สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 449 หน้าสมาคมพืชปราณ
บรรยากาศการสนทนากับเลี่ยวฉีชางเป็นไปด้วยความราบรื่น
จั่วม่อยังร้องขอให้เลี่ยวฉีชางช่วยเหลือมันเสาะหาอากาศสีคราม
ทั้งออกตัวว่ามันยินดีที่จะซื้อหาในราคาสูง เลี่ยวฉีชางย่อมรับปาก
อย่างเป็นธรรมชาติ
หลังจากสนทนาอย่างถูกคอกว่าหนึ่งชั่วยาม เลี่ยวฉีชางกับสวี
เจิ้งเวยผุดลุกขึ้นกล่าวคำอำลา
เพื่อเป็นการให้เกียรติ จั่วม่อร่วมทางส่งพวกมันออกจากเกาะ
ด้วยตัวเอง
รอจนอาคันตุกะทั้งสองออกจากเกาะเต่าจนห่างไกล สวีเจิ้งเวย
ค่อยเอ่ยปาก “เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”
เลี่ยวฉีชางสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด “พวกมันไม่รวบรัด
ธรรมดา” มันนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะกล่าวสืบต่อ “เจ้าดูว่าพวกเรา
สนทนากันนานเพียงใด คนแซ่จั่วใช่เปิดเผยร่องรอยความเป็นมา
ของพวกมันแม้แต่น้อยหรือไม่? คนผู้นี้ปากแข็งใจคอหนักแน่น มี
กลุ่มคนอันร้ายกาจอยู่ใต้อำนาจ แน่นอนว่าไม่ใช่ลูกพลับอ่อนนุ่ม
ให้ผู้คนบีบเค้นได้ตามอำเภอใจ”
“ใช่!” สวีเจิ้งเวยใบหน้าเต็มไปด้วยความพลุ่งพล่าน “พวกมัน
ดุดันอำมหิตอย่างแท้จริง วันนั้นข้าชมดูพวกมันบดขยี้ตระกูลเยิ่น
กับตา เห็นได้ว่าพวกมันไม่ได้มาจากสถานที่อันสงบสุขเป็นแน่”
“ข้ายังไม่แน่ใจว่าพวกมันมาจากที่ใด” เลี่ยวฉีชางกล่าว “แต่
มันมีผู้คนใต้อำนาจมากมาย ไม่ขาดแคลนยอดฝีมือ พฤติการณ์
แม้ดุดันอำมหิต แต่ไม่ได้เย่อหยิ่งโอหังหรือไร้เหตุผล ทั้งยังมากเล่ห์
เพทุบายดุจจิ้งจอก คนเช่นนี้ไม่ว่าอย่างไรเราก็ไม่สมควรเป็นศัตรู
ด้วย”
“ฟังว่าผู้คนมากมายมุ่งเป้าไปยังพวกมัน” สวีเจิ้งเวยลดเสียง
เบาลง มันเมื่ออาศัยอยู่ที่นี่มาเป็นเวลานาน ย่อมต้องมีช่องทาง
ข่าวสารของตนเอง
“เราจะไม่เกลือกกลั้วปลักนํ้านี้” เลี่ยวฉีชางสั่นศีรษะอย่างเด็ด
เดี่ยว “ในด้านพลังอำนาจ มีเพียงไม่กี่ตระกูลที่สามารถต่อกรกับ
พวกมันได้ คาดว่ามีคนลอบชักใยจากเงามืด หลอกใช้ให้ผู้อื่นทำ
ตามที่พวกมันต้องการเสียมากกว่า!”
