สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 464 ชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ!
“นี่มันอะไรกัน?” จั่วม่อถามเว่ย จ้องมองทหารยันต์ทองคำดำ
ตาเขม็ง มองดูใบหน้าที่คลับคล้ายกับตัวเองแทบไม่มีผิดเพี้ยน ต้อง
รู้สึกอึดอัดขัดข้องอย่างบอกไม่ถูก
เว่ยกล่าวเสียงทุ้มลึก “นี่ดูคล้ายกับหุ่นเชิดสัญลักษณ์ศึกอยู่
บ้าง”
“หุ่นเชิดสัญลักษณ์ศึก?” จั่วม่อประหลาดใจเล็กน้อย หัน
กลับไปมองหน้าเว่ย “นั่นเป็นตัวอะไร? เอาไว้ใช้ทำอะไร?”
“สัญลักษณ์ศึกของแต่ละเผ่า เป็นสัญลักษณ์ทางจิตวิญญาณ
ของชนเผ่านั้นๆ พวกมันทรงพลังอำนาจอย่างล้นเหลือ เพียงแต่
เหล่าสัญลักษณ์ศึกเป็นตัวตนอันเหนือโลก มักไม่ชมชอบยุ่ง
วุ่นวายกับเรื่องราวทั่วไปของแต่ละเผ่า ดังนั้นพวกมันจะประทานหุ่น
เชิดซึ่งเป็นตัวจำลองของพวกมัน มีพลังส่วนหนึ่งของพวกมันให้แก่
บรรดาชนเผ่าผู้ศรัทธา ในสมัยโบราณ หุ่นเชิดสัญลักษณ์ศึกมี
จำนวนมากมายนับไม่ถ้วน หุ่นเชิดเหล่านี้แม้ได้รับพลังจาก
สัญลักษณ์ศึก แต่ย่อมไม่ได้มีพลังมากเท่ากับตัวสัญลักษณ์ศึก
เอง! หุ่นเชิดสัญลักษณ์ศึกบางตนยังสามารถทำหน้าที่เป็นเมล็ด
พันธุ์ที่สัญลักษณ์ศึกเตรียมการไว้สำหรับตัวเอง หากสัญลักษณ์
ศึกถูกทำลาย หุ่นเชิดสัญลักษณ์ศึกที่หลงเหลือจะอาศัยวิธีการลับ
ปลุกความทรงจำดั้งเดิมของสัญลักษณ์ศึกขึ้นมา และกลายเป็น
สัญลักษณ์ศึกใหม่อีกครั้ง!”
คราวนี้อย่าว่าแต่จั่วม่อ แม้แต่ผูเยายังรับฟังอย่างระมัดระวัง
เรื่องราวเหล่านี้เก่าแก่โบราณเกินไป กระทั่งมันเองยังไม่ทราบชัด
จั่วม่อใจหายวาบ ทหารยันต์คือการผสานรวมของวิชายันต์กับ
หุ่นเชิด หุ่นเชิดสัญลักษณ์ศึกสะกิดเตือนให้มันนึกถึงชิ้นส่วน
สัญลักษณ์ศึกที่มันใช้ในขั้นตอนการซ่อมแซม
“แล้วการเสนอเครื่องบูชายัญคืออะไร?” จั่วม่อถามทันควัน
“เสนอเครื่องบูชายัญเป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในพิธีบวงสรวง
บูชายัญ โดยทั่วไปแล้วนี่เป็นสัญญาณเริ่มต้นพิธี” เว่ยอธิบาย
“เมื่อทหารยันต์ทองคำดำของเจ้าลืมตาขึ้น ไม่ทราบเพราะเหตุใด
กลับสะกิดเตือนให้ข้านึกถึงพิธีบวงสรวงบูชายัญ พิธีบวงสรวงบูชา
ยัญในยุคโบราณต้องการเครื่องสังเวย หุ่นเชิดสัญลักษณ์ศึก
ประดุจสัตว์ร้ายที่ป่าเถื่อน เต็มไปด้วยความหิวกระหาย! หากไม่
สังเวยให้แก่มันจะเกิดผลร้ายขึ้นแทน ดูเหมือนเจ้าสร้างมันขึ้นมา
โดยบังเอิญ ทหารยันต์ทองคำดำของเจ้าหลังจากนี้จะมีพลัง
ความสามารถเช่นไร ข้าเองก็บอกไม่ได้แน่ชัด เจ้าต้องค้นหาด้วย
ตัวเอง เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสัญลักษณ์ศึก แม้แต่กับพวกเราก็เป็น
เรื่องที่ห่างไกลมากเกินไป!”
