สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 467 โจมตีสุดกำลัง
ท้องฟ้าแดงฉานราวกับเตาไฟ ประหนึ่งว่าถูกแผดเผาด้วยห่า
ฝนเวทวิชาที่โหมซัดลงมาไม่ขาดสาย
เถียนเหิงปอสีหน้าอัปลักษณ์สุดทนดู พอๆ กันกับท้องฟ้าที่
คล้ายบิดเบี้ยวและแดงฉานนี้ จวบกระทั่งถึงยามนี้ พวกมันยังไม่มี
ปัญญาเจาะผ่านค่ายกลพิทักษ์เกาะด้วยซํ้า!
ภายในค่ายกลเมฆสายฟ้าหยินหยาง เห็นประจุสายฟ้าแล่น
ปลาบไปตามก้อนเมฆ! ประกายสายฟ้าแลบลั่นเป็นครั้งคราว งูสี
เงินโฉบฉวัดเฉวียนด้วยพลังสภาวะข่มขวัญสะท้านวิญญาณ แต่สิ่ง
ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังมากที่สุด กลับเป็นพลังงานสีครามซึ่งมัก
ปรากฏขึ้นเป็นครั้งคราว พวกมันไม่ทราบว่าพลังงานสีครามเหล่านี้
เป็นสิ่งของใด แต่เวทวิชาใดที่ตกกระทบแสงสีครามเหล่านี้ ไม่ว่า
ทรงพลังถึงเพียงไหน ล้วนหายวับไปทันที
ตระกูลเถียนแม้สร้างตัวจากเกษตรกรรม แต่พวกมันก็ว่าจ้าง
เซียนยันต์ที่มีฝีมือทางค่ายกลเอาไว้อย่างพรักพร้อม แต่เซียนยันต์
ผู้นั้นเวลานี้หลั่งเหงื่อโซมหน้า สีหน้าร้อนรนกระวนกระวายสุดระงับ
“อีกนานเท่าใด?” เถียนเหิงปอเริ่มอดรนทนไม่ไหว เอ่ยถาม
เสียงเหี้ยมเกรียม
มันไม่เคยคาดคิด ว่าเกาะเต่าจะเป็นเต่าที่หดหัวอยู่ในกระดอง
อย่างแท้จริง กระดองที่แข็งแกร่งจนผู้คนฟันหัก! พวกมันถึงกับถูก
หยุดเอาไว้ภายนอกค่ายกล! หากพวกมันไม่สามารถบุกฝ่าการ
ป้องกันของค่ายกล จะส่งผลกระทบต่อขวัญกำลังใจที่กำลังฮึกเหิม
ของเหล่าไพร่พลอย่างรุนแรง
สิ่งที่ทำให้มันยิ่งขุ่นแค้นเดือดดาลมากกว่าเดิม คือเถียนเยี่ยที่
ด้านหลังส่งข้อความมาเร่งรัดด้วยอาการเสียดสีอย่างไม่ปิดบัง
เถียนเยี่ยผู้นี้นิสัยใจคอแปลกพิสดาร ความสัมพันธ์กับเถียนเหิงปอ
ก็ยํ่าแย่ยิ่ง การที่ต้องถูกเถียนเยี่ยหัวร่อเยาะหยัน เถียนเหิงปอรู้สึก
ยากจะทานทนจริงๆ
“ข้า… …ข้าไม่ทราบ… …” เซียนยันต์ผู้นี้ล่วงรู้อารมณ์ใจร้อน
วู่วามของเถียนเหิงปอเป็นอย่างดี ต้องกลืนนํ้าลายอย่างยากเย็น
พยายามอธิบายว่า “เกาะแห่งนี้มียอดฝีมือค่ายกล! ค่ายกลเมฆ
สายฟ้าหยินหยางชุดนี้ถูกดัดแปลงแก้ไข เพิ่มธาตุไม้สายฟ้าอันแรง
กล้าเข้ามาด้วย นอกจากนี้ยังมีค่ายกลที่แปลกประหลาดยิ่งอีกชุด
หนึ่งอยู่บนเกาะ ผู้น้อยไม่เคยเห็นค่ายกลเช่นนี้มาก่อน ค่ายกลนี้
มัน… …”
“หรือกล่าวอีกอย่างก็คือ เจ้าไม่มีหนทาง?” เถียนเหิงปอจ้อง
มองเซียนยันต์ด้วยใบหน้าเย็นเยียบ
เซียนยันต์ใจเขม็งตึงเครียด ตะกุกตะกักว่า “ผู้น้อย… …ผู้น้อย
ขอเวลาอีกหนึ่งชั่วยาม ไม่ๆ ขออีกสองชั่วยามเถอะ.. …”
วู้ม!
