สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 454 วิกฤติการณ์มาเยือน
อากุ่ยคล้ายดีขึ้นเล็กน้อย นี่ทำให้จั่วม่อเบิกบานใจยิ่ง
คราครั้งนี้พวกมันอยู่บนเกาะใหญ่โต นกโง่ เจดีย์น้อยและ
เหล่าเจ้าตัวเล็กตระเวนเล่นไปทั่วอย่างเมามัน จั่วม่อไม่ทราบว่า
พวกมันวิ่งไปเล่นกันที่ใด เนื่องเพราะการดูแลที่ปล่อยปละละเลย
มากเกินไปของตระกูลเยิ่น บนเกาะมีสถานที่รกร้างมากมาย เต็มไป
ด้วยวัชพืชและป่าไม้ใบหญ้าเติบโตรกเรื้อหลายแห่ง ทั้งยังมีถํ้าลึก
นับไม่ถ้วน บางแห่งลึกมากเสียจนไม่มีผู้ใดทราบว่าทอดยาวไปถึงที่
ใด หรือมีสิ่งใดอยู่ภายใน
ถํ้าเหล่านี้เองกลายเป็นสถานที่เล่นสนุกของเจดีย์น้อยกับเหล่า
เจ้าตัวเล็ก พวกมันเอาแต่เล่นกันทุกวันอย่างสำราญใจ เนื่องเพราะ
มีนกโง่กับสือผิ่นคอยเฝ้าดูแลอยู่ด้วย จั่วม่อไม่ต้องห่วงกังวลว่า
พวกมันจะมีอันตรายใด
จั่วม่อในตอนนี้ยุ่งวุ่นวายจนหัวหมุน
บนเกาะอบอวลไปด้วยบรรยากาศของความเบิกบานใจ ไพร่
พลค่ายจูเชวี่ยเพียบพร้อมด้วยอาวุธยุทโธปกรณ์ชุดใหม่ บน
ใบหน้าเกลื่อนด้วยรอยยิ้มสดใส ทว่าจั่วม่อคาดไม่ถึงว่าผูเยาจะมา
หามันด้วยเช่นกัน อสูรเฒ่าที่ไม่ยอมตายผู้นี้ มาเพื่อถามว่าค่ายจู
เชวี่ยได้รับยุทโธปกรณ์ชุดใหม่ แต่ไฉนค่ายเว่ยของมันกลับไม่ได้
รับอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ บ้าง?
คำถามนี้ของผูเยาทำเอาจั่วม่องงงันวูบ ย้อนถามทันควัน พวก
มันมิใช่ว่าฝึกปรือทักษะปิศาจหรือ? ยังจะต้องการอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ใด?
แล้วจากนั้นผูเยาก็เริ่มกระบวนการดูถูกเหยียดหยามไม่มีที่
สิ้นสุด ด้วยวาจาเสียดสีของมัน จั่วม่อกลายเป็นคนบ้านนอกที่ไม่รู้
ความผู้หนึ่ง ผูเยาผู้ขุ่นข้องหมองใจทำสีหน้าท่าทางราวกับว่ามัน
กำลังต่อสู้กับความอยุติธรรมแทนซู่หลงกับพวก ออกหน้าต่อกรกับ
แม่เลี้ยงใจร้ายที่ไม่เคยสนใจไยดีพวกมัน
จั่วม่อรับฟังจนศีรษะพองโต ใกล้จะเสียสติเต็มที รีบรับคำโดย
ไม่รีรอลังเล
จั่วม่อค่อยได้รับการบอกเล่าว่า ปิศาจที่ฝึกปรือทักษะปิศาจ
จนถึงระดับหนึ่ง ก็สามารถครอบครองอาวุธและยุทธภัณฑ์เวท
เช่นกัน เพียงแต่อาวุธยุทธภัณฑ์เวทของพวกมันแตกต่างจากของ
ซิวเจ่อ และหาได้ยากกว่ามาก สิ่งที่สามารถเรียกได้ว่าเป็นศาสตรา
มาร ชั่วชีวิตมีไม่เกินชิ้นสองชิ้นเท่านั้น! ศาสตรามารเหล่านี้ส่วน
ใหญ่หลอมสร้างผ่านกลวิธีลับ วัตถุดิบโดยมากมักเป็นชิ้นส่วน
ร่างกาย อย่างเช่นเล็บ เส้นผมและขนที่หลุดออกจากร่างกายตาม
ธรรมชาติเมื่อฝึกปรือทักษะปิศาจ จากนั้นจะค่อยๆ
กลายเป็น ‘ยุทธภัณฑ์เวทของปิศาจ’ ที่เรียกกันว่า ‘ศาสตรามาร’
ศาสตรามารไม่ลี้ลับซับซ้อนเท่ากับยุทธภัณฑ์เวทของซิวเจ่อ
แต่พลานุภาพหาได้ด้อยกว่าไม่ เนื่องเพราะชั่วชีวิตของปิศาจ
อาจจะมีศาสตรามารคู่กายเพียงหนึ่งเดียว เวลาที่พวกมันใช้ไปกับ
ศาสตรามาร ไม่ใช่สิ่งที่ซิวเจ่อจะคาดคิดไปถึง
จั่วม่อผู้จำยอมโดยปริยายค่อยพบปัญหาใหม่ มันจะหลอม
สร้างศาสตรามารได้อย่างไร?
