สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 458 เคลื่อนไหว
“เจ้าไปปล้นชิงมา?” จั่วม่อเหม่อมองพืชปราณและข้าวปราณ
ที่กองสุมเป็นภูเขาเล็กๆ รู้สึกหัวหมุนวิงเวียนอยู่บ้าง
“ปล้นชิง?” ผูเยาแค่นเสียง “เพียงสิ่งของเล็กน้อยเท่านี้ ไหน
เลยมีคุณค่าถึงขั้นเรียกว่าปล้นชิง?”
อย่าได้เห็นว่าจั่วม่อมั่งคั่งรํ่ารวย แต่เมื่อใดกันที่จะมีโอกาสได้
ชมดูพืชหญ้าและข้าวปราณกองโตเท่าภูเขาเช่นนี้? ดวงตาถึงกับ
เป็นประกายแวววาว เดินวนรอบภูเขาเล็กๆ ริมฝีปากสั่นสะท้าน
“ทั้งกองนี้จะเป็นจิงสือมากมายเท่าใดกันหนอ!”
ผูเยาพูดไม่ออก พลันรู้สึกอับอายเล็กน้อย ศิษย์ของมัน ศิษย์
ของอสูรฟ้าผู้ทรงเกียรติเช่นมัน ไฉนเป็นเยี่ยงนี้! กระทั่งสินค้า
เล็กน้อยเพียงเท่านี้ ยังตื่นเต้นเสียจนแทบพูดไม่เป็นภาษา น่าอับ
อาย! น่าอับอายเหลือเกิน! หากมีคนรู้ว่าศิษย์ของมันเหลือทนถึง
เพียงนี้… …
กระทั่งผูเยาที่มีหนังหน้าหนาเท่ากำแพงเมือง ยังรู้สึกใบหน้า
ร้อนฉ่า
“มาจากตระกูลเถียนใช่หรือไม่?” จั่วม่อนับว่าปฏิกิริยา
ตอบสนองไม่เชื่องช้า ทันใดนั้นหันมามองผูเยาอย่างคึกคัก
กระตือรือร้น “กลับไปเที่ยวกันอีกรอบเถอะ!”
ท่ามกลางเสียงหัวร่อกระหึ่มของเว่ย ผูเยาสะบัดหน้าจากไป
ด้วยใบหน้าดำทะมึน
จั่วม่อผู้ได้รับโชคลาภก้อนโต ไม่เพียงไม่ขุ่นข้องรำคาญ ยัง
รู้สึกเบิกบานใจไม่น้อย ห้องเรียนฝึกวิชายังคงเป็นไปในทางที่ดี
มาก แต่ละห้องเรียนเพิ่มขนาดจากห้าสิบคนต่อห้อง กลายเป็นสอง
ร้อยคนต่อห้อง และทุกครั้งที่เปิดห้องสอน จำนวนศิษย์ที่เข้าฟังการ
สอนยังล้นออกไปจนถึงนอกถนน กระทั่งจั่วม่อเองยังแทบไม่เชื่อ ว่า
พวกมันจะเป็นที่นิยมถึงเพียงนี้
สิ่งที่ทำให้จั่วม่อรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้า คือการที่จำนวนผู้
เข้าเรียนยังคงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าจำนวนเหล่าซือกลับมี
จำกัด ศิษย์น้องเฉิงมาโอดครวญหลายครั้งหลายหนแล้ว ว่าผล
จากผู้เข้าเรียนจำนวนมาก เริ่มกระทบต่อการบำเพ็ญเพียร
ประจำวันและการเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณของมัน
ห้องเรียนเพาะเลี้ยงสัตว์ปราณมีแต่ศิษย์น้องเฉิงผู้เดียวเท่านั้น
ที่สามารถสั่งสอนผู้คน ส่วนห้องเรียนฝึกปรือกระบี่ ก็ไม่มีผู้ใดช่วย
แทนที่เซี่ยซานกับศิษย์พี่ใหญ่ได้ เช่นเดียวกันกับห้องเรียนเซียนวร
ยุทธ์ของจงหยูกับอีเจิ้ง บนเกาะมีเพียงพวกมันทั้งสองที่เป็นนักบวช
เซน สุดท้ายก็ไม่ต่างจากห้องเรียนเพาะปลูกพืชปราณ ซึ่งมีเพียง
จั่วม่อผู้เดียวเช่นกัน
เห็นผู้คนจำนวนมากเฝ้าวิงวอน เต็มไปด้วยสีหน้าหิวโหย
กระหายอยาก โอ้ ไม่ได้การ มีจิงสือมากมายรอคอยอยู่นอกประตู
แต่ไม่อาจเข้าไปในถุงเงินของมันได้ ความรู้สึกนี้มัน… …
ช่างรู้สึกไม่ดีจริงๆ!
