สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 465 คับขัน
“ข่าวสารถูกต้องหรือไม่? ไฉนเราไม่พบเห็นอันใดแม้แต่เงา?”
เซี่ยซานรำพึงเบาๆ พวกมันใช้ค่ายกลล้อมรอบ ซ่อนตัวอยู่ในทะเล
เมฆ หากไม่เข้ามาเพ่งมองใกล้ๆ ยากจะมีผู้ใดมองออกได้
“เจ้าจะรีบร้อนอันใด!” จั่วม่อถลึงตาใส่ มันเองก็ไม่มีความ
มั่นใจมากนัก ข้อมูลข่าวสารของมันทั้งหมดล้วนพึ่งพาคนผู้เดียว
เนื่องเพราะใต้ร่มธงของมัน มีแต่ซางเว่ยหมิงที่คุ้นเคยกับอาณาจักร
ทะเลเมฆ
ซางเว่ยหมิงสืบพบที่พำนักของหนิงอี้อย่างรวดเร็ว ทุกผู้คนขบ
คิดคำนวณเป็นเวลานาน ดูตามแผนที่อาณาจักรแล้ว หนิงอี้จะต้อง
ผ่านเส้นทางนี้
ไม่กี่วันก่อน ซางเว่ยหมิงที่อยู่ในเมืองไป่เยวี่ย ได้ยินจากข้ารับ
ใช้ของหนิงอี้ ว่าหนิงอี้จะเดินทางมายังเมืองซวีหลิงในอีกไม่นาน
ดังนั้นจั่วม่อกับพวกเดินทางมาดักรอที่ตำแหน่งนี้
พวกมันเฝ้ารอมาสามวันเต็ม แต่ยังไม่พบเห็นหนิงอี้แม้แต่เงา
โชคดีที่พวกมันล้วนมีพลังฝึกปรือสูงลํ้า นอกจากเซี่ยซานที่บ่น
พึมพำ ทุกผู้คนยังสามารถรักษาความสงบเอาไว้ได้ จงหยูหลับตา
เข้าฌานสมาธิ พลังฌานแห่งเซนของมันรุดหน้าไปทุกวัน ดูแน่ว
นิ่งมั่นคงดั่งขุนเขาไม่เคลื่อน เหวยเสิ้งนั่งท่าดอกบัว พริ้มตาหลับ
เช่นกัน กระบี่ดำพาดขวางอยู่บนตัก กอรปเป็นสภาวะไม่
อินังขังขอบชนิดหนึ่ง ซู่หลงไม่ได้ร่วมทางมาด้วย มันได้รับ
มอบหมายให้เฝ้าระวังและพิทักษ์เกาะ หากยอดยุทธ์ทั้งหมดล้วน
ออกจากเกาะไป ผู้อื่นอาจฉวยโอกาสบุกรังของพวกมัน เช่นนั้น
แทนที่จะได้กำไรกลับขาดทุนแล้ว
ทันใดนั้นเอง จุดดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นที่เส้นขอบฟ้า
จั่วม่อสายตาแหลมคม สังเกตเห็นในทันใดว่าผู้ที่นำอยู่เบื้อง
หน้า เป็นหนิงอี้ที่พวกมันเฝ้ารอคอย!
มันตื่นตัวทันที รีบกระซิบบอกเสียงตํ่า “มันมาแล้ว!”
เหวยเสิ้งลืมตาในบัดดล มือกระชับด้ามกระบี่ดำ จงหยูลืมตา
ขึ้นพร้อมกัน ยกกงล้อภาวนากากบาทขึ้นสั่นช้าๆ เซี่ยซานหัวร่อฮี่
ฮี่ กระบี่คู่เงามายาปรากฏขึ้นในมือ
จั่วม่อเพ่งมองสองคนที่ข้างกายหนิงอี้อย่างระมัดระวัง เห็นทั้งคู่
สวมใส่ชุดข้ารับใช้ สมควรเป็นข้ารับใช้ที่เดินทางมาพร้อมกับหนิง
อี้
รอจนขบวนของหนิงอี้เข้ามาใกล้ จั่วม่อพลันตวาดอย่างเหี้ยม
เกรียม “ลงมือ!”
ผู้ที่ลงมือเป็นคนแรกคือเหวยเสิ้ง!