ลำแสงปราณสายหนึ่งสาดประกายวาบ ศีรษะของเซียนยันต์
ปลิวกระเด็น โลหิตฉีดพุ่งสูงขึ้นเป็นลำ
“เช่นนั้นเก็บเจ้าไว้จะมีประโยชน์ใด!” เถียนเหิงปอสุ้มเสียงเย็น
เยือก มันไม่เหลือบแลซากศพที่ร่วงหล่นลงไปเบื้องล่าง หันกลับไป
ออกคำสั่งอย่างเหี้ยมเกรียม “พวกเจ้าทุกคน จงโจมตีสุดกำลัง! มัน
ผู้ใดล่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว ล้วนฆ่าโดยไม่ละเว้น!”
ผู้คนรอบกายมันในใจสะดุ้งสุดตัว เปล่งเสียงตอบรับอย่างหนัก
แน่นพร้อมเพรียง
ไพร่พลซิวเจ่อด้านหลังเถียนเหิงปอพลันกระจายตัวออก
ล้อมรอบเกาะเต่าไว้ทุกทิศทาง ตระเตรียมเวทวิชาโจมตีพลางเฝ้า
รอสัญญาณ
มีเพียงกองกำลังเดียวที่ยังคงรั้งทัพสงบนิ่ง นั่นคือกองพันเถียน
เยี่ย!
เถียนเหิงปอในใจขุ่นแค้นชิงชังพวกมันอย่างบอกไม่ถูก แต่
ย่อมไม่แสดงออกทางสีหน้า เพียงสั่งการให้อีกสองกองพันชั้นยอด
โจมตีพร้อมกัน! มันตั้งใจแน่วแน่ ไม่ว่าต้องจ่ายค่าตอบแทนสัก
เท่าใด ก็ต้องยึดครองเกาะเต่าให้จงได้! มิเช่นนั้น ต่อไปในภายภาค
หน้า มันคงไม่อาจเชิดหน้าขึ้นเบื้องหน้าเถียนเยี่ยได้อีก!
คิดทำลายค่ายกล นอกจากการแก้ไขค่ายกล ยังมีวิธีการอื่น
อีก นั่นคือการโจมตีที่รุนแรง! หากว่ากันตามหลักการแล้ว ขอ
เพียงเป็นการโจมตีที่รุนแรงพอ ไม่ว่าค่ายกลใดล้วนต้องยอม
ศิโรราบ!
ชั่วพริบตานั้น ลำแสงเวทวิชามากมายถล่มลงมาอย่างพร้อม
เพรียง!
จี๋เหว่ยจ้องมองท้องฟ้าที่ราวกับลุกไหม้ อดทอดถอนชมเชย
ไม่ได้ “ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามนี้แข็งแกร่งโดยแท้! ฝีมือของต้า
เหรินช่างลึกลํ้าสุดหยั่งถึง กระทั่งค่ายกลเช่นนี้ยังคิดค้นได้! นี่เป็น
ค่ายกลพิทักษ์สำนักชัดๆ! อาศัยค่ายกลนี้ ต้าเหรินสามารถตั้ง
สำนักของตัวเองด้วยซํ้า”
ซุนเป่ากล่าวแทรกเสียงราบเรียบ “ตอนนี้เราก็เป็นสำนักหนึ่ง”
จี๋เหว่ยงงงันวูบ สีหน้าครุ่นคิด นี่เป็นความจริง เวลานี้ต้าเหริน
ไม่ต่างอันใดกับสำนักที่ไม่มีตัวตนแห่งหนึ่ง
กับค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามชุดนี้ จั่วม่อไม่ได้ปิดบังอันใด
ทุกผู้คนในค่ายอีกาทองคำล้วนศึกษาและทำความเข้าใจในความ
อัศจรรย์พันลึกของค่ายกลชุดนี้ แต่พวกมันยิ่งเข้าใจ ก็ยิ่งรู้สึก
ว่าต้าเหรินลึกลํ้าสุดจะหยั่งถึงโดยแท้
เนื่องจากยากจะอธิบายถึงที่มาของม้วนหยก จั่วม่อได้แต่บอก
ทุกคนว่ามันบังเอิญเข้าใจค่ายกลชุดนี้ด้วยตัวเอง จั่วม่อเพียงแค่คิด
หาข้อแก้ตัวให้พ้นๆ หน้าไป นึกไม่ถึงว่าทุกคนจะทอดถอนชมเชย
ไม่เลิกรา
พวกมันย่อมไม่ล่วงรู้ว่าค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามชุดนี้มีความ
เป็นมายิ่งใหญ่ถึงเพียงไหน! ค่ายกลที่ผูเยาเก็บรักษาไว้จนถึงบัดนี้
ยังจะรวบรัดธรรมดาอีกหรือ?