จะทำอย่างไรดี?
จั่วม่อลูบคาง เริ่มขบคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง
จำนวนพืชหญ้าสมุนไพรปราณและพืชผลข้าวปราณอันน่า
ตื่นตะลึง ทำให้สมาชิกค่ายจินวูทั้งหมดแย้มยิ้มจนแทบหุบปากไม่
ลง สำหรับชาวค่ายจินวู ไม่มีสิ่งใดที่พวกมันชมชอบมากไปกว่า
การที่มีวัตถุดิบให้ใช้จนเหลือล้น พวกมันส่วนใหญ่มีฝีมือทาง
หลอมสร้างยุทธภัณฑ์ ไม่ได้เชี่ยวชาญในด้านหลอมกลั่นโอสถ
หรือปรุงกลั่นกระยาหารปราณ แต่จะเป็นอะไรไปเล่า? พวกมันแต่
ละคนมีไฟอีกาทองคำ ในบรรดาม้วนหยกที่เก็บสะสมไว้ยังมีบันทึก
วิชาเหล่านี้มากมาย ตราบเท่าที่พวกมันมีวัตถุดิบ ย่อมสามารถ
ฝึกปรือไปทีละน้อย ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าฝีมือควบคุมไฟของพวกมัน
ไม่อาจเรียกได้ว่าเลิศลํ้า แต่ยังคงถือเป็นมือเก่าอันชํ่าชอง
หลายคนสนอกสนใจจะเรียนรู้กระบวนการแปรสภาพวัตถุดิบ
ประเภทอื่นๆ
วัตถุดิบเหล่านี้ในเมื่อได้มาโดยได้เปล่า จั่วม่อย่อมไม่สนใจว่า
พวกมันจะล้มเหลวสักกี่ครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น หากพืชหญ้าสมุนไพรปราณเหล่านี้สามารถแปร
สภาพเป็นโอสถปราณได้สำเร็จสักครึ่งหนึ่ง พวกมันก็ได้กำไร
มหาศาลจนน่าตระหนกแล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนในค่ายจินวูที่เบิกบานใจ ซุนเป่ากับ
จี๋เหว่ยสองปรมาจารย์ เวลานี้ขมวดคิ้วนิ่วหน้าไม่คลาย เทียบกับ
ความสุขจากหัวใจที่ไร้กังวลของเหล่าบุรุษหนุ่มแล้ว พวกมันทั้งสอง
ต้องรับความกดดันยิ่งกว่า
พวกมันย่อมทราบสภาพการณ์ของเกาะเป็นอย่างดี วันนั้น
เมื่อต้าเหรินรวบรวมผู้คนทั้งหมดมาปรึกษาหารือถึงเรื่องการหาจิ
งสือ ทั้งคู่ก็ตระหนักถึงสภาพการณ์ที่ไม่มั่นคงของพวกมันทันที
เพื่อให้สามารถใช้ท้องทุ่งปราณอันอุดมสมบูรณ์บนเกาะได้เต็ม
ประสิทธิภาพ พวกมันต้องพึ่งพายุทธภัณฑ์เวทเพาะปลูกพืชปราณ
เข้าช่วย ยุทธภัณฑ์เวทเพาะปลูกพืชปราณหลอมสร้างไม่ยากนัก
สองปรมาจารย์ยังคุ้นเคยกับยุทธภัณฑ์เวทประเภทนี้ที่มีอยู่ตาม
ท้องตลาด แต่หากพวกมันเพียงแค่ใช้ยุทธภัณฑ์เวทเพาะปลูกพืช
ปราณจากท้องตลาด ท้องทุ่งปราณบนเกาะจะไม่มีทางถูกใช้ได้
อย่างสมบูรณ์เป็นแน่
หากคิดใช้ท้องทุ่งปราณทุกแผ่นผืนที่มีอยู่บนเกาะ ก็มีเพียง
ทางเดียวเท่านั้น
นั่นคือต้องหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทเพาะปลูกพืชปราณที่เลิศ
ลํ้ามากพอ หลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทเพาะปลูกพืชปราณ ซึ่ง
สามารถแทนที่เกษตรกรปราณอย่างสมบูรณ์!
