สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 455 เทพเซียนข้ามทะเล*
“รีบบอกมา รีบบอกมา!” จั่วม่อให้กำลังใจ แต่ในใจกำลังคิด
คำนวณหาวิธีขายไฟอีกาทองคำที่ดีที่สุด มันแม้ช่วยเหลือซางเว่ย
หมิงเอาไว้ แต่ไม่เคยให้ความสำคัญมากนัก มันที่ให้ซางเว่ยหมิงรับ
หน้าที่จัดการเรื่องราวภายนอก เนื่องเพราะอีกฝ่ายคุ้นเคยกับพื้นที่
เท่านั้น
ซางเว่ยหมิงปลุกปลอบกำลังขวัญ กล่าวว่า “ต้าเหริน ในเมื่อ
พวกเราไม่มีเกษตรกรปราณมากพอ ไยไม่หลอมสร้างยุทธภัณฑ์
เวทเพาะปลูกพืชปราณขึ้นมาบ้างเล่า? หรือไม่ก็ซื้อหายุทธภัณฑ์
เวทเพาะปลูกพืชปราณเข้ามาบ้าง ด้วยวิธีนี้ เราจะสามารถใช้
ประโยชน์ท้องทุ่งปราณทั้งหมดที่เรามีได้!”
จั่วม่ออ้าปากค้าง ตบหน้าผากแปะ มันไฉนคิดไม่ถึง? ดู
เหมือนว่าครั้งสุดท้ายที่มันทำงานในท้องทุ่งปราณจะเนิ่นนาน
เกินไปแล้ว ทักษะฝีมือยํ่าแย่ลงไปมาก! ด้วยความช่วยเหลือของ
ยุทธภัณฑ์เวทเพาะปลูกพืชปราณที่ดี เหล่าเกษตรกรปราณของ
มันก็สามารถเพาะปลูกได้ครอบคลุมพื้นที่มากขึ้น กระทั่งซุนเป่ากับ
จี๋เหว่ยยังดวงตาเป็นประกาย หลอมสร้างยุทธภัณฑ์ย่อมเป็นฝีมือที่
พวกมันถนัดจัดเจนที่สุด
ความคิดของจั่วม่อคล้ายถูกเปิดกว้างออกทันที กลายเป็น
ปราดเปรื่องว่องไว นอกจากยุทธภัณฑ์เวทแล้ว ยังมีสัตว์ปราณบาง
ชนิดที่มีฝีมือในการเพาะปลูกพืชปราณอีกด้วย!
ด้วยการใช้ยุทธภัณฑ์เวทร่วมกันกับสัตว์ปราณ พวกมัน
สามารถดูแลพื้นที่ได้กว้างขวางขึ้นอีก!
ซางเว่ยหมิงยังกลับยังกล่าวไม่สเร็จสิ้น มันยกนิ้วขึ้นทำท่านับ
กล่าวสืบต่อว่า “ในเมื่อเราไม่สามารถว่าจ้างเกษตรกรปราณ
เช่นนั้นเราก็เพาะสร้างพวกมันขึ้นมาเองเสียเลย! เราจะเปิด
ห้องเรียนสอนวิชาเพาะปลูกพืชปราณ เวลานี้ในเมืองมีห้องเรียน
ฝึกปรือวาชาต่างๆ มากมาย เป็นการค้าที่กำลังเฟื่องฟู ทางหนึ่งเรา
สามารถทำกำไรจิงสือ อีกทางหนึ่งจะได้ฟูมฟักเลี้ยงดูเกษตรกร
ปราณสำหรับการใช้งานของเราเอง นอกจากนี้ยังสามารถใช้วิธี
เดียวกันกับซิวเจ่อสายการผลิตอื่นๆ ที่เราต้องการ นี่จะเป็น
ประโยชน์ต่ออนาคตด้วย!”
จั่วม่อปากอ้าตาค้าง ถลึงมองซางเว่ยหมิงด้วยสายตาร้อนแรง
อัจฉริยะ!
นี่มันอัจฉริยะชัดๆ!
