สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 462 ถํ้าสะท้านขวัญ
พรรคซวีหลิง
หลู่เจิ้นสีหน้าเคร่งขรึม “หนิงอี้ กู้หมิงกงและเยวียนซิ่น ข่าวนี้
ยืนยันแล้วหรือไม่?”
หลู่เจิ้นผู้นี้เป็นประมุขพรรครุ่นปัจจุบันของพรรคซวีหลิง ระดับ
พลังบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ขอบเขตสูงสุดของจินตันขั้นสาม เป็นที่
เชื่อถือของเหล่าผู้อาวุโสพรรคอย่างลึกซึ้ง ภายใต้การนำของมัน
พรรคซวีหลิงรุ่งโรจน์เรืองรองขึ้นทุกวัน
“ยังไม่ยืนยันแน่ชัด แต่พวกมันตั้งเป้าไว้ที่สามคนนี้อย่างไม่มี
ข้อกังขา ว่ากันว่าเยวียนซิ่นรับปากแล้ว” ผู้กล่าววาจาเรียกว่าหวง
เจี๋ย เป็นศิษย์ผู้น้องของหลู่เจิ้นเอง พอกล่าวจบ มันก็มองหน้าหลู่
เจิ้นเป็นเชิงถามไถ่ “พวกเราใช่สมควรลงมือห้ามปรามพวกมัน
หรือไม่?”
หลู่เจิ้นไม่ตอบคำ กลับย้อนถาม “สืบทราบความเป็นมาของ
คนจากเกาะเต่าแล้วหรือไม่?”
“ยังไม่ทราบ” หวงเจี๋ยสั่นศีรษะ “พวกมันระมัดระวังมาก ทาง
เราก็กริ่งเกรงว่าจะสะกิดความสนใจของพวกมัน ไม่กล้าสอบถาม
ลึกลงไปนัก เรายังคิดสืบสวนจากซางเว่ยหมิง แต่ไม่มีผลรับอันใด
เจ้าผู้นี้หุบปากแน่นสนิทผิดธรรมดาจริงๆ”
“อา นี่ไม่น่าประหลาดใจนัก คนเหล่านี้ช่วยชีวิตมันกับ
ครอบครัวมันเอาไว้ ซางเว่ยหมิงดูท่าตั้งใจแน่วแน่แล้วว่าจะ
จงรักภักดีกับคนกลุ่มนี้” หลู่เจิ้นหยุดแวบหนึ่ง ก่อนจะถามว่า “วัน
นั้นเจ้าก็เห็นเซียนกระบี่ที่เข้ามาขายม้วนหยกภายในเมืองใช่
หรือไม่ มีความเห็นว่าอย่างไร?”
“ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันไม่นับเป็นอะไรได้ ล้วน
เป็นเพียงหนิงม่าย ถือเป็นมือชั้นธรรมดาเท่านั้น แต่พลังฆ่าฟันของ
พวกมันรุนแรงยิ่ง สมควรเป็นกลุ่มคนเดนตายที่ถูกฝึกปรือมาเป็น
อย่างดี ในหมู่พวกมัน จำนวนผู้บรรลุเจตจำนงกระบี่นับว่าสูงลํ้าจน
น่ากลัว” หวงเจี๋ยหวนคิดทบทวนถึงกองทัพเซียนกระบี่ที่พบเจอใน
วันนั้น กลิ่นอายฆ่าฟันที่แผ่ซ่านออกมาทั่วร่างคนเหล่านั้น ทำเอา
กระทั่งมันยังต้องสะท้านใจ
นิ่งงันไปวูบหนึ่ง ค่อยตั้งสติ กล่าวสืบต่อ “ฟังว่าพวกมันเปิด
ห้องเรียนฝึกวิชา ซึ่งบอกว่ารับประกันผลการบรรลุเจตจำนงกระบี่
พวกมันในเมื่อกล้าคุยโวเช่นนี้ ย่อมต้องมีเคล็ดลับที่ผู้อื่นไม่ล่วงรู้
พวกมันยังมีเซียนกระบี่ยอดยุทธ์ที่ระดับฝีมือไม่รวบรัดธรรมดา ทั้ง
ยังยินดีที่จะเปิดสอนศิษย์ทั่วไป นับว่าหาได้ยากนัก”
“เช่นนั้นเจ้าถือหางข้างใด?” หลู่เจิ้นถามอย่างยิ้มแย้ม
หวงเจี๋ยขบคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “หากเถียนหย่งชิงกับ
พวกสามารถเชื้อเชิญพวกหนิงอี้ทั้งสามออกมาได้จริง เช่นนั้นก็
เป็นเจ็ดต่อสาม เถียนหย่งชิงเจ็ด เกาะเต่าสาม ยอดยุทธ์พอประมือ