สวีเจิ้งเวยผงกศีรษะ “เราไม่สมควรเกลือกกลั้วปลักนํ้านี้จริงๆ
หากไม่ระมัดระวัง เกรงว่ากระทั่งชีวิตยังรักษาเอาไว้ไม่ได้”
“ฟังว่าเถียนเยี่ยกลับมาแล้ว?” เลี่ยวฉีชางถามอย่างกะทันหัน
“อา กลับมาได้สองสามวันแล้ว ว่ากันว่าออกศึกครั้งนี้ มัน
กระทำความดีความชอบไม่น้อย ได้รับผลประโยชน์มากมาย” สวี
เจิ้งเวยทอดถอนชมเชย
“ฮ่าฮ่า เพียงสวยสดงดงามแต่ภายนอกเท่านั้น” เลี่ยวฉีชางไม่
เห็นด้วย “นี่คืออาณาจักรทะเลเมฆ ไม่ใช่สี่มหาอำนาจ แม้ว่ามันจะ
ไปยังแนวหน้า แต่ไม่มีผู้ใดมองมันสูงส่ง มันเพียงแค่รับเศษเดนจาก
ที่สำนักใหญ่เหล่านั้นปล่อยลอดผ่านร่องนิ้วออกมา”
สวีเจิ้งเวยแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน
“อย่างไรก็ตาม” เลี่ยวฉีชางสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นเครียดขรึม
“กองพันเถียนเยี่ยหลังจากมีประสบการณ์สู้รบ ย่อมยากจะรับมือ
มากขึ้น กองทัพตระกูลเถียนมีกี่กองพัน?”
“สามกองพัน นอกจากกองพันเถียนเยี่ย ยังมีกองพันเถียนเว
ยกับกองพันเถียนเสอ” สวีเจิ้งเวยแจกแจง “ที่ผ่านมากองพันเถีย
นเสอโดดเด่นที่สุดในสามกองพัน ได้รับการยกย่องว่าเป็นกองพัน
ที่ดีที่สุดอับดับสองของเมืองซวีหลิง”
“อ้อ เช่นนั้นผู้ใดเป็นอันดับหนึ่ง?”
“ย่อมต้องเป็นกองพันซวีหลิงของพรรคซวีหลิง”
“อา นั่นก็ใช่แล้ว ข้าหลงลืมพรรคซวีหลิงไปเสียได้” เลี่ยวฉี
ชางพยักหน้า จากนั้นกำชับว่า “ในช่วงนี้อย่าได้ใกล้ชิดทางใดมาก
เกินไป พวกเราจะสังเกตการณ์จากด้านข้างเท่านั้น”
“มีเหตุผล!”
“นายน้อยของศาลาเมฆากับสวีเจิ้งเวยไปเยือนเกาะเต่า” เถียน
เหิงปอเข้ามารายงานอย่างตื่นเต้น
“อ้อ” เถียนหย่งชิงไม่ได้หยุดมือจากสิ่งที่กำลังทำ กล่าวโดยไม่
เงยหน้าขึ้น “นั่นไม่แปลกอันใด ไม่ใช่กล่าวกันว่าผู้ดูแลร้านของ
ศาลาเมฆาตาตํ่าหรอกหรือ เลี่ยวฉีชางแน่นอนว่าต้องไปอธิบายสัก
คำ มันเป็นพ่อค้าที่แท้จริงผู้หนึ่ง”
“พวกเราสมควรไปสอบถามมันหรือไม่?” เถียนเหิงปอกล่าว
“ถามอันใด?”
“เราไม่ทราบสิ่งใดเลย พวกมันเมื่อขึ้นไปบนเกาะ สมควรต้อง
สืบทราบเรื่องราวมากมาย” เถียนเหิงปอกล่าวอย่างไม่มั่นใจนัก
“พวกมันแม้ขึ้นไปบนเกาะ แต่อาจจะไม่ล่วงรู้อะไรเลยก็เป็นได้”
เถียงหย่งชิงในที่สุดหยุดมือจนได้ เงยหน้าขึ้นจ้องมอง สีหน้า
เคร่งเครียดจริงจัง “ที่สำคัญ อย่าได้ล่วงเกินเลี่ยวฉีชาง!”
“มันเป็นเพียงพ่อค้าผู้หนึ่ง จำเป็นต้องกังวลถึงเพียงนี้หรือ?”
เถียนเหิงปอสีหน้าไม่ยินยอม
เถียนหย่งชิงไม่สะทกสะท้าน “หากเจ้าไม่คิดสร้างปัญหาให้แก่
ตระกูลเถียน อย่าได้ตอแยเลี่ยวฉีชาง!”