มันเกือบจะละเลยอัจฉริยะที่ร้ายกาจนี้ไปเสียแล้ว! กระทั่ง
ความเห็นอันชาญฉลาดเช่นนี้ยังคิดออกมาได้ มิใช่อัจฉริยะจะ
เรียกว่าอะไร?
ข้อเสนอของซางเว่ยหมิงได้รับการสนับสนุนจากทุกคน
ในทันที พวกมันแม้ไม่มีปัญญาออกความคิด แต่สิ่งใดที่ยอดเยี่ยม
พวกมันยังพอจะเห็นได้ในแวบเดียว ความคิดของซางเว่ยหมิงไม่
เพียงบรรลุวัตถุประสงค์หลายอย่างพร้อมกัน ยังเป็นประโยชน์อย่าง
ยิ่งต่อการพัฒนาเกาะเต่าในระยะยาว
จั่วม่อก่อนหน้านี้ยังวิตกกังวลกับวิธีหาจิงสือ แต่บัดนี้ความ
กังวลทั้งหมดสลายคลายไปสิ้น
มันเริ่มคำนวณใหม่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่มันมีมากที่สุดคืออะไร
เล่า? นั่นคือผู้คน!
ความคิดเปิดห้องเรียนฝึกปรือนับว่าสมบูรณ์แบบ!
หอบรรยายกระบี่ของเหวยเสิ้ง นี่คือห้องเรียนวิชากระบี่ขั้นสุด
ยอดสำหรับเซียนกระบี่ ค่าเล่าเรียนคิดเป็นหนึ่งชิ้นจิงสือระดับสี่ต่อ
หนึ่งชั่วยาม เป็นไร? ท่านคิดว่าแพงเกินไป? ขออภัย เราไม่มี
ส่วนลด!
เซี่ยซานก็จะเปิดห้องเรียนสอนเจตจำนงกระบี่ มันสามารถใช้
ค่ายกลเจตจำนงกระบี่เป็นผู้ช่วย ให้บริการในการทำความเข้าใจ
เจตจำนงกระบี่ โอ้ เจตจำนงกระบี่เป็นสิ่งที่ลํ้าเลิศ แน่นอนว่าราคา
จะไม่ถูก! ว่ากระไร? ไม่มีเงิน? ไม่มีเงินยังจะคิดฝึกปรือเจตจำนง
กระบี่อีก?
อีเจิ้งกับจงหยูจะเปิดห้องเรียนเซียนวรยุทธ์ อีเจิ้งมาจากวัดมหา
พุทธะ รอบรู้กว้างขวาง จงหยูกรำศึกอย่างโชกโชน ทั้งบรรลุพลัง
อภิญญาและฝึกปรือจนเป็นจินตัน!
ช่างเป็นการจับคู่ที่หรูหรา เรืองรองและเหมาะเจาะนัก!
สำหรับห้องเรียนวิชาหลอมสร้าง ปรมาจารย์ซุนเป่ากับจี๋เหว่ย
สามารถผลัดเปลี่ยนคนอื่นๆ ในค่ายจินวูมาเป็นผู้ช่วยได้ พวกมัน
ยังสามารถอวดโอ่ไฟอีกาทองคำของพวกมัน และนำเสนอขายไป
ด้วยในเวลาเดียวกัน
ศิษย์น้องเฉิงจะเปิดห้องเรียนเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณ เจ้าเด็กน้อย
ผู้นี้อาจไม่ค่อยยินดี แต่ในเมื่อใช้จิงสือของเกอ เช่นนั้นมันก็ต้องทำ
ผลงานด้วย เฮอะ อย่าลืมว่าจิงสือที่เหลือยังอยู่ในมือเกอ!
แน่นอนว่ามันเองก็จะเปิดห้องเรียนวิชาเพาะปลูกพืชปราณ
มันเป็นเกษตรกรปราณระดับกลางที่ได้รับป้ายหยกเซี่ยฮวา! แต่
ราคาสามารถตั้งราคาตํ่าเพื่อตัดราคาห้องเรียนอื่นๆ มันจะได้รับ
ผู้คนมากขึ้น
ส่วนเปาอี้สามารถเปิดร้านค้า ค่อยๆ ขายยุทธภัณฑ์เวท
มากมายที่พวกมันสะสมเอาไว้!