ดวงตามันเป็นประกายเจิดจ้า กระบี่ดำในมือแทงใส่อากาศว่าง
เปล่าอย่างนุ่มนวล ปราศจากสุ้มเสียงสำเนียงใดแม้แต่น้อย!
ในเวลาเดียวกัน จงหยูกับเซี่ยซานลงมือจู่โจมโดยพร้อมเพรียง
จงหยูมือซ้ายจี้ไปข้างหน้า อักขระพระสูตรบนกงล้อภาวนา
กากบาทในมือขวาสว่างวาบขึ้นทีละตัว จากนั้นลอยออกจากกงล้อ
ด้วยตัวเอง ตัวอักษรเหล่านี้ไม่กระจัดกระจายในอากาศ แต่
เปล่งแสงสีทองเจิดจ้า ทะยานเข้าหาหนิงอี้อย่างซึ่งหน้า ทั้งหมดเจ็ด
อักขระสีทอง ตัวอักษรสีทองแต่ละตัวเต็มไปด้วยพลังปราณพุทธะ
ทั้งห้อมล้อมด้วยเสียงสังวัธยายพระสูตรแห่งพุทธองค์!
กระบี่คู่เงามายาของเซี่ยซานวาดเป็นแสงปราณเจ็ดสี ประหนึ่ง
สายรุ้งพาดผ่านนภาบนฟากฟ้าหลังฝน ทั้งสวยสดงดงามและดุดัน
อำมหิต!
จั่วม่อเร่งเร้าสังขารปิศาจมหาทิวาสุดกำลัง ดีดพุ่งเข้าหาหนิงอี้
ด้วยความเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
กระบวนท่าไม้ตายทั้งสี่นี้ตระเตรียมไว้เป็นเวลานาน ทันทีที่ลง
มือ ก็ไม่คิดออมรั้งสิ่งใดเอาไว้อีก!
เห็นได้ชัดว่าศีรษะของหนิงอี้ต้องหลุดจากบ่าแน่แล้ว หนิงอี้
กลับหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว “หมิงกงชาญฉลาดที่สุดอย่างที่คิดจริงๆ
ฮ่าฮ่า!”
เพียะ!
เห็นระยะสามจั้งเบื้องหน้าหนิงอี้ ทันใดนั้นแสงกลุ่มหนึ่งระเบิด
ออกมาจากอากาศธาตุ!
“กระบวนท่านี้ไม่โอ่อ่าผ่าเผยเอาเสียเลย!” หนึ่งในข้ารับใช้ข้าง
กายหนิงอี้ร่างพร่าเลือนวูบ จากนั้นเผยรูปโฉมที่แท้จริงออกมา คน
ผู้นี้สวมกาสาวพัสตร์สีเหลืองทองสดใส มือหนึ่งถือไม้เท้าพระธรรม
ที่สูงเท่าตัวคน!
ห่วงทองแดงบนไม้เท้าพระธรรมกระทบกันดังกังวานแหลม
เห็นคลื่นแสงโปร่งใสปลดปล่อยออกมาจากห่วงทองแดงเหล่านั้น
กลายเป็นม่านพลังปกคลุมคนทั้งสามในระยะสามจั้ง พอดีหยุดยั้ง
ท่ากระบี่อันไร้สุ้มเสียงของเหวยเสิ้งเอาไว้อย่างง่ายดาย
“ฮ่าฮ่า แค่ลูกไม้เล็กน้อยเพียงนี้เท่านั้น ไม่คู่ควรให้พี่หนิง
ชมเชย” ข้ารับใช้ข้างกายหนิงอี้อีกผู้หนึ่งพลันเปิดเผยรูปโฉม
แท้จริงเช่นกัน เห็นเครายาวสะบัดพลิ้ว ใบหน้าแดงเปล่งปลั่ง สวม
ใส่อาภรณ์เยี่ยงบัณฑิตนักศึกษา ท่วงท่าเปี่ยมภูมิรอบรู้เจนจบ
มันพอปรากฏโฉม ก็ซัดกลุ่มหมอกห้าสีออกมา หมอกห้าสี
ขยายใหญ่ขึ้นตามสายลม ครอบฟ้าคลุมดินอย่างฉับพลัน! จั่วม่อ
กับพวกแม้ตอบสนองทันควัน แต่ยังคงถูกจับกุมอยู่ในกลุ่ม
หมอก! อักขระพระสูตรสีทองตกอยู่ในหมอกห้าสี พลันสูญเสีย
เป้าหมาย ส่วนปราณกระบี่สายรุ้งของเซี่ยซานถูกหมอกห้าสีกลืน
กินเข้าไปตรงๆ
จั่วม่อกับพวกรู้สึกรอบข้างแปรเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ล้วนหน้า
เผือดสีอย่างพร้อมเพรียง!