ทั้งสามพากันนิ่งเงียบงันไป เว่ยกล่าวไม่ผิด เรื่องในยุคสมัย
โบราณ สำหรับพวกมันแล้วเก่าแก่โบราณเกินไปมาก!
หุ่นเชิดสัญลักษณ์ศึก… …
มันมักจะมาลงเอยกับสิ่งแปลกๆ เสมอ จั่วม่ออดฝืนยิ้มอย่างขม
ขื่นไม่ได้
มันหลอมสร้างตามม้วนหยกของกู่เซี่ยงเทียนชัดๆ แล้วไฉน
ทหารยันต์ทองคำดำที่สร้างออกมา กลับเปลี่ยนเป็นแตกต่างจาก
ในม้วนบันทึกไปเสียได้?
ลืมไปเถอะ ทดลองดูก็คงจะรู้เอง
จั่วม่อถือยันต์กระดาษขึ้นในมือ โคจรพลังตามเวทวิชาที่
บันทึกไว้ในม้วนหยก
ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
จั่วม่ออึ้งงัน ไฉนไม่มีมีสิ่งใดเกิดขึ้น? มันรีบนำม้วนหยกของกู่
เซี่ยงเทียนออกมา ตั้งใจอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง … ทุกอย่าง
ถูกต้อง! จั่วม่อในใจจู่ๆ บังเกิดสังหรณ์เลวร้าย คงไม่ใช่ว่า… …
มันพยายามสงบใจลง ตั้งใจร่ายเวทวิชาซํ้าสอง
ยังคงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง!
จั่วม่อหนังตากระตุก สังหรณ์ร้ายยิ่งรุนแรงกว่าเดิม แต่มันยังคง
พยายามอีกครั้ง
ยังคงไม่มีอะไรเกิดขึ้น!
ไฉนไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง? หรือมันเผลอทำเสียหายไป
แล้ว? จั่วม่อมองกระดาษยันต์ในมือด้วยสีหน้าน่าเกลียดสุดทน
ดู! ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งมากมาย ทุ่มเทวัตถุดิบชั้นเลิศลงไปไม่
น้อย ทั้งยังทำการบูชายัญที่น่าสะพรึงกลัว ล้วนทำให้เกอหลง
คาดหวังอยู่เป็นนานสองนาน แต่ที่แท้ล้มเหลวเช่นนั้นหรือ?
เจ้าเศษสวะนี่! จั่วม่ออับอายจนกลายเป็นโทสะ โดยไม่กล่าวคำ
ใดซํ้าสอง มันฟาดกระดาษยันต์ลงบนโต๊ะอย่างรุนแรง!
“เกิดมาเพื่อต่อสู้”
ทันใดนั้น สุ้มเสียงเกียจคร้านคล้ายเพิ่งถูกปลุกให้ตื่น พลันดัง
ออกมาจากแผ่นยันต์
ถ้อยคำที่สมควรเต็มไปด้วยความเหี้ยมหาญทะยานฟ้า กลับ
ฟังดูนุ่มนิ่ม ไม่มีเรี่ยวแรงพลังแม้แต่น้อย
หลังจากประโยคนี้ ตามมาด้วยเสียงหาวยาวเหยียด
จั่วม่อใบหน้าดำคลํ้าเหมือนก้นหม้อ ถลึงตามองทหารยันต์
ทองคำดำอย่างดุร้าย ทหารยันต์ทองคำดำหาวอีกทีหนึ่ง หาวจน
นํ้าลายไหลย้อยจากมุมปาก จากนั้นหรี่ตาสะลึมสะลือมองดูจั่วม่อ
“พี่ใหญ่ มีปัญหาใดหรือ?”