เถียนเหิงปอในที่สุดอดรนทนไม่ได้ “นั่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้
เช่นนั้นข่าวสารคงหล่นลงจากฟ้า มาหาเราที่นั่งอยู่บ้านเอง
กระมัง?”
เถียนหย่งชิงขบคิดอยู่อึดใจหนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “บอก
เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตระกูลเยิ่นต่อกู่เซี่ยงเทียน”
เถียนเหิงปอตาลุกวาว “ความคิดอันประเสริฐ!”
อีเจิ้งอารมณ์หม่นหมองอยู่บ้าง
แม้ว่าหลุดรอดออกมาจากดินแดนบัดซบนั้นแล้ว มันยังคงรู้สึก
ว่าตกอยู่ในสภาพคล้ายถูกกักบริเวณอยู่ในบ้าน มันเคยลอง
ถามต้าเหรินว่าสามารถปลดปล่อยมันกลับไปยังวัดมหาพุทธะ
หรือไม่ แน่นอนว่าเป็นไปตามที่คาด ต้าเหรินปฏิเสธทันควัน
มันเองย่อมทราบว่าต้าเหรินไม่มีทางปล่อยตัวมันไปแน่ มัน
ล่วงรู้เรื่องราวที่ไม่สมควรล่วงรู้มากเกินไป อย่างเช่นการทำลายล้าง
กองพันของคุนหลุน หากสมองของต้าเหรินไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
เพียงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็เพียงพอให้กักตัวมันเอาไว้ตลอดชีวิต
ซึ่งความจริง การที่ผู้อื่นไม่ฆ่ามันทิ้งเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว มันก็
ขอบคุณฟ้าดินแล้ว
เทียบกับคุนหลุน วัดมหาพุทธะไม่นับเป็นอะไรได้ กระทั่งเข่น
ฆ่าคนของคุนหลุนนับพันๆ ในคราวเดียว ผู้อื่นยังไม่กะพริบตา การ
จะเชือดมันทิ้งในกระบี่เดียว สำหรับผู้อื่นแล้ว ลำบากเพียงยกมือ
เท่านั้น
อีเจิ้งมีความสามารถในการประมาณตนเป็นอย่างดี ไม่เคย
หลงละเมอเพ้อพกกับความคิดที่ไม่อาจเป็นจริง เนื่องเพราะเหตุนี้
อารมณ์ของมันจึงยํ่าแย่ลงทุกวัน
มันยังเคยคิดถึงการหลบหนี แต่ความคิดนี้เพียงปรากฏขึ้นใน
ใจเพียงชั่ววูบ ก่อนจะสลายวับไปอย่างชาญฉลาด คนเหล่านี้แม้ว่า
ยามไม่ได้ครํ่าเคร่งฝึกฝีมือ มักจะสรวลเสเฮฮากันอย่างร่าเริง แต่ทั่ว
ทั้งเกาะมีการเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดกวดขันอยู่หลังฉาก ขอเพียงลม
พัดใบไม้ไหวสักเล็กน้อย คนเหล่านี้จะลงมือฆ่าฟันโดยไม่ถามไถ่
แม้สักครึ่งคำ
มันอาจจะมาจากวัดมหาพุทธะที่เรียกได้ว่าเป็นสำนักเลื่องชื่อ
แต่พบพานเหล่ามารร้ายที่ฆ่าคนไม่กะพริบตานี้ ต่อให้พึ่งพาฉาก
หลังของตน มันไม่เชื่อว่าจะมีประโยชน์อันใด
เมื่อมันนึกถึงจินตันบนเกาะ และนักบวชเซนที่ครอบครองพลัง
อธิษฐานซึ่งอยู่ข้างๆ มันนี่เอง… …
อีเจิ้งสงบนิ่งอย่างเรียบๆ ร้อยๆ
แต่หากเป็นเช่นนี้ เมื่อใดมันจึงสามารถหาโอสถปราณไป
รักษาศิษย์พี่ใหญ่ได้เล่า?
