สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 451 กระบี่ของเหลยเผิง
คมดาบเที่ยงวัน!
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลทะลักทลายออกไปตามดาบนี้
แปรเปลี่ยนเป็นปราณดาบสีทองเล่มมหึมา ฟาดฟันใส่ทหารยันต์
ทองดำดำอย่างหักโหม!
จากภายในปราณดาบ คล้ายมีเงาภูตผีแผดเสียงกรีดร้องทวง
วิญญาณ ปราณดาบสีทองพลันแปรสภาพไป หมุนคว้างอย่างบ้า
คลั่ง!
นี่ย่อมไม่ใช่ครั้งแรกที่มันใช้คมดาบเที่ยงวัน แต่คมดาบเที่ยง
วันดาบนี้ผิดแผกแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด!
พลังอันไพศาลและบ้าคลั่ง ชั่วพริบตาที่ปรากฏขึ้น เป็นเหตุให้
พลังอื่นในกายมันสั่นสะเทือนและปะทะชนกัน ประหนึ่งขีดวาดลง
บนแผ่นผ้าหยาบกระด้าง กลายเป็นภาพวาดสว่างไสวเปี่ยม
สีสัน! โชติช่วงร้อนแรง เต็มไปด้วยเส้นขีดหนาทึบ! ทันใดนั้น เศษ
เสี้ยวความเข้าใจผุดขึ้นในใจจั่วม่อ ราวกับว่าไขว่คว้าบางอย่างไว้
ด้วยปลายนิ้ว! แต่เมื่อมันครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน กลับดูเหมือนว่าไม่ได้
เข้าใจสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
กาลเวลาคล้ายเนิ่นช้าลงอย่างฉับพลัน
คล้อยตามการชี้นำของพลังที่หมุนคว้างอย่างเกรี้ยวกราด
จั่วม่อคล้ายผู้ศรัทธาที่เต็มไปด้วยศรัทธาอันแรงกล้า
ลำแสงปราณดาบสีทองที่สั่นกระเพื่อม สะท้อนอยู่บนใบหน้า
ของทหารยันต์ทองคำดำ มันสีหน้าสงบราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์
ความรู้สึก มันป้องกันตัวเองด้วยการโน้มกายมาข้างหน้า ประสาน
ไขว้สองแขนไว้เบื้องหน้า ตั้งรับปราณดาบอย่างตรงๆ!
ปราณดาบแผดเสียงกึกก้องดุจสัตว์ร้ายที่เดือดดาล ฟันใส่สอง
แขนที่ประสานไขว้ของทหารยันต์ทองคำดำอย่างถนัดถนี่!
แสงสีทองระเบิดวาบ!
เช้ง!
ประหนึ่งเสียงระฆังยักษ์กระหึ่มก้องในหุบเขา คลื่นเสียงกวาด
วาบผ่านร่างของจั่วม่อ ทั้งร่างพลันสะท้านสั่นไหวอย่างไม่อาจ
ควบคุมบังคับ!
นี่คือพลัง! พลังที่ทำให้ผู้คนสะท้านใจ!
เพิ่งได้สัมผัสพลังอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด จั่วม่อแทบเคลิบเคลิ้ม
หลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น
พลังอันร้ายกาจ!
จั่วม่อลิงโลดยินดี พึงพอใจกับการสำแดงฝีมือเหนือขีดจำกัด
ปกติของมันเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะทหารยันต์ทองคำดำเป็นภัย
คุกคามต่อมันอย่างใหญ่หลวง จึงทำให้มันสามารถทะลวงผ่าน
อุปสรรคทางจิต ปลดปล่อยท่าคมดาบเที่ยงวันอันเหนือลํ้าสุดยอด
ออกมา!
ในครรลองสายตาเต็มไปด้วยแสงสีทองร้อนแรงบาดตา ได้ยิน
เสียงกู่เซี่ยงเทียนอุทานอย่างตื่นตระหนก จั่วม่อลอบหัวร่อฮี่ฮี่โดยไร้
เสียง
แล้วแสงสีทองก็สลายหายไป
รอจนมันเห็นทหารยันต์ทองคำดำที่ยังคงยืนอยู่ใจกลางแสงสี
ทอง จั่วม่อม่านตาหดแคบลงทันควัน แทบร้องตะโกนอย่าง
เหลือเชื่อ!
