สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 448 ค่ายจินวูอันร้ายกาจ
ขณะที่ขุมกำลังสำคัญต่างๆ ในเมืองซวีหลิง มุ่งความสนใจ
ทั้งหมดไปยังขุมกำลังลึกลับที่มาใหม่ ขุมกำลังใหม่นี้กลับไม่เคย
ย่างเท้าออกจากเกาะเมฆตระกูลเยิ่นแม้สักก้าว อ้อ รอประเดี๋ยว นี่
ไม่ถูกต้อง ว่ากันว่าเกาะเมฆตระกูลเยิ่นในเวลานี้ เรียกว่าเกาะเต่า
หน่วยสอดแนมที่แฝงเร้นอยู่ในเงามืดภายนอกค้นพบด้วย
ความตื่นกลัว ว่าเกาะเต่าทั้งเกาะถูกปกคลุมอยู่ภายใต้ชั้นเมฆหนา
ทึบ ไม่อาจมองเห็นสิ่งใดได้ มีเพียงลำแสงที่ส่องทะลุชั้นเมฆหนา
เป็นครั้งคราว ที่ดูเหมือนจะบอกเตือนพวกมันว่ามีการเปลี่ยนแปลง
เกิดขึ้นภายในเกาะ
เกาะเต่าเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิงจริงๆ
สำหรับเสริมความปลอดภัยให้กับเกาะ จั่วม่อไม่เคยเสียดายจิ
งสือ มันทำท่าราวกับว่าจนกว่าจะสร้างเกาะเต่าให้สมดังนามเต่า
อมตะ มันจะไม่ยอมหยุดพักรามือเป็นอันขาด แสงสว่างที่บรรดา
หน่วยสอดแนมด้านนอกมองเห็น เป็นแสงที่เกิดขึ้นจากการ
เสริมสร้างค่ายกลป้องกันเกาะของจั่วม่อเอง
จั่วม่อสรุปว่าค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยางไม่แข็งแกร่งพอ จึง
แล่นไปร้องขอค่ายกลชุดใหม่จากผูเยา
ผูเยามีเคล็ดลับและเวทวิชาทุกประเภท ทั้งหมดล้วนเป็นสิน
สงครามจากชัยชนะตลอดชีวิตกรำศึกของมัน แน่นอนว่าด้านค่าย
กลป้องกันย่อมไม่ขาดตกบกพร่อง เริ่มแรกผูเยาไม่เต็มใจส่งมอบ
ค่ายกลให้ มันยังคงขุ่นข้องหมองใจกับเรื่องที่ว่าสังขารปิศาจของ
จั่วม่อแข็งแกร่งกว่าศาสตร์อสูร รวมกับที่ว่ามันไม่ได้รับประโยชน์
อันใดจากเรื่องนี้ ผูเยาจึงไม่ค่อยมีแก่ใจเท่าใด
แต่นี่เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงถึงชีวิต จั่วม่อไม่อยากถูกคนลอบจู่โจม
ขณะที่กำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข มันทั้งบังคับขู่เข็ญ กระทบกระ
เทียบเสียดสีและรบเร้าเซ้าซี้ เฝ้ากัดกร่อนความอดทนของผูเยา
ในขณะที่เว่ยผู้เกรงกลัวว่าโลกจะไม่วุ่นวายพอ คอยราดนํ้ามันลง
บนกองไฟเป็นระยะ ในที่สุดจั่วม่อสามารถกระชากค่ายกลที่
ต้องการจากมือมารของผูเยาได้สำเร็จ
เว่ยที่ก่อนหน้านี้สูญเสียเป้าหมาย เริ่มกลับมามีชีวิตชีวาอีก
ครั้ง
ค่ายกลชุดนี้เรียกว่า ‘ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศคราม’ เป็นค่ายกล
ระดับหกขบวนหนึ่ง ว่ากันว่านี่เป็นค่ายกลป้องกันสำนักของสำนัก
ค่ายกลแห่งหนึ่ง เรียกว่าสำนักค่ายกลฟ้าคราม
จั่วม่อเมื่อถือม้วนหยกค่ายกลอยู่ในมือ นํ้าลายแทบไหลย้อย
ออกมา ค่ายกลระดับหก เป็นค่ายกลระดับที่ในอดีตมันไม่กล้าคิด
ฝันถึง!