หรืออาจกล่าวง่ายๆ อีกทางหนึ่งว่า สองปรมาจารย์ดูแคลน
บรรดายุทธภัณฑ์เวทเพาะปลูกพืชปราณที่มีอยู่ตามท้องตลาด
ทั้งหมด!
“หลังจากผ่านไปมากกว่ายี่สิบวัน ศาสตรามารเหล่านี้จะค่อยๆ
ก่อตัวเป็นรูปร่าง” สุ้มเสียงมั่นคงของซู่หลงดังสะท้อนไปทั่วถํ้า โถง
ถํ้าที่พวกมันขุดขึ้นไม่ใหญ่โตนัก ปัจจุบันค่ายเว่ยทั้งหมดล้วนย้าย
เข้ามาอยู่ภายในถํ้าลึก ซึ่งเรียกว่าถํ้าวิญญาณหยิน ถํ้าแห่งนี้เต็ม
ไปด้วยพลังงานหยินหนักหน่วงเข้มข้น ยิ่งขุดลึกเข้าไปยิ่งหนาแน่น
เข้มข้นกว่าเดิม เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกฝีมือบำเพ็ญเพียร
ของซู่หลงกับพวก
อาเหวินมองดูศาสตรามารที่ลอยอยู่ในสระอย่างกระหายใคร่รู้
อดถามไม่ได้ว่า “หลงเกอ ท่านคิดว่าศาสตรามารเหล่านี้ทรงพลานุ
ภาพยิ่งใหญ่จริงหรือไม่?”
“รอจนถึงเวลา เจ้าก็จะได้รู้เองกระมัง?” ซู่หลงตอบอย่างยิ้ม
แย้ม มันมักจะเอ็นดูและอ่อนโยนต่ออาเหวินเสมอ
“คราครั้งนี้ต้าเหรินยินยอมเชือดเนื้อเถือหนังตัวเองอย่าง
แท้จริง!” อาเหวินกล่าวอย่างอัศจรรย์ใจ “เพียงแค่ค่าวัตถุดิบ ก็
ราคาถึงสิบชิ้นจิงสือระดับห้า! ช่างน่าตื่นตาตื่นใจโดยแท้!”
พื้นผิวสระนํ้าดำสนิทดุจหมึก สงบราบเรียบไร้ระลอก หากมีคน
สูดดมแต่ไกล จะสูดได้กลิ่นอายของโอสถสมุนไพร นี่เป็นบ่อนํ้าที่ซู่
หลงจัดตั้งขึ้นตามคำชี้นำของต้าเหรินลึกลับท่านนั้น ในเรื่องของ
ผลลัพธ์ มันเองไม่ได้มีความมั่นใจใดๆ แต่เมื่อนึกถึงจิงสือที่ผ่านมือ
มันออกไป ต้องบังเกิดความอบอุ่นวูบหนึ่ง มันไม่ใช่ทาสฝึกตนที่ไม่
เข้าใจคุณค่าของจิงสืออีกต่อไป สิบชิ้นจิงสือระดับห้า หากใช้ซื้อ
หาทาสฝึกตน จะสามารถกวาดต้อนมาได้เป็นจำนวนเหลือคณา
นับ
ต้าเหรินช่างดีกับทุกคนยิ่งนัก!
