สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 446 ตัวเลขอันน่าตระหนก
“ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เกาะเมฆแห่งนี้เปลี่ยนชื่อเป็นเกาะเต่า!”
จั่วม่อประกาศอย่างเบิกบานใจ
ผู้คนด้านล่างไม่มีผู้ใดตอบสนอง เพียงเหลียวมองหน้ากันไป
มา
ชั่วอึดใจให้หลัง ผู้ที่ขวัญกล้าบังอาจที่สุดในหมู่พวกมัน เหลย
เผิงค่อยถามเสียงอ่อย “ต้าเหรินไฉนเรียกว่าเกาะเต่า?”
“เป็นไร? เจ้าคิดว่านามนี้ไม่ดีพอใช่หรือไม่?” จั่วม่อเหลือบมอง
ด้วยหางตา ลากเสียงถามช้าๆ
“ไม่ไม่! ย่อมไม่ใช่เช่นนั้น!” เหลยเผิงรีบโบกมือเป็นพัลวัน ลน
ลานจนหน้าแดงกํ่า กล่าวอ่อยๆ ว่า “เพียงแต่ เพียงแต่ ชื่อนี้มัน… …
มันไม่ค่อย… …ดูไม่ค่อยยิ่งใหญ่นัก?”
คนอื่นๆ ล้วนมีสีหน้าคับข้องใจเช่นกัน
จั่วม่อแค่นเสียงเฮอะ กล่าวอย่างดูถูกดูแคลน “ลูกเต่าพันปี
เต่าหมื่นปี เคยได้ยินหรือไม่?”
“เคยได้ยินขอรับ!” ผู้คนผงกศีรษะอย่างพร้อมเพรียง
“คนยิ่งชีวิตยืนยาวเท่าใด ยิ่งสามารถทำกำไรได้มากเท่านั้น”
จั่วม่อกระตุ้นเตือนทุกผู้คนด้วยสุ้มเสียงเปี่ยมความนัย “ลองดู
บุคคลที่ยิ่งใหญ่เหล่านั้น อวดโอ่วางท่า แล้วเป็นไร พวกมันล้วน
เป็นปิศาจอายุสั้น!เพราะเหตุใดเล่า? ยังมิใช่เพราะพวกมันโดดเด่น
สะดุดเกินไปหรือ! เคยได้ยินประโยคนี้หรือไม่… …”
จั่วม่อนึกไม่ออก ต้องขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่
“ประโยคใด?” ผู้คนด้านล่างคอยืดคอยาว รอฟังประโยคถัดไป
อย่างจดจ่อ
“อ้อ ข้าจำได้แล้ว” จั่วม่อจิตใจพลุ่งพล่าน กางสองแขนกว้าง
มองขึ้นไปบนท้องฟ้า ลากเสียงคล้ายร่ายบทกวี สุ้มเสียงเต็มไปด้วย
อารมณ์ความรู้สึก ทำให้ผู้คนขนลุกขนชัน “เงาร่างโดดเด่นนั้นเจิด
จ้าอยู่ท่ามกลางฝูงชน ประหนึ่งดวงตะวัน ผู้คนไม่อาจละสายตา
จากมันไปได้!”
ทุกผู้คนตัวสั่นระริก ขนหัวลุกกรูเกรียว
จั่วม่อหันศีรษะกลับมา สายตากวาดมองฝูงชนที่สับสนงุนงง
นํ้าเสียงกลับเป็นปกติ ชี้ไปยังเหลยเผิง ถามว่า “หากเจ้าพบคน
เช่นนี้อยู่ท่ามกลางกลุ่มศัตรู เจ้าจะทำอย่างไร?”