จั่วม่อนิ่งขึงตะลึงงันอยู่กับที่ กระทั่งผูเยากับเว่ยยังเหม่อมอง
อย่างโง่งม
นอกเหนือจากทั้งร่างเป็นสีทองอร่ามแล้ว รูปร่างหน้าตาที่ดู
ร้ายกาจของเจ้าผู้นี้ ก็แทบจะเหมือนกับจั่วม่อไม่มีผิดเพี้ยน!
เห็นไม่มีคำตอบใดๆ ทหารยันต์ทองคำดำอ้าปากหาวยาว
เหยียดอีกรอบ “ไม่มีเรื่องใดหรือ? หากไม่มีเรื่องใด ข้าจะไปนอนต่อ
แล้ว อา ง่วงเหลือเกิน!” กล่าวจบคำ มันโบกมือให้จั่วม่อรอบหนึ่ง
แล้วหายวับไปกับตา
จั่วม่อนิ่งอึ้งอยู่ครึ่งค่อนวัน สุดท้ายอยากรํ่าไห้ครํ่าครวญเป็น
กำลัง นี่ยังจะเรียกว่าทหารยันต์ได้อีกหรือ? ทหารยันต์ผู้แกร่งกร้าว
เหี้ยมหาญและไม่หวั่นเกรงความตายหายไปไหนแล้ว? เสียแรงเสีย
วัตถุดิบไปตั้งมากมาย กลับได้เจ้าตัวขี้เกียจนี้มา? จั่วม่อรู้สึกว่า
ตัวเองโง่มากจนแทบเอาศีรษะพุ่งชนกำแพงตาย!
จั่วม่อยิ่งนึกทบทวน ก็ยิ่งคิดถึงทหารยันต์ทองคำดำผู้เฉยชา
เงียบขรึมและไม่รู้จักเจ็บปวดเหนื่อยล้าขึ้นมาจับใจ!
ทหารยันต์ทองคำดำที่ยอดเยี่ยมนั้นหายไปที่ใดแล้ว!
แล้วมันได้ตัวอะไรมา? ไฉนข้าเคราะห์หามยามร้ายถึงปานนี้!
ท่ามกลางสายตาเห็นอกเห็นใจของผูเยากับเว่ย จั่วม่ออยากรํ่า
ไห้แต่ไร้นํ้าตา สำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้งจนลำไส้เป็นสีเขียว
จงหยูสวดมนต์สังวัธยายพระสูตรด้วยสุ้มเสียงเบาตํ่า มือหมุน
กงล้อภาวนาด้วยอาการนุ่มนวล อักขระพระสูตรบนกงล้อภาวนา
ล่องลอยออกมา หมุนวนรอบกายอย่างแช่มช้า
เศษเสี้ยวพลังอธิษฐานประดุจพิษร้ายสีเทาอันร้ายกาจ แทรก
ซึมเข้าไปในกงล้อภาวนากากบาท*ไม่ขาดสาย
กงล้อภาวนากากบาทของมันใช้แผ่นจานดินนภาเก้าแปลง
เป็นกงล้อ ไม้เท้าพระธรรมสี่แฉกเป็นด้าม ผสานเข้าด้วยกันตาม
วิธีการที่จารึกไว้ในเคล็ดวิชาร่างทองบรรลุธรรม ซึ่งจงหยูพรํ่าสวด
อยู่ทุกวี่วัน ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้ใช้พลังอธิษฐานขัดเกลาให้บริสุทธิ์
อย่างต่อเนื่อง ยิ่งนานวัน สองยุทธภัณฑ์เวทที่มาจากคนละทิศทาง
เริ่มเผยเค้าลางของการผสานรวมเป็นหนึ่งเดียว
แม้ว่าเพิ่งจะเป็นรูปเป็นร่าง แต่เริ่มเผยพลังอำนาจอันน่า
อัศจรรย์ออกมา
สิ่งที่มันต้องการมากที่สุดในยามนี้คือเวลา เวลาสำหรับการ
ผสานรวมทีละน้อย แล้วจากนั้นกงล้อภาวนากากบาทจึงจะเสร็จ