ลำแสงเวทวิชาโหมกระหนํ่าอย่างดุเดือดที่ด้านนอก แต่ในเกาะ
ยังเห็นท้องฟ้ากระจ่างใสและสงบร่มรื่น ภายใต้การควบคุมของ
เจดีย์น้อย ค่ายกลที่ร้ายกาจอยู่แล้วยิ่งทรงพลานุภาพกว่าเดิม ไม่
ว่าถูกโหมโจมตีซักเท่าใด ค่ายกลก็ยังคงไม่ต่างจากหินผากลาง
ทะเลคลั่ง ไม่สะท้านหวั่นไหวแม้แต่น้อย
สองปรมาจารย์หาได้หวาดวิตกอันใดไม่ และไม่ใช่แค่พวกมัน
ทั้งสอง กระทั่งชาวค่ายจินวูทั้งหมดยังมาร่วมชมดูอย่างครื้นเครง
ไม่มีผู้ใดหวาดกลัว
เนื่องเพราะข้างๆ พวกมัน บรรดาเซียนกระบี่แห่งค่ายจูเชวี่ย
กำลังรอคอยคำสั่งเข่นฆ่าสังหารอย่างเยือกเย็น!
ภายในถํ้าอันมืดมนและหนาวเหน็บ ซู่หลงกับพลพรรคค่ายเว่ย
ยืนล้อมรอบสระนํ้าสีดำ
“พวกเราสมควรออกไปช่วยเหลือหรือไม่?” อาเหวินอดถาม
ไม่ได้
“ไม่จำเป็น เรื่องเพียงเท่านี้พวกมันสามารถรับมือได้” สายตา
ของซู่หลงยังคงติดตรึงอยู่กับบรรดาศาสตรามารที่ลอยอยู่ในสระ
สองตาทอแววเคร่งขรึมจริงจัง ทุกผู้คนประสาทเสียอยู่บ้าง เกรงว่า
จะหายใจแรงเกินไป
หลังจากนั้นสักครู่ สระนํ้าสีดำพลันบังเกิดฟองอากาศผุด
พราย ราวกับกำลังจะเดือดพล่าน
ซู่หลงยิ่งสีหน้าหนักอึ้งเคร่งเครียดกว่าเดิม กล่าวด้วยเสียงลุ่ม
ลึก “พวกเจ้าจดจำสิ่งที่ข้าสอนได้หรือไม่?”
ทุกคนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง
“ศาสตรามารจะเลือกนายของพวกมันเอง ทุกคนมีโชคชะตา
ของตัวเอง ครั้งนี้ผู้ใดไม่ได้รับอาวุธก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ว่าผู้ใดก็จะไม่
เคียดแค้นหรือริษยากัน!” ซู่หลงกวาดตาแหลมคมมองทุกผู้คนรอบ
หนึ่ง
“ฮ่า หลงเกอกลายเป็นพิรี้พิไรถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”
“ผู้ใดจะเคียดแค้นกันเล่า? พวกเราล้วนเป็นพี่น้อง!”
“พี่น้องทั้งหลาย ครั้งนี้ไม่ว่าผู้ใดได้รับศาสตรามาร พวกเจ้า
สมควรรีบวิ่งออกไปสำแดงฝีมือสักครา อย่าปล่อยให้ค่ายจูเชวี่ยรับ
ความดีความชอบไปแต่ผู้เดียว!”
“กล่าวได้ดี กล่าวได้ดี! ข้าสนับสนุนความคิดนี้ พวกเราต้อง
ให้เจ้าพวกมนุษย์นกเหล่านั้น รู้จักฝีมืออันร้ายกาจของค่ายเว่ยเรา
เสียบ้าง!”