กัน ย่อมแตกต่างจากทำศึกด้วยกองทัพ นี่ขึ้นอยู่กับพลังฝีมือของ
แต่ละคน หนิงอี้แม้นิสัยใจคอไม่น่าคบหา แต่พลังฝีมือของมันสูง
เยี่ยมอย่างแท้จริง ในพรรคเรานอกจากท่านประมุขเองแล้ว ไม่มี
ผู้ใดสามารถรับมือมันได้ นอกเสียจากว่าเบื้องบน… …”
หลู่เจิ้นพลันยกมือห้ามปรามไม่ให้หวงเจี๋ยกล่าวสืบต่อ ตัดบท
ว่า “ไม่ต้องกังวลใจไป ข้าจะเชื้อเชิญหวงหลงเจินเหรินมาพำนักกับ
พวกเราสักระยะหนึ่ง อาศัยข้ากับหวงหลงเจินเหริน พวกมันย่อมไม่
กล้าก่อเรื่องวุ่นวายมากเกินไป”
หวงเจี๋ยกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ข้าก็คิดอยู่แล้วว่าท่านประมุขต้อง
เตรียมการเอาไว้ แต่นึกไม่ถึงว่าจะเชื้อเชิญหวงหลงเจินเหรินมา
ด้วยตัวเอง!”
“ช่วยไม่ได้ ข้าไม่มีทางเลือกอื่นใดเลย” หลู่เจิ้นหัวร่อเบาๆ
จากนั้นสีหน้ากลับเป็นเคร่งเครียดเย็นชาอีกครั้ง “ตระกูลเถียนระยะ
นี้เหิมเกริมไม่เบา ดูเหมือนว่าการที่กองพันเถียนเยี่ยเลื่อนอันดับ
ขึ้นในทำเนียบจัดอันดับ จะเป็นเหตุให้พวกมันบังเกิดความเชื่อมั่น
อย่างล้นเหลือทีเดียว!”
“ความหมายของท่านประมุขคือ?”
“รอให้เรื่องนี้จบลงเสียก่อน เราจะโจมตีตระกูลเถียนสักครา
ต้องสั่งสอนมิให้พวกมันหลงลืมตนเกินไป!”
“ท่านประมุขกล่าวถูกต้อง”
ภายในถํ้ามืดมิด เห็นเงาดำขบวนหนึ่ง ยกขบวนมุ่งหน้าลึกเข้า
ไปในถํ้า
ผู้ที่นำอยู่ด้านหน้าสุดคือเจ้าดำน้อย ตามด้วยสือผิ่น เจดีย์น้อย
และเจ้าเพลิงน้อยที่บินวนเวียนอยู่รอบกายอากุ่ย ดวงตาของอากุ่ย
เป็นประกายสีม่วงจางๆ ดูน่าขนพองสยองเกล้าอยู่บ้าง นกโง่รั้งท้าย
เดินเชิดหน้าสูงชัน แม้อยู่ในความมืด ยังเยื้องย่างด้วยฝีเท้านก
อย่างไม่สะทกสะท้าน นางยังคงมีทีท่าเย่อหยิ่งและไม่อินังขังขอบ
เหมือนเช่นปกติ
อากุ่ยระยะนี้เริ่มดีวันดีคืน สีหน้าท่าทีค่อยๆ มีแววรับรู้มากขึ้น
เรื่อยๆ เจดีย์น้อยกับเหล่าเจ้าตัวเล็กมักจะพาอากุ่ยมาด้วยทุกครั้ง
บรรดาถํ้าต่างๆ บนเกาะซึ่งรกเรื้อด้วยวัชพืชและสุมทุมพุ่มไม้ กลับ
กลายเป็นที่เล่นของอากุ่ยกับเหล่าเจ้าตัวเล็ก พากันเล่นสนุกอย่าง
เบิกบานสำราญใจ
ทันใดนั้น เจ้าดำน้อยซึ่งนำอยู่ด้านหน้าพลันชะงักกึก สอง
หนวดบนศีรษะโบกไปมาอย่างเร็วรี่
สือผิ่นผู้คลั่งไคล้การต่อสู้ราวกับแมวได้กลิ่นปลาย่าง ใบหน้า
เล็กๆ ทอแววตื่นเต้นระทึกใจขึ้นมาทันที กระชับกระบี่ดำเล่มน้อย
โถมทะยานดิ่งเข้าไปในความมืด
เปลวไฟมากมายปะทุออกจากร่างเจ้าเพลิงน้อย ส่องแสงสว่าง
โชติช่วงขับไล่ความมืดมิด เผยให้เห็นเหล่าเจ้าตัวเล็กทั้งขบวน
อากุ่ยในดวงตาสั่นพลิ้วด้วยประกายแสงสีม่วง เหล่าเจ้าตัวเล็ก
ห้อมล้อมอยู่รอบกายนาง
สือผิ่นทันใดนั้นร่างพร่าเลือนวูบ แล้วหายวับไป
เช้ง!
