สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 461 พลิกโลก
บนเกาะเต่า เสียงหัวร่อสนทนาอย่างร่าเริงพบเห็นได้ทั่วไป
ผู้คนเมื่อกล่าวถึงเรื่องที่พวกมันเพิ่งกระทำลงไป ล้วนลิงโลด
ยินดีจนหน้าแดงกํ่า ยิ่งนึกถึงท่าทางขลาดเขลาและหวาดกลัวแทบ
อุจจาระปัสสาวะราดของบรรดาพ่อค้าเหล่านั้น พวกมันยิ่งพึงพอใจ
อย่างบอกไม่ถูก
“ฮ่า พวกเจ้าทราบหรือไม่ ตัวขี้ขลาดเหล่านั้นพอมองเห็นข้า
พวกมันทำท่าราวกับพบพานผีสาง!” เหลยเผิงกรีดวาดสองมือ
ทำท่าทำทางประกอบ บอกเล่าแก่เหล่าสหายอย่างภาคภูมิใจ
“เจ้าก็ดูคล้ายผีสางจริงๆ” เหนียนลู่สอดปากเบาๆ
ทุกผู้คนระเบิดหัวร่องอหาย ไม่เว้นแม้แต่ตัวเหลยเผิงเอง
ในห้องโถงใหญ่ จั่วม่อกับเหล่าแกนนำก็มารวมตัวกันด้วย
ดวงตาเป็นประกาย
รอจนเปาอี้คิดคำนวณเสร็จสิ้น จั่วม่อรีบถามอย่างอดรนทน
ไม่ได้ “พวกเราขายได้มากเท่าใด?”
เปาอี้แย้มยิ้มหน้าบานราวกับดอกเบญจมาศบานแฉ่ง แต่ใน
เวลานี้ไม่มีผู้ใดค่อนแคะถากถางมัน กลับเฝ้ามองอย่างคาดหวังรอ
คอย ได้ยินเปาอี้เสียงสั่นสะท้าน “หก… …หก… …”
“หกสิบชิ้นจิงสือระดับห้า?” จั่วม่อยิ้มกว้างจนปากแทบถึงใบหู
หกสิบชิ้นจิงสือระดับห้า นับเป็นจิงสือจำนวนมหาศาลอย่าง
แท้จริง เป็นจำนวนเงินที่มากมายเกินกว่าทรัพย์สินเงินทองเดิมของ
จั่วม่อก่อนหน้าวิกฤติการณ์เสียอีก! เพียงแค่ไม่กี่วัน ถุงเงินของมัน
ก็โป่งพองเป็นสองเท่า นี่แน่นอนว่าเป็นผลกำไรครั้งมโหฬาร!
ทุกผู้คนแย้มยิ้มอย่างปลาบปลื้มยินดี หกสิบชิ้นจิงสือระดับห้า
มากพอจะซื้อหายุทธภัณฑ์เวทระดับห้าได้หนึ่งชิ้น!
ทุกคนอาจมีกระบี่ผลึกทองคนละเล่ม แต่พวกมันไม่ได้มีจิงสือ
มากนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจินตันเช่นเซี่ยซาน ซึ่งนอกเหนือจาก
กระบี่ผลึกทองแล้ว ยุทธภัณฑ์เวทอื่นๆ นับว่าขาดแคลนไปบ้าง
สำหรับชุดเกราะแสงเย็นวิญญาณฟ้ากับยุทโธปกรณ์ส่วนที่เหลือ
สำหรับชนชั้นจินตันเช่นเซี่ยซาน เรียกได้ว่าเป็นสิ่งของตํ่าชั้น
เกินไป
เปาอี้หน้าแดงกํ่า คล้ายรวบรวมเรี่ยวแรงกำลังทั้งหมด
พยายามระงับนํ้าเสียงไม่ให้สั่นพร่า “มัน… …มันเป็น…หกร้อยชิ้นจิ
งสือระดับห้าต่างหาก!”
เสียงหัวร่อชะงักขาดหายในบัดดล
จั่วม่อเบิกตากลมโตเท่าไข่ห่าน “เจ้าบอกว่า… …หกร้อยชิ้นจิ
งสือระดับห้า?”