“พี่หนิง เยวียนซิ่นต้าซือ พวกท่านสามารถเริ่มต้นได้ตาม
สบาย ไม่ต้องร้อนใจไป ม่านหมอกห้าธาตุของเราผู้เฒ่าแม้ไม่มี
ความสามารถในการฆ่าฟัน แต่สามารถลากถ่วงการต่อสู้ได้อย่าง
สบาย” กู้หมิงกงกล่าวอย่างยิ้มแย้ม วาจาของมันฟังคล้ายถ่อมตน
แต่แฝงแววถือดีไว้อย่างเต็มเปี่ยม
อักขระสีทองเมื่อสูญเสียเป้าหมาย ก็หวนกลับมายังข้างกาย
จงหยูด้วยตัวเอง หมุนวนอยู่รอบกายอย่างแช่มช้า
“หมิงกงลงมือได้ดี!” หนิงอี้หัวร่ออย่างป่าเถื่อน “ฮ่าฮ่า! วันนี้ไม่
ว่าผู้ใดก็อย่าหมายจะหนีรอดไปได้!นานมากแล้วที่ข้าไม่ได้ลิ้ม
รสชาติของโลหิต วันนี้พวกเจ้าเมื่อแส่หาถึงที่ เช่นนั้นก็ตายเสียที่นี่
เถอะ!”
เห็นร่มอสุราภูตโลหิตปรากฏขึ้นในมือหนิงอี้อย่างฉับพลัน ตัว
ร่มคล้ายชุ่มโชกไปด้วยเลือด กลิ่นคาวเลือดเข้มข้นรุนแรงจนผู้คน
แทบอาเจียน! แว่วเสียงกรีดร้องดังออกมาจากภายในร่ม คล้าย
เสียงครํ่าครวญคล้ายเสียงหวนไห้ เขย่าขวัญวิญญาณผู้คนเป็น
ที่สุด!
กลิ่นโลหิตแผ่กระจายไปทั่ว เยวียนซิ่นดวงตาทอแววรังเกียจ
เดียดฉันท์วูบ เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น แต่มันไม่กล่าวคำใด
เพียงประนมมือสวดมนต์เบาๆ
เบื้องบนศีรษะเต็มไปด้วยเสียงหัวร่อดังสนั่นดุจฟ้าคำรนของห
นิงอี้ ฟังดูร้ายกาจจนยากจะบ่งบอกบรรยาย หากเป็นคนขวัญอ่อน
อยู่บ้าง คงแข้งขาอ่อนยวบ ทรุดลงร้องขอชีวิตแล้ว!
จั่วม่อสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียด เป็นอีกฝ่ายเตรียมการรับมือ
เอาไว้ล่วงหน้า พวกมันถูกตลบหลัง!แผนการที่พวกมันคิดว่า
ปกปิดซ่อนเร้นเป็นอย่างดี ที่แท้ถูกศัตรูคาดคำนวณได้แต่แรก ใน
ชั่วพริบตาเดียว สถานการณ์ก็พลิกกลับข้าง ผู้ที่คับขันอันตราย
กลับเป็นฝ่ายพวกมันเอง!
หนิงอี้แม้ยังไม่ได้ลงมือ แต่ลำพังฝีมือที่เยวียนซิ่นกับกู้หมิงกง
สำแดงออกมา ก็เผยให้เห็นพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่เกรียงไกร! เย
วียนซิ่นในเมื่อหยุดยั้งท่ากระบี่ของศิษย์พี่ใหญ่ได้อย่างง่ายดาย
ย่อมไม่รวบรัดธรรมดา
ส่วนหมอกห้าสีที่อยู่ตรงหน้าพวกมันก็แปรเปลี่ยนอยู่
ตลอดเวลา จั่วม่อสามารถรู้สึกได้ถึงพลังของค่ายกลอันเข้มแข็ง
ไหลเวียนอยู่ในหมอกเหล่านี้ด้วย!
หมอกนี้แปลกพิสดารยิ่ง!