เห็นประกายไฟแลบพุ่งเป็นทางยาวกลางเวหา สุ้มเสียงปะทะ
แหลมใสดังสะท้านในหูเหล่าเจ้าตัวเล็ก
เปลวไฟบนร่างเจ้าเพลิงน้อยพลันสั่นพลิ้ว มันซุกเข้าหาอากุ่ย
อย่างขลาดเขลา มือเท้าเล็กๆ ของเจ้าเพลิงน้อยเกาะขาอากุ่ยแนบ
แน่น ก่อนจะตะกายไต่ขึ้นไปถึงบนศีรษะอากุ่ย มุดแอบอยู่ในเรือน
ผมของนาง
เจดีย์น้อยกลับขวัญกล้าบังอาจ ไม่ได้หวาดกลัวแม้แต่น้อย
ค่อยๆ ลอยใกล้เข้าไปอย่างอยากรู้อยากเห็น
นกโง่ยังคงมีสีหน้าเฉื่อยชา
เคล้ง เคล้ง เคล้ง!
ประกายไฟยังกระเซ็นซ่านไม่ขาดสาย พอๆ กับเสียงปะทะ
แหลมใสดังระรัวอย่างเร่งร้อน
อาศัยแสงสว่างจากเปลวไฟของเจ้าเพลิงน้อย เหล่าเจ้าตัวเล็ก
ในที่สุดเห็นชัดตา ศัตรูเบื้องหน้าเป็นแมลงสีดำฝูงใหญ่!
แมลงสีดำเหล่านี้ แต่ละตัวมีขนาดพอๆ กันกับสือผิ่น ร่างกาย
เรียวแหลมคล้ายกระสวย เคลื่อนไหวรวดเร็วดุจสายฟ้า! เปลือก
แข็งของพวกมันแข็งแกร่งทนทานสุดขีด เมื่อปะทะกับกระบี่เสี้ยว
จันทร์ดำของสือผิ่น บังเกิดประกายไฟสาดกระเซ็นไปทั่ว แต่ไม่ได้
รับความเสียหายแม้แต่น้อย!
เมื่อพบพานคู่มือจำนวนมาก สือผิ่นจมลงไปในความตื่นเต้น
ลิงโลดในทันที ใบหน้าเคร่งขรึมของมันเต็มไปด้วยประกายอำมหิต
สือผิ่นในอาภรณ์สีดำและกระบี่เสี้ยวจันทร์ดำไม่ต่างจาก
สายฟ้าสีดำสายหนึ่ง รุกไล่ฟาดฟันอยู่ท่ามกลางฝูงแมลง ปิดสกัด
การรุดหน้าของฝูงแมลงดำเล็กๆ เหล่านี้เอาไว้
แซ่กแซ่ก!
รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงแมลง หนาแน่นขึ้นทุกขณะ
เคล้ง เคล้ง เคล้ง!
แสงประกายไฟที่สาดกระเซ็นท่ามกลางวงต่อสู้ ดูคล้ายม่านไฟ
รูปจันทร์เสี้ยววงหนึ่ง!
สือผิ่นเจตนาฆ่าฟันบนใบหน้าดุดันอำมหิตขึ้น มันรู้สึกว่าแรง
กดดันเพิ่มมากขึ้น! ดูเหมือนว่าแมลงเหล่านี้จะเพิ่มจำนวนขึ้น
เรื่อยๆ!
นกโง่พลันมีสีหน้าระแวงระวัง นางค้นพบสัญญาณอันตราย!