ทันใดนั้นมันพลันชะงักกึก ปากอ้าตาค้าง ใช่แล้ว! ไฉนมันเส้น
ผมบังภูเขาเสียได้? ที่แท้มันไม่ใช่ต้องการเพียงแค่โอสถปราณเพื่อ
รักษาศิษย์พี่ใหญ่หรอกหรือ?
เวลานี้มันใช่ไม่อาจเสาะหาโอสถปราณหรือไม่?
ย่อมไม่! ต้าเหรินไม่เคยห้ามมันเสาะหาโอสถปราณ มัน
ติดตามคนกลุ่มนี้มาระยะหนึ่ง มีความเข้าใจนิสัยใจคอของต้าเหริน
ไม่น้อย กล่าวตามความสัตย์ ต้าเหรินไม่ใช่คนพูดยากแม้แต่น้อย
ทั้งยังเป็นบุคคลที่เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก เปี่ยมด้วยนํ้าใจ
ไมตรีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา หากมันบอกต้าเหรินไปตามตรงว่า
ต้องการโอสถปราณเพื่อรักษาศิษย์พี่ใหญ่ของมัน ต้าเหรินแน่นอน
ว่าจะไม่ห้ามมัน
แล้วยาเหล่านั้นเล่า?
นั่นไม่ใช่โอสถปราณที่หายากอันใด!
มันนึกถึงระบบแต้มคุณูปการภายในค่าย หากมันมีแต้มมาก
พอ ก็สามารถแลกเปลี่ยนสิ่งที่ต้องการจากเปาอี้ ต่อให้เปาอี้ไม่มี
สิ่งของเหล่านั้น ย่อมคิดหาหนทางซื้อหามาให้เอง สิ่งจำเป็น
เบื้องต้นคือมันต้องมีแต้มคุณูปการมากพอเท่านั้น
เช่นนั้นมันจะเริ่มสะสมแต้มคุณูปการ!
อีเจิ้งดวงตาเป็นประกาย
มันมาจากวัดมหาพุทธะ ต่อให้พลังบำเพ็ญเพียรของมันไม่ลํ้า
ลึกเท่าจงหยู แต่เคล็ดวิชานักบวชเซนที่มันล่วงรู้ก็มิใช่ว่าไม่มีค่า
อย่างเช่นที่มันเพิ่งช่วยรักษาเซี่ยซาน
หากมันสามารถเสาะหาโอสถปราณที่ต้องการ แม้ว่ามันไม่
อาจออกไปจากที่นี่ได้ ยังสามารถไหว้วานผู้คนนำส่งเม็ดยาไป
ให้แก่ศิษย์พี่ใหญ่ แล้วศิษย์พี่ใหญ่จะได้หายดีดังเดิม!
อีเจิ้งหัวใจฟูฟ่องล่องลอยในบัดดล!