ชุดม้วนหยกเกาะเต่า แต่ละชุดมีสนนราคาเก้าร้อยเก้าสิบแปด
ชิ้นจิงสือระดับสาม หรือเท่ากับประมาณสองชิ้นจิงสือระดับสี่ หก
ร้อยชิ้นจิงสือระดับห้า เทียบเท่ากับหกแสนชิ้นจิงสือระดับสี่ กล่าว
ได้ว่าภายในระยะเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วัน พวกมันขายชุดม้วนหยก
เกาะเต่าไปถึงสามแสนชุด!
จำนวนอันมหาศาลนี้ บันดาลให้ทุกผู้คนตื่นตะลึงจนพูดไม่
ออก!
เปาอี้พอทำให้ทุกคนตะลึงลานได้แล้ว ในที่สุดค่อยกลับสู่ความ
สงบตามปกติ บอกเล่าว่า “ในระยะหลังมานี้ มีร้านค้าจากเมือง
ใกล้เคียงเข้ามาซื้อม้วนหยกไปเป็นจำนวนมาก ในละแวกนี้ม้วน
หยกของพวกเราขายดีเป็นเทนํ้าเทท่า! เมืองแสงอำไพ เมืองทะเล
แสง เมืองเมฆเรืองรอง ร้านค้าในเมืองเหล่านี้ไม่ได้รับอิทธิพลจาก
ผู้คนในเมืองซวีหลิง พวกมันมาทีก็จะซื้อไปเป็นจำนวนมหาศาล
เราต้องทุ่มเทเรี่ยวแรงจนสุดความสามารถ ผู้คนของค่ายจินวูถึงกับ
ต้องละจากงานอื่นๆ ทั้งหมด เพื่อมาจัดทำม้วนหยกชุด ให้เพียงพอ
ต่อความต้องการของกำลังซื้อเหล่านี้”
ในความเงียบสงัด มีเพียงเสียงของเปาอี้ร่ายยาวอยู่แต่ผู้เดียว
“อย่างไรก็ตาม รายได้ของเราจะค่อยๆ ลดลง อาคมหวงห้าม
เล็กๆ ที่เราใส่ลงไปในม้วนหยก ไม่นานคงถูกถอดรหัสได้ แล้วฉบับ
ลอกเลียนจะปรากฏขึ้นเกลื่อนท้องตลาด เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อ
รายได้ของเราอย่างรุนแรง” เปาอี้เต็มไปด้วยความเศร้าเสียดาย
แต่ทุกคนยังคงจมอยู่ในความตื่นตะลึงอย่างใหญ่หลวง กับโชค
ลาภขนาดหกร้อยชิ้นจิงสือระดับห้า ไม่มีผู้ใดสามารถเอ่ยปาก
หกร้อยชิ้นจิงสือระดับห้า!
จั่วม่อรู้สึกสมองขาวว่างเปล่า
กล่าวตามความสัตย์ การขายม้วนหยกเป็นเพียงความคิดชั่ว
แล่น ที่มันคิดใช้กลั่นแกล้งตระกูลเถียนเท่านั้น การให้ค่ายจูเชวี่ย
สองพันคนเข้าไปขายม้วนหยก ก็เพียงเพราะไม่มีร้านค้าไหนยินดี
ขายม้วนหยกของพวกมัน มันได้แต่ใช้กลุ่มคนที่อยู่ว่างจนเบื่อ
หน่ายเหล่านี้เยี่ยงแรงงานที่ไม่เสียค่าจ้าง
โลกนี้เป็นอะไรไปแล้ว!
อาศัยวิธีการเช่นนี้ ก็สามารถทำเงินได้หกร้อยชิ้นจิงสือระดับ
ห้าด้วย?
จิงสือกลายเป็นหาได้ง่ายดายปานนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?
นี่คือหกร้อยชิ้นจิงสือระดับอย่างครบถ้วนสมบูรณ์!
จั่วม่อรู้สึกโลกพลิกควํ่าคะมำหงายไปหลายตลบ!
ทว่า… ยังมีสิ่งหนึ่งที่มันคาดไม่ถึง นั่นก็คือไม่ใช่แค่เรื่องนี้เรื่อง
เดียว ที่ทำให้โลกของมันต้องพลิกควํ่าคะมำหงายหลายตลบ!