ยิ่งศึกษาลึกลงไป มันยิ่งรู้สึกว่าค่ายกลชุดนี้ทั้งลึกลํ้าและลึกซึ้ง
ด้วยฝีมือค่ายกลของมัน เพียงสามารถเข้าใจได้ไม่ถึงสามสิบส่วน
จากร้อย เห็นได้ว่าด้วยระดับความเร็วนี้ หากไม่มีเวลาอีกปีสองปี
มันไม่มีทางเข้าใจค่ายกลชุดนี้อย่างสมบูรณ์
แต่เวลาไม่เคยรอคอยผู้คน มีสายตามากมายคอยจับจ้องพวก
มันตาเป็นมันจากทางด้านนอก
จั่วม่อตระหนักถึงเรื่องนี้ดี จึงตัดสินใจเรียกรวมค่ายจินวู
ทั้งหมด มันมอบชุดคัดลอกของค่ายกลให้แก่ทุกคน แผนการของ
มันเรียบง่ายยิ่ง ในเมื่อมันคนเดียวไม่เพียงพอ เช่นนั้นก็เรียกทุกคน
มาช่วยกันทำงานเสียเลย คนยิ่งมากหมายความว่ายิ่งทรงพลัง!
กล่าวได้ว่าฝีมือครั้งนี้ได้ผลยิ่ง
เหล่าผู้คนในค่ายจินวูไม่ใช่คนที่ไม่เข้าใจอะไรเหมือนเช่นใน
อดีตอีกแล้ว จั่วม่อไม่เคยปกปิดซ่อนเร้นสิ่งใดจากพวกมัน ทั้งยังส่ง
มอบความรู้ความเข้าใจในค่ายกลที่ดีให้แก่พวกมัน การศึกษา
ค้นคว้าแผนผังปิศาจทุกประเภท ยังช่วยเปิดหูเปิดตาและขยาย
ขอบเขตความรู้ของทุกคน ช่วยให้พวกมันมีความเข้าใจในวิชา
ค่ายกลอย่างลึกลํ้า
พวกมันยังมีแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสมสำหรับพวกมันเอง ทุก
คนทราบดีว่าพรสวรรค์ของตนธรรมดาสามัญ ไม่มีอันใดน่าตื่นตา
ตื่นใจ เนื่องด้วยเหตุนี้ พวกมันให้ความสำคัญกับการปรึกษาหารือ
เน้นความร่วมมือระหว่างกันและกันมากขึ้น กระทั่งพวกมันยังไม่
ทราบ ว่าพวกมันได้บุกเบิกวิถีทางใหม่ที่แตกต่างไปจากซิวเจ่อ
สายการผลิตอื่นๆ อย่างสิ้นเชิง อาจบางทีพลังของพวกมันแต่ละคน
ไม่เข้มแข็งพอ แต่พวกมันก็ถนัดจัดเจนในการสุมหัวรวมกัน มีฝีมือ
ในการหลอมสร้างและทำงานแบบประสานพลัง
สำหรับค่ายจินวู การรวมพลังของทุกคนช่วยกันศึกษาค้นคว้า
ค่ายกล ถือเป็นงานถนัดอันดับแรก ดังนั้นเมื่อจั่วม่อส่งมอบปัญหา
ให้แก่พวกมัน ค่ายจินวูภายใต้การนำของสองปรมาจารย์ ซุนเป่า
และจี๋เหว่ย ก็เริ่มกระบวนการศึกษาค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศคราม
อย่างเป็นระบบ
นี่เป็นครั้งแรกที่จั่วม่อได้สัมผัสกับกระบวนการทำความเข้าใจ
แบบกลุ่มของค่ายจินวู
ตามการร้องขอของซุนเป่า จั่วม่อเริ่มจากการบรรยายสิ่งที่มัน
เข้าใจในค่ายกลอย่างละเอียดลออ หลังจากค่อยๆ เรียนรู้ความ
เข้าใจสามสิบส่วนจากร้อยของจั่วม่อ กระบวนการตอบสนอง
ต่อจากนั้น ทำเอาจั่วม่อถึงกับอ้าปากค้างอย่างตื่นตะลึง
ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศคราม ถูกสองปรมาจารย์กับสมาชิกที่มี
ฝีมือทางค่ายกลช่วยกันแบ่งย่อยออกเป็นหลายส่วน ค่ายจินวู
ทั้งหมดก็แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มรับหน้าที่แต่ละส่วนเหล่านี้
โดยเฉพาะ
จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกว่าค่ายกลขบวนมหึมา ถูกตัดแบ่ง
ออกไปทีละชิ้นๆ ราวกับขนมเปี๊ยะ!