เป็นไปไม่ได้!
ตลอดทั้งร่างแดงกํ่าร้อนลวก ทหารยันต์ทองคำดำคล้ายเพิ่ง
ถูกนำออกมาจากเตาหลอม ลวดลายยันต์นับไม่ถ้วนเปล่งประกาย
อยู่บนร่าง บนสองแขนที่ยกขึ้นต้านรับอย่างหักโหม ปรากฏรอย
แผลลึกยาวหลายชุ่น รอยตัดนี้แทบลากผ่านไปทั่วทั้งท่อนแขน!
แต่มันหยุดยั้งการโจมตีเอาไว้ได้!
ทหารยันต์ทองคำดำสามารถต้านรับดาบสะท้านฟ้าสะเทือน
ดินเมื่อครู่ได้อย่างสมบูรณ์!
จั่วม่อดวงตาทอแววเหลือเชื่อ มันไม่สามารถจินตนาการได้
พลังอันยิ่งใหญ่ไพศาลเช่นนี้ จะถูกหยุดยั้งได้อย่างไร?
นี่คือความแข็งแกร่งของทหารยันต์ระดับหกหรือ?
จั่วม่อพึมพำอย่างเลื่อนลอย
แต่แล้วมันรีบดึงตัวเองออกจากความงุนงง สีหน้าแปรเปลี่ยน
กลับกลายโดยไม่ได้ตั้งใจ! ที่แท้ดาบเมื่อครู่สร้างความเสียหาย
บางอย่างแก่ทหารยันต์ทองคำดำ สีแดงฉานบนร่างของอีกฝ่ายแม้
ค่อยๆ จางหาย แต่รอยแผลบนแขนของมันไม่ได้หายดีอย่าง
สมบูรณ์เหมือนครั้งก่อน
คมดาบเที่ยงวันทำลายลวดลายยันต์บนแขนของทหารยันต์
ทองคำดำไปส่วนหนึ่ง
แต่สิ่งนี้ไม่ได้ทำให้จั่วม่อยินดีปรีดาแม้แต่น้อย คมดาบเที่ยงวัน
ดาบเมื่อครู่เหนือลํ้ากว่าระดับฝีมือปกติของมัน ต่อให้มันใช้
กระบวนท่านี้อีกครั้ง ก็ไม่มั่นใจว่าจะดึงพลังออกมาได้เทียบเท่ากับ
ดาบเมื่อครู่
คมดาบเที่ยงวันดาบนี้แทบจะใช้พลังในร่างของมันไปจนเกลี้ยง
ฉาด ความรู้สึกอ่อนล้าถาโถมเข้าหามันอย่างรวดเร็ว
สถานการณ์ไม่สู้ดีแล้ว!
สำหรับจั่วม่อ สถานการณ์ยามนี้เรียกได้ว่าคับขันอันตรายจึง
จะถูก
“เราถูกลอบโจมตี” เหนียนลู่กวาดตามองรอบด้านอย่าง
รวดเร็ว
ม้าฝานไม่เอ่ยปาก เหลยเผิงก็กวาดตามองสำรวจอย่างสนอก
สนใจ สบถด่าดังสนั่น “ผู้ใดกล้า? กล้าลอบโจมตีพวกเราหรือ? ใช่
รำคาญในการมีชีวิตสืบต่อไปหรือไม่?”
ซางเว่ยหมิงหน้าเขียวคลํ้า พึมพำเสียงสั่นพร่า “แผ่นจานพัน
มณีแดนลวง… … นี่คือแผ่นจานพันมณีแดนลวง!”
ได้ยินประโยคนี้ ม้าฝานเงยหน้าขึ้นทันที “แผ่นจานพันมณี
แดนลวงคืออะไร?”
“แผ่นจาน… …แผ่นจานพันมณีแดนลวง เป็นยุทธภัณฑ์เวทที่
หนุนส่งให้ชิงซวีซ่านเหรินมีชื่อเสียงกระเดื่องดัง” ซางเว่ยหมิงสงบ
ใจลงเล็กน้อย รีบอธิบายเร็วปรื๋อ “ของสิ่งนี้สามารถจับผู้คนเข้ามา
ในโลกลวงในตัวมัน ภายในเต็มไปด้วยภาพลวงตานับไม่ถ้วน เป็น
พื้นที่ว่างเปล่าไม่มีที่สิ้นสุด หากผู้คนไม่สามารถทำลายค่ายกล
พวกมันจะติดอยู่ในนี้ตลอดไป!”