จั่วม่อจ้องมองท้องทุ่งปราณที่แปรสภาพไปอย่างสิ้นเชิงอย่าง
กระหายใคร่รู้ เบื้องหลังมันเป็นเหล่าเกษตรกรปราณทั้งหมดที่มีอยู่
บนเกาะ ทุกคนล้วนมองไปรอบๆ อย่างอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน
ด้านหน้าสุด เป็นปรมาจารย์จี๋เหว่ยกับซุนเป่า กำลังบรรยายถึงการ
เปลี่ยนแปลงทั้งหมดอย่างละเอียดลออ
“ท้องทุ่งปราณทั้งหมดนี้ถูกปรับปรุงแก้ไขเสร็จสิ้นสมบูรณ์
กลายเป็นท้องทุ่งปราณระบบค่ายกล เราจัดแบ่งพืชปราณออกเป็น
ส่วนๆ ตามคุณลักษณะ และออกแบบระบบค่ายกลใหม่ขึ้นมา
โดยเฉพาะ ท้องทุ่งปราณแต่ละส่วนจะมีค่ายกลเมฆพิรุณชุดหนึ่ง
หัวใจหลักของค่ายกลเป็นผลึกวิญญาณวารีระดับสี่ ค่ายกลชุดนี้
สามารถปลดปล่อยเวทวิชาเคล็ดเมฆฝนหล่นรินที่เทียบเท่ากับ
ระดับห้า หากต้องการปลดปล่อยเคล็ดเมฆฝนหล่นรินที่ระดับสูง
กว่านั้น จำเป็นต้องใช้ผลึกวิญญาณวารีที่ระดับสูงกว่านี้”
มองตามปลายนิ้วของปรมาจารย์ซุนเป่า จั่วม่อเห็นกลุ่มหมอก
ขาวเริ่มก่อตัวขึ้นเหนือท้องทุ่งปราณ หมอกขาวรวมตัวเป็นก้อน
เมฆอย่างรวดเร็ว จากนั้นสายฝนสีเงินพลันสาดเทลงสู่ทุกซอกทุก
มุมของท้องทุ่งปราณ
กระทั่งมองจากที่ห่างไกล จั่วม่อยังสามารถสัมผัสถึงพลังชีวิต
อันเข้มข้นในเม็ดฝนเหล่านี้อย่างชัดเจน ถึงกับดวงตาเป็นประกาย
“ยอดเยี่ยมยิ่ง!”
ที่ด้านข้าง เกษตรกรปราณมากกว่ายี่สิบคนล้วนปากอ้าตา
ค้าง ใบหน้าทอแววเหลือเชื่อ ค่ายกลที่สามารถร่ายเคล็ดเมฆฝน
หล่นริน พวกมันเพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก พวกมันแม้ฝีมือ
เพาะปลูกพืชปราณไม่สูงส่งนัก แต่ต่อให้เป็นพวกมันยังรู้สึกได้
อย่างชัดแจ้ง ว่าสายพิรุณที่สาดเทลงมานี้ เป็นเคล็ดเมฆฝนหล่นริน
อย่างแท้จริง!
ระหว่างเวทวิชาธาตุนํ้าของเกษตรกรปราณกับเวทวิชาธาตุนํ้า
ทั่วไป มีความแตกต่างที่เห็นได้ชัด แม้ซิวเจ่อทั่วไปไม่อาจค้นพบ
แต่สำหรับเกษตรกรปราณ พวกมันสามารถรู้สึกได้
ซุนเป่าสีหน้าไม่มีร่องรอยของความภาคภูมิใจ ยังคงอธิบายสืบ
ต่อ “ค่ายกลเมฆพิรุณเป็นค่ายกลที่ง่ายดายที่สุด ทั้งยังเป็นค่ายกล
ชุดแรกที่พวกเราปรับปรุงสำเร็จ จากนั้นพวกเราปรับปรุงค่ายกล
ธาตุดินเป็นลำดับถัดไป อาศัยเวทวิชายุ้งฉางพิภพซึ่งเกษตรกร
ปราณระดับป้ายหยกเซี่ยฮวาชมชอบใช้งาน พวกเราออกแบบค่าย
กลยุ้งฉางพิภพ หัวใจหลักของค่ายกลจัดวางหินจุดนํ้าตาลระดับสี่
ได้รับการพิสูจน์ยืนยันในภายหลังว่าได้ผลดีเยี่ยม สามารถรวบรวม