เพียะเพียะเพียะ!
ประกายไฟสว่างจ้าท่ามกลางความมืด บรรดาเจ้าตัวเล็กหน้า
เผือดสีลงทันควัน ม่านประกายไฟค่อยๆ ถูกผลักดันมาทางพวกมัน
อย่างเร็วรี่!
ร่างของสือผิ่นพลิ้วทะยานไปมาเร็วขึ้นๆ เร็วขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้า
ดุดันอำมหิต แต่เหล่าแมลงดำก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ สือผิ่นไม่อาจ
หยุดยั้งการรุกคืบของพวกมันได้อีกต่อไป!
เจดีย์น้อยไม่ใช่แค่กล้ามองจากด้านข้างเท่านั้น มันยังกล้า
ปลดปล่อยแสงห้าสี กวาดใส่ฝูงแมลงอย่างไม่กลัวเกรง
เหล่าแมลงดำที่ถูกแสงห้าสีของเจดีย์น้อยกวาดใส่ พลันแข็ง
ค้างในบัดดล!
สือผิ่นที่กำลังอึดอัดคับข้องใจที่ถูกสะกดเอาไว้ ทันใดนั้นฉวย
โอกาสระเบิดพลังออกมา สภาวะกระบี่พลุ่งพล่านกราดเกรี้ยว!
ม่านประกายไฟแผ่กว้างออกไปอย่างฉับพลัน!
แต่ไม่มีผู้ใดคาดคิด ม่านประกายไฟที่เพิ่งจะแผ่กว้างออกไป
ทันใดนั้นถูกผลักกลับมาอย่างรุนแรงกว่าเดิม คล้ายเผชิญกับมือ
ยักษ์ที่มองไม่เห็นข้างหนึ่ง!
แมลงดำ แมลงดำยิ่งมากขึ้นกว่าเดิมอีก!
ภายในส่วนลึกของถํ้า ฝูงแมลงไหลบ่าออกมาราวกับกระแสนํ้า
คลุ้มคลั่ง!
อากุ่ยในดวงตาสาดประกายสีม่วงเจิดจ้า มือขวาสะบัดวูบ คลื่น
แมลงดำที่บุกรุกเข้ามาอย่างดุดันคล้ายเผชิญกับการโจมตีร้ายแรง
พากันร่วงกราวโดยไร้เสียง! พวกมันพอตกกระทบพื้น ก็นอนนิ่ง
สนิท ไม่ขยับเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย พวกมันล้วนตายแล้ว!
อากุ่ยพอลงมือ ก็เป็นเหตุให้คลื่นแมลงอันแน่นขนัดบังเกิด
ช่องว่างขึ้นสายหนึ่ง
โอกาสทอง!
เหล่าเจ้าตัวเล็กติดตามจั่วม่อมานานปี เรื่องอื่นใดไม่ต้องเอ่ย
ถึง แต่เรื่องความสามารถในการหลบหนีจัดอยู่ชั้นหนึ่ง! โดยไม่ต้อง
ส่งสัญญาณบอกเตือนให้แก่กัน ทุกร่างล่าถอยออกมาอย่างพร้อม
เพรียง สอดประสานเป็นจังหวะเดียวกัน ราวกับว่าพวกมันถูกผูก
เอาไว้ด้วยเชือกเส้นเดียวกัน
คลื่นแมลงที่ถูกสกัดเอาไว้ชั่วคราว พลันหลุดออกจากแรง
ยับยั้งทั้งหมด ถาโถมเข้าหาเหล่าเจ้าตัวเล็กดุจลมคลุ้มคลื่นคลั่ง!
สุ้มเสียงแหลมใสดังต่อเนื่องไม่สิ้นสุด บาดแก้วหูจนปวดแปลบ!
เหล่าเจ้าตัวเล็กที่ดุจเชื่อมโยงจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน พากัน
สะดุ้งขึ้นสุดตัว รีบโกยอ้าวออกไปอย่างไม่คิดชีวิต นกโง่เวลานี้ไม่มี
ท่วงท่าสภาวะดุจยอดฝีมืออีก นางกระพือปีกอย่างบ้าคลั่ง บางครั้ง
ยังเหลียวหน้ากลับไปมอง แต่นี่ไม่ส่งผลกระทบต่อความเร็วของนาง
แม้แต่น้อย
คลื่นแมลงทมิฬตามติดเบื้องหลังพวกมันอย่างกระชั้นชิด
ขณะที่แทบจะถูกไล่ตามทันอยู่รอมร่อ เหล่าเจ้าตัวเล็กพลันรู้สึกว่า
เบื้องหน้ากระจ่างจ้า
พวกมันออกมาจากถํ้าแล้ว!