คิดถึงเรื่องนี้ และหวนคิดถึงสภาพของค่ายเว่ยในปัจจุบัน ซู่
หลงรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ในค่ายเว่ยทั้งค่าย นอกเหนือจากมันกับ
อาเหวินที่พอจะเรียกได้ว่ายอดฝีมือ ที่เหลือล้วนธรรมดาสามัญ
เท่านั้น
เทียบกับค่ายจูเชวี่ย ผลเช่นนี้ไม่ค่อยดีนัก
ไม่ต้องเอ่ยถึงเซี่ยซานกับจงหยู สองจินตันแห่งค่ายจูเชวี่ย
กระทั่งม้าฝาน เหนียนลู่และเหลยเผิง ก็ล้วนแล้วแต่ห่างจากด่านจิน
ตันอีกเพียงก้าวเดียว
เห็นทีมันจะต้องฝึกอบรมคนของมันให้ดีกว่านี้เสียแล้ว!
ต้องไม่ทำให้ต้าเหรินผิดหวัง!
เดินไปพลางครุ่นคิดไปพลาง ซู่หลงลอบตัดสินใจอย่างแน่วแน่
ไม่นานก็เดินเข้าไปถึงส่วนลึกที่สุดภายในถํ้า ภาพเบื้องหน้าเป็น
ความสับสนอลหม่านฉากหนึ่ง มันยังสามารถเห็นประกายไฟ
กระเซ็นซ่าน และเสียงดังสดใสก้องกังวานไปทั่ว
“มีเรื่องอันใด?” ซู่หลงถามองครักษ์ทุกข์ยากผู้หนึ่ง
องครักษ์ทุกข์ยากผู้นั้นฝืนยิ้ม “ผนังหินทางด้านนี้แข็ง
เกินไป! ยิ่งขุดเข้าไปลึกเท่าใด ยิ่งแข็งกระด้างมากเท่านั้น ข้าขุด
อยู่ตรงนี้มาครึ่งค่อนวัน เพิ่งขุดได้ชิ้นเล็กๆ เท่านั้นเอง แทบไม่มี
ความคืบหน้าอันใด!”
ฟังเช่นนี้ ซู่หลงเดินไปข้างหน้าทันที ทดลองต่อยใส่ผนังหิน
อย่างดุดัน ได้ยินเสียงหนักทึบกังวาน ปรากฏรอยแตกร้าวเล็ก
ละเอียดรอบๆ หมัด สะเก็ดหินเล็กๆ ร่วงพรู มันปัดมือเร็วๆ สองสาม
รอบ กวาดเอาเศษหินเล็กๆ ออกไป บนผนังหินเห็นเป็นหลุมตื้นๆ
หลุมหนึ่ง
แข็งจริงๆ! ซู่หลงตะลึงลาน ด้วยพลังหมัดของมัน เพียง
สามารถสร้างเป็นรอยตื้นๆ เท่านั้นเอง!
มันก้มลงหยิบเศษหินขึ้นมาถือไว้ในมือ จากนั้นสีหน้าทอแวว
เข้าใจกระจ่าง ที่แท้ผนังหินเหล่านี้จมอยู่ในพลังหยินเข้มข้นมานาน
หลายพันหลายหมื่นปี กลายเป็นแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า ถือไว้ใน
มือเช่นนี้ มันสามารถสัมผัสถึงพลังหยินบริสุทธิ์ภายในเศษหิน
อย่างชัดเจน
“อา ทุกคน ลงแรงแข็งขันกว่านี้ รอจนเราขุดเป็นโพรงถํ้าใหญ่
พวกเราสามารถอาศัยอยู่ที่นี่เป็นหลัก สถานที่นี้เหมาะสมสำหรับ
การฝึกปรือของพวกเราเป็นอย่างยิ่ง!” ซู่หลงให้กำลังใจพวกมัน
องครักษ์ทุกข์ยากอีกคนพลันสอดคำ “หากเอ่ยถึงการฝึกปรือ
การขุดหินเหล่านี้สมควรเป็นการฝึกปรือที่ดีที่สุด!”
ซู่หลงสะท้านใจวูบ
คนอื่นๆ หัวร่อพลางพยักเพยิดเห็นพ้องต้องกัน
“ฮ่าฮ่า! นั่นก็ใช่แล้ว! ข้าเพียงขุดไม่กี่วัน ยังรู้สึกว่ารุดหน้าไป
ไม่น้อยทีเดียว!”
“ทีแรกข้าหลงเข้าใจว่าคิดไปเองผู้เดียว ที่แท้ทุกคนก็รู้สึก
เช่นกัน!”