พลังธาตุดินได้เป็นอย่างดี ทั้งยังบรรลุถึงเวทวิชายุ้งฉางพิภพระดับ
สี่ แต่พวกเรามีหินจุดนํ้าตาลไม่มากนัก ดังนั้นต่อไปต้าเหรินต้อง
ซื้อหาเพิ่มเติม”
จั่วม่อปลาบปลื้มยินดีเป็นล้นพ้น เวทวิชาธาตุนํ้าและเวทวิชา
ธาตุดินเป็นเวทวิชาที่ใช้บ่อยที่สุดในท้องทุ่งปราณ เวทวิชาสอง
ประเภทนี้เมื่อแก้ปัญหาได้แล้ว นั่นหมายความว่าบรรดาพืชหญ้า
ปราณและข้าวปราณจะมีปัจจัยพื้นฐานในการเติบโตอย่าง
ครบถ้วน เวทวิชาธาตุไม้สามารถช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช
หญ้าปราณและข้าวปราณ ส่วนเวทวิชาธาตุทอง โดยมากใช้กำจัด
แมลงและโรคภัยศัตรูพืช เวทวิชาธาตุไฟใช้รวบรวมแก่นสารของ
แสงอาทิตย์ สามารถเร่งการเจริญเติบโตเช่นกัน แต่ท้ายที่สุดแล้ว
เวทวิชาหลักๆ ยังคงเป็นเวทวิชาธาตุดินและเวทวิชาธาตุนํ้า
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ในพื้นที่ท้องทุ่งปราณส่วนนี้ สามารถ
เพาะปลูกพืชหญ้าปราณและข้าวปราณได้แล้ว เมื่อไม่จำเป็นต้อง
ร่ายเวทวิชาธาตุนํ้าและเวทวิชาธาตุดินที่สำคัญที่สุด เกษตรกร
ปราณแต่ละคนที่เดิมทีดูแลท้องทุ่งปราณได้คนละหนึ่งร้อยหมู่ ก็จะ
เพิ่มเป็นคนละห้าร้อยหมู่ทันที!
จำนวนท้องทุ่งปราณที่สามารถใช้ประโยชน์ได้บนเกาะ จะ
เพิ่มขึ้นเป็นห้าเท่าตัวในบัดดล!
สำหรับจั่วม่อ นี่เป็นข่าวดีอย่างที่สุด!
อย่างไรก็ตาม หากคิดว่าเรื่องราวจะจบลงเพียงเท่านี้ จั่วม่อก็
นับว่าประเมินสองปรมาจารย์ตํ่าเกินไปมาก ความตื่นตะลึงที่พวก
มันจะมอบให้แก่ต้าเหรินของพวกมันยังไม่สิ้นสุดลง ปรมาจารย์จี๋
เหว่ยรับช่วงกล่าวต่อ “สำหรับเวทวิชาธาตุไม้ เราเลือก ‘เวทวิชา
ดึงดูดแก่นวิญญาณไม้’ เวทวิชานี้ลึกลํ้าซับซ้อน จนแทบไม่มี
เกษตรกรปราณคนใดใช้มัน แต่เรื่องนี้ไม่มีปัญหาหากพวกเราใช้
ค่ายกล ที่สำคัญไปกว่านั้น เวทวิชาดึงดูดแก่นวิญญาณไม้แม้ลึก
ลํ้าซับซ้อน แต่ไม่ได้สิ้นเปลืองจิงสือมากนัก นับเป็นข้อดีอีกข้อหนึ่ง
ทีเดียว สำหรับเวทวิชาธาตุไฟก็ไม่ใช่เรื่องยาก ค่ายกลไฟอีกา
ทองคำของต้าเหรินเหมาะสมอยู่แล้ว เพียงแต่พลังรุนแรงเกินไป เรา
จำต้องทำให้มันเบาบางลง ด้วยการผสานรวมค่ายกลแสงสลัวรำไร
เข้าไปด้วย กลายเป็นค่ายกลชุดใหม่ เราเรียกว่าค่ายกลอีกา
ทองคำสลัวราง ไม่มีพลังที่รุนแรงอีก แต่อบอุ่นอ่อนโยน เหมาะสม
สำหรับการเลี้ยงดูพืชปราณเป็นอย่างยิ่ง”
ในเวลานี้เอง ก้อนเมฆและสายฝนสลายไป กลุ่มหมอกเหนือ