จั่วม่อได้ยินกู้หมิงกงเรียกหาหมอกนี้ว่า ม่านหมอกห้าธาตุ
หมอกห้าสีนี้ใช่หลอมสร้างจากสิ่งที่อยู่ในธาตุทั้งห้าหรือไม่?
หากเป็นเช่นนั้นจริง ครั้งนี้คงยํ่าแย่จริงๆ แล้ว! จั่วม่อหัวใจดิ่ง
วูบ!
ผู้ที่ใช้หมอกหลอมสร้างเป็นยุทธภัณฑ์เวท ส่วนมากเป็นเซียน
สัญจร เนื่องเพราะหมอกไม่ใช่เพียงแค่แบ่งแยกออกไปหลากหลาย
เท่านั้น หมอกแต่ละชนิดยังมีคุณสมบัติของห้าธาตุที่ชัดเจน คิด
รวบรวมหมอกห้าธาตุที่แตกต่างกันแม้ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย แต่คิด
หลอมสร้างหมอกทั้งห้าธาตุให้ผสานรวมกันเป็นหนึ่งเดียว กลับ
ยากเย็นยิ่งกว่า!
หมอกธาตุที่แตกต่างกันจะแบ่งแยกจากกันอย่างชัดเจน คิด
ผสานรวมเข้าด้วยกันหาใช่เรื่องง่ายดายไม่ หมอกสองธาตุที่
แตกต่างกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายดายที่จะหลอมรวมเข้าด้วยกัน ยิ่งเพิ่ม
หมอกต่างธาตุเข้าไปอีก ระดับความยากยิ่งทวีคูณขึ้นอีกหลาย
เท่า! การหลอมสร้างหมอกห้าธาตุที่แตกต่างกันทั้งหมด รวมเข้า
เป็นยุทธภัณฑ์เวทเพียงหนึ่งเดียว เรียกได้ว่ายากเย็นดุจปีนป่ายขึ้น
สวรรค์!
จั่วม่อพอได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้ พลัน
ตระหนักถึงความคับขันอันตรายขึ้นมาทันที!
มันไม่มีเวลาจะมาครุ่นคิดว่าพวกมันผิดพลาดที่ใด เวลานี้หาก
ประมาทแม้เพียงเล็กน้อย พวกมันคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่!
จั่วม่อมีประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน ประเมินสถานการณ์อย่าง
รวดเร็ว สี่ต่อสาม พวกมันเดิมทีเป็นฝ่ายได้เปรียบด้านจำนวน แค่
ภายใต้การคงอยู่ของม่านหมอกห้าธาตุ ลบล้างข้อได้เปรียบนี้ไป
อย่างสิ้นเชิง
ทันทีที่ข้อได้เปรียบของพวกมันหายไป เช่นนั้นพวกมันก็ต้อง
เผชิญอันตรายอย่างใหญ่หลวง! ในด้านของยุทธภัณฑ์เวท พวก
มันย่อมไม่อาจเทียบได้กับพวกหนิงอี้ ในด้านพลังบำเพ็ญเพียร ก็
ยังคงไม่ต่างกัน พวกหนิงอี้ทั้งสามมีชื่อเลื่องลือมานานปี อย่างน้อย
สมควรเป็นจินตันขั้นที่สอง ส่วนหนิงอี้อยู่ที่จุดสุดยอดของจินตัน
ขั้นที่สาม
ฝ่ายพวกมันเมื่อถูกม่านหมอกห้าธาตุแยกออกจากกัน สิ่งที่
ตามมาก็จะเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวแล้ว!
บัดซบ!
จั่วม่อความคิดหมุนเร็วรี่ มือทั้งคู่ก็ไม่ได้อยู่ว่าง ผนึกมุทราท่า
ปางมืออย่างเงียบเชียบ จากนั้นสายลมที่มองไม่เห็นกวาดวาบ
ออกไป!
นี่ย่อมเป็นกระบวนท่าในหัตถ์พันใบน้อย ลำแสงบดกระดูก
ทลายมายา!
กู้หมิงกงอุทานอย่างแปลกใจมาจากทางด้านบน “วิชานี้
น่าสนใจจริงๆ! แต่เราผู้เฒ่าขอเตือนว่าอย่าได้เสียแรงเปล่า ม่าน
หมอกห้าธาตุของเราผู้เฒ่าเป็นวัฏจักรห้าธาตุไร้ที่สิ้นสุด แน่นอน
ว่าไม่ใช่วิชาลวงตา!ยอมรามือรับการจับกุมเสียโดยดี เราผู้เฒ่า
รับปากว่าจะให้เจ้ามีชีวิตรอด!”