จั่วม่อยิ่งคิดมากเท่าใด ยิ่งตื่นเต้นยินดีมากเท่านั้น ในดวงตา
คล้ายมีลูกไฟสองดวงลุกโชนอย่างร้อนแรง
จิงสือไม่มีที่สิ้นสุด!
“ว่ากระไร? เปิดห้องเรียนสอนวิชา?” เถียนหย่งชิงใบหน้าทอ
แววตื่นตะลึง
เถียนเหิงปอก็สีหน้าประหลาดพิกลเช่นกัน “ใช่แล้ว ผู้ใดจะ
คาดคิดว่าพวกมันจะมีความคิดเช่นนี้! อ้อ พวกมันจะเปิดห้องเรียน
เพาะปลูกพืชปราณด้วย!”
“ห้องเรียนเพาะปลูกพืชปราณ?” เถียนหย่งชิงหัวร่อฮาฮา
“พวกมันไม่มีปัญญาว่าจ้างเกษตรกรปราณ ดังนั้นคิดวิธีเช่นนี้
ขึ้นมา?”
“ฮ่าฮ่า!” เถียนเหิงปอหัวร่ออย่างลำพองใจ “พวกมันยังจะทำ
อย่างไรได้? พวกเราว่าจ้างเกษตรกรปราณในละแวกใกล้เคียงมา
ทั้งหมดแล้ว เว้นเสียแต่ว่าพวกมันยินดีจะไปเยี่ยมเยือนที่ห่างไกล
กว่านั้น แต่ในกรณีนั้น แม้ว่าผู้อื่นยินดีจะมา แต่แน่นอนว่าต้อง
เรียกราคาสูงขึ้น!”
“คนเหล่านี้น่าสนุกสนานยิ่ง” เถียนหย่งชิงกล่าวปนหัวร่อ “ข้า
จำได้ว่าตระกูลเถียนเราก็มีห้องเรียนเพาะปลูกพืชปราณเช่นกัน”
เถียนเหิงปอคาดเดาออกว่าผู้เป็นพี่หมายถึงสิ่งใด ต้องหัวร่อ
อย่างกลอกกลิ้ง “มิผิด ห้องเรียนเพาะปลูกพืชปราณของตระกูล
เถียนเราจัดอยู่ลำดับหนึ่งในเมืองซวีหลิง”
“นำพวกมันไปแสดงให้คนนอกเหล่านี้ทราบว่าอันใดเรียกว่า
เลิศลํ้า คนเหล่านี้ประดุจลูกวัวไม่เกรงกลัวพยัคฆ์ หากมิได้ประจักษ์
ถึงความเข้มแข็งในด้านเพาะปลูกพืชปราณของตระกูลเถียนเรา
เกรงว่าคงไม่คิดยอมแพ้!” เถียนหย่งชิงสั่งการ
“ฮ่าฮ่า! ช้าชมชอบข่มเหงรังแกผู้คนมากที่สุด!” เถียนเหิงปอ
แย้มยิ้มอย่างลำพองใจ
“เราทำเช่นนี้จะดีหรือ?” เหนียนลู่สีหน้าขัดแย้งเล็กน้อย
ด้านข้างมัน เหล่ายอดฝีมือหน่วยเทียนฟงที่เผชิญหน้าภูเขาดาบ
ดงกระบี่โดยหน้าไม่เคยเปลี่ยนสี เวลานี้ล้วนเผยสีหน้าไม่มั่นใจ
“อันใดไม่ดี?” เหลยเผิงผู้หน้าหนาที่สุดในค่ายย่อมไม่แยแส
สนใจ
“ผู้ใดรู้สึกไม่ดีก็ไม่เป็นไร เพียงแค่หยุดรับจิงสือค่าเลี้ยงดู
สำหรับฟูกสมาธิกลั่นเกลาดำก็พอ เท่านี้ก็ไม่จำเป็นต้องไปแล้ว”
ม้าฝานกล่าวเสียงราบเรียบ
สีหน้าไม่มั่นใจล้วนสลายวับไปในบัดดล แต่ละคนสีหน้าบิด
เบี้ยว ทอแววยอมตายถวายชวีติ
“ลุยเลย!”