สิ่งที่ทำให้พวกมันต้องเบิกตากลมโต ก็คือฝูงแมลงพอติดตาม
ถึงหน้าปากถํ้า พลันหยุดชะงักลงทั้งหมด ในชั่วพริบตานั้น ปาก
ทางเข้าถํ้าอัดแน่นไปด้วยฝูงแมลง แมลงดำเหล่านี้อัดซ้อนสุมทับ
เป็นชั้นๆ แน่นขนัดจนไม่มีช่องว่างรอยโหว่แม้สักส่วนเสี้ยว เพียง
ชมดูแต่ไกล ก็สามารถทำให้ผู้คนสยดสยองจนขนหัวลุกชี้ชัน
ภายใต้แสงแดดแผดจ้า พวกมันในที่สุดก็ได้ยลโฉมหน้า
แท้จริงของแมลงร้ายกาจเหล่านี้ ที่แท้แมลงเหล่านี้ไม่ใช่สีดำ แต่
เป็นสีนํ้าตาลเข้ม ร่างกายเรียวแหลมคล้ายกระสวย มีปีกโปร่งบางคู่
หนึ่งอยู่บนแผ่นหลัง อาจบางทีพวกมันอาศัยอยู่ในความมืดนาน
เกินไป ดวงตาของพวกมันเล็กมากจนแทบมองไม่เห็น สิ่งที่น่าตื่น
ตระหนกที่สุด คือส่วนปากที่เต็มไปด้วยกรงเขี้ยวแหลมคม ที่ทำเอา
ผู้พบเห็นถึงกับเย็นเยียบจับใจ
เหล่าเจ้าตัวเล็กหวาดกลัวจนตัวสั่น
แต่พวกมันพลันพบว่าไม่ว่าจะอย่างไร แมลงเหล่านี้ก็จะไม่ย่าง
กรายออกมาจากถํ้าเป็นอันขาด พวกมันค่อยคลายใจลง
เจดีย์น้อยที่ซุกซน พอเห็นแมลงร้ายกาจไม่ยอมออกมาจากถํ้า
ความกลัวก็หายวับไปทันที มันลอยเข้าไปถึงระยะเพียงสามจั้งจาก
ปากถํ้า บิดเอวห้าชั้นและส่ายก้นล้อเลียนฝูงแมลงภายในถํ้า ทั้ง
แลบลิ้นปลิ้นตา ทำหน้ากระเซ้าเย้าแหย่สารพัดชนิด
เหล่าแมลงในถํ้าพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที ปีนไต่ไปทั่วอย่าง
เกรี้ยวกราด แต่ไม่ว่าพวกมันจะเคลื่อนไหวไต่ไปมาอย่างไร ก็ไม่
ล่วงลํ้าออกมานอกถํ้าแม้แต่ชุ่นเดียว
เห็นเจดีย์น้อยเล่นสนุกอยู่ผู้เดียว เจ้าเพลิงน้อยกับเจ้าดำน้อย
พากันออกมาโลดเต้นยั่วยุฝูงแมลงด้วย ก่อนจะยกขบวนจากไป
อย่างเบิกบานและสาสมใจ
สือผิ่นเหลียวมองกลับไปยังปากถํ้าที่เต็มไปด้วยฝูงแมลงแวบ
หนึ่ง ก่อนจะติดตามเหล่าพี่น้องของมันจากไป ใบหน้าที่
เคร่งเครียดจริงจังอยู่ตลอดเวลา พลันเผยอยิ้มลี้ลับ
เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน!