สายลมประกายกวาดกระจายไปทั่วทิศ แต่ม่านหมอกห้าธาตุ
รอบด้านไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย!
จริงดังคาด นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา!
จั่วม่อสีหน้าขัดตากว่าเดิม!
ทว่ามันแม้ผิดหวังแต่ไม่ท้อถอย ปีกแสงศูนยตาบนแผ่นหลัง
สะบัดวูบ จั่วม่อบุกทะลวงไปเบื้องหน้าในบัดดล!
แต่แล้วไม่ว่ามันจะเหินทะยานไปไกลเท่าใด ก็ไม่สามารถ
มองเห็นจุดสิ้นสุดของม่านหมอกห้าธาตุนี้ได้
“ฮ่าฮ่า! เราผู้เฒ่าบอกเจ้าแล้วว่าอย่าเสียแรงเปล่า! ม่านหมอก
ห้าธาตุนี้ก่อเกิดและสะกดข่มซึ่งกันและกัน กลายเป็นวัฏจักรที่ไม่มี
ที่สิ้นสุด ก่อเกิดโลกของตัวเอง! ต่อให้เจ้าจะมีกระบวนท่าที่สามารถ
แยกฟ้าผ่าสวรรค์ ก็ไม่สามารถหลุดรอดออกจากม่านหมอกห้า
ธาตุของเราผู้เฒ่าได้!” เสียงหัวร่อลำพองใจของกู้หมิงกงดังเสียดหู
จั่วม่อ
“ฮี่ฮี่ หมิงกง เปลืองวาจากับพวกมันไปไย!” สุ้มเสียงเย็นเยียบ
ของหนิงอี้สอดคำขึ้น “น่าเบื่อหน่ายเสียจริง อาศัยมดปลวกตัวน้อย
เพียงเท่านี้ ถึงกับต้องรบกวนให้พวกเราทั้งสามเดินทางมา! หมิงกง
ปิดฉากเสียที พวกเรารีบกระทำให้เสร็จสิ้นเร็วๆ เถอะ จากนั้นค่อย
ไปหาที่ดื่มชาสนทนากัน ไยมิใช่สุขสำราญใจนัก?”
เยวียนซิ่นต้าซือกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ประเสริฐ ประเสริฐ!”
กู้หมิงกงหัวร่อดังกังวาน “เช่นนั้นต่อหน้าผู้ยิ่งใหญ่สูงสง่าทั้ง
สองท่าน! เราผู้เฒ่าขอสำแดงความทุเรศแล้ว!”
จั่วม่อกับพวกพลันรู้สึกว่ารอบข้างแน่นกระชับเข้ามา ม่าน
หมอกห้าธาตุบีบรัดพวกมันจากทั่วสี่ทิศแปดทาง ในเวลาเดียวกัน
หมอกห้าธาตุหมุนคว้างเป็นเกลียว บิดพันรอบกายพวกมันราวกับ
อสรพิษหลากสีอันโหดเหี้ยม!
สายหมอกอันบางเบาไม่ต่างจากโซ่เหล็กที่แข็งแกร่งทนทาน
ถึงที่สุด ไม่ว่าพวกมันจะดิ้นรนสักเท่าใด ก็ไม่อาจขยับได้แม้แต่
ปลายเส้นผม!
กระทั่งสังขารปิศาจมหาทิวาของจั่วม่อ แม้ดิ้นรนอย่างสุดกำลัง
ยังไม่ได้ผล ยิ่งดิ้นรนมากเท่าใด หมอกห้าธาตุที่ปกคลุมรัดพันรอบ
กายก็ยิ่งทรงพลังขึ้นเท่านั้น
หรือว่าวันนี้พวกมันจะต้องจบสิ้นลงที่นี่จริงๆ?
เถียนเหิงปอเลียริมฝีปากเบาๆ ดวงตาหรี่แคบดุจคมมีด มุม
ปากเผยรอยยิ้มเหี้ยมเกรียม ในใจคล้ายมีเปลวไฟลุกฮือโหม เห็น
เหยื่ออยู่ที่เบื้องหน้า ความคิดจิตใจของมันเต็มไปด้วยแรง
ปรารถนาที่จะเข่นฆ่า!