เคราะห์ดีที่ผูเยาไม่มีอารมณ์กลั่นแกล้งมันมากเกินไป จึงบอก
ว่าบนเกาะมีถํ้าแห่งหนึ่งเปี่ยมล้นไปด้วยพลังงานภูตหนาแน่น เป็น
สถานที่เหมาะสมสำหรับหลอมสร้างศาสตรามาร แต่มันต้องมอบ
ชิ้นส่วนของสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่เก็บมาจากสนามรบปิดผนึก
ล้างเผ่าพันธุ์แก่ค่ายเว่ย เป็นต้น
โดยไม่เสียเวลากล่าวคำอื่น จั่วม่อเรียกให้เปาอี้โยนทุกอย่าง
ไปยังค่ายเว่ย ก่อนที่ผูเยาจะยินยอมจากไปอย่างพออกพอใจ
แต่แล้ววันถัดมา เปาอี้มาพบจั่วม่อ พยายามฝืนยิ้มแต่ใบหน้า
ขมขื่น
“ต้าเหริน สถานการณ์ทางการเงินของเรามาถึงจุดวิกฤติ
แล้ว!” เปาอี้สีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด ราวกับจะอาศัยสีหน้าเพื่อ
ยืนยันว่ามันไม่ได้กล่าวเกินเลยแม้แต่น้อย
จั่วม่อเกาศีรษะแกรกๆ ปลอบประโลมเปาอี้ “ไม่หนักหนาถึง
เพียงนั้นกระมัง!”
“บนเกาะแม้มีเส้นชีพจรปราณปฐพีอุดมสมบูรณ์ แต่ส่วนใหญ่
ถูกใช้ไปกับท้องทุ่งปราณ ทุกผู้คนต้องกลับมาฝึกฝีมือด้วยการใช้
ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำอีกครั้ง ฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำแต่ละผืนจ้อง
ใช้จิงสือระดับสามวันละห้าชิ้น ต้าเหริน นี่หมายความว่าเราต้องใช้
จิงสือระดับสามอย่างน้อยวันละหนึ่งหมื่นชิ้น หรือเทียบเท่ากับยี่สิบ
ชิ้นจิงสือระดับสี่ นอกเหนือจากนี้ ค่ายกลพิทักษ์เกาะยังต้องใช้จิ
งสือระดับสี่อีกวันละหนึ่งชิ้นด้วย”
แต่ละอย่างที่เปาอี้ร่ายมา ทำเอาจั่วม่อสะดุ้งใจไปเจ็ดแปดตลบ
“เท่ากับว่าอย่างน้อยเรามีรายจ่ายวันละยี่สิบเอ็ดชิ้นจิงสือระดับ
สี่ แต่เรากลับไม่มีรายได้เลย จนถึงตอนนี้เรายังไม่ได้ทำกำไรจิงสือ
แม้แต่ชิ้นเดียว ยุทธภัณฑ์เวทสงครามของคุนหลุนที่เรายึดมาก็ไม่
สามารถนำออกขายในยามนี้ได้ เพื่อความปลอดภัยของพวกเรา
เอง ดังนั้น…ต้าเหริน! พวกเรายํ่าแย่แล้ว!”