ค่ายจินวูแสดงให้จั่วม่อเห็นอย่างรวดเร็ว ว่าสิ่งที่เรียกว่า
ประสิทธิภาพเป็นอย่างไร ในระหว่างการประชุมหารือในวันที่สอง
หลายปัญหาที่ก่อนหน้านี้จั่วม่อไม่เข้าใจ ก็ถูกกลุ่มย่อยเหล่านี้
แก้ไขลุล่วงไปไม่น้อย แต่ละกลุ่มย่อยรายงานความคืบหน้าของ
พวกมัน รวมถึงปัญหาที่พบ จากนั้นตามมาด้วยการถกเถียงอัน
ร้อนแรง บันดาลให้จั่วม่อตื่นตะลึงอย่างสุดแสน
บรรยากาศเดือดพล่าน มีคนตบโต๊ะอาละวาด หน้าแดงคอพอง
สบถด่าและตะโกนใส่กัน ถลึงมองอีกฝ่ายอย่างเดือดดาล พวกมัน
แทบต่อยตีกันด้วยซํ้า
วันที่สองเป็นเช่นนี้
วันที่สามก็เป็นเช่นนี้
วันที่สี่ วันที่ห้า … …
ในวันที่ห้า ปัญหาทั้งหมดของค่ายกลก็ถูกแก้ไขอย่าง
สมบูรณ์!
จั่วม่อผู้แตกตื่นตกใจถูกทิ้งไว้ที่มุมหนึ่งอย่างเงียบๆ ผู้คนของ
ค่ายจินวูที่เพิ่งจะแยกแยะทำความเข้าใจค่ายกลระดับหกจนทะลุปรุ
โปร่ง ไม่ได้แยแสสนใจต้าเหรินของพวกมันแม้แต่น้อย พวกมันเริ่ม
สนทนาถึงความเปลี่ยนแปลงนานัปการในค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศ
ครามอย่างออกรสออกชาติ… …
ที่แท้…ข้ามีกลุ่มคนที่ร้ายกาจปานนี้เป็นลูกสมุน!
จั่วม่อจิตใจเลอะเลือนงุนงง
หลังจากบรรยายรายละเอียดในวันแรก จั่วม่อคล้ายกลับ
กลายเป็นเพียงผู้ชมคนหนึ่ง ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามที่ถูก
ตีความอย่างสมบูรณ์ ถูกบันทึกรวมไว้ด้วยกันเป็นม้วนหยกม้วน
หนึ่ง มีจำนวนตัวอักษรถึงสองหมื่นตัวอักษร!