“นี่ไม่แปลกประหลาดแต่อย่างใด ผนังหินเหล่านี้แข็งกระด้างยิ่ง
หากพวกเราไม่ใช้เจตจำนงฆ่าฟันช่วยหนุนเสริม ย่อมไม่สามารถ
ขุดได้ นี่ไม่ใช่การขุดถํ้าแล้ว แต่เป็นการทำศึก!”
ได้ยินวาจาเหล่านี้ ซู่หลงพลันตระหนัก ว่านี่เป็นวิธีการที่
ปราดเปรื่องยิ่ง!
ซู่หลงผู้กำลังปวดเศียรเวียนเกล้าที่ไม่มีวิธีช่วยเหลือทุกคน
ฝึกปรือ ดวงตาสว่างวาบในบัดดล
หลู่เหวยเบิกบานใจยิ่ง หลังจากลงทะเบียนเรียนในห้องเรียน
ฝึกฝีมือได้ไม่นาน เวทวิชาธาตุไฟของมันถึงกับรุดหน้าไปอีกขั้น
ในเวลาไม่นาน
เวทวิชาธาตุไฟนี้มันฝึกฝนมานานสามปีเต็ม ทีแรกก้าวหน้า
รวดเร็วยิ่ง จนกระทั่งครึ่งปีสุดท้ายนี้เอง ไม่ว่ามันจะมานะบากบั่นสัก
เท่าใด ก็ไม่อาจทะลวงผ่านไปยังขั้นต่อไปได้ เนื่องเพราะเหตุนี้เอง
มันจึงรวบรวมเงินทอง สมัครเข้าเรียนในห้องเรียนฝึกวิชานับไม่
ถ้วน แต่ไม่เคยได้ผลอันใด จนกระทั่งเข้าเรียนในห้องเรียนสุดท้าย
นี้เอง เหล่าซือเพียงกล่าววาจาไม่กี่คำ ก็ทำให้มันรู้สึกได้เปิดหูเปิด
ตา เห็นโลกใบใหม่ลับล่อรำไรอยู่เบื้องหน้า และหลังจากตั้งอกตั้งใจ
รับฟังมาห้าวันเต็ม มันในที่สุดก็ฝ่าด่านไปยังขอบเขตขั้นที่สี่ของ
เวทวิชาธาตุไฟอย่างราบรื่น
เหล่าซือช่างน่าอัศจรรย์โดยแท้!
เหล่าซือดูยังอ่อนเยาว์กว่าหลู่เหวยเองเสียอีก นึกไม่ถึงว่าเหล่า
ซือจะยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้! ไม่ใช่แค่เพียงมันผู้เดียว บรรดาศิษย์
ทั้งหมดล้วนเลื่อมใสเทิดทูนเหล่าซือเป็นอย่างยิ่ง
เวทวิชาธาตุไฟที่มันฝึกปรือแม้เป็นเวทวิชาระดับสอง แต่บัดนี้
เมื่อฝึกปรือถึงขั้นที่สี่ คุณค่าก็แตกต่างจากเดิมอย่างเทียบกันไม่
ติด
หน้าที่การงานที่ดีกว่าเดิมกำลังกวักมือเรียกหามัน คิดถึงว่า
ต่อไปค่าจ้างของมันจะมากกว่าเดิมเป็นเท่าตัว หลู่เหวยยิ่งเบิกบาน
สำราญใจอย่างบอกไม่ถูก
มันรีบแล่นไปยังร้านขายวัตถุดิบปราณอย่างลิงโลด ร้านนี้มัก
ว่าจ้างงานตลอดทั้งปี อาศัยเวทวิชาระดับสองขั้นที่สี่ของมัน
เพียงพอให้เข้าสู่ห้องพืชหญ้าปราณ กลายเป็นผู้ดูแลธาตุไฟ
สำหรับพืชหญ้าปราณ ทำงานกับพืชหญ้าปราณโดยเฉพาะ
เมื่อเทียบกับงานผู้ช่วยห้องหลอมกลั่นในอดีต นับเป็นงานที่
ง่ายดายและสะดวกสบายกว่ามาก ทั้งยังได้รับค่าจ้างสูงกว่า
ได้ยินว่ามันมาสมัครเป็นผู้ดูแลธาตุไฟสำหรับพืชหญ้าปราณ
เจ้าของร้านกระวีกระวาดออกมาต้อนรับขับสู้ ทุกวันนี้การหาผู้ดูแล
ธาตุไฟสำหรับพืชหญ้าปราณที่ดีสักคนไม่ใช่เรื่องง่าย เจ้าของร้าน
เรียกให้มันสำแดงเวทวิชาของตนเป็นอันดับแรก และพึงพอใจใน
พลังของเวทวิชาระดับสองขั้นที่สี่ของมันเป็นอันมาก
ขณะที่หลู่เหวยเข้าใจว่าเจ้าของร้านจะรีบรับตัวมันอย่างยินดี
เจ้าของร้านพลันคล้ายฉุกคิดถึงบางสิ่ง ถามอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยว่า
“ใช่แล้ว เจ้าเข้าเรียนห้องเรียนฝึกวิชาของที่ใด?”