ใบหน้าเหี่ยวๆ ของเปาอี้ยับย่นเหมือนผ้าขี้ริ้วถูกบิดเอานํ้า
ออกไป ในฐานะพ่อบ้านของกองกำลัง จั่วม่อมั่งคั่งเท่าใด มันล่วงรู้
ดีกว่าทุกคน แต่มันเองก็นึกไม่ถึงว่าต้าเหรินจะใช้จิงสือระดับหก
หนึ่งชิ้นเพื่อซื้อยุทธภัณฑ์เวทมาเสริมกองกำลัง! ภายใน
พริบตาเดียว จิงสือในคลังมากกว่าเก้าส่วนก็หายวับไปกับตา นี่ทำ
ให้มันรู้สึกหวั่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“นี่… …นี่ไม่ควรจะร้ายแรงถึงเพียงนี้… …” จั่วยิ้มฝืนยิ้มหน้า
ละห้อย
“โธ่ ต้าเหริน ยังไม่เพียงเท่านี้ เดือนนี้ฉุนอวี๋เฉิงต้าเหรินเบิกห้า
ร้อยชิ้นจิงสือระดับสี่จากข้าเพื่อซื้อลูกสัตว์ปราณมาเลี้ยงดู และ
ตามแผนการขั้นต่อไป เราจำต้องลงทุนอีกประมาณห้าพันชิ้นจิ
งสือระดับสี่ ต้าเหริน แผนการนี้ท่านเป็นผู้อนุมัติเอง ยังมีซู่หลงต้า
เหรินเบิกเงินเป็นจำนวนสิบชิ้นจิงสือระดับห้าเพื่อซื้อหาวัตถุดิบ
หลายชนิด มันบอกว่าท่านอนุมัติแล้ว!” เปาอี้สีหน้าทอแววตื่นเต้น
รอคอย
“สิบชิ้นจิงสือระดับห้า!” จั่วม่อถลึงตากลมกว้าง สีหน้าราวกับ
ปรารถนาจะกัดกินผู้คนทั้งเป็น!
ผูเยา เจ้าชั่วร้ายเกินไปแล้ว! ถึงกับกวาดสิบชิ้นจิงสือระดับห้า
ไปในคราวเดียว! จั่วม่อขบกรามแน่น!
“ต้าเหรินใช่ไม่ได้อนุมัติหรือไม่?” เปาอี้ตาเป็นประกาย
ปรารถนาจะถลกแขนเสื้อแล่นไปทวงถามจิงสือกลับมา
จั่วม่อค่อยรู้สึกตัว รีบโบกมือเป็นพัลวัน “ไม่ไม่ไม่! ข้าอนุมัติ
แล้ว ข้าอนุมัติแล้ว!”
เปาอี้ไม่สามารถปกปิดสีหน้าผิดหวังได้ “ต้าเหริน! อีกไม่นาน
เราจะตกอยู่ในสภาพไม่สามารถเลี้ยงดูทุกคนได้! ผลผลิตใยไหม
เมฆารินไหลยังต้องรออีกอย่างตํ่าสามเดือน และต้าเหริน ท่านก็
ทราบว่าผลผลิตของท้องทุ่งปราณไม่สามารถนับเป็นรายได้ด้วย
ซํ้า! สัตว์ปราณของฉุนอวี๋เฉิงต้าเหรินสามารถทำกำไรได้ดี แต่นั่น
ยังต้องรออีกอย่างน้อยหกเดือน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ในระยะสั้น
พวกเราไม่มีรายได้เลย!”
เมื่อคนสัตย์ซื่อถือมั่นถูกบีบคั้นถึงที่สุด สภาวะของพวกมันก็
น่าสะพรึงกลัวไม่น้อย
จั่วม่อรู้สึกว่านี่เป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไข หากพวกมันยัง
สิ้นเปลืองด้วยระดับความเร็วเท่านี้ จะไม่อาจแบกรับไหวอีกต่อไป!
อย่างที่คาดไว้ แสร้งวางท่าเป็นมหาเศรษฐีไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ!
จั่วม่อพลันตระหนักอย่างหดหู่ใจ มันเพิ่งจะเป็นเศรษฐีได้เพียง
วันก่อน ก่อนจะถูกต้อนกลับสู่สภาพเมื่อแรกเริ่มอีกครั้ง
หาจิงสือ! หรือชั่วชีวิตมันได้แต่ตรากตรำหาจิงสือตลอดไป?