สมบูรณ์อย่างแท้จริง แต่ถึงกระนั้น กงล้อภาวนากากบาทในตอนนี้
ก็ยังคงจัดเป็นยุทธภัณฑ์เวทอันดับสองในค่าย
แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงเดิมทีก็เป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับหก
และหลังจากผ่านการขัดเกลาด้วยวิธีการของนักบวชเซน ก็ยิ่ง
กลายเป็นนุ่มนวลและลี้ลับมากขึ้นทุกขณะ
นอกจากเวลาที่ต้องสอนในห้องเรียนแล้ว จงหยูใช้เวลา
ทั้งหมดของมันไปกับกงล้อภาวนากากบาท
จั่วม่อที่กำลังหงุดหงิดขุ่นเคือง ถูกเปาอี้ที่รีบร้อนกลับมา หา
พบตัวอย่างรวดเร็ว
เปาอี้ใบหน้าตื่นตระหนก รีบรายงานข่าวที่มันสืบทราบมาจาก
ในเมืองแก่จั่วม่อเร็วปรื๋อ ซางเว่ยหมิงพอได้ยินชื่อหนิงอี้ ถึงกับสี
หน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยากในทันที
จั่วม่อกลับไม่หวาดวิตก “มีเพียงกระบวนท่าเยี่ยงนี้เอง?”
ในความเห็นของมัน ตระกูลเถียนเมื่อเทียบกับผูเยาแล้วนับว่า
อ่อนด้อยกว่ามาก อาศัยฝีมือเล็กน้อยเพียงเท่านี้ สำหรับจั่วม่อผู้
เข่นฆ่าเบิกทางออกมาจากกองซากศพ ย่อมไม่อาจสะกิดความ
สนใจของมันได้
ก็แค่ฝีมือเล็กน้อยทั่วไป!
ซางเว่ยหมิงเห็นจั่วม่อไม่กังวลสนใจ ต้องร้อนใจขึ้นมาทันที
“ต้าเหริน หนิงอี้ผู้นี้ฆ่าคนไม่เคยกะพริบตา! อาศัยพลังฝีมือของมัน
ยังไม่เคยมีผู้ใดทำอะไรมันได้! มันครอบครองสุดยอดยุทธภัณฑ์
เวทอันทรงพลังชิ้นหนึ่ง เรียกว่าร่มอสุราภูตโลหิต ร้ายกาจสุด
เปรียบปาน แสงโลหิตที่ปลดปล่อยออกมายากจะรับมือ หลายคน
ตกตายภายใต้ความร้ายกาจของร่มคันนี้เอง!”
“ร้ายกาจถึงเพียงนั้น?” จั่วม่องงงันวูบ “ร้ายกาจกว่าแผ่นจาน
พันมณีแดนลวงหรือไม่?”
ซางเว่ยหมิงรีบกล่าวละลํ่าละลัก “แผ่นจานพันมณีแดนลวง
ไหนเลยจะยกขึ้นเทียบกับร่มอสุราภูตโลหิตได้? แผ่นจานพันมณี
แดนลวงอาจเรียกได้ว่าเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่ร้ายกาจในเมืองซวีหลิง
แต่หากมองจากอาณาจักรทะเลเมฆทั้งหมด ก็ไม่นับเป็นอะไรได้
ทว่าร่มอสุราภูตโลหิตโด่งดังสะท้านทั่วอาณาจักรทะเลเมฆ อาศัย
ร่มปิศาจร้ายคันนี้ หนิงอี้เข่นฆ่ายอดฝีมือซิวเจ่อเจ็ดสิบกว่าคน ใน
จำนวนนั้นมียอดยุทธ์ด่านจินตันถึงสิบกว่าคน! ร่มอสุราภูตโลหิต
จัดอยู่ลำดับสิบในทำเนียบยอดยุทธภัณฑ์เวทระดับหกของ
อาณาจักร ทรงพลานุภาพร้ายกาจสุดเปรียบปาน!”