“ร้ายกาจมากนักหรือ?” เหลยเผิงโพล่งถามออกมาอย่างแปลก
ใจ
ซางเว่ยหมิงกล่าวเสริมเสียงละห้อย “มันเป็นยุทธภัณฑ์เวท
ระดับหก”
ถึงตอนนี้ทุกผู้คนไม่เอ่ยคำใดอีก ยุทธภัณฑ์เวทระดับหกไม่ใช่
สิ่งที่พวกมันสามารถเอาชนะได้ หากเหวยซืออยู่ที่นี่ อาจบางทีพอมี
โอกาสอยู่บ้าง
ทันใดนั้น เสียงปะทะดังสนั่นกังวานอยู่ในสองหูทุกผู้คน
ม้าฝานกับพวกหน้าเปลี่ยนสี นอกจากพวกมันทั้งสี่ มีเพียงต้า
เหรินที่อยู่ที่นี่ เป้าหมายของอีกฝ่ายคือต้าเหริน! ฟังจากเสียง ต้อง
เป็นการต่อสู้หํ้าหั่นอย่างดุเดือดเลือดพล่าน ต้าเหรินกำลังตกอยู่ใน
อันตรายอย่างใหญ่หลวง!
“สามคลื่นพิฆาต!” ม้าฝานดวงตาทอแววเด็ดเดี่ยวแน่วแน่
ตวาดเสียงราบเรียบ
เหลยเผิงกับเหนียนลู่สองตาเป็นประกาย พวกมันไฉนลืมเลือน
กระบวนท่านี้ไปเสียได้? หากพวกมันเผชิญกับกระบวนทัพอัน
หนาแน่นของศัตรู มักต้องใช้ปราณกระบี่ที่ทรงพลานุภาพกว่าเดิม
และนี่ก็เป็นจุดเด่นอันร้ายกาจที่สุดของสามคลื่นพิฆาต แรกเริ่มเดิม
ทีพวกมันก็เคยฝึกฝนกลยุทธ์นี้ร่วมกันเป็นเวลานาน จนคุ้นเคย
สอดประสานกันเป็นอย่างดี เรียกได้ว่าสำเร็จสมบูรณ์ ต่อมาพวก
มันถูกย้ายเข้าไปอยู่ในหน่วยเทียนฟง ไม่ค่อยมีโอกาสได้โลดแล่น
อยู่ในแถวหน้าอีก
“เหล่าฝาน สมองของเจ้ายอดเยี่ยมยิ่งนัก ไม่น่าแปลกใจที่เจ้า
เคยเป็นหัวใจหลักของกองทัพ!” เหลยเผิงคำรามลั่น
มันก้าวไปข้างหน้าสุด กลายเป็นปลายแหลมของรูป
สามเหลี่ยม พวกมันทั้งสามตั้งขบวนทัพเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีเหลย
เผิงนำอยู่ด้านหน้าสุด เหลยเผิงหลังจากผ่านสภาวะรู้แจ้งกลาง
สนามรบคราวนั้น มันต้องถูกเหล่าสหายหัวร่อเยาะอยู่เป็นนาน สิ่งที่
ทำให้มันยิ่งอับอายขายหน้ากว่าเดิม คือสภาวะรู้แจ้งที่เรียกได้ว่า
เป็นโอกาสทองหนึ่งในพัน กลับไม่ได้ช่วยให้มันทะลวงผ่านไปยัง
ด่านจินตัน!
เคล็ดวิชาดาบที่เหลยเผิงเคยฝึกปรือ เรียกว่าเคล็ดดาบสัตว์
นรกกลืนวิญญาณ ชื่อวิชาฟังดูโอ้อวดอยู่บ้าง แต่อันที่จริงไม่ใช่
วิชาดาบที่ทรงพลานุภาพร้ายกาจอันใด เคล็ดวิชาดาบหาได้ยาก
มาก เคล็ดวิชาดาบที่ดียิ่งหาได้ยากยิ่งกว่า ดังนั้นมันจึงหันไป
ฝึกปรือเคล็ดวิชากระบี่อย่างเช่นเคล็ดกระบี่ฟ้ากระจ่างแทน เจ้าผู้นี้
หนังหน้าหนาที่สุดในค่าย แบกใบหน้าวิงวอนไปร้องขอความเห็น
ใจจากต้าเหริน จั่วม่อเห็นว่าเจ้าตัวใหญ่เช่นมันยากนักที่จะวิงวอน
ผู้อื่น จึงอนุญาตให้เป็นธรรมดา ผลก็คือมันได้อ่านผ่านตาเคล็ด
วิชากระบี่ของต้าเหรินทุกเล่ม ไม่ว่าดีหรือไม่ดีก็ตาม!