ท้องทุ่งปราณจางหาย เห็นลำแสงสีทองบางเบาสาดส่องลงจาก
ฟากฟ้า กระจายตัวออกไปทั่วท้องทุ่งปราณ ภายในชั่วพริบตา ต้น
ข้าวปราณภายในท้องทุ่งทั้งหมดถูกปกคลุมไปด้วยชั้นแสงสีทอง
เลือนราง งดงามดั่งสวรรค์วิมานบนแดนดิน
จั่วม่อกับพวกถูกภาพอันตระการตานี้สะกดจนตะลึงลาน แทบ
ลืมหายใจโดยไม่รู้ตัว
จี๋เหว่ยกับซุนเป่าสองปรมาจารย์กลับไม่ได้รับผลกระทบจาก
ภาพงดงามดังแดนสวรรค์แม้แต่น้อย ระหว่างการพัฒนาค่ายกล
พวกมันไม่ทราบพบเห็นภาพเช่นนี้มากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง กระทั่งหนังตา
ยังไม่กะพริบ พลันสาธยายต่อราวกับไม่รู้จักจบสิ้น “หากให้เรา
บอกว่าเวทวิชาใดยากเย็นที่สุด คงไม่มีวิชาธาตุใดเกินเวทวิชาธาตุ
ทอง”
“เวทวิชาธาตุทอง?” จั่วม่อทวนคำตามสัญชาตญาณ มัน
ตอบสนองอย่างฉับพลัน อดขมวดคิ้วไม่ได้ ใช่แล้ว ในบรรดาเวท
วิชาห้าธาตุของเกษตรกรปราณ วิชาธาตุทองใช้สำหรับการเข่น
ฆ่า ต้องการฝีมือควบคุมพลังปราณและพลังจิตสำนึกระดับสูง
เกษตรกรปราณส่วนใหญ่มีนิสัยใจคออ่อนโยนรักสงบ เป็นธรรมดา
ที่จะขาดแคลนพลังงานฆ่าฟันที่ดี
นี่ยังเป็นเหตุผลที่ทำให้เกษตรกรปราณที่เชี่ยวชาญเวทวิชา
ธาตุทอง มีจำนวนน้อยนิดจนน่าเวทนา
“เราพลันนึกถึงสิ่งที่ต้าเหรินเคยบอกเอาไว้” จี๋เหว่ยกล่าวต่อ
“ข้า? ข้าพูดอะไร?” จั่วม่อทำหน้าไม่รู้เรื่องรู้ราว
“ต้าเหรินเคยบอกว่าเวทวิชาธาตุทองของเกษตรกรปราณไม่
ต่างจากเซียนกระบี่ พวกมันล้วนใช้สำหรับการเข่นฆ่าสังหาร” จี๋
เหว่ยเตือนความจำ
จั่วม่อค่อยจดจำได้ พยักหน้ารับ “ข้าเคยกล่าวเช่นนั้นจริง”
จากนั้นถามอย่างสนอกสนใจ “แล้วอย่างไร? เจ้าแก้ปัญหาเรื่องนี้
ด้วยวิธีใด?”
กล่าวตามความสัตย์ วันนี้มันถึงกับหวาดหวั่นยำเกรงอย่าง
แท้จริง การออกแบบระบบค่ายกลของจี๋เหว่ยกับซุนเป่าเต็มไปด้วย
ความคิดสร้างสรรค์ บุกเบิกวิถีทางสายใหม่อย่างสมบูรณ์! จั่วม่อ
ย่อมไม่ใช่คนสายตาแคบสั้น มันเห็นซึ้งกระจ่างว่าระบบค่ายกล
เหล่านี้จะนำมาซึ่งสิ่งใด สี่เวทวิชาก่อนหน้านี้ สองปรมาจารย์
จัดการปรับปรุงได้อย่างชาญฉลาดยิ่ง ทำเอาจั่วม่ออดอยากรู้อยาก
เห็นเป็นอย่างยิ่งไม่ได้ กับเวทวิชาธาตุทองที่ยากลำบากที่สุด พวก
มันจะรับมือด้วยวิธีใด?
“ดังนั้นเราคิดว่า ในเมื่อพวกมันคล้ายคลึงกับเซียนกระบี่ถึง
เพียงนี้ ไฉนเราไม่ใช้เซียนกระบี่โดยตรงเสียเลยเล่า?” จี๋เหว่ยตอบ
ด้วยคำถาม
จั่วม่อตะลึงงัน “ใช้เซียนกระบี่โดยตรง?”