“ฆ่ามันทิ้งก่อนใคร!” เหลยเผิงถลึงตาโปนโตอย่างเหี้ยมเกรียม
“ไฉนฆ่ามันก่อน?” จั่วม่อค่อยๆ ถามชี้นำ
“คนเช่นนี้หากมิใช่ยอดฝีมือก็เป็นหัวหน้าของศัตรู พวกมันมี
คุณค่าทาง… …มีคุณค่าทางกลยุทธ์สูงมาก!” เหลยเผิงตะกุกตะกัก
ออกมา ภายใต้การฝึกฝนสุดหฤโหดของแม่นางน้อย สำหรับ
สมาชิกค่ายจูเชวี่ยทุกคน การศึกษากลยุทธ์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ
พวกมัน กระทั่งบุรุษหยาบกระด้างเช่นเหลยเผิง ยังสามารถสาธยาย
หลักการเหล่านี้ได้คล่องปาก
“เจ้ากล่าวถูกต้อง!” จั่วม่อชมเชยเหลยเผิง แล้วหัวร่อฮิฮะ
พลางกล่าว “เกาทัณฑ์ยิงใส่นกที่โผล่หัวออกมาเป็นตัวแรก นั่นคือ
สัจธรรม ยิ่งเจ้าอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวมากเท่าไร เจ้าก็ยิ่งอยู่ได้
นานขึ้นเท่านั้น และยิ่งเจ้าอยู่ได้นานเท่าใด ก็ยิ่งทำกำไรได้มาก
เท่านั้น ชื่อเกาะเต่าซึ่งไม่สะกิดความสนใจของผู้คนนั้นเหมาะสม
กับเรามาก วิธีการของเราคือขั้นแรกต้องทำตัวไม่สะดุดตา แสร้งทำ
เป็นอ่อนแอ แล้วจากนั้น… ฮี่ฮี่ พวกเจ้าก็รู้ดีแก่ใจ!”
ทุกผู้คนเข้าใจทันที พากันพยักหน้าแรงๆ ดวงตาเป็นประกาย
แวววาว หันมองหน้ากันไปมา แล้วแย้มยิ้มอย่างชั่วร้ายให้แก่กัน “ฮี่
ฮี่ เราเข้าใจแล้ว!”
ซางเว่ยหมิงซึ่งบังเอิญเดินเข้ามาพอดี ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็น
เยียบโซมกาย
มันคันปากอยากจะบอกต้าเหรินเสียเหลือเกิน ว่าการสังหาร
สามเฒ่าตระกูลเยิ่นสะท้านสะเทือนเมืองซวีหลิงไปถึงไหนต่อไหน
แล้ว ยามนี้เกรงว่าทั่วทั้งเมืองซวีหลิงคงเต็มไปด้วยเสียงโจษจันอื้อ
อึง ไม่ว่าจะทำตัวไม่สะดุดตาหรือแสร้งเป็นอ่อนแอสักเท่าใด เวลานี้
คงไม่มีผู้ใดเชื่อพวกมันแล้ว… …
แน่นอนว่าวาจาประดานี้ได้แต่เก็บงำอยู่ในใจ มันฉลาดพอจะ
หุบปากเงียบ เหล่าป่านกระทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลของตน
อาศัยตัวประกอบเล็กๆ เช่นมัน ไหนเลยจะเข้าใจความหมายอัน
ลึกซึ้งในการกระทำของเหล่าป่านได้
เวลานี้มันเข้าใจดีแล้ว ว่าเหล่าป่านไม่ได้เป็นเพียงเถ้าแก่
ธรรมดาทั่วไป นี่คือกองทัพขนานแท้และดั้งเดิม แต่เรื่องเหล่านี้ไม่มี
ผลอันใดกับมัน ถึงตอนนี้ไม่ว่าเหล่าป่านจะใช้ให้มันทำอะไร มันจะ
ลงมือทันทีโดยไม่บ่ายเบี่ยงลังเล แม้ว่าจะต้องเสี่ยงชีวิตของมันก็
ตาม
รอจนเสียงหัวร่อชั่วร้ายในห้องเบาบางลง ซางเว่ยหมิงค่อย
รายงานผลการตรวจสอบสินทรัพย์ของเกาะเต่าต่อจั่วม่อ “ต้าเหริน
เราตรวจสอบเสร็จสิ้นแล้ว”