แต่หลังจากมันอ่านจนหมดสิ้น กลับกลายเป็นมีคำถาม
มากกว่าเดิม กระทั่งเคล็ดวิชาดาบที่ฝึกปรือจนแตกฉาน ก็
กลายเป็นอึดอัดขัดข้องไป
จนกระทั่งสภาวะรู้แจ้งในสนามรบครั้งนั้น ประดุจแสงสว่าง
ท่ามกลางหมอกหนาทึบ เหลยเผิงในที่สุดบรรลุสามท่าเพลงกระบี่ที่
ผิดธรรมดาอยู่บ้าง
เมื่อมันเพิ่งบรรลุเพลงกระบี่ทั้งสามท่า พวกมันเพียงเพิ่งเริ่มเป็น
รูปเป็นร่างเท่านั้น มันได้แต่แล่นไปขอคำชี้แนะจากเหวยเสิ้ง ผู้ใดจะ
คาดคิด เมื่อเหวยซือชมดูเพลงกระบี่ทั้งสามท่า กลับชมเชยไม่ขาด
ปาก ระหว่างทางจากมหานครนภาโลหิตมายังอาณาจักรทะเลเมฆ
เหวยเสิ้งช่วยเหลยเผิงค่อยๆ ปรับปรุงแก้ไขสามกระบวนท่ากระบี่นี้
หลังจากปรับปรุงและเจียระไนดุจก้อนหยกดิบ สามท่ากระบี่ชุดนี้
ค่อยเผยประกายอันเจิดจ้าออกมา
เหลยเผิงขนามนามสามกระบวนท่านี้ว่า ‘ตัดอเวจี’
เมื่อสุมหัวอยู่ร่วมกันทุกวี่วัน ม้าฝานกับเหนียนลู่ย่อมล่วงรู้พลา
นุภาพของสามท่ากระบี่ของเหลยเผิงเป็นอย่างดี ทั้งสามกระบวนท่า
นี้ทรงพลังสุดเปรียบปาน เหมาะสมกับการโจมตีอย่างหนักหน่วง
รุนแรงเป็นที่สุด ดังนั้นพวกมันยกให้เหลยเผิงเป็นผู้นำการโจมตี
ทั้งสามยืนนิ่งสงบอยู่กับที่
เหนียนลู่สองมือคลี่กางประหนึ่งดอกบัวบาน ท่ามกลางสองมือ
แปรเปลี่ยนรวดเร็วจนเลือนราง ดอกบัวเล็กๆ หลายดอกพุ่งทะยาน
ออกจากปลายนิ้ว ดอกบัวเล็กๆ แต่ละดอกขนาดเท่านิ้วหัวแม่มือ
เล็กจ้อยและน่ารัก ดอกบัวเล็กๆ เมื่อลอยออกมา ก็แยกย้ายกระจัด
กระจายไปรอบด้าน
ทันใดนั้นรอบข้างพลันเริ่มปั่นป่วนสั่นกระเพื่อม เหนียนลู่สี
หน้าหนักอึ้งเคร่งเครียดกว่าเดิม
แม้ว่ากระบวนท่านี้ของมันสามารถทำลายภาพลวงตา และ
มักจะได้ผลมาโดยตลอด แต่สิ่งที่พวกมันกำลังเผชิญในยามนี้เป็น
ยุทธภัณฑ์เวทระดับหก มันไม่อาจล่วงรู้ว่าจะได้ผลหรือไม่
ทว่า… …
เหนียนลู่ในดวงตาสาดประกายที่แทบมองไม่เห็น
เพียะเพียะเพียะ!