จั่วม่ออยากรํ่าไห้แต่ไร้นํ้าตา!
สวีเจิ้งเวยลอบครํ่าครวญอย่างหวนโหย มันคิดไม่ถึงว่าจั่วเหล่า
ป่านจะนำปัญหาลำบากใจมาให้มัน
เดิมทีเมื่อจั่วม่อมาพบมัน สวีเจิ้งเวยปิติยินดียิ่ง จั่วเหล่าป่านมั่ง
คั่งรํ่ารวย เป็นบุคคลอันประเสริฐที่น่าคบหา เมื่อผู้อื่นมาพบมันเพื่อ
ขอความช่วยเหลือ พอดีสอดคล้องกับเจตนาเสริมสร้าง
ความสัมพันธ์ระหว่างพวกมัน แต่มันกลับไม่คาดคิดว่าจั่วม่อจะมา
เพื่อเสาะหาเกษตรกรปราณ
นี่คือวิธีการที่จั่วม่อครุ่นคิดใคร่ครวญมาแล้วหลายตลบ สิ่งที่มี
มากที่สุดบนเกาะคือท้องทุ่งปราณ หากมันสามารถนำมาใช้งานได้
เต็มประสิทธิภาพ จะสามารถทำรายได้จิงสือเป็นจำนวนที่มั่นคง แต่
ท้องทุ่งปราณต้องอาศัยเกษตรกรปราณเป็นคนทำงาน เหตุการณ์
ลอบโจมตีครั้งก่อนทำให้จั่วม่อเริ่มตื่นตัว ว่าสถานที่แห่งนี้กระแสนํ้า
ลึกและเชี่ยวกรากเพียงใด ดังนั้นมาหาสวีเจิ้งเวย เพื่อสอบถาม
เกี่ยวกับสถานการณ์ของเกษตรกรปราณในพื้นที่เสียก่อน
หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง สวีเจิ้งเวยตัดสินใจบอกกล่าวอย่างชัด
แจ้ง มันเริ่มจากบอกเล่าถึงตระกูลเถียน เล่าถึงวิธีการที่พวกมัน
สร้างเนื้อสร้างตัวจากการเพาะปลูกพืชปราณ ความกระหายอยาก
ต่อเกษตรกรปราณของพวกมัน รวมถึงเกษตรเกษตรกรปราณ
มากมายเท่าใดที่อยู่ภายใต้ร่มธงของพวกมัน
“พี่จั่ว ไม่ใช่ว่าเราผู้พี่ไม่อยากช่วย แต่ข้ามีความสามารถ
จำกัดจริงๆ!” สวีเจิ้งเวยสำนึกเสียใจอยู่บ้าง
พอได้ฟังเช่นนี้ จั่วม่อพลันกระจ่างแจ้งในบัดดล ในที่สุดค่อย
ตอบสนอง โพล่งออกมาว่า “เหตุการณ์หน้าสมาคมพืชปราณ ที่
แท้เป็นพวกมันที่อยู่เบื้องหลัง!”
สวีเจิ้งเวยสงบปากสงบคำ นิ่งเงียบงันไป
จั่วม่อเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดทันที ใบหน้ามืดทะมึน มันกำลัง
ขุ่นข้องขัดเคืองที่ไม่สามารถหาตัวจอมบงการอยู่พอดี ที่แท้เป็น
เช่นนี้เอง!
กล่าวถึงความกระหายอยากของตระกูลเกษตรกรที่มีต่อท้อง
ทุ่งปราณ มันย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี ทั้งยังเข้าใจความดูถูกดูแคลน
ที่พวกมันมีต่อขุมกำลังภายนอกอีกด้วย ในฐานะขุมกำลังท้องถิ่น
มันกระทั่งเข้าใจกระจ่างแจ้งไปถึงแผนการที่ตระกูลเถียนวาง!