จั่วม่อพอฟังรายงานผล ถึงกับเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน
เกาะเต่ามีอาณาบริเวณทั้งสินสี่หมื่นเจ็ดพันหมู่ จั่วม่อได้แต่
ทอดถอนชมเชยให้แก่ความโอ่อ่าโอฬารของเกาะเต่า อย่างที่คาด
ไว้ สมกับที่เป็นหนึ่งในเกาะเมฆขนาดกลางที่ใหญ่โตที่สุด แต่แล้ว
ตัวเลขต่างๆ ที่ถูกรายงานติดต่อกันเป็นชุด ทำให้จั่วม่อถึงกับ
นํ้าลายไหลหยดย้อยแล้ว
บนเกาะมีพื้นที่ท้องทุ่งปราณถึงหนึ่งหมื่นห้าพันหมู่ ในบรรดานี้
หนึ่งหมื่นสองพันหมู่เป็นท้องทุ่งปราณระดับสาม ส่วนที่เหลืออีก
สามพันหมู่เป็นท้องทุ่งปราณระดับสี่
เห็นจำนวนอันมหาศาลนี้ จั่วม่อถึงกับจิตใจเลอะเลือนไปชั่วครู่
นึกถึงในอดีต ทั่วทั้งขุนเขาสุญตาไม่เคยมีท้องทุ่งปราณอุดม
สมบูรณ์มาก่อน อย่าว่าแต่ท้องทุ่งปราณระดับสามระดับสี่! อาศัย
ท้องทุ่งปราณระดับสามมากมายถึงเพียงนี้ ก็เพียงพอจะสนับสนุน
สำนักขนาดใหญ่สักแห่ง เมื่อผนวกกับท้องทุ่งปราณระดับสี่อีกสาม
พันหมู่ ก็เป็นความมั่งคั่งมหาศาลแล้ว
พวกมันประสบโชควาสนาครั้งมโหฬารจริงๆ!
ปลาบปลื้มยินดีจนหัวใจพองฟู ทันใดนั้นจั่วม่อเบิกตาค้าง ตัว
แข็งทื่อทันที
ท้องทุ่งปราณระดับสามจำนวนหนึ่งหมื่นสองพันหมู่… …แต่
พวกมันมีชาวนาปราณอยู่เพียงสามสิบคนเท่านั้น!
เกษตรกรปราณเพียงสามสิบคน ช่างน่าอนาถนัก!
เทียบกับท้องทุ่งปราณกว้างใหญ่ไพศาลแล้ว จำนวนชาวนา
ปราณของพวกมันน้อยนิดจนน่าเวทนาเหลือเกิน ชาวนาปราณ
สามสิบคน อีกทั้งในสามสิบคนไม่มีผู้ใดครอบครองป้ายหยกเซี่ยฮ
วา ทั้งหมดล้วนเป็นเกษตรกรปราณระดับป้ายหยกชุนหยา
ทั้งสิ้น! (ระดับเดียวกับจั่วม่อเมื่อครั้งกระโน้น)
นี่หมายความว่าท้องทุ่งปราณระดับสามจำนวนหนึ่งหมื่นกว่า
หมู่จะต้องถูกทิ้งร้างแล้ว! เกษตรกรปราณระดับชุนหยา เพียง
สามารถเพาะปลูกและดูแลท้องทุ่งปราณจำนวนห้าสิบหมู่
กลายเป็นว่าพวกมันสามสิบคน สามารถรับภาระท้องทุ่งปราณได้
มากที่สุดเพียงหนึ่งพันห้าร้อยหมู่เท่านั้น! อีกทั้งท้องทุ่งปราณระดับ
สี่หากอยู่ในมือของพวกมัน ก็มีแต่เสียเปล่าเท่านั้น ไม่สามารถใช้
งานได้เต็มประสิทธิภาพ
นึกถึงท้องทุ่งปราณหนึ่งหมื่นกว่าหมู่ที่ต้องสูญเปล่า จั่วม่อ
เจ็บปวดใจจนแทบรํ่าไห้ออกมา
“ที่นี่สามารถว่าจ้างเกษตรกรปราณหรือไม่?” จั่วม่อถามซาง
เว่ยหมิง
ซางเว่ยหมิงสั่นศีรษะ “นี่ไม่ง่ายนัก แม้ว่าระยะนี้มีเซียนสัญจร
เข้ามามากมาย แต่ก็ยังไม่มีเกษตรกรปราณมากพอ หลายตระกูล
ก็กำลังเสาะหาเกษตรกรปราณเช่นกัน”
จั่วม่อกัดฟันแน่นด้วยสีหน้าปวดร้าวใจ ลอบจดจำปัญหานี้
เอาไว้
ปล่อยให้เสียเปล่าคือความอับอาย!
