สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 452 จั่วม่อบรรลุความเข้าใจ
จั่วม่อรู้สึกว่ารอบข้างแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ตามด้วยเสียง
ตวาดอย่างอาฆาตแค้นดังสะท้านกลางเวหา ทำให้มันเข้าใจทันที
ว่าเป็นเรื่องราวใด
ทันใดนั้นสายตามันตกลงบนร่างกู่เซี่ยงเทียน ซึ่งจู่ๆ ร่าง
ปรากฏขึ้นห่างจากมันห้าสิบจั้ง
ในชั่วแวบนั้นเอง สายตาของพวกมันประสานสบกันอย่างตื่น
ตะลึง!
แต่หลังจากนั้น ปฏิกิริยาอันแตกต่างระหว่างกู่เซี่ยงเทียนกับ
จั่วม่อ อาจสามารถเห็นได้อย่างชัดเจน
จั่วม่อนั้นแม้ร่างกายแทบไม่หลงเหลือพลัง แต่หลังจากตะลึง
ลานไปชั่วเสี้ยวพริบตา พลันโถมเข้าหากู่เซี่ยงเทียนอย่างไม่รีรอ
ลังเล!
มีคำกล่าวว่า เซียนยันต์ที่เข้ามาอยู่ในระยะใกล้ ก็เท่ากับไก่ที่
ถูกถอนขนแล้วเสร็จ!
นี่เป็นความแตกต่างเพียงชั่วเสี้ยวพริบตา กู่เซี่ยงเทียนพอเห็น
จั่วม่อสาดพุ่งเข้ามาดุจสายฟ้าฟาด ค่อยรู้สึกตัว หน้าถอดสีอย่าง
ฉับพลัน ดีดกายถอยกรูดอย่างตื่นตระหนก ทหารยันต์ทองคำดำ
พยายามไล่ติดตามสกัดกั้นอย่างไม่คิดชีวิต
หากมองจากด้านบน จะเห็นสองร่างพุ่งดิ่งเข้าหากู่เซี่ยงเทียน
ดุจสายฟ้าสองสายไล่ขับกัน!
ความรู้สึกอันตรายแรงกล้าคุกคามจากทางด้านหลัง จั่วม่อไม่
จำเป็นต้องหันกลับไปมอง ก็ทราบว่าทหารยันต์ทองคำดำแทบ
ประชิดติดแผ่นหลังของมันแล้ว แม้ว่ามันจะลงมือเร็วกว่าชั่วเสี้ยว
พริบตา แต่ดาบเที่ยงวันเมื่อครู่ใช้พลังของมันมากเกินไป พลัง
ภายในกายมันมาถึงจุดสิ้นสุดอย่างแท้จริง แต่หากมันลังเลแม้แต่
ชั่ววูบ จะสูญเสียโอกาสทองที่หาได้ยากยิ่งไปทันที!
หากมันถูกลากกลับไปในการต่อสู้กับทหารยันต์ทองคำดำที่
ไม่รู้จักตาย ด้วยสภาพของมันในเวลานี้ มีแต่หนทางตายสถาน
เดียว
จั่วม่อแค่นเสียงหนักๆ ผนึกพลังส่วนเสี้ยวสุดท้ายในร่าง บนฝ่า
เท้าพลันปรากฏชั้นแสงสีทองจางๆ ชั้นหนึ่ง
ท่าเท้าอีกาทองคำ!
กระทืบเท้าใส่พื้นสุดแรงกำลัง จั่วม่อร่างสาดวาบ กลายเป็นเงา
เลือนรางสายหนึ่งในบัดดล!
เปรี้ยง!
กู่เซี่ยงเทียนที่กำลังถอยกรูดอย่างไม่คิดชีวิต ทันใดนั้นสองเท้า
หยุดกึก ปากเม้มแน่น ดวงตาถลนโปนโตดุจปลาตาย!
ปัง!
จั่วม่อกระทั่งเรี่ยวแรงอึดสุดท้ายยังใช้ไปจนเกลี้ยงฉาด ร่างส่าย
โงนเงนกลางเวหาอย่างช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ราวกับถุงทรายเก่า
ดิ่งลิ่วลงมา กระแทกใส่พื้นเสียงดังสนั่นลั่นโลก
มารดามันเถอะ เจ็บปวดเหลือเกิน!