หากเจ้าไม่ตอแยเกอก็หาเป็นไรไม่ แต่พวกเจ้าในเมื่อแส่หาที่
ตาย เช่นนั้นก็อย่าได้โทษว่าเกอ! จั่วม่อในใจแสยะยิ้มเย็นเยียบ
เจตนาฆ่าฟันล้นทะลักออกมาจากร่าง
สวีเจิ้งเวยสัมผัสได้ถึงเจตนาฆ่าฟันของจั่วม่อ ต้องสะท้านขึ้น
ทั้งร่าง รีบกระตุ้นเตือน “ทำกำไรต้องใจเย็นๆ ทำกำไรต้องใจเย็นๆ
พี่จั่ว อย่าเพิ่งมีโทสะ! ข้าคิดว่าตระกูลเถียนไม่ได้มีจิตเจตนาร้าย
พวกมันเพียงแค่คิดกดราคา หากพี่จั่วยินดี… …”
จั่วม่อโบกมือตัดบท แล้วหันเหหัวเรื่องว่า “หากต้องการว่าจ้าง
เกษตรกรปราณจากเมืองใกล้เคียงจะเป็นไปได้หรือไม่?”
“เรื่องนี้เราผู้พี่ก็ไม่กระจ่างนัก” สวีเจิ้งเวยสั่นศีรษะ “พี่จั่วม่อ
ควรไปสอบถามจากเสี่ยวเลี่ยวเซียนเซิงจะดีกว่า มันมีสายสัมพันธ์
กว้างขวาง ล่วงรู้เรื่องราวดีกว่าเราผู้พี่มาก”
หลังจากกล่าวอำลา จั่วม่อมุ่งหน้าไปยังศาลาเมฆา และ
หลังจากสอบถามเลี่ยวฉีชาง กลับต้องหอบความผิดหวังหวน
กลับไปยังเกาะเต่า
เลี่ยวฉีชางบอกกล่าวกับมันอย่างชัดแจ้ง ว่ามิใช่เพียงแค่
เกษตรกรปราณในเมืองซวีหลิงที่ยากจะว่าจ้าง กระทั่งเมือง
ใกล้เคียงก็หาคนได้ยากไม่ต่างกัน ในละแวกนี้ เกษตรกรปราณ
เป็นที่ต้องการสูงเกษตรกรปราณที่ดียิ่งเป็นที่ต้องการสูงมาก เลี่ยว
ฉีชางยังกระตุ้นเตือนจั่วม่อเช่นเดียวกัน ว่าให้ขายเกาะให้แก่
ตระกูลเถียน หรือไม่ก็แลกเปลี่ยนกับเกาะเมฆที่มีมูลค่าทัดเทียมกัน
จากตระกูลเถียน
หรือท้องทุ่งปราณมากมายถึงเพียงนี้จะต้องปล่อยให้สูญเปล่า
ไปจริงๆ?
จั่วม่อไม่ยินยอมพร้อมใจ
ส่วนความคิดของสวีเจิ้งเวยกับเลี่ยวฉีชาง ที่เสนอให้ขายหรือ
แลกเปลี่ยนเกาะเมฆกับตระกูลเถียน แน่นอนว่าจั่วม่อไม่มีวันเห็น
พ้องด้วย
อาศัยบุคลิกลักษณะเจ้าคิดเจ้าแค้นของจั่วม่อ สิ่งที่อยู่ในใจมัน
มีเพียงหาทางคิดบัญชีทวงหนี้แค้นอย่างสาสมเท่านั้น!
เรื่องนี้ย่อมไม่จบสิ้นลงเพียงเท่านี้แน่!
แต่ยามนี้ไม่ใช่เวลาจะมัวมาเพ่งเล็งความสนใจไปยังตระกูล
เถียน ตระกูลเถียนอยู่ที่นี่ ย่อมไม่หลบลี้หนีหน้าไปไหน นอกจากนี้
มันยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ต่อให้บุกเข่นฆ่าไปถึงหน้าประตูบ้านของ
อีกฝ่าย พวกมันกลับจะตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบมากกว่า จั่วม่อไม่
เคยคิดว่าพวกมันร้ายกาจเพียงใด เมื่อเทียบกับสำนักใหญ่เหล่านั้น
พวกมันก็มีกันแค่ไม่กี่พันคนเท่านั้น แทบไม่ต่างอันใดจากฝุ่นธุลี
ตระกูลเถียนแม้ไม่นับเป็นตัวอะไร แต่หากรวมเอาพรรคซวีหลิงกับ
ขุมกำลังอื่นๆ เข้ามาด้วย นั่นจะเป็นปัญหาใหญ่แล้ว!