จั่วม่อพอรับม้วนหยกมา ก้มหน้าก้มตาอ่านบันทึกสองหมื่น
อักษร ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามอันลึกลํ้าซับซ้อนถูกบรรยาย
อย่างเรียบง่ายตรงไปตรงมา ราวกับเป็นม้วนหยกพื้นฐานวิชาอันใด
สักวิชา ภายในสองหมื่นตัวอักษร แทบทุกค่ายกลย่อยของขบวน
ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศคราม ถูกจาระไนออกมาอย่างละเอียดลออ
และชัดเจนแจ่มแจ้ง
จนกระทั่งถึงตอนนี้ จั่วม่อโดยทั่วไปไม่ได้อยู่ประจำในค่ายจินวู
บางทีมันมาเพื่อส่งค่ายกลชุดใหม่ หรือไม่ก็มาเพื่อหลอมสร้างบาง
สิ่ง มันไม่เคยคิดเลยว่าค่ายจินวูจะเติบโตขึ้นมาถึงระดับนี้แล้ว!
ช่างเหลือเชื่อ!
จั่วม่อผู้ตื่นตะลึง แม้ขบคิดอยู่เป็นนานสองนาน ยังไม่อาจทำ
ความเข้าใจได้
แม้ว่าความงุนงงระคนตื่นตะลึงยังไม่จางหาย จั่วม่อก็เริ่มลงมือ
ก่อตั้งค่ายกล ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามลํ้าลึกซับซ้อน ทั้งยังมี
รูปแบบค่ายกลที่ซับซ้อน แต่สำหรับจั่วม่อผู้มีการรับรู้ที่ดีและพลัง
จิตสำนึกอันแกร่งกร้าว นี่ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอันใด
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่จั่วม่อพบเจอ ก็คือหนามเวิ้งฟ้าอากาศ
คราม!
หนามเวิ้งฟ้าอากาศครามเป็นศาสตราวุธที่ทรงพลังที่สุดของ
ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศคราม เกือบครึ่งหนึ่งในม้วนหยกสองหมื่น
ตัวอักษร ใช้ไปกับการอธิบายวิธีหลอมสร้างหนามเวิ้งฟ้าอากาศ
คราม วัตถุดิบที่ดีที่สุดจะต้องเป็นวัตถุดิบธาตุทอง อย่างน้อยระดับสี่
หากแข็งแกร่งและคมกล้าจะเหมาะสมที่สุด จากนั้นใช้กลวิธีลับ
หลอมสร้างในอากาศสีคราม เมื่อหลอมสร้างเสร็จสมบูรณ์ แท่ง
หนามจะเป็นสีครามเข้ม ทรงพลานุภาพร้ายกาจสุดเปรียบปาน
เรื่องวัตถุดิบย่อมไม่ใช่ปัญหาสำหรับจั่วม่อ มันมีทรายผลึก
ทองมากมาย
ปัญหาใหญ่ที่สุดคืออากาศสีคราม มันไม่มีอากาศสีคราม
อากาศสีครามที่ว่านี้เป็นหมอกชนิดพิเศษของโลก เป็นวัตถุดิบ
ระดับห้าที่หายากชนิดหนึ่ง สีสันเป็นสีครามล้วน จัดอยู่ในหมวดหมู่
ธาตุนํ้า
จั่วม่อถลึงตาอย่างขุ่นแค้น มันจะไปหาอากาศสีครามจากที่
ใด?