อย่างรวดเร็ว จั่วม่อค้นพบว่าไม่เพียงแค่ท้องทุ่งปราณที่มี
ปัญหา ที่แท้ยังมีทรัพยากรอีกมากมายบนเกาะ ที่ไม่ได้ใช้
ประโยชน์อย่างเต็มที่
บนเกาะมีนํ้าพุปราณสามสิบหกแห่ง แต่มีเพียงหกแห่งที่ถูกใช้
งาน ทั้งยังใช้เลี้ยงสัตว์ปราณที่สุดแสนจะธรรมดาสามัญเท่านั้น
บนเกาะยังมีทะเลสาบปราณอีกสามแห่ง แต่ไม่มีแม้แต่แห่ง
เดียวที่ถูกใช้งาน ทะเลสาบแต่ละแห่งรกเรื้อด้วยวัชพืช ว่ากันว่า
สามเฒ่าตระกูลเยิ่นไม่ได้แยแสสนใจทะเลสาบปราณแม้แต่น้อย
กระทั่งวัชพืชยังไม่คิดจะกำจัด
ทรัพยากรที่ถูกพัฒนามากที่สุดบนเกาะ คือถํ้าไหมหิมะ ถํ้า
แห่งนี้ทั้งลึกและหนาวเย็นเป็นที่สุด มีตัวไหมหิมะฝูงหนึ่งอาศัยอยู่
ภายในถํ้า เส้นไหมที่ผลิตออกมาจากตัวไหมเมฆาหิมะ เรียกว่าใย
ไหมเมฆารินไหล เป็นวัตถุดิบระดับสี่ชั้นยอด สามารถขายออกไป
อย่างไม่จำกัด ใยไหมเมฆาหิมะเป็นแหล่งรายได้ประจำที่ใหญ่โต
และมั่นคงที่สุดของเกาะ
บนเกาะยังมีถํ้าอื่นๆ อีกมากมาย แต่ไม่มีผู้ใดสำรวจและใช้
ประโยชน์พวกมัน
รอจนจั่วม่ออ่านรายงานเหล่านี้แล้วเสร็จ ความคิดแรกของมัน
ก็คือ ตระกูลเยิ่นช่างสูญเปล่าโดยแท้!
ความคิดถัดไปก็คือ คราวนี้พวกมันรวยแล้วจริงๆ!
แต่คำสั่งแรกที่จั่วม่อบัญชาออกมา คือสั่งให้ทุกผู้คนสำรวจ
เกาะเต่าให้ถ้วนทั่วทุกซอกทุกมุม ด้วยนิสัยใจคอเฉื่อยแฉะ
หละหลวมของสามเฒ่าตระกูลเยิ่น จั่วม่อรู้สึกว่าโอกาสที่พวกมันจะ
ละเลยสิ่งดีๆ ไปมากมาย นับว่าสูงยิ่ง
อาณาเขตสี่หมื่นเจ็ดพันหมู่ไม่ใช่พื้นที่เล็กๆ สมควรระวัง
ป้องกันอย่างไรก็เป็นปัญหาใหญ่ประการหนึ่ง แต่มันโยนเรื่องปวด
เศียรเวียนเกล้านี้ไปให้กงซุนชาจัดการแทน
สมาธิจิตใจของจั่วม่อ มุ่งเน้นไปทางการหาวิธีใช้ทรัพยากร
ของเกาะเต่าอย่างสมบูรณ์
“ตระกูลเยิ่นถูกฆ่าตาย?”
“จริงหรือไม่? ตระกูลเยิ่นจะถูกทำลายได้อย่างไร? พวกมัน
มีจินตันสามคน!”
“จริงแท้แน่นอน! ฟังว่าคนกลุ่มนั้นมีเพียงสามคนที่ลงมือ ยังมี
อีกคนที่เพียงแค่เฝ้าดู คุณหนูเยิ่นก็ถูกฆ่าตายด้วย นางเป็นต้นเหตุ
ของข้อพิพาทครั้งนี้เอง!”
“ฮ่า อย่างที่ข้าบอกใช่หรือไม่ ด้วยนิสัยใจคอของคุณหนูเยิ่น
วันหนึ่งจะต้องชักนำเภทภัยถึงแก่ชีวิตมาให้ตระกูลเยิ่น!”
“ครั้งนี้นับว่าสวรรค์มีตาอย่างแท้จริง!”