ร่วงฟาดพื้นอย่างหนักหน่วงถึงเพียงนี้ จั่วม่อแยกเขี้ยวยิงฟัน
อย่างเจ็บปวด กระดูกกระเดี้ยวแทบหลุดกระจายเป็นชิ้นๆ ได้แต่
นอนแผ่หลาอยู่บนพื้น หอบหายใจอย่างตะกละตะกลาม ไม่คิด
กระดิกแม้แต่ปลายนิ้ว
รอจนสามสหายมาพบจั่วม่อนอนนิ่งอยู่บนพื้น ล้วนสีหน้า
แปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง
แต่เมื่อพวกมันโถมเข้ามาถึง ตรวจพบว่าต้าเหรินเพียงแค่
เหน็ดเหนื่อยสิ้นกำลัง ไม่ได้รับอันตรายร้ายแรง พวกมันรีบแบกจั่ว
ม่อขึ้นหลัง รวบรวมทรัพย์สมบัติสินสงคราม มุ่งหน้ากลับไปยังเกาะ
เต่าโดยเร็วที่สุด
เกาะเต่าพอเห็นจั่วม่อถูกแบกกลับมา พลันแตกระเบิดแทบ
ถล่มทลาย!
ทุกผู้คนสีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู โดยไม่ต้องเอ่ยคำที่สอง กง
ซุนชาเรียกรวมกำลังทั้งหมดในบัดดล!กระทั่งคนที่อารมณ์ดีอยู่
ตลอดเวลาอย่างเหวยเสิ้ง ยังสีหน้าเย็นเยียบ แทบจะลากกระบี่ดำ
เข่นฆ่าเข้าเมืองซวีหลิงโดยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหม!
ร้อนถึงจั่วม่อต้องรีบหยุดคนเหล่านี้เอาไว้ก่อน
ต่อให้พวกมันบุกเข้าไปเช่นนี้ คิดหาคนก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
จั่วม่อฉุดกระชากทุกคนเอาไว้ แล้วพากันสุมหัวอยู่ในห้องมืด
เล็กๆ ปรึกษาหารือแผนการร้ายอย่างรอบคอบถี่ถ้วน
เรื่องนี้ยังไม่จบง่ายๆ แน่!
“พวกมันไม่ทำอะไรเลย?” เถียนหย่งชิงหน้านิ่วคิ้วขมวด ถาม
อย่างเหลือเชื่ออยู่บ้าง
เถียนเหิงปอก็ฉงนงุนงงไม่แพ้กัน สั่นศีรษะพลางกล่าว “ไม่ทำ
อะไรเลยจริงๆ หรือว่าพวกมันจะยอมรับความพ่ายแพ้และยอมรามือ
เพียงเท่านี้?”
เรื่องครั้งนี้เป็นตระกูลเถียนลอบชักใยจากเงามืด เป็นพวกมัน
เองที่จงใจบอกข่าวเรื่องการตายของตระกูลเยิ่นให้แก่กู่เซี่ยงเทียน
ทุกขั้นตอนภายในแผนการครั้งนี้ ล้วนมีเงาของพวกมันแอบแฝงอยู่
เบื้องหลัง
“ไม่น่าเป็นไปได้!” เถียนหย่งชิงสั่นศีรษะ “พวกมันดูไม่คล้าย
คนที่ยอมรามือได้โดยง่าย มิเช่นนั้น ทีแรกพวกมันคงไม่บาดหมาง
กับตระกูลเยิ่นแล้ว”
“เช่นนั้นพวกมันคิดทำอะไร?” เถียนเหิงปอถามอย่างมึนงง
เถียนหย่งชิงฉุกคิดถึงบางสิ่ง รีบถามว่า “ตอนนี้ชิงซวีซ่านเห
รินอยู่ที่ใด?”