โครงร่างหลักของค่ายกลเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งเดียวที่ยังค้างคาคือ
หนามเวิ้งฟ้าอากาศครามหนึ่งร้อยแปดแท่ง เมื่อพวกมันถูกหลอม
สร้างแล้วเสร็จ หนามเวิ้งฟ้าอากาศครามเหล่านี้จะใส่ลงไปในค่าย
กล ค่ายกลทั้งชุดจึงจะสำเร็จสมบูรณ์อย่างแท้จริง
ว่ากันว่าค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามที่เสร็จสิ้นสมบูรณ์
สามารถหยุดยั้งการโจมตีของซิวเจ่อด่านหยวนอิง ส่วนซิวเจ่อด่าน
จินตันไม่มีทางทำอะไรกับค่ายกลชุดนี้ได้
แน่นอน เมื่อคำนึงถึงว่าแต่ละสำนักต้องอวดตัวอยู่หลายส่วน
จั่วม่อจึงไม่ตั้งความหวังกับค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามไว้สูงนัก
กระทั่งซิวเจ่อด่านหยวนอิงมีสารรูปเยี่ยงไรมันยังไม่ทราบ แต่เมื่อ
ถูกนับรวมเข้ามาด้วย ก็ยังพอให้ไว้วางใจได้บ้าง
แต่เมื่อปราศจากอากาศสีคราม จั่วม่อได้แต่ละวางการก่อตั้ง
ค่ายกลเป็นการชั่วคราว
ในเวลานี้เอง เซี่ยซานพลันพลิ้วกายเข้ามา “ต้าเหริน ผู้เฒ่าสวี
จากเมื่อครั้งนั้นมาขอพบท่าน มันนำคนผู้หนึ่งมาด้วย”
ผู้เฒ่าสวี? จั่วม่อหวนนึกถึงเรื่องราวในวันนั้น ผู้เฒ่าสวีให้
ความเกรงอกเกรงใจมาโดยตลอด จากแรกเริ่มถึงท้ายสุดก็ไม่ได้ลง
มือ หลังจากขบคิดแวบหนึ่ง มันเหินร่างติดตามเซี่ยซานไป
ด้านนอกค่ายกล จั่วม่อเห็นผู้เฒ่าสวี ยังมีบุรุษหนุ่มหล่อเหลา
ในอาภรณ์สีฟ้าคราม ยืนนิ่งอยู่ด้านข้างจินตันชราผู้นี้ด้วย
“สวีเซียนเซิงให้เกียรติมาเยือนบ้านซ่อมซ่อของข้า ยินดี
ต้อนรับ ยินดีต้อนรับ!” จั่วม่อใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม ประสาน
มือทักทายอย่างมีไมตรี
สวีเจิ้งเวยเดิมยังห่วงกังวลกับท่าทีของอีกฝ่าย พอเห็นเช่นนั้น
ก้อนหินในหัวใจก็ร่วงหล่นลงทันที ใบหน้าแย้มยิ้มโดยไม่รู้ตัว “วัน
นั้นเราผู้เฒ่าพบเห็นจั่วเหล่าป่าน ก็ทราบว่าจั่วเหล่าป่านไม่รวบรัด
ธรรมดา ทั้งอ่อนเยาว์และมีฝีมือ ทั้งยังหล่อเหลาสง่างาม! ให้เราผู้
เฒ่าแนะนำอาคันตุกะแก่จั่วเหล่าป่านเถอะ ท่านนี้คือนายน้อยแห่ง
ศาลาเมฆา เสี่ยวเลี่ยวเซียนเซิง”
เห็นบุรุษหนุ่มนั้นประสานมือทักทาย ชิงกล่าวด้วยสีหน้าเสียใจ
ว่า “ผู้น้องมาเพื่อขออภัยต่อจั่วเหล่าป่านโดยเฉพาะ รบกวนให้จั่ว
เหล่าป่านต้องเสียอารมณ์กับคนงานที่ไม่ได้ความของร้านข้ามาก
แล้ว” เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ พลันพลิกฝ่ามือวูบ ปรากฏไม้เท้าหยก
ด้ามหนึ่ง “ไม้เท้าระดับห้านี้ถือเป็นสินนํ้าใจจากผู้น้อง จั่วเหล่าป่าน
โปรดยิ้มรับไว้”
จั่วม่อย่อมยื่นมือไปรับไม้เท้าหยกอย่างเป็นธรรมชาติ พลาง
กล่าวว่า “เลี่ยวเหล่าป่านเกรงใจเกินไปแล้ว มามามา เชิญเข้ามา
นั่งสนทนาสักครา!”