การประชันขันแข่งระหว่างสองค่ายสามารถมองเห็นได้จากชื่อ
เล่นที่ใช้เรียกขาน พลพรรคค่ายเว่ยเรียกค่ายจูเชวี่ยว่า ‘ค่าย
นก’ ส่วนชาวค่ายจูเชวี่ยขนานนามค่ายเว่ยว่า ‘ค่ายจับกัง’
วาจาเหล่านี้พอกล่าวออกมา ก็เรียกเสียงเฮฮาอย่างตื่นเต้นฮึก
เหิม! ค่ายจูเชวี่ยมักถูกจัดอยู่อันดับแรก ทำให้พวกมันไม่พึงใจ
เสมอมา
ซู่หลงมุมปากจุดรอยยิ้มเลือนรางแทบมองไม่เห็น มันมักจะใช้
การประชันขันแข่งกับค่ายจูเชวี่ยมาปลุกเร้าความฮึกเหิมในการ
ฝึกปรือของทุกคน ดูเหมือนจะได้ผลดีเยี่ยมจริงๆ!
สระนํ้าสีดำทันใดนั้นสงบนิ่งลงอย่างกะทันหัน เสียงเอะอะเฮฮา
ก็เงียบหายไปทันควัน ทุกผู้คนจ้องมองสระนํ้าสีดำเป็นตาเดียว ผิว
นํ้าที่สงบนิ่งประหนึ่งกระจกเงาราบเรียบสะท้อนประกาย ปราศจาก
ระลอกใด
ในเวลานี้เอง เห็นศาสตรามารชิ้นหนึ่งลอยขึ้นสู่ผิวนํ้าโดยไร้
เสียง
พลังงานภูตอันเบาบางที่ทั้งบริสุทธิ์และดุดันอำมหิต แผ่คลุมทั่ว
ทั้งถํ้าโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า บรรดาองครักษ์ทุกข์ยากทั้งหมด
แทบหยุดหายใจโดยไม่รู้สึกตัว ดวงตาถูกดึงดูดไปยังศาสตรามาร
ชิ้นนั้นเป็นตาเดียว
นั่นเป็นดาบโค้งเล่มหนึ่ง ใบดาบดำสนิทดุจม่านรัตติกาล ไร้
ประกายโดยสิ้นเชิง กอรปด้วยเส้นโค้งที่ผิดธรรมดาอย่างพิสดาร
และดูเหมือนจะแฝงพลังอำนาจอันแปลกประหลาด สามารถดึงดูด
สายตาผู้คนไม่ให้คลาดคลาไปจากมัน
ศาสตรามารชิ้นอื่นๆ ทยอยลอยขึ้นสู่ผิวนํ้า ภายในถํ้าเต็มไป
ด้วยพลังงานภูตอันดุร้ายจนแทบมีตัวตน ซู่หลงกับพวกรู้สึกสุข
สบายอย่างบอกไม่ถูก สำหรับซิวเจ่อ นี่เป็นพิษร้ายบริสุทธิ์อย่างไม่
มีข้อกังขา แต่สำหรับพวกมัน พลังงานภูตดุร้ายเหล่านี้ทำให้พวก
มันรู้สึกราวกับแช่ร่างในนํ้าพุร้อน สุขสบายเป็นที่สุด
แม้ว่าทุกคนใบหน้าจะทอแววตื่นเต้นเร้าใจ แต่ไม่มีผู้ใดขยับตัว
พวกมันกำลังรอคอยสัญญาณจากซู่หลง
ในเวลานี้เอง ซู่หลงพลันตวาดก้อง “เริ่มได้!”
ทุกผู้คนพลันโคจรพลังตามเคล็ดองครักษ์ทุกข์ยาก เจตจำนง
ฆ่าฟันอัดแน่นอยู่ภายในถํ้า พวกมันสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
ปลดปล่อยพลังฆ่าฟันออกมาอย่างสุดกำลัง ล้วนถูกห่อหุ้มอยู่ใน
เจตจำนงฆ่าฟันที่มีรูปลักษณ์
เจตจำนงฆ่าฟันที่มีรูปร่างเป็นหมอกสีดำคล้ายกระจายกลิ่น
หอมจรุงอันน่าหลงใหลออกมา ศาสตรามารที่อยู่ภายในสระนํ้าสีดำ
คล้ายถูกดึงดูด เริ่มสั่นสะเทือนเป็นระลอก สระนํ้าดำอันสุขสงบ
กลับกลายเป็นพลุ่งพล่านปั่นป่วนในบัดดล
ศาสตรามารเลือกนายของตัวเอง!