เจ้าเมื่อลอบวางแผนเล่นงานพวกเรา เช่นนั้นเราจะยืมหอก
สนองคืนผู้ใช้ ลอบวางแผนเล่นงานพวกเจ้าคืนเช่นกัน!
สำหรับเรื่องนี้ จั่วม่อตัดสินใจโยนปัญหาไปให้ผูเยา เจ้าผู้นี้รีด
เค้นเอาสิบชิ้นจิงสือระดับห้าจากมันโดยไม่ส่งเสียงใดๆ ไหนเลยจะ
ไม่ต้องทำผลงานชดใช้ได้? วางแผนลอบเล่นงานเช่นนั้นหรือ?
จั่วม่อจึงไม่เชื่อว่าจะมีผู้ใดในโลกชั่วร้ายและดื้อด้านยิ่งไปกว่าผูเยา!
สมาธิจิตใจทั้งหมดของจั่วม่อมุ่งเน้นไปที่เรื่องเดียว หาจิงสือ!
จิงสือในมือมันไหลเร็วรี่ยิ่งกว่าสายนํ้า!
ผ่านไปไม่กี่วัน ถุงเงินของมันหดแฟบลงอีกครึ่งหนึ่ง เปาอี้จะ
มารํ่าไห้ฟูมฟายทุกวัน จิงสือในถุงเงินของมันถึงขีดอันตรายขั้น
สูงสุดแล้ว นี่เป็นเหตุให้จั่วม่อรู้สึกถึงวิกฤติการณ์อันร้ายแรง!
แต่มันยังคิดหาวิธีการดีงามที่สามารถทำกำไรจิงสือไม่พบ
จริงๆ จึงตัดสินใจเรียกรวมพลทุกผู้คนมาช่วยกันคิด!
เมื่อกล่าวถึงเรื่องการต่อสู้ฆ่าฟัน คนเหล่านี้ไม่เคยขมวดคิ้วนิ่ว
หน้า จะโถมทะยานเข่นฆ่าไปทุกทิศทางโดยไม่เสียดายชีวิต
แต่เมื่อต้องการให้พวกมันออกความเห็นเกี่ยวกับการหาจิงสือ
พวกมันข้ามองดูเจ้า เจ้ามองดูข้า อํ้าๆ อึ้งๆ ห่อเหี่ยวไปทันที
เคราะห์ดีที่ปรมาจารย์ซุนเป่าแห่งค่ายจินวูกระตุ้นเตือนจั่วม่อ
“ต้าเหริน พวกเราสามารถขายไฟอีกาทองคำ! สมควรขายได้อย่าง
ง่ายดายเป็นแน่! พวกเรายังสามารถหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวท
บางอย่าง หรือรับทำตามคำสั่งบางประการ แม้ว่าไม่อาจทำจิงสือได้
มากนัก แต่ก็สมควรไม่น้อยเท่าใด”
จั่วม่อตาเป็นประกาย มันไฉนหลงลืมสินค้าที่สามารถขายออก
ได้ง่ายเช่นไฟอีกาทองคำไปเสียได้?
ไฟอีกาทองคำเป็นสิ่งทีดี!
ไฟอีกาทองคำระดับสี่ แน่นอนว่าเป็นสินค้าที่ผู้คนต้องการ!
ในสภาพปัจจุบัน แม้ว่าพวกมันไม่อาจเรียกได้ว่าขุมกำลัง
ขนาดใหญ่ก็ตาม แต่หาได้หวาดกลัวผู้อื่นมุ่งเป้ามายังพวกมันไม่
การป้องกันตนเองของพวกมันไม่มีปัญหา บนเกาะมีจินตันอยู่
หลายคน ตราบเท่าที่ผู้มาไม่ใช่หยวนอิง ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอัน
ใด ส่วนปัญหาเรื่องการขายยังง่ายดายยิ่งกว่า พวกมันสามารถ
ขายให้แก่ศาลาเมฆาโดยตรง
ขณะที่จั่วม่อเริ่มยินดี ซางเว่ยหมิงซึ่งมีเรื่องคิดกล่าวอยู่นาน
แล้ว ในที่สุดค่อยเอ่ยปากอย่างลังเล
“ต้าเหริน ผู้น้อยมีความคิดบางประการ!”