“ใช่แล้ว เรียกเซียนกระบี่มาจัดการโดยตรงเสียเลย เรามีเซียน
กระบี่ตั้งมากมาย ส่วนใหญ่ยังบรรลุเจตจำนงกระบี่ หากเรา
สามารถใช้พวกมันทั้งหมด มิใช่ว่าสามารถแก้ปัญหาใหญ่ที่สุด
เรื่องการขาดแคลนเกษตรกรปราณได้ด้วยหรอกหรือ?” ถึงตอนนี้จี๋
เหว่ยค่อยเผยสีหน้าตื่นเต้นเร้าใจ “เกษตรกรปราณยังสามารถ
สังหารศัตรูพืชเหล่านั้น ไฉนเซียนกระบี่จะทำไม่ได้เล่า? เรารีบไป
ถามเหวยซือโดยเฉพาะ มันบอกว่าในทางหลักการแล้วสมควรไม่มี
ปัญหา ทั้งยังช่วยเราพิสูจน์จนแน่ชัด ดังนั้นอาศัยคำชี้แนะของ
เหวยซือ พวกเราออกแบบค่ายกลชุดหนึ่ง ที่เป็นค่ายกลใหม่อย่าง
สมบูรณ์ แต่การเร่งผลิตม้วนหยกก่อนหน้านี้ทำให้การพัฒนาค่าย
กลชุดนี้ล่าช้าออกไปบ้าง จึงเพิ่งจะสำเร็จเมื่อไม่นานมานี้เอง!”
“ค่ายกลใหม่อย่างสมบูรณ์?” ถึงตอนนี้กระทั่งจั่วม่อยังรู้สึกว่า
เหลือเชื่อแล้ว คนเหล่านี้เริ่มร้ายกาจขึ้นทุกขณะ ครั้งนี้ถึงกับมา
พร้อมค่ายกลแปลกใหม่พิสดาร ที่แม้แต่มันยังนึกสภาพไม่ออก
เรื่องเหล่านี้เกี่ยวข้องอันใดกับค่ายกล?
ปรมาจารย์จี๋เหว่ยตื่นเต้นสุดขีด รีบเล่าว่า “เราเรียกค่ายกล
ใหญ่ชุดนี้ว่าค่ายกลกวาดล้างแมลง หัวใจหลักของค่ายกลสร้าง
จากทรายผลึกทอง เพียงแค่ต้องวางเซียนกระบี่ที่บรรลุเจตจำนง
กระบี่ผู้หนึ่งลงไปในค่ายกล ก็สามารถชักนำค่ายกลสังหารแมลง
และโรคภัยศัตรูพืชทุกชนิด เราทดลองให้พี่น้องบางส่วนจากค่ายจู
เชวี่ยใช้งานดู ผลลัพธ์เป็นเลิศ ไม่มีช่องว่างรอยโหว่แม้แต่น้อย!”
จั่วม่อใบหน้าซึมเซา ได้แต่เหม่อมองอย่างโง่งม
จี๋เหว่ยไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้ามึนงงเลอะเลือนบนใบหน้าของ
จั่วม่อ มันกรีดวาดมืออย่างตื่นเต้น กล่าวสืบต่อไปว่า “และค่ายกล
กวาดล้างแมลงเหล่านี้ ไม่เพียงใช้ในการเพาะปลูกพืชปราณ
เท่านั้น มันยังมีประโยชน์อื่นที่เราไม่ได้คาดคิด นั่นคือสามารถช่วย
ให้พี่น้องเซียนกระบี่ฝึกปรือเจตจำนงกระบี่ของพวกมัน ช่วยให้
พวกมันควบคุมเจตจำนงกระบี่ได้ดียิ่งขึ้น”
จั่วม่อเหม่อมองสองปรมาจารย์อย่างโง่งม ชักรู้สึกหวาดกลัว
คนทั้งสองขึ้นมาจับใจ
สองปรมาจารย์ในที่สุดค่อยพบเห็นใบหน้าแปลกพิกลของ
จั่วม่อ พวกมันหันมองหน้ากัน จากนั้นปรมาจารย์ซุนเป่าเอ่ยปาก
ทำลายความเงียบว่า “ต้าเหริน ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มีปัญหาอันใด
หรือไม่?”
“โอ้ย ไม่มีปัญหา! ไม่มีปัญหาอะไรเลย! ทุกอย่างยอดเยี่ยม
มาก… …”
จั่วม่อลอบพึมพำกับตัวเอง มองไปยังท้องทุ่งปราณที่อยู่
ตรงหน้า ดวงตาว่างเปล่าเต็มไปด้วยความมึนงง
โลกนี้พลิกควํ่าพังทลายไปหมดแล้ว!