“หลบหน้าไปแล้ว!” เถียนเหิงปอตอบ “ข้ามอบจิงสือให้แก่มัน
จำนวนหนึ่ง บอกให้มันไปหาที่ซ่อนตัวสักระยะ”
“จัดการได้ประเสริญ” เถียนหย่งชิงก้อนหินในหัวใจร่วงลงทันที
แย้มยิ้มพลางกล่าว “เช่นนั้นเราสามารถนั่งรอดูว่าพวกมันจะทำ
อะไร”
“หากถามข้า เพียงแค่เข้ายึดเกาะตรงๆ ก็พอแล้ว” เถียนเหิงปอ
พึมพำอย่างขุ่นใจอยู่บ้าง
“ยึด? ข้าไหนเลยจะไม่ต้องการเช่นนั้น แต่เรื่องนี้ต้องมี
ความชอบธรรม” เถียนหย่งชิงกล่าวอย่างขบขัน “หากไม่มี
ความชอบธรรม เราจะเข้ายึดได้อย่างไรกัน?”
“ยังจะต้องการความชอบธรรมอันใดอีก? เพียงแค่ยึดเอามาก็
พอ!” เถียนเหิงปอโต้แย้ง “แค่ส่งกองพันเถียนเยี่ยไป พวกมันก็
สามารถยึดทั้งเกาะได้ในชั่วพริบตา ไยต้องสิ้นเปลืองเรี่ยวแรง
มากมาย?”
“เจ้าโง่!” เถียนหย่งชิงถลึงตาใส่เถียนเหิงปอ “ตระกูลเถียนเรา
ไม่ใช่ขุมกำลังจากภายนอก หากทำเยี่ยงนั้น ตระกูลอื่นจะมองเรา
อย่างไร? เฮอะ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าเจ้าคิดอะไร เจ้าใช่รู้สึกว่าหมัด
ของตัวเองใหญ่โตกว่าผู้ใดกระมัง?”
“มิผิด!” เถียนเหิงปอยอมรับอย่างผ่าเผย “หมัดของผู้ใด
ใหญ่โตกว่า ผู้นั้นย่อมเป็นผู้กำหนด!”
“เช่นนั้นหมัดของตระกูลเถียนเราใช่ใหญ่โตกว่าพรรคซวี
หรือไม่?” เถียนหย่งชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มเย็นชา “หากยึดถือตาม
หลักการของเจ้า ดินแดนนี้สมควรมีเพียงสำนักเดียวแล้ว นั่นคือ
พรรคซวีหลิง! ผู้ใดสามารถต่อกรกับพวกมัน?”
เถียนเหิงปอพลันอับจนถ้อยคำ
“อย่าได้โง่เขลานัก!” เถียนหย่งชิงกล่าวด้วยความรู้สึกที่
แท้จริง “แต่ละตระกูลมีขอบเขตของตัวเอง เมืองซวีหลิงเป็นสถานที่
ที่ทุกผู้คนทำการค้าร่วมกัน ตระกูลเถียนเราไม่สามารถก่อกวน
แบบฉบับนี้ได้ กระทั่งพรรคซวีหลิงเองยังไม่สามารถก่อกวน! หาก
เจ้าวุ่นวายอยู่ในขอบเขตของตัวเอง ย่อมไม่มีผู้ใดสนใจ แต่หาก
เจ้าวุ่นวายในเมืองซวีหลิง ทุกผู้คนจะไม่ยินยอม”
เถียนเหิงปอยามนี้ไร้วาจาจะกล่าว หวนคิดถึงเรื่องนี้ มันก็เห็น
จริงตามนั้น ชั่วอึดใจให้หลัง ค่อยเอ่ยปากถามอย่างลังเล “เช่นนั้น
เราต้องรอนานเท่าใดเพื่อความชอบธรรมที่ว่า?”
“ไม่ต้องห่วง รับรองว่าอีกไม่นาน” เถียนหย่งชิงเผยอยิ้มอย่าง
มั่นอกมั่นใจ
“มันหนีไปแล้ว?” จั่วม่อตะลึงงันอยู่กับที่ มันคิดไม่ถึงว่าชิงซวี
ซ่านเหรินจะหลบลี้หนีหน้า นี่ทำให้แผนการตอบโต้ที่วางเอาไว้ต้อง
พังไม่เป็นท่า
ทุกผู้คนสีหน้าอัปลักษณ์อยู่บ้าง พวกมันอุตส่าห์เตรียมตัว
วางแผนมาตั้งนานสองนาน เฝ้ารอโอกาสที่จะได้ประเคนความ
ยุ่งยากให้แก่ผู้อื่น นี่ราวกับหมัดที่เงื้อง่าอยู่เป็นนาน พลันสูญเสีย
เป้าหมายไป รู้สึกอึดอัดขัดข้องอย่างยากจะบ่งบอกบรรยาย
หรือว่าครั้งนี้พวกมันจะไม่มีปัญญาคิดบัญชีจริงๆ?