“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหา! เราจะจัดส่งหินจุดนํ้าตาลกับผลึก
วิญญาณวารีตามจำนวนที่พวกท่านต้องการไปให้โดยเร็วที่สุด แต่
เนื่องเพราะท่านสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก อาจต้องใช้เวลาราวๆ สิบ
วัน” ผู้ดูแลร้านคนใหม่ของศาลาเมฆากล่าวกับเปาอี้อย่างสุภาพ
อ่อนโยน
ผู้ดูแลร้านคนก่อนหน้านี้ ผู้มีตาแต่ไร้แวว ถูกเลี่ยวฉีชาง
จัดการสำเร็จโทษไปแล้ว ผู้ดูแลร้านคนใหม่นี้ถูกโยกย้ายมาจาก
ร้านค้าในสถานที่อื่น มันย่อมทราบดีแก่ใจ ว่าด้วยสาเหตุอันใด มัน
จึงได้กลายมาเป็นผู้ดูแลร้านของศาลาเมฆาเมืองซวีหลิง อีกทั้งนาย
น้อยยังจัดอันดับจั่วเซียนเซิงไว้ในสามลำดับแรกของผู้ที่ต้องใส่ใจ
ดูแลเป็นพิเศษ
แม้ว่าผู้มาจะไม่ใช่จั่วเซียนเซิงมาด้วยตัวเอง มันยังคง
ระมัดระวังกิริยาเป็นอย่างยิ่ง ควรทราบว่ายมบาลสนทนาง่าย ภูต
เล็กผีน้อยอาจพูดยาก* ดังนั้นมันไม่กล้าหละหลวมแม้แต่น้อย!
(*ยมบาลสนทนาง่าย ภูตเล็กผีน้อยอาจพูดยาก อุปมาว่าผู้มี
ตำแหน่งใหญ่โตอาจจะไม่ถือสาหาความท่าน แต่หากล่วงเกินพวก
ที่ตำแหน่งรองๆ ลงมา อาจจะนำความยุ่งยากมาให้ยิ่งกว่า)
นอกเหนือจากจัดส่งสินค้าให้โดยเร็วที่สุดแล้ว มันยังมอบ
ส่วนลดที่ดีที่สุดให้ด้วย
เปาอี้สีหน้าพออกพอใจยิ่ง มันรู้จักท้องตลาดดี ทราบว่า
ความเร็วในการส่งสินค้าและราคาที่ผู้อื่นให้มา เป็นที่น่าพอใจมาก
แล้ว
“ขอบคุณจ่างกุ้ยมากแล้ว!” เปาอี้ประสานมือคารวะ ต้าเหริน
ของมันให้ความสำคัญกับหินจุดนํ้าตาลและผลึกวิญญาณวารี
เหล่านี้มาก เรียกให้มันจัดหาวัตถุดิบเหล่านี้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะหา
ได้ หลังจากกระทำภารกิจที่ต้าเหรินมอบหมายให้เสร็จสิ้น เปาอี้
โล่งใจเหมือนยกก้อนหินออกจากอก
หลังจากออกจากศาลาเมฆา เปาอี้ก็เปลี่ยนโฉมหน้ารอบหนึ่ง
จากนั้นเดินเข้าไปในร้านค้าอื่นอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่กิจการร้านค้าในเมืองซวีหลิงรวมหัวกันกีดกันเกาะ
เต่า กิจการค้าของเปาอี้ก็เข้าสู่ภาวะชะงักงัน มันกระทั่งจะซื้อของ
ยังมีปัญหายุ่งยาก นอกเหนือจากศาลาเมฆาที่ไม่รังเกียจรังงอน
พวกมัน ร้านค้าอื่นกระทั่งสินค้าสักชิ้นยังไม่ยอมขายให้แก่พวกมัน
ไม่ต้องเอ่ยถึงการรับซื้อสินค้าจากพวกมันแล้ว
เปาอี้คิดหาหนทางแก้ไขอย่างรวดเร็ว นั่นคือใช้ศาสตร์แห่ง
การเปลี่ยนแปลงรูปโฉม
การไม่ได้ใช้โฉมหน้าแท้จริงไปซื้อขายสินค้าในร้านค้า ไม่ใช่
สิ่งที่ผู้คนต้องมาคิดกังขา เนื่องเพราะมีซิวเจ่อมากมายที่ไม่ยินดีใช้
โฉมหน้าแท้จริงเช่นกัน หลายคนก็ใช้ศาสตร์เปลี่ยนแปลงโฉมหน้า
เป็นเรื่องปกติ
เหมือนเช่นทุกครั้ง เปาอี้กำลังมุ่งมั่นใคร่ครวญกับราคาสินค้า
ทั้งหมด ทันใดนั้นเสียงสนทนาเบาๆ พลันลอยเข้าหูมันอย่างรวดเร็ว
“ฮ่า คราวนี้เจ้าพวกเกาะเต่าหนีไม่รอดแล้ว!”
เปาอี้สะท้านขึ้นทั้งร่าง หูผึ่งขึ้นทันที!