กิจการบนเกาะค่อยๆ คืบหน้าไปทีละขั้น หลายอย่างเริ่มเข้ารูป
เข้ารอย แต่จั่วม่อยังคงห่วงพะวงอยู่กับท้องทุ่งปราณหนึ่งหมื่นห้า
พันหมู่
มีพื้นที่ทุ่งปราณใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ หากไม่สามารถใช้
ประโยชน์ ไยมิใช่น่าเสียดายนัก จั่วม่อยังสังเกตเห็นว่าท้องทุ่ง
ปราณจำนวนมากกำลังคุณภาพลดตํ่าลง เนื่องเพราะถูกทิ้งร้างไม่
ใส่ใจเป็นเวลานาน แม้ว่าการเสื่อมถอยยังไม่รุนแรงเท่าใด แต่
สถานการณ์เริ่มไม่เข้าทีแล้ว
จั่วม่อลองตรวจสอบเกษตรกรปราณทุกคนบนเกาะ แต่ไม่
พบว่ามีผู้ใดเด่นลํ้า
สิ่งจำเป็นเร่งด่วนที่สุดคือเกษตรกรปราณ มีเพียงเสาะหา
เกษตรกรปราณให้มากพอ จึงจะทำให้ท้องทุ่งปราณบนเกาะไม่
สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์
นึกถึงท้องทุ่งปราณที่สูญเปล่าบนเกาะ จั่วม่อคล้ายเห็นจิงสือ
นับไม่ถ้วนไหลหลุดออกจากมือของมัน รู้สึกเจ็บปวดใจจนแทบรํ่า
ไห้ออกมา รีบเรียกหาซางเว่ยหมิงทันที แล้วนำคนกลุ่มหนึ่งมุ่งตรง
ไปยังเมืองซวีหลิง
ในฐานะเมืองที่ใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ เมืองซวีหลิงมีสำนักงาน
ใบอนุญาตที่จำเป็นอย่างครบถ้วนกระบวนความ สมาคมพืชปราณ
ย่อมเป็นหนึ่งในนั้น
ภายใต้การนำทางของซางเว่ยหมิง พวกมันบรรลุถึงสมาคม
พืชปราณภายในเมืองอย่างรวดเร็ว
สมาคมพืชปราณแห่งนี้ไม่ใหญ่โตนัก คุณลักษณะเฉพาะตัว
ที่สุดของสมาคมเฉกเช่นบุปผาปราณและพืชหญ้าปราณ สามารถ
พบเห็นได้ทุกที่ เทียบกับสมาคมอื่นๆ แล้ว สมาคมพืชปราณดู
คลับคล้ายกับช่อดอกไม้ช่อหนึ่ง
เดินเข้าไปในสมาคมพืชปราณ จั่วม่ออดคิดถึงครั้งแรกที่มัน
เข้าไปยังสมาคมพืชปราณไม่ได้ นึกถึงความปิติยินดีที่ได้รับป้าย
หยกชุนหยาของเกษตรกรปราณ วันคืนอันเรียบง่ายธรรมดา
เหล่านั้นคล้ายเพิ่งจะผ่านไปเมื่อวานนี้เอง
พื้นพรมสีเขียวสดใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน ทันใดนั้นพลันขยับ
เคลื่อนไหว แผ่กว้างออกราวกับมือข้างหนึ่ง ยกทุกคนขึ้นไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ม้าฝานกับเหลยเผิงมายังสมาคมพืชปราณ
พวกมันพลันตระหนกอกสั่น ราวกับว่าเผชิญหน้าศัตรูตัวฉกาจ
ร้อนถึงจั่วม่อต้องรีบอธิบายเรื่องพื้นพรมเครือเถาเหล่านี้ เหนียนลู่ที่
ด้านข้างหัวร่องอหาย ชี้ไปยังคนทั้งสอง เรียกพวกมันว่าเจ้าบ้าน
นอกทั้งสอง ม้าฝานกับเหลยเผิงอับอายจนแทบแทรกแผ่นดิน
ซางเว่ยหมิงรู้สึกยากจะเชื่ออยู่บ้าง มีคนที่ไม่เคยมาสมาคมพืช
ปราณด้วยหรือ?