ดอกบัวน้อยทยอยแตกระเบิดราวกับฟองอากาศ การ
เปลี่ยนแปลงของแสงรอบๆ พวกมันกลายเป็นปั่นป่วนรุนแรง
กว่าเดิม แต่เหนียนลู่จับจ้องพื้นที่ว่างไม่ห่างจากพวกมันตาเขม็ง
จุดนั้นเพียงกว้างไม่กี่ฉื่อ แต่ภายใต้การโจมตีของมัน ตั้งแต่ต้นจน
จบ กลับไม่ได้บังเกิดการเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
“ตรงนั้น!”
เหนียนลู่สุ้มเสียงเชื่อมั่นอย่างเปี่ยมล้น
มันไม่คิดทำลายค่ายกลลวงตาเบื้องหน้าด้วยกระบวนท่า
เล็กน้อยของมันอยู่แล้ว มันย่อมทราบดีว่ากระบวนท่าเหล่านี้ไม่ใช่
คู่มือของค่ายกลลวงตาที่สร้างออกมาจากยุทธภัณฑ์เวทระดับหก
มันแค่พยายามมองหาจุดศูนย์กลางเท่านั้น! ไม่ว่าค่ายกลลวงตาใด
จะมีบางพื้นที่ซึ่งไม่เคยแปรเปลี่ยน นี่คือจุดศูนย์กลาง พวกมันเป็น
โครงร่างของค่ายกลลวงตา ไม่ว่าค่ายกลลวงตาเปลี่ยนแปลงไป
อย่างไร จุดเหล่านี้จะไม่แปรเปลี่ยนตาม
และจุดศูนย์กลางเหล่านี้เอง ที่เป็นเป้าหมายของพวกมัน!
เมื่อต้องโจมตีค่ายกลลวงตา สิ่งที่ยํ่าแย่ที่สุดคือการโจมตีโดย
ไม่มีเป้าหมาย เป้าหมายส่วนใหญ่ในค่ายกลลวงตาล้วนเป็นภาพ
ลวงตา ไม่ว่าพวกมันจะดูสมจริงสักเท่าใด ยังคงเป็นเพียงภาพลวง
ตา หากเอาแต่โจมตีภาพลวงตา นั่นจึงเป็นความผิดพลาด! มีเพียง
โจมตีใส่โครงร่างของค่ายกล จึงสามารถสร้างความเสียหายให้แก่
ค่ายกลได้อย่างแท้จริง
เหลยเผิงงอเข่า โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สองมือกระชับ
กระบี่หนักผลึกทอง พลังปราณปะทุออกจากร่างราวกับเปลวไฟลุก
โหม ในชั่วพริบตาเดียว ทั่วร่างมันก็ปกคลุมไปด้วยพลังปราณ
คล้ายเปลวไฟเป็นชั้นบางๆ นี่เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าพลังปราณ
กำลังถูกเร่งเร้าไปถึงขอบเขตสูงสุด
ไม่จำเป็นต้องให้สัญญาณ ม้าฝานกับเหนียนลู่เร่งเร้าพลัง
ปราณทั่วร่างอย่างพร้อมเพรียง เปลวพลังปราณก็ปรากฏขึ้นบน
ร่างของพวกมันเป็นชั้นบางๆ เช่นเดียวกัน
เปลวพลังปราณบนร่างพวกมันทั้งสามล้วนผิดแผกแตกต่าง
เปลวไฟของเหลยเผิงเป็นสีแดงที่ย้อมด้วยริ้วสีดำ บันดาลให้ผู้คน
หวาดกลัวจับใจ เปลวพลังปราณของม้าฝานเป็นสีเทาเลือนรางไม่
แน่นอน ยากจะสัมผัสได้ เปลวพลังปราณของเหนียนลู่เป็นสีเขียว
ปนชมพู สวยสดงดงามเป็นที่สุด
ราวกับหอเหล็กตระหง่านงํ้า เหลยเผิงถลึงมองอย่างพิโรธโกรธ
กริ้ว กล้ามเนื้อทั่วร่างโป่งพอง เงื้อกระบี่หนักผลึกทองในมือขึ้นสุด
ล้า
ซี่!