“ร้ายกาจปานนี้เชียว?” จั่วม่อแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
เกี่ยวกับการจัดอันดับยุทธภัณฑ์เวท จั่วม่อไม่มีความเห็นใด
แต่หากทรงพลังกว่าแผ่นจานพันมณีแดนลวง ก็มีค่าพอให้กังวล
สนใจแล้ว! ครั้งที่มันถูกแผ่นจานพันมณีแดนลวงจับเอาไว้ นั่นเป็น
เพียงเพราะมันไม่ทันระวังเท่านั้น แต่พลังของยุทธ์ภัณฑ์เวทนี้ยังทำ
ให้จั่วม่อประทับใจไม่คลาย พลังที่แผ่นจานพันมณีแดนลวงสำแดง
ออกมา เหนือลํ้ากว่ายุทธภัณฑ์เวทที่จั่วม่อเคยพบเห็นมาทั้งหมด
ทำให้มันต้องประเมินคุณค่าของยุทธภัณฑ์เวทใหม่อีกครั้ง มิ
เช่นนั้นมันคงไม่ยินดีควักถุงเงินทั้งหมดออกมา เปลี่ยนอาวุธ
ยุทโธปกรณ์ให้กับเหล่าพี่น้องของมันแล้ว
แต่มันยังคงทราบกระจ่าง ว่ายุทธภัณฑ์เวทที่สามารถซื้อหาได้
ทั่วไป กับสุดยอดยุทธภัณฑ์เวทที่แท้จริงนั้น ยังมีช่องว่างความห่าง
ชั้นที่ยากจะข้ามผ่านไปได้
ในความเห็นของมัน แผ่นจานพันมณีแดนลวงก็เรียกได้ว่าเป็น
ยอดยุทธภัณฑ์เวทอันร้ายกาจแล้ว หากร่มอสุราภูตโลหิตยังร้าย
กาจยิ่งกว่า เช่นนั้นก็นับเป็นปัญหาร้ายแรง
ปฏิกิริยาแรกของจั่วม่อคือส่งคนกลุ่มหนึ่งไปดักเชือดหนิงอี้
กลางทาง ไม่ว่าหนิงอี้จะแข็งแกร่งปานใด หรือร่มอสุราภูตโลหิตจะ
ร้ายกาจถึงเพียงไหน หากใช้คนมากพอ มันยังต้องถูกฆ่าตาย
เหมือนสุนัขข้างถนน!
ความคิดนี้พอผุดขึ้น ก็ยึดครองจิตใจของจั่วม่ออย่างไม่อาจไถ่
ถอน นั่งรอให้ผู้อื่นบุกมาเข่นฆ่าที่หน้าประตู ย่อมไม่ใช่แบบฉบับ
ของเสี่ยวม่อเกอ มันไหนเลยจะมีความอดทนรอให้ผู้อื่นลงมือก่อน
ต้องเป็นมันต่างหาก ที่จะชิงลงมือจู่โจมก่อนเสมอ
สำหรับเรื่องที่ว่าข่าวที่เปาอี้ได้ฟังมาจะเป็นจริงหรือไม่ มันไม่ได้
สนใจแม้แต่น้อย
หนิงอี้ที่น่าสงสาร ผู้กำลังดื่มดํ่ายินดีที่ได้รับกระจกปฐมปากัว
ไม่ได้ล่วงรู้เลยว่ามีใครบางคนหมายหัวมันว่าเป็น ‘ศัตรู’ เต็มตัวเสีย
แล้ว
เมื่อกำหนดเป้าหมายได้อย่างรวดเร็ว จั่วม่อเริ่มขบคิด
ใคร่ครวญว่ามันสมควรลงมือหรือไม่ หากลงมือมันจะได้เปรียบที่
ใด? และหากไม่ลงมือ มันเสียเปรียบที่ใด?
เพียงชั่วอึดใจสั้นๆ จั่วม่อก็ตัดสินใจลงมือ!