“ฆ่ามัน!”
“เราจะทำอย่างไรดี?” อีเจิ้งหันไปมองจงหยูอย่างอับจนปัญญา
“มีแต่เราสองคนที่เป็นนักบวชเซน!จะไปแข่งขันกับผู้ใดได้!” มัน
ย่อมคิดกระทำสิ่งที่ต้าเหรินมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์
จะได้แลกเปลี่ยนโอสถปราณโดยเร็วที่สุด ทว่าในค่ายมีเพียงพวก
มันสองคนที่เป็นเซียนวรยุทธ์ สิ่งที่กระทำได้จำกัดจำเขี่ยยิ่ง ไม่
สามารถเล่นใหญ่เหมือนเช่นผู้อื่นได้
จงหยูนิ่งครุ่นคิด จากนั้นสองตาเป็นประกายอย่างฉับพลัน
“พวกเราจะไปหยิบยืมผู้คน!”
“หยิบยืมคน?” อีเจิ้งใบหน้าสับสนงงงวย
รุ่งเช้าวัดถัดมา เมื่อชาวเมืองซวีหลิงตื่นขึ้นตามปกติ พวกมัน
ก็พบห้องเรียนฝึกวิชาผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ดูเหมือนจะปรากฏขึ้นใน
ทุกที่ งอกเงยขึ้นมากมายในชั่วข้ามคืน!
ทันใดนั้นเอง เห็นซิวเจ่อหลายคนวิ่งไปตามถนนในเมืองซวีห
ลิงอย่างพร้อมพรัก พวกมันมีกันสิบกว่าคน ล้วนสวมชุดเกราะแสง
เย็นวิญญาณฟ้า แต่ละคนถือธงสีแดงสดที่เขียนประโยคด้วย
ตัวอักษรขนาดใหญ่‘ห้องเรียนเจตจำนงกระบี่ของเซี่ยซาน’
กองกำลังนี้เป็นระเบียบเรียบร้อย คนที่อยู่ด้านหน้าสุดราวกับ
หอเจดีย์เหล็กสูงตระหง่าน มันผู้นี้ไม่ได้สวมเกราะ ครึ่งร่างท่อนบน
เปลือยอก ไอร้อนแผ่ซ่านออกมาจากมัดกล้ามดุจเหล็กกล้า เต็มไป
ด้วยกำลังวังชาอย่างเปี่ยมล้น!
คล้ายสังเกตเห็นผู้คนมาชมดูมากขึ้น บุรุษเหล็กที่ด้านหน้า
โบกธงแดงในมืออย่างร้อนแรง
พร้อมกันนั้นเปล่งเสียงตวาดดังกระหึ่ม “ฝึกปรือกระบี่แต่ไม่
สำเร็จเจตจำนงกระบี่ ไยมิเท่ากับผายลม!”
ผู้ชมล้วนตะลึงงัน
บุรุษร่างยักษ์โบกธงอีกครา จากนั้นตวาดอย่างพร้อมเพรียง
“ห้องเรียนเจตจำนงกระบี่ของเซี่ยซาน! หากท่านไม่บรรลุ
เจตจำนงกระบี่ ยินดีคืนเงิน!”