“แต่ในช่วงนี้พวกเราต้องระมัดระวังให้มาก ผู้ที่เพียงลงมือครา
เดียวก็สามารถฆ่าล้างตระกูลเยิ่น ไม่ใช่ผู้ที่เหล่าคนตัวเล็กๆ เช่น
เราจะตอแยได้!”
เรื่องราวเป็นไปตามที่ซางเว่ยหมิงคาดเอาไว้ เมืองซวีหลิงกำลัง
อึกทึกครึกครื้นกับข่าวที่ว่าตระกูลเยิ่นพินาศสิ้น บรรดาเกาะเมฆที่
อยู่ในละแวกเกาะเต่า ถึงกับทำท่าราวกับว่าพวกมันเผชิญศัตรูตัว
ฉกาจ หวั่นเกรงว่ากลุ่มคนที่ไม่ทราบความเป็นมาเหล่านี้ จะมีจิต
เจตนามุ่งร้ายต่อพวกมัน
บ้านตระกูลเถียน เหล่าผู้อาวุโสที่รับผิดชอบกิจการหลัก ล้วน
มารวมตัวกันในห้องโถงด้วยสีหน้าเครียดขรึม
“นึกไม่ถึงว่าตระกูลเยิ่นจะจบสิ้นอย่างง่ายดายเช่นนี้” เถียนหย่
งชิงทอดถอน “สามจินตันแห่งตระกูลเยิ่นจากไปแล้ว โลกช่าง
เปลี่ยนไปเร็วเหลือเกิน”
“วาจาไร้สาระอย่าได้กล่าว” เถียนเหิงปอสีหน้าไร้อารมณ์
ความรู้สึก “กลุ่มคนที่ไม่ทราบความเป็นมาเข้ายึดครองเกาะเมฆ
ตระกูลเยิ่นแล้ว นั่นเป็นดินแดนที่เรามุ่งเป้าเอาไว้แต่แรก! ท้องทุ่ง
ปราณหนึ่งหมื่นห้าพันหมู่ มิหนำซํ้ายังเป็นท้องทุ่งปราณระดับสี่ถึง
สามพันหมู่ ที่หลงเหลือก็ล้วนแล้วแต่เป็นท้องทุ่งปราณระดับ
สาม! ยังไม่ต้องเอ่ยถึงใยไหมเมฆารินไหลที่ผลิตได้เฉพาะเกาะแห่ง
นี้ ความมั่งคั่งของตระกูลเยิ่นล้วนมาจากของสิ่งนี้!”
“หากเราสามารถครอบครองเกาะเมฆตระกูลเยิ่น พลังอำนาจ
ของเราจะต้องพุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้นเป็นแน่!” ผู้อาวุโสอีกคนกล่าว
“คิดไม่ถึงว่าจะถูกกลุ่มคนนอกชิงตัดหน้าไปเสียก่อน!”
ทุกผู้คนล้วนเงียบงัน ตระกูลเถียนมีฝีมือมากที่สุดในด้าน
เกษตรกรรมปราณ ความกระหายในพื้นที่ท้องทุ่งปราณย่อมรุนแรง
กว่าตระกูลอื่น พวกมันจับจ้องเกาะเมฆตระกูลเยิ่นตาเป็นมันมา
นานแล้ว วางแผนตระเตรียมเข้ายึดครองในอีกไม่ช้าไม่นานนี้ แต่
พวกจั่วม่อไม่ทราบผุดขึ้นมาจากที่ใด กลับหยิบฉวยเกาะเมฆ
ตระกูลเยิ่นไปต่อหน้าต่อตาพวกมัน
“อย่าเพิ่งวู่วาม” เถียนหย่งชิงขบคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะกล่าว
ออกมา “เรายังไม่ทราบความเป็นมาของคนกลุ่มนี้ หากบุ่มบ่าม
เคลื่อนไหวทันที ยากจะคาดเดาผลสุดท้าย สมควรหยั่งเชิงเสียก่อน
ลองส่งคนไปถามพวกมันว่ายินดีขายเกาะหรือไม่? เรื่องราคา
สามารถเจรจากันได้!”
“สถานที่อันดีงามเยี่ยงนั้น ผู้ใดจะโง่งมจนยอมขายออกมา?”