กระแสอากาศเล็กละเอียดนับไม่ถ้วนรอบกายมันคล้ายถูกดึง
ด้วยมือที่มองไม่เห็น ปราณกระบี่เล็กๆ ที่คมกล้าอย่างเหลือเชื่อราว
กับเศษนํ้าแข็งแหลมคม สาดกระเซ็นไปทั่ว เปล่งเสียงแหวกฝ่า
อากาศแหลมสูง
ม้าฝานดวงตาครึ่งหลับครึ่งลืม ปลายกระบี่บินในมือตั้งขึ้น
เล็กน้อย เหนียนลู่สีหน้าเคร่งขรึม ดอกบัวเลือนรางแทบมองไม่เห็น
ปรากฏขึ้นบนกระบี่บินที่เรียวยาวเป็นพิเศษของมัน
เสร็จสิ้นการเตรียมการ เหลยเผิงรู้สึกเส้นโลหิตเบ่งพอง แต่
จิตใจมันราบเรียบสงบนิ่งราวกับตาพายุ
ทันใดนั้นจิตมันเคลื่อนนำ ร่างกายเคลื่อนตามความคิด
เจตจำนงกระบี่ที่จดจ่อรวมรั้งราวกับกระแสนํ้าถาโถม ทะลักทลาย
ดั่งเขื่อนแตก!
กระบี่หนักผลึกทองที่ชูขึ้นสุดล้า พลันตวัดฟันลงอย่างกราด
เกรี้ยว!
“ตัดอเวจีลึกลํ้า!”
วู้ม!
สุ้มเสียงประหนึ่งท่อนซุงยักษ์หมุนคว้างออกมา สะท้านขวัญ
วิญญาณผู้คน! พื้นที่ว่างรอบข้างถึงกับบิดเบี้ยว กระบี่มหึมาราว
กับดาบฟันขาม้าขนาดยักษ์ คล้ายพุ่งขึ้นมาจากห้วงลึกของอเวจี
ไม่มีร่องรอยของความสว่างแม้แต่น้อย!
ดำมืดและลึกลํ้า!
คมกระบี่ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด ล้วนปรากฏเหวอเวจีอันลึกลํ้าไร้
ก้นบึ้งเป็นทางยาว!
ม้าฝานกับเหนียนลู่พากันลงมือโดยพร้อมเพรียง!
ปราณกระบี่สีเทากับเจตจำนงกระบี่สีเขียวเหินร่อนตามติด
ผสานรวมเข้ากับปราณกระบี่ดำมืดไร้ก้นบึ้งของเหลยเผิง ราวกับ
ลูกนกกระจอกหวนคืนรัง!
ปราณกระบี่ขยายใหญ่ขึ้นอย่างฉับพลัน เหวลึกดำมืดใหญ่โต
ขึ้นอีกส่วนหนึ่ง!
นี่เป็นพลังที่คล้ายสามารถกลืนกินทุกสรรพสิ่ง ปลูกฝังเมล็ด
พันธุ์แห่งความกลัวไว้ในใจผู้คน!
เสียงร้องอย่างแตกตื่นตระหนกดังออกมาจากอากาศธาตุ
เจ้าของแผ่นจานพันมณีแดนลวงค้นพบอันตรายอย่างฉับพลัน
ฉากที่อยู่ใกล้เคียงกับเหลยเผิงกับพวกทั้งสาม พลันแปรเปลี่ยน
กลับกลายอย่างรุนแรง คล้ายกับว่าอีกฝ่ายพยายามจะแทรกแซง
และก่อกวนพวกมัน
เหลยเผิงดูเหมือนไม่แยแสสนใจลูกเล่นเล็กน้อยนี้ ปราณกระบี่
ที่ล้นทะลักอยู่ในมือ ฟันใส่ตำแหน่งที่เหนียนลู่ชี้บอกอย่างแม่นยำ!
ชั่วพริบตาที่ปราณกระบี่ฟาดฟันลงอย่างถนัดถนี่ กาลเวลา
คล้ายหยุดชะงักไปชั่ววูบ
บึม!
ทุกผู้คนรู้สึกสายตามืดทะมึน ความมืดไร้ที่สิ้นสุดดูเหมือนจะ
กลืนกินพวกมันลงไป พื้นใต้ฝ่าเท้าสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น!
สุ้มเสียงเคียดแค้นเดือดดาลดังก้องมาจากกลางอากาศ
“เจ้ากล้าทำลายยุทธภัณฑ์เวทของข้า! พวกเจ้าทั้งหมด จงล้าง
คอรอรับความตายเสียเถอะ!”