เสียงฝีเท้ากึกก้องห่างออกไป แต่ยังคล้ายเหยียบยํ่าอยู่ในใจ
ผู้คน ทิ้งเหล่าผู้ชมให้ยืนแข็งทื่อเป็นหินอยู่ด้านหลัง
เช้าวันนี้สวีเจิ้งเวยตื่นนอนเร็วมาก ยากนักที่มันจะตื่นเช้าถึง
เพียงนี้ แม้ว่าซิวเจ่อจะไม่ได้รับผลกระทบจากวัยเหมือนผู้คน
ธรรมดา แต่ไม่ว่าพลังฝึกปรือของพวกมันจะสูงเยี่ยมสักเท่าใด
กาลเวลายังคงทิ้งร่องรอยไว้บนร่างของพวกมันโดยไม่มีข้อยกเว้น
วันนี้มันตั้งใจจะไปเยี่ยมเยียนหลานรัก
มันถือกำเนิดจากครอบครัวธรรมดา และเป็นคนเดียวใน
ตระกูลที่บรรลุระดับพลังบำเพ็ญเพียนอันยิ่งใหญ่ อย่างเช่นจินตัน
มันมีน้องชายผู้หนึ่งที่ทำการค้าเล็กๆ น้อยๆ และด้วยบารมีของสวี
เจิ้งเวยปกป้องคุ้มครอง น้องชายของมันผู้นี้ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใด
บุตรชายของน้องชายมันมีพรสวรรค์เชิงยุทธ์ไม่เลว อายุเพียงแค่
สิบสามปี แทบจะบรรลุด่านจู้จีแล้ว เรียกได้ว่าเด่นลํ้าไม่น้อย
ดังนั้นมันมุ่งเน้นความรักใคร่ใส่ใจไปยังหลานชายผู้นี้ และ
มักจะไปเยี่ยมเยียนเป็นประจำ เพื่อติดตามความก้าวหน้าในการฝึก
ฝีมือของผู้เป็นหลาน
เพิ่งออกจากประตูบ้าน พลันเหลือบมองบนถนนอย่างไม่ตั้งใจ
ฝีเท้าชะงักค้างอย่างฉับพลัน จากนั้นสีหน้าแข็งทื่อ
เห็นซิวเจ่อสิบคนในชุดสีครามนั่งนิ่งอยู่บนเมฆวิเศษ เมฆวิเศษ
สิบก้อนเรียงรายเป็นทิวแถว ลอยช้าๆ ไปตามท้องถนน
ที่ด้านหน้าสุดไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเถ้าแก่ใหญ่จั่วผู้รํ่ารวยล้น
ฟ้า ซึ่งใช้จ่ายจิงสือเหมือนเศษดินผู้นั้น!
พวกมันใช้วิธีการบางอย่างเขียนถ้อยคำลงบนเมฆวิเศษสีขาว
หิมะ เมฆวิเศษแต่ละก้อนปรากฏตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ ซึ่ง
สามารถมองเห็นได้จากที่ห่างไกล
สวีเจิ้งเวยกวาดตาอ่านและผสมตัวอักษรบนเมฆวิเศษตาม
สัญชาตญาณ แล้วแทบกระอักเลือดออกมา!
‘ห้องเรียนเพาะปลูกพืชปราณ พร้อมตำแหน่งงานไม่จำกัด!’
กองทหารบุรุษดุร้ายร่างใหญ่ขบวนหนึ่งเดิมท่อมๆ ไปตามท้อง
ถนน เป็นบุรุษดุร้ายร่างใหญ่อบ่างแท้จริง แต่ละคนสูงใหญ่กว่าหนึ่ง
จั้ง!
กองกำลังเช่นนี้เมื่อเดินไปตามถนน ก็แผ่ซ่านแรงกดดันอัน
หนักหน่วงจนผู้คนแทบหายใจไม่ออก
พวกมันเปลือยร่างท่อนบนก มัดกล้ามตึงแน่นบึกบึนอย่างน่า
สะพรึงกลัวจนแทบดูเหนือจริง ทั้งหมดล้วนมีสีหน้าภาคภูมิถือดี แต่
ละย่างก้าวหนักหน่วงดุจขุนเขา คนทั้งสิบเมื่อเหยียบยํ่าลงพร้อมกัน
ก็สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น ราวกับฝูงช้างกำลังควบตะบึงอยู่เหนือพื้นดิน
อย่างไรก็ตาม… …
“ห้องเรียนเซียนวรยุทธ์จงอี นักบวชเซนด่านจินตันเป็นผู้สอน
ด้วยตัวเอง บรรยายโดยศิษย์เอกของวัดมหาพุทธะแห่งหุบเขาลึก
ตั้งแต่พลังอภิญญาแห่งเซียนวรยุทธ์ ไปจนถึงเคล็ดลับสะท้านโลก
มากมาย ทั้งหมดมีสอนในห้องเรียนนี้ หากผู้ใดพลาดจะต้องสำนึก
เสียใจ!”
