่อซางเว่ยหมิงประกาศอย่างชัดเจนว่าสามผู้
อาวุโสตระกูลเยิ่นเสียชีวิตแล้ว และเกาะเมฆตระกูลเยิ่นนับจากนี้จะ
เปลี่ยนเจ้าของ ผู้คนบนเกาะค่อยสงบลง พวกมันส่วนใหญ่เป็น
เพียงคนงานที่ถูกจ้างมา ไม่ใช่ข้ารับใช้ของตระกูลเยิ่นโดยตรง
สำหรับพวกมัน พวกมันก็แค่เพิ่งเปลี่ยนนายจ้างใหม่เท่านั้น หาก
เถ้าแก่ผู้นี้ไม่ดี พวกมันสามารถจากไป
“ต้าเหริน ต่อไปพวกเราจะอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?” เหลยเผิงถาม
เสียงดังกึกก้อง
“เป็นไร? เจ้าไม่ยินดีหรือ?”
“ยินดี! ยินดีมาก!” เหลยเผิงถูมือไปมา สีหน้าเต็มไปด้วยความ
ลิงโลดยินดี “อยู่แต่ในเต่าดำทุกวี่วัน ข้าเบื่อจะตายอยู่แล้ว! สถาน
ที่นี่ทั้งใหญ่โตทั้งดีงาม… …”
ทุกผู้คนล้วนลิงโลดยินดี พวกมันมีดินแดนใหม่แล้ว!
สำหรับกลุ่มคนคลั่งไคล้สงครามเหล่านี้ ความปรารถนาใน
ดินแดนก็เทียบเท่ากับความปรารถนาที่บุรุษมีต่อสตรี ครั้งที่ต้อง
ทอดทิ้งเมืองอีกาทองคำ พวกมันล้วนไม่ยินยอมพร้อมใจ จากนั้น
พวกมันยังร่อนเร่พเนจรไปสุดหล้า เข่นฆ่าสังหารไปทั่วสารทิศ
บัดนี้ในที่สุดค่อยมีดินแดนในครอบครองของตน ความตื่นเต้นยินดี
ที่พวกมันรู้สึก ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้
โดยไม่รอให้จั่วม่อกล่าววาจา คนทั้งกลุ่มเร่งทะยานร่างไปทั่วสี่
ทิศแปดทาง
จั่วม่อเงยหน้ามอง เห็นท้องฟ้าสดใสกว้างไกลเป็นหมื่นลี้ อดจุ
ปากอย่างอัศจรรย์ใจไม่ได้ เกาะนี้มองจากด้านนอกมีชั้นเมฆหนา
ทึบปิดกั้นสายตา มองไม่เห็นว่าบนเกาะมีสารรูปเยี่ยงไร แต่มองจาก
ด้านในเกาะออกไป กลับไม่มีสิ่งใดปิดกั้นสายตาแม้แต่น้อย
จริงดังคาด เป็นเกาะที่ดีโดยแท้!
จั่วม่อเบิกบานใจยิ่ง!