ขณะที่มันยังครุ่นคิด พื้นพรมเครือเถาใต้ฝ่าเท้าพลันลอยขึ้น
พาพวกมันเหินขึ้นไปยังสิ่งปลูกสร้างด้านบน
“น่าเล่นยิ่ง!” เหลยเผิงก้มลงมอง ยื่นมือทดลองกวาดใบไม้ของ
พื้นพรมเครือเถาอย่างอยากรู้อยากเห็น
ม้าฝานใบหน้าไม่หนาเท่ากับเหลยเผิง มันกลับคืนสู่สีหน้าสงบ
ราบเรียบตามปกติอีกครั้ง แสร้งทำเป็นมองสำรวจตรวจตรา
สภาพแวดล้อม วันนี้จงหยูอยู่ในห้วงฌานสมาธิ ส่วนเซี่ยซานได้รับ
บาดเจ็บจากศึกครั้งก่อน แม้ว่าอีเจิ้งจะช่วยรักษาให้แล้ว แต่ยังต้อง
พักฟื้นระยะหนึ่ง เหวยเสิ้งกำลังสอนเหล่าเซียนกระบี่แห่งค่ายจูเชวี่ย
จั่วม่อไม่คิดรบกวนศิษย์พี่ ดังนั้นเรียกม้าฝานกับพวกทั้งสาม
ติดตามมันมาแทน
ทั้งสามสหายนี้อยู่ห่างจากจินตันเพียงก้าวเดียว พลังฝีมือของ
พวกมันยังโดดเด่นเหนือลํ้ากว่าผู้อื่น มีพวกมันอยู่ด้านข้าง จั่วม่อ
รู้สึกอุ่นใจมากพอ
เทียบกับผู้อื่นที่เพียงชำเลืองมองผ่านๆ จั่วม่อกลับเพ่งตามอง
รอบด้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน มีพืชหญ้าปราณหลายชนิดที่มันไม่
เคยเห็นมาก่อน ดูเหมือนสมาคมพืชปราณแห่งนี้เข้มแข็งไม่น้อย
สมาคมแต่ละแห่งมักมีความเข้มแข็งที่แตกต่างกันไป แน่นอน
ว่าการทดสอบรับป้ายหยกจะเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด นี่เป็น
หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ป้ายหยกได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
แต่สำนักงานใบอนุญาตจะดำเนินการค้าอื่นนอกเหนือจากการ
ทดสอบคุณสมบัติด้วย ยกตัวอย่างเช่น สมาคมพืชปราณจะขาย
เมล็ดพืชหญ้าปราณและบุปผาปราณ และบางครั้งยังรับซื้อพืช
หญ้าบุปผาปราณที่เติบโตเต็มที่จากเกษตรกรปราณอื่นๆ อีกด้วย
แน่นอนว่าการจัดหาโอกาสในการทำงาน เป็นบริการที่ไม่
คิดเงิน
จั่วม่อมาคราวนี้ก็เพื่อดูว่าจะสามารถว่าจ้างเกษตรกรปราณ
หรือไม่
นึกถึงท้องทุ่งปราณที่ถูกทิ้งร้าง จั่วม่อรู้สึกราวกับหัวใจถูกแผด
เผา แม้ว่ามันจะไม่สามารถใช้งานได้ทั้งหมด แต่ว่าจ้างเพิ่มหนึ่งคน
ก็หมายถึงท้องทุ่งปราณจะไม่เสียเปล่าไปอีกหนึ่งส่วน
พื้นพรมเครือเถาไม่รวดเร็วนัก แต่ราบเรียบมั่นคง สิ่งที่อยู่เบื้อง
หน้าพวกมัน เป็นผนังกำแพงที่ปกคลุมด้วยเถาไม้เลื้อยนานาชนิด
รอจนทุกคนลอยเข้าไปใกล้ เถาดอกไม้บนผนังก็ถดถอยไป
ด้านข้าง เหมือนแม่นํ้าแหวกออกเป็นสองฟากข้าง
กึ่งกลางทางที่แหวกแยกออก เห็นบุรุษกลางคนผู้หนึ่งยืนอยู่
เบื้องหน้าพวกมัน
“เจ้าคือจั่วม่อ?” บุรุษกลางคนถามอย่างเย็นชา
“แล้วเจ้าเป็นใคร?” จั่วม่อระมัดระวังทันที ผู้คนข้างกายมันสี
หน้าแปรเปลี่ยนไปเช่นกัน
“เช่นนี้ก็ประเสริฐ!” บุรุษกลางคนสีหน้าไร้อารมณ์ความรู้สึก
ทันใดนั้นเอง จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง เสียงตวาดดังกึกก้องชัดเจน
อยู่ภายในศีรษะมัน “ตก!”
มีอีกคนลอบโจมตี!
จั่วม่อตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ ยังไม่ทันได้ตอบสนอง เห็น
สายรุ้งเจ็ดสีถาโถมลงมาจากฟากฟ้า ครอบคลุมทับพวกมันใน
บัดดล!