ข้างกายมันเป็นซิวเจ่อห้าคน แต่คนละหากไม่มีสีหน้าเย็นเยียบ
ก็เป็นเฉื่อยชา ทว่าล้วนแผ่ซ่านเจตนาฆ่าฟันออกมาโดยไม่มี
ข้อยกเว้น! ห้าคนนี้ดูคล้ายผู้ที่กรำศึกมาอย่างโชกโชน มีเพียงมือ
เก่าที่ผ่านศึกมานักต่อนักเท่านั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าการศึกครั้งใหม่ จึง
จะยังมีท่าทีสงบเยือกเย็นได้เช่นนี้!
เมื่อรวมเถียนเหิงปอเข้าไปด้วย ก็เรียกได้ว่าซิวเจ่อยอดยุทธ์
ด่านจินตันของตระกูลเถียนล้วนมากันพร้อมหน้า!
ลำพังแค่ซิวเจ่อยอดยุทธ์ด่านจินตันทั้งหกนี้ ก็เพียงพอจะ
ต่อกรกับกองพันทั้งกองพัน!
เบื้องหลังคนทั้งหก ยังมีกองทัพซิวเจ่อตั้งขบวนทัพอย่างเป็น
ระเบียบเรียบร้อย
กองพันเถียนเยี่ย!
กองพันศึกอันดับหนึ่งแห่งตระกูลเถียน ที่เพิ่งกลับมาจาก
สนามรบแนวหน้าในมหานครนภาโลหิต กองพันเถียนเยี่ย!
คราครั้งนี้ตระกูลเถียนแทบทุ่มเทกำลังมาทั้งรัง!
นอกเหนือจากกองพันเถียนเยี่ยแล้ว อีกสองกองทัพชั้นยอด
ของตระกูลเถียน ล้วนถูกเรียกมากันพร้อมหน้า!
เถียนหย่งชิงตัดสินใจฉวยโอกาสทองครั้งนี้ เข้ายึดเกาะเต่าให้
จงได้!
เถียนหย่งชิงทีแรกไม่คิดลงมือเช่นนี้ ทว่ากู่หมิงกงผู้ฉลาดลํ้า
ให้ข้อสรุปว่าจั่วม่อกับพวกจะต้องพยายามซุ่มโจมตีหนิงอี้ที่ใดที่
หนึ่ง เถียนหย่งชิงก็เป็นบุคคลอันปราดเปรื่องผู้หนึ่ง พอฟังเช่นนี้
ความคิดก็เริ่มหมุนเร็วรี่ เข้าใจความหมายในบัดดล
นั่นหมายความว่า ยามนี้ยอดยุทธ์ทั้งหมดของเกาะเต่าล้วน
ออกไปทำการลอบโจมตี เป็นช่วงเวลาที่เกาะเต่าอ่อนแอที่สุด และมี
จำนวนยอดยุทธ์น้อยที่สุด!
โอกาสอันดีงามเช่นนี้ พวกมันไหนเลยจะยอมพลาดได้?
ทันทีที่พวกมันยึดเกาะเต่าสำเร็จ อาศัยท้องทุ่งปราณอันอุดม
สมบูรณ์ ตระกูลเถียนสามารถเพิ่มผลผลิตได้มหาศาล นำมาซึ่ง
รายได้มากกว่าเดิมหลายเท่า! หากพวกมันมีโอกาสสั่งสมชื่อเสียง
และว่าจ้างยอดฝีมือมากขึ้น จากนี้ไปจะไม่มีผู้ใดหยุดยั้งการพุ่ง
ทะยานขึ้นฟ้าของตระกูลเถียนได้อีก!
กระทั่งพรรคซวีหลิงก็ไม่สามารถหยุดพวกมันได้!
เกาะเต่าที่เบื้องหน้าราวกับเนื้อชิ้นโตที่หั่นเอาไว้อย่างสวยงาม
เหล่าสมาชิกตระกูลเถียนล้วนชมดูจนนํ้าลายไหลย้อย!
นับแต่วันนี้ไป เนื้อชิ้นนี้เป็นของตระกูลเถียน!
เถียนเหิงปอดวงตาสาดประกายฆ่าฟันอย่างฉับพลัน ตวาด
ก้อง “ฆ่า!”
กองทัพดำทะมึนราวกับหมู่เมฆดำ ถาโถมเข้าหาเกาะเต่าอย่าง
เกรี้ยวกราด!