จั่วม่อผู้ไม่เคยใจบุญสุนทานถึงขั้นให้อภัยศัตรู ย่อมเต็มไป
ด้วยความคับข้องขุ่นเคืองใจ ดึงทึ้งเส้นผมจนแทบหลุดติดมือ แต่
ชิงซวีซ่านเหรินหลบลี้หนีหน้าไปแล้ว มันยังจะทำอะไรได้อีก คิดหา
เรื่องผู้คนก็ต้องมีเป้าหมาย พวกมันย่อมคิดได้ถึงความจริงที่ว่ามี
คนชักใยอยู่หลังฉาก ตั้งใจจะรีดเค้นรายละเอียดจากชิงซวีซ่านเห
ริน แต่ผู้ใดจะคาดคิด เจ้าเฒ่าผู้นั้นกลับวิ่งหนีหายไปเสียอย่างนั้น!
ตาแก่นั่นกล่าวคำอาฆาตเสียดิบดี แต่กลับเป็นคนไร้นํ้ายาผู้
หนึ่ง!
จั่วม่อแช่งชักหักกระดูกตาเฒ่าไร้นํ้ายาอย่างสาหัส สาปแช่ง
หนึ่งร้อยครั้ง ก่นด่าหนึ่งร้อยหน!
ชิงซวีซ่านเหรินเมื่อชิงหลบลี้หนีหน้า พวกมันก็ไม่สามารถหา
ตัวผู้บงการได้ นี่ไม่มีทางเลือกอื่นอีก มังกรเข้มแข็งไม่รุกรานงูเจ้า
ถิ่น จั่วม่อมีเพียงซางเว่ยหมิงผู้เดียว ในภาระหน้าที่เบื้องหน้า ซาง
เว่ยหมิงมีฝีมือที่ไม่จำเป็นต้องห่วงกังวล แต่ในด้านสืบเสาะสายสน
กลในเหล่านี้ มันกลับมีช่องทางจำกัดยิ่ง
จากนั้นมันปล่อยวางในทันที ไม่ครุ่นคิดมากความอีก ผู้อื่น
เมื่อลงมือไม่ประสบผลในครั้งนี้ แน่นอนว่าต้องกระโดดออกมาใน
ครั้งต่อไป มันเพียงแค่เฝ้ารอคอยโอกาส จะต้องสามารถจับ
ข้อผิดพลาดของอีกฝ่ายได้แน่!
รอเสี่ยวเหยียผู้นี้ก่อนเถอะ ถึงตอนนั้นจะให้เจ้าชำระหนี้ทั้งหมด
แบบทบต้นทบดอก!
จั่วม่อได้แต่ปลอบประโลมตนเองเช่นนี้
แต่การผลกำไรในครั้งนี้ทำให้จั่วม่อปิติยินดีอย่างสุดคาดคิด กู่
เซี่ยงเทียนรํ่ารวยยิ่ง และสิ่งที่ทำให้มันเบิกบานใจมากที่สุด คือ
ทหารยันต์ทองคำดำระดับหก!