“ตรอกถงจื่อ ห้องเรียนวิชาพืชปราณเกาะเต่า” หลู่เหวยตอบ
อย่างภาคภูมิใจ “ข้าเป็นหนึ่งในศิษย์รุ่นแรก!”
ถึงตอนนี้ ที่นั่งเข้าเรียนสำหรับห้องเรียนฝึกวิชาเกาะเต่าเป็นที่
ต้องการในระดับที่น่าอัศจรรย์ใจ แม้ว่าห้องเรียนฝึกวิชาเกาะเต่าใจ
คอกว้างขวางดั่งมหานที ไม่เคยขับไล่ผู้คนที่ฟังจากด้านนอก
ห้องเรียน แต่เมื่ออยู่ด้านนอกห้องเรียน ก็ไม่สามารถชมดูเหล่า
ซือสาธิตตัวอย่าง ผลลัพธ์จากการรํ่าเรียนย่อมไม่เทียบเท่าผู้ที่อยู่
ในห้องเรียนเป็นธรรมดา ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา คือต่อให้มีพันจิ
งสือ ยังยากจะหาซื้อที่นั่งเข้าเรียนของห้องเรียนฝึกวิชาเกาะเต่า
“ขออภัย เราไม่รับศิษย์ของห้องเรียนฝึกวิชาเกาะเต่า” เจ้าของ
ร้านกล่าวอย่างกะทันหัน พลางทำท่าเชิญมันออกไปอย่างสุภาพ
หลู่เหวยตะลึงลานในบัดดล “ไฉนไม่ว่าจ้างศิษย์ของห้องเรียน
ฝึกวิชาเกาะเต่าเล่า?”
เจ้าของร้านจับจ้องมันอย่างเย็นชา กล่าวเพียงแค่ว่า “เราไม่
ยอมรับเจ้า เจ้าสามารถทดลองดูในร้านอื่น”
กล่าวจบคำ เจ้าของร้านก็เพิกเฉยมึนชาต่อมัน หันกลับเข้าไป
ข้างในทันที
หลู่เหวยเดือดดาลใจอย่างสุดแสน กระทืบเท้าปึงปังไปยัง
ร้านค้าอื่นๆ สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ ร้านถัดไปก็ยังไม่ยอมรับศิษย์ของ
ห้องเรียนฝึกวิชาเกาะเต่า! หลู่เหวยจึงไม่เชื่อว่ามันจะโชคร้ายถึง
ปานนี้ มันไปยังร้านถัดๆ ไปอย่างไม่ย่อท้อ รวมทั้งสิ้นแปดร้าน แต่
ไม่มีร้านใดยอมรับศิษย์ของห้องเรียนฝึกวิชาเกาะเต่าแม้แต่ร้าน
เดียว!
หลู่เหวยรู้สึกอับจนปัญญาแล้ว!
ในบ่ายวันนั้นเอง ข่าวที่ว่าร้านค้าทุกร้านในเมืองซวีหลิง
ปฏิเสธการว่าจ้างศิษย์ของห้องเรียนฝึกวิชาเกาะเต่า ก็แพร่สะพัด
ไปทั่วเมืองดุจไฟลามทุ่ง