จากนั้นนำอาคันตุกะทั้งสองเข้าไปในเกาะ
รอจนเลี่ยวเหล่าป่านกับสวีเจิ้งเวยพบเห็นความคึกคักวุ่นวาย
ภายในเกาะ พวกมันแม้ใบหน้ายังคงสงบราบเรียบ แต่ในใจลอบตื่น
ตระหนกสุดระงับ เห็นแสงกระบี่พุ่งผ่านไปทั่วเกาะ อย่างน้อยมีผู้คน
นับเป็นพันๆ อีกทั้งขุมกำลังที่อยู่ภายนอกเกาะก็ไม่ได้ล่วงรู้เรื่องนี้
แม้แต่น้อย
คนทั้งสองตื่นตะลึงกับการเคลื่อนไหวอันประหลาดลี้ลับของ
จั่วม่อ ผู้ใดจะทราบได้ว่าในเกาะเต่าที่ดูสามัญธรรมดา กลับซุก
ซ่อนขุมกำลังอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้
เลี่ยวฉีชางยังไม่กระไรนัก แต่สวีเจิ้งเวยในใจปั่นป่วนดุจพายุ
โหม! ในอดีตมันเคยมาเยือนเกาะตระกูลเยิ่นหลายครั้ง มีภาพ
ประทับใจดั้งเดิมเกี่ยวกับสภาพเกาะ แต่เกาะเมฆแห่งนี้เปลี่ยน
สภาพไปอย่างสิ้นเชิง จนมันไม่อาจหาร่องรอยของตระกูลเยิ่นเดิม
ได้แม้แต่น้อย
หากถามว่าสิ่งใดที่สร้างความประทับใจให้แก่มันอย่างลึกลํ้า
ที่สุดในสถานที่นี้ นั่นย่อมเป็นความเข้มงวด!
เห็นเซียนกระบี่ลาดตระเวนไปมาทั่วท้องนภา แน่นอนว่านี่
ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่หากมีเซียนกระบี่เหินทะยานข้ามศีรษะท่านไป
มา ด้วยขบวนทัพอันเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับกระบี่เล่มหนึ่ง
ย่อมไม่ใช่ประสบการณ์อันน่ารื่นรมย์นัก
หากมองดูให้ดี อาจสามารถมองเห็นหมอกดำปกคลุมค่ายแห่ง
หนึ่งในระยะไกล และอาจรู้สึกถึงพลังงานฆ่าฟันอันหนักข้นแผ่ซ่าน
ออกมาอย่างรุนแรง
ช่วงระยะทางสั้นๆ เพียงห้าลี้ สวีเจิ้งเวยสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่
หยุดยั้ง เลี่ยวฉีชางสีหน้ายิ่งมายิ่งสงบเยือกเย็น แต่ความตื่นตะลึง
ในใจ อาจมองเห็นได้จากแววหนักอึ้งในดวงตา
มันยังพบเห็นเรื่องราวมากกว่าสวีเจิ้งเวย มันเป็นนายน้อยของ
ศาลาเมฆา เคยผ่านตาสมบัติลํ้าค่านับไม่ถ้วน ด้านสายตาอัน
แหลมคม ยากจะหาผู้เทียบเทียมกับมันได้ เพียงมองแวบแรก มันก็
ถูกต้นเหอเถาอัสนีคำรนดึงดูดอย่างลึกลํ้า ต้นเหอเถาอัสนีคำรนแม้
เป็นเพียงระดับสี่ แต่หาได้ยากยิ่ง เหอเถาอัสนีคำรนต้นนี้ยังเติบโต
เต็มที่ กระทั่งออกดอกออกผลแขวนค้างกิ่งอยู่ประปราย แผ่ซ่าน
พลังสายฟ้าแกร่งอันหนาแน่นอย่างน่าอัศจรรย์
คนผู้หนึ่งหากมีผลเหอเถาอัสนีคำรน หาใช่เรื่องน่าประหลาด
ใจแต่อย่างใด ทว่าเมื่อครอบครองต้นเหอเถาอัสนีคำรนทั้งต้น ก็
เป็นอีกเรื่องหนึ่งแล้ว
คนเหล่านี้ที่แท้มีความเป็นมาอย่างไร?
เลี่ยวฉีชางครุ่นคิดในใจ มันทั้งตื่นตะลึงและสงสัยใคร่รู้ไป
พร้อมกัน