เมื่อเคยรับทราบพลังอันร้ายกาจด้วยตัวเอง จั่วม่อย่อมยึดถือ
เป็นสมบัติลํ้าค่า สิ่งที่ทำให้มันเจ็บปวดใจคือความเสียหายที่เกิด
จากการโจมตีของมันเอง ส่วนหนึ่งของลวดลายยันต์บนยันต์
กระดาษ มีร่องรอยเสียหายอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากทหารยันต์ทองคำดำ ยังมีม้วนหยกสำหรับการฝึก
ฝีมือของเซียนยันต์อีกมากมาย บังเอิญว่าจั่วม่อมีเซียนยันต์กลุ่ม
หนึ่งอยู่ในค่ายพอดี เซียนยันต์กลุ่มนี้ประสบปัญหาขาดแคลนม้วน
หยกสำหรับฝึกฝีมือมาตั้งนานแล้ว จู่ๆ ได้รับโชควาสนาในครานี้
พวกมันล้วนลิงโลดยินดีแทบคลุ้มคลั่ง
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันอ่อนด้อยเกินไป ไม่
สามารถผลิตยันต์กระดาษระดับสูงได้ สำหรับยันต์กระดาษระดับตํ่า
ก็ไม่ค่อยมีประโยชน์กับค่ายจูเชวี่ยที่แกร่งกล้ามากนัก กงซุนชาผู้
ตั้งความหวังไว้กับพวกมันอย่างสูง ได้แต่โยกย้ายพวกมันไปยังค่าย
จินวู และพวกมันก็ได้แต่หันไปทำงานด้านสลักลวดลายยันต์และ
ค่ายกลแทน ไม่มีผู้ใดใส่ใจยันต์กระดาษของพวกมัน เรื่องนี้ทำให้
พวกมันสลดหดหู่ตลอดมา
กู่เซี่ยงเทียนพลังฝีมือไม่ได้ลึกลํ้ากระไรนัก แต่ฝีมือในการ
สร้างยันต์กระดาษของมันนับว่าลํ้าเลิศยิ่ง
หลงใหลในพลังของทหารยันต์ จั่วม่อเต็มใจลงทุนทรัพยากร
ให้แก่เหล่าเซียนยันต์มากกว่าเดิม ไม่ว่าพวกมันต้องกานวัตถุดิบ
ใด มันจะจัดสรรให้ทันที อย่างไรก็ตาม จั่วม่อเองก็รู้ดีว่าต่อให้เพิ่ม
ม้วนหยกเหล่านี้เข้ามา แต่เซียนยันต์กลุ่มนี้ก็ยังจำเป็นต้องใช้เวลา
อีกยาวนาน กว่าจะบรรลุถึงระดับที่มันหวังไว้
อย่างไรก็ตาม เรื่องร้ายครั้งนี้ยังมีส่วนที่ดี
ในการต่อสู้ครั้งนี้ สิ่งที่จั่วม่อไม่คาดคิดมากที่สุดกลับไม่ใช่
ทหารยันต์ทองคำดำ แต่เป็นแผ่นจานพันมณีแดนลวง!
มันสามารถกักขังผู้คนเอาไว้ภายใน!
จั่วม่อจดจำได้อย่างชัดเจน ยามที่ถูกโจมตี มันไม่ทันระวัง
ป้องกันแม้แต่น้อย ในความเห็นของมัน แผ่นจานพันมณีแดนลวง
นับเป็นยอดศาสตราสำหรับลอบโจมตี! หลบซ่อนในที่มืด โผล่
ออกมาอย่างฉับพลัน ดักจับศัตรูไว้ภายใน ช่างเป็นกระบวนท่าที่
ยากจะระวังป้องกันโดยแท้
เรื่องครั้งนี้ส่งสัญญาณเตือนต่อจั่วม่ออย่างรุนแรง
จนกระทั่งถึงตอนนี้ จั่วม่อนับตั้งแต่ฝึกปรือสังขรปิศาจมหาทิวา
สำเร็จ ก็เอาแต่พึ่งพาพละกำลังต่อสู้อย่างทื่อด้าน หมดความสนใจ
ในวิชาอื่นอย่างสิ้นเชิง เหตุการณ์ถูกลอบโจมตีครั้งนี้สะกิดเตือน
มันให้หวนนึกถึงพลังของยุทธภัณฑ์เวท โดยเฉพาะยุทธภัณฑ์เวท
ที่เหนือชั้น พวกมันทรงพลังอย่างน่าอัศจรรย์!
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าอสูรปิศาจถูกซิวเจ่อไล่โจมตีจนแตกพ่าย
มาตลอดหลายพันปี ก็มิใช่เพราะเหตุนี้หรอกหรือ?
มันหลงเดินเข้าไปในวิถีทางที่ผิดพลาด!
มันพลันหวนนึกถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ของเหล่าลูกสมุนของตน
จั่วม่อสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง
กระบี่ผลึกทองอาจเรียกได้ว่าเป็นสินค้าชั้นยอด แต่
นอกเหนือจากนั้น ล้วนทุเรศนัยน์ตาสุดทนดู ชุดเกราะปราณของ
พวกมันผิดแผกหลากหลาย ส่วนใหญ่แย่งชิงมาจากศัตรูใน
อาณาจักรขุนเขาน้อย ล้วนเป็นเพียงระดับสาม เนื่องจากผ่านการ
ต่อสู้นับครั้งไม่ถ้วน เกราะปราณส่วนใหญ่มาถึงขีดจำกัดแล้ว แทบ
จะแยกส่วนออกเป็นชิ้นๆ อยู่รอมร่อ
นี่มันกองทัพขอทานชัดๆ!
มองดูกองทหารที่ประกอบไปด้วยสีสันลายพร้อย จั่วม่อได้
ข้อสรุปอย่างขมขื่ม
แล้วมันก็ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
ท่านย่ามันเถอะ!
มีเพียงข้าเสี่ยวม่อเกอที่ใช้ยุทธภัณฑ์เวททุบตีผู้คน ถึงรอบที่
ผู้คนอาศัยยุทธภัณฑ์เวทมาทุบตีเกอตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ยุทธภัณฑ์เวท? เฮอะเฮอะ นี่มิใช่แข่งกันว่าผู้ใดมีจิงสือมาก
ที่สุดหรอกหรือ?
เจ้าไม่ทราบหรือว่าเกอคือคนที่คลั่งไคล้จิงสืออย่างแท้จริง?
จั่วม่อแล่นไปหาเปาอี้ ถามทันที “พวกเรายังมีจิงสืออยู่มาก
เท่าใด?”
เปาอี้งงงันวูบ แต่ในใจดีดลูกคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว “หนึ่งชิ้น
จิงสือระดับหก ยี่สิบหกชิ้นจิงสือระดับห้า สี่หมื่นชิ้นจิงสือระดับสี่
กับอีกหนึ่งล้านสองแสนสองหมื่นสี่พันเก้าร้อยหกสิบสามชิ้นจิงสือ
ระดับสาม!”
จั่วม่อตะลึงงัน “มากมายถึงเพียงนี้?”
ในใจตื่นตะลึงสุดระงับ แต่ยังอดรู้สึกภาคภูมิใจไม่ได้ เกอสมกับ
ที่เป็นคนคลั่งไคล้จิงสืออย่างแท้จริง แค่ฟังจำนวนเหล่านี้ก็อุ่นใจ
เป็นที่สุด!
หนึ่งชิ้นจิงสือระดับสี่เท่ากับห้าร้อยชิ้นจิงสือระดับสาม และหนึ่ง
ชิ้นจิงสือระดับห้า เท่ากับหนึ่งพันชิ้นจิงสือระดับสี่
หนึ่งล้านสองแสนสองหมื่นสี่พันเก้าร้อยหกสิบสามชิ้นจิงสือ
ระดับสาม เท่ากับสองพันสี่ร้อยกว่าชิ้นจิงสือระดับสี่ หรือเท่ากับจิ
งสือระดับห้าจำนวนสองชิ้นครึ่ง
มองจากด้านหนึ่ง ซิวเจ่อยิ่งพลังฝีมือสูงส่งเท่าใด ก็ยิ่งมีจิงสือ
มากขึ้นเท่านั้น แต่ยิ่งพลังบำเพ็ญเพียรสูงขึ้นเท่าใด ก็ยิ่งกระหายจิ
งสือมากขึ้นเท่านั้นเช่นกัน เนื่องเพราะต้องสิ้นเปลืองจิงสือมากขึ้น
เรื่อยๆ
แน่นอนว่าสำหรับจั่วม่อในยามนี้ จำนวนจิงสือมหาศาลนี้มาก
พอจะทำให้มันอิ่มอกอิ่มใจ
จั่วม่อตบพุงอย่างพึงพอใจ แย้มยิ้มจนตาหยีเป็นเส้นเดียว
เกอเป็นเศรษฐีที่รํ่ารวยที่สุด!