เสียงป่าวร้องดังก้องกังวานไปทั่ว เป็นเหตุให้ผู้คนหวาดกลัวอยู่
บ้าง
ฉุนอวี๋เฉิงนั่งอยู่บนศีรษะแรกเขาไม้ด้วยสีหน้าทระนงถือดี
ล้อมรอบกายมันคือผีเสื้อปราณสีสันแตกต่างหลากหลายหกร้อย
ตัว ไม่ว่าผ่านไปยังที่ใด จะชักนำเด็กเล็กๆ ให้วิ่งตามเป็นทิวแถว
บางครั้งคราวผีเสื้อปราณเหล่านี้จะบินเข้ารวมตัวกัน ประกอบ
เป็นถ้อยคำหลากสีสัน
“ห้องเรียนเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณ!”
เหวยเสิ้งมองดูสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ตรงหน้า เผยรอยยิ้มบิดเบี้ยว
เล็กน้อย
เกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างไม่มีสิ่งใดให้ว่ากล่าว นี่เป็นลานบ้านเล็กๆ
ที่เรียบง่ายเคร่งขรึม เหนือบานประตูทางเข้าหลักแขวนป้ายขวาง
ขนาดใหญ่ ‘หอบรรยายกระบี่’ ถ้อยคำธรรมดาสามัญ อย่างน้อย
ดีกว่าไก่เขี่ยอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ทำให้มันอยากรํ่าไห้เป็นกำลัง กลับเป็น
ถ้อยคำที่เขียนอยู่ด้านข้างประตู
‘ห้องเรียนกระบี่ขั้นสุดยอด ทางเลือกสำหรับยอดฝีมือ!’
‘รับฟังประสบการณ์ชีวิตของยอดยุทธ์ระดับสุดยอดปรมาจารย์
ทำความเข้าใจความหมายที่ลึกซึ้งของกระบี่!’
‘หอกระบี่ขั้นสุดยอดของเหวยซือ ท่านเท่านั้นที่คู่ควร!’
‘ของขวัญที่ดีที่สุดสำหรับบุตรหลานของท่าน นํ้าใจที่แท้จริง
ของยอดปรมาจารย์ ยินดีต้อนรับสู่การเยี่ยมชมและทดลองเรียน!’
ผู้คนด้านหลังเหวยเสิ้งทำหน้าแปลกพิกล ข้ามองดูเจ้า เจ้า
มองดูข้า แต่ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
“มีคนลงชื่อบ้างหรือไม่?” เหวยเสิ้งถามซิวเจ่อที่รับผิดชอบ
อีกฝ่ายสั่นศีรษะแรงๆ “ไม่มีเลย!”
เหวยเสิ้งฝืนยิ้มอย่างอับจนปัญญา พึมพำเบาๆ “ดูเหมือนข้า
จะต้องพึ่งพาตัวเองเสียแล้ว!”
มันคร้านจะเรียกผู้คนมาลบคำโฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้ เพียง
ก้าวเท้าเดินขึ้นบันได รอจนห่างไกลจากประตูค่อยหยุดยั้งลง
หมุนตัวกลับมา หันหน้าออกด้านนอก
เห็นใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังของเหวยเสิ้ง เหล่าเซียนกระบี่ค่าย
จูเชวี่ยที่ติดตามมาเป็นผู้ช่วยคล้ายตระหนักถึงบางสิ่ง พากันสงบ
ปากสงบคำนิ่งสนิท
ตูม!
เจตจำนงกระบี่อันยิ่งใหญ่ไพศาลระเบิดออกมา แทงทะลวงขึ้น
สู่ท้องฟ้าอย่างดุดัน!
ทั่วทั้งเมืองเดือดพล่านในบัดดล!
(*เทพเซียนข้ามทะเล อุปมาว่าทุกคนก็สามารถข้ามทะเลได้
เฉกเช่นเทพเซียน หรือเหมือนกับคำกล่าวที่ว่าแมวทุกตัวล้วน
สามารถจับหนูได้ ในที่นี้หมายถึงทุกคนก็สามารถหาเงินได้)