เถียนเหิงปอไม่เชื่อ
“นั่นกลับไม่แน่นัก” เถียนหย่งชิงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ไม่ว่า
พวกมันจะมีท้องทุ่งปราณมากมายเท่าใด แต่หากไม่มีเกษตรกร
ปราณ ทุกอย่างก็มีแต่สูญเปล่า! สิ่งเดียวที่อาจจะทำให้ผู้อื่นรีรอ
ลังเลอยู่บ้าง กลับเป็นใยไหมเมฆารินไหล”
เหล่าผู้อาวุโสหัวร่อฮาฮา เกษตรกรปราณในเมืองซวีหลิงกว่า
เจ็ดในสิบทำงานให้แก่ตระกูลเถียน ท่านปู่สามของตระกูลเถียนมี
ฝีมือทางเพาะปลูกพืชปราณ เป็นเกษตรกรปราณชั้นสูงผู้
ครอบครองป้ายหยกชิวสือ เกษตรกรปราณส่วนใหญ่ยังหวัง
ความก้าวหน้า จึงพร้อมใจกันเข้าสู่ตระกูลเถียน
เมื่อมีจำนวนเกษตรกรปราณมากที่สุด ความกระหายอยากต่อ
ท้องทุ่งปราณของตระกูลเถียนจึงรุนแรงที่สุด ทว่าเกาะเมฆที่มีท้อง
ทุ่งปราณมากที่สุดในละแวกใกล้เคียงเมืองซวีหลิง กลับไม่ได้อยู่ใน
การครอบครองของตระกูลเถียน แต่เป็นเกาะเมฆตระกูลเยิ่นของ
ตระกูลเยิ่น
“หากเป็นเช่นนั้นก็มิใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้” ผู้อาวุโสอื่นๆ
ยอมรับ “บางทีเราอาจใช้เกาะเมฆดาราแลกเปลี่ยนกับพวกมัน ที่
นั่นมีเหมืองเหล็กเมฆดาราระดับสี่ เทียบกับใยไหมเมฆารินไหลหา
ได้ด้อยกว่าไม่!”
ซี๊ด ผู้อาวุโสหลายคนสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เหมือง
เหล็กเมฆดาราผลิตเหล็กเมฆดาราระดับสี่ชั้นดี เป็นหนึ่งในแหล่ง
รายได้หลักของตระกูลเถียน
“ราคานี้สูงเกินไปแล้ว!” เถียนเหิงปอสีหน้าเจ็บปวดใจ
เถียนหย่งชิงโบกมือตัดบท “ไม่ต้องรีบร้อน พวกมันเพิ่งจะ
มาถึงได้ไม่นาน หากมิใช่สตรีโง่งมเยิ่นจิ้งตอแยพวกมัน พวกมันคง
ไม่ถือดีและลงมือดุดันถึงเพียงนี้! เวลานี้เราควรสังเกตและค่อยๆ
ติดต่อกับพวกมันดู”
“หากพวกมันใช้กำลังเล่า?” ผู้อาวุโสผู้หนึ่งกล่าวอย่างกังวล
เถียนหย่งชิงหัวร่อเบาๆ “หากพวกมันหลงละเมอว่าเพียงแค่
กวาดล้างตระกูลเยิ่น ก็สามารถตอแยตระกูลเถียนเรา นั่นจะเป็นวัน
ตายของพวกมัน!”
มองใบหน้างุนงงของผู้คนในห้อง เถียนหย่งชิงลดเสียงกล่าว
แผ่วเบา “อีกไม่เกินหนึ่งเดือนสองเดือน ท่านปู่ใหญ่จะออกมาจาก
การปิดด่านฝึกตน”
บรรดาผู้อาวุโสตะลึงงัน จากนั้นสีหน้าทอแววปิติยินดี
เถียนหย่งชิงคล้ายรู้สึกว่าข่าวดีชิ้นเดียวยังไม่สาสมใจพอ จึง
กล่าวต่อไปว่า “ยังมีข่าวดีอีกหนึ่งข่าว นั่นคือกองทัพของตระกูล
เถียนเรา กองพันเถียนเยี่ยกำลังจะกลับมาแล้ว!”
ทั้งห้องเงียบสงัดดุจป่าช้า ผู้อาวุโสหลายคนมีใบหน้าน่า
สะพรึงกลัว