ชิงลงมือก่อนย่อมได้เปรียบ ผู้อื่นอยู่ในที่แจ้ง ส่วนพวกมันอยู่
ในที่มืด ย่อมสามารถเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน หากพวกมันเชือดหนิง
อี้ทิ้งสำเร็จ จะขู่ขวัญอีกสองคนจนหวาดกลัวไปเอง ยิ่งไปกว่านั้น
อีกฝ่ายต้องไม่อาจคาดเดาได้ว่าจั่วม่อจะขวัญกล้าบังอาจถึงขั้นชิง
ลงมือจู่โจมก่อน การตัดสินใจลอบฆ่าหนนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
และเป็นที่ชื่นชอบของจั่วม่อมากที่สุด! พวกมันยังสามารถใช้ข้อ
ได้เปรียบเรื่องจำนวนที่เหนือกว่าได้อย่างเต็มที่ การกลุ้มรุมทำร้าย
เป็นสิ่งที่มันหลงใหลมากที่สุด!
หากไม่ชิงลงมือก่อน และเอาแต่เฝ้ารอให้ผู้อื่นบุกเข่นฆ่ามาถึง
หน้าประตู ในเมืองซวีหลิงแห่งนี้ คงเป็นจุดจบของจั่วม่อกับพวก
แล้ว
ในเมื่อมีข้อได้เปรียบมากมายถึงเพียงนี้ ไฉนมันจะไม่สมควร
ลอบดักฆ่าหนิงอี้เล่า?
การเลือกผู้ลงมือก็ไม่ใช่เรื่องยาก ตัวมันเอง เหวยเสิ้ง เซี่ยซาน
และจงหยู สี่จินตันกลุ้มรุมหนิงอี้ผู้เดียว ไม่ว่าร่มอสุราภูตโลหิตจะ
ร้ายกาจปานใด พวกมันสมควรมีโอกาสได้ชัยไม่น้อย หากเท่านี้ยัง
ไม่พอ เข่นนั้นก็นับรวมซู่หลงเข้าไปอีกคน จะช่วยเพิ่มโอกาส
สำเร็จขึ้นอีกอักโข
จั่วม่อซักถามรายละเอียด จริงดังคาด ในศัตรูทั้งสาม นับหนิงอี้
ร้ายกาจที่สุด
มันเลือกหนิงอี้เป็นเป้าหมายอย่างไม่ลังเล!
มิใช่กล่าวกันว่าจับโจรให้จับหัวหน้าหรอกหรือ!
สือผิ่นเพ่งมองถํ้าลึกด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ครั้งก่อนมันถึงกับถูก
ยันกลับออกมา! ฝูงแมลงที่อยู่ภายในมีพลังบุกทะลวงอันร้ายกาจ
สุดยอด จำนวนแมลงยังมากมายมหาศาลกว่าที่มันคาดคิดเอาไว้
มาก
หวนนึกถึงภาพเหตุการณ์ครั้งนั้น ในใจมันยังหวาดกลัวอยู่
บ้าง
ความหวาดกลัวนี้เองที่ทำให้มันรู้สึกเสื่อมเสียหน้า! มันคือสัตว์
ปราณที่มุ่งหวังจะขึ้นเป็นระดับสิบ!ไฉนหวาดกลัวกับเรื่องเพียงแค่นี้
ได้? สือผิ่นผู้เหี้ยมหาญสังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นมารในใจ
มัน หากมันไม่สามารถทำลายล้างฝูงแมลงประหลาดเหล่านี้ได้ จะ
กลายเป็นจุดอ่อนในใจมันตลอดไป!
และจู่เหรินเคยบอกไว้ คนผู้หนึ่งไม่ว่าเสียหน้าที่ใด ต้องกู้หน้า
ตัวเองที่นั่น!
มันไม่อาจกลํ้ากลืนฝืนทนได้!
มันจะต้องกู้หน้าให้จงได้!
เจ้าพวกแมลงอุบาทว์บัดซบ! เสี่ยวเหยียอยู่ที่นี่แล้ว!
สือผิ่นดวงตาสาดประกายอำมหิต กระโจนเข้าไปในถํ้าอย่าง
ไม่รีรอลังเล
(*กงล้อภาวนา – “จว่านจิงถ่ง” (转经筒) เป็นกงล้อที่เขียน
บทสวดเอาไว้แล้วพอหมุนก็เหมือนกับเป็นการอ่านบทสวด)