สำหรับองครักษ์ทุกข์ยากทุกคน ไม่เว้นแม้แต่ซู่หลง นี่เป็นเรื่อง
แปลกใหม่ยิ่ง เรื่องราวเกี่ยวกับศาสตรามาร พวกมันหาได้ล่วงรู้
รายละเอียดไม่ แต่พวกมันทราบว่าสิ่งเหล่านี้สามารถทำให้พวกมัน
แข็งแกร่งขึ้น!ทำให้พวกมันมีพลังอำนาจมากขึ้น!
เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว!
สำหรับบรรดาองครักษ์ทุกข์ยากที่เคยเป็นเพียงทาสฝึกตน
การติดตามต้าเหรินตลอดไป คือจุดมุ่งหมายชั่วชีวิตของพวกมัน
แต่พวกมันกลับพบว่าความสามารถในการสู้รบของพวกมันไม่อาจ
เทียบได้กับค่ายจูเชวี่ย ความแข็งแกร่งของพวกมันส่งผลกระทบ
อย่างจำกัด สำหรับคนกลุ่มนี้ ที่ดำรงคงอยู่เพียงเพื่อติดตามจั่วม่อ
การที่ไม่สามารถแสดงประโยชน์ใช้สอยของพวกมันออกมา เป็นที่
น่าสลดหดหู่และอึดอัดขัดข้องยิ่งกว่าให้พวกมันไปตายเสียอีก!
แต่ละคนเร่งเร้าทักษะปิศาจไปถึงขีดสุด ดวงตาเต็มไปด้วย
ความแน่วแน่และอดทนอดกลั้นของผู้ที่ผ่านความยากลำบากมา
นักต่อนัก!
หนิงอี้จ้องมองเหวยเสิ้งอย่างหิวกระหาย ดวงวิญญาณอันกล้า
แกร่งนัก! มันสามารถสูดได้กลิ่นดวงวิญญาณอันบริสุทธิ์ ชวน
เคลิ้บเคลิ้มมึนเมาเสียจริง!
“ผลงานชั้นเลิศของสวรรค์!” หนิงอี้เลียริมฝีปาก ดวงตาแคบ
ยาวเผยแววตื่นเต้นลิงโลดอย่างปิดไม่มิด!
เหวยเสิ้งไม่กล่าวคำใด มันสามารถรู้สึกถึงพลังอันยิ่งใหญ่น่า
ครั่นคร้ามของผู้อื่น รวมถึงสภาวะอันน่าขนพองสยองเกล้า
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานชั่วร้ายที่พวยพุ่งออกมาจากร่มสีเลือด
ในมือของศัตรู บันดาลให้มันบังเกิดความรู้สึกหลอนว่าตกอยู่ในขุม
นรกอเวจี
แต่ใจกระบี่ของมันไม่สะท้านสั่นไหวแม้แต่น้อย มันไม่เคยหวั่น
เกรงเพียงเพราะความแข็งแกร่งของคู่ต่อสู้มาก่อน ในอดีตไม่ใช่
เวลานี้ยิ่งไม่ใช่ และจะไม่เกิดขึ้นในอนาคต!
มันคือเหวยเสิ้ง เหวยเสิ้งผู้ที่มีแต่จะมุ่งตรงไปข้างหน้าเท่านั้น!
มันจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่ครั่นคร้าม จิตวิญญาณการต่อสู้ใน
ดวงตาแกร่งกร้าวราวกับเจตจำนงกระบี่ระเบิดออกมา มีเพียงผู้ที่
สนิทสนมคุ้นเคยกับมันเท่านั้นที่จะสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลง ว่า
เหวยเสิ้งเข้าสู่สภาวะต่อสู้เต็มตัวแล้ว!
กระบี่ในมือยกขึ้น จ่อจี้ใส่ฝ่ายตรงข้ามตรงๆ
“ไฉนต้องดิ้นรนเปล่าประโยชน์?” หนิงอี้สั่นศีรษะพลางแย้มยิ้ม
เล็กน้อย สีหน้าท่าทีดุจดั่งกำลังมองดูสัตว์เลี้ยงตัวน้อยซุกซนไป
รอบๆ
ตูม!
เจตจำนงกระบี่อันยิ่งใหญ่ไพศาล ราวกับภูเขาไฟทะลวงผ่าน
อุปสรรคด่านสุดท้าย พวยพุ่งเพลิงมหาประลัยที่เก็บกักไว้ออกมา
ในคราวเดียว ระเบิดขึ้นไปถึงชั้นฟ้า!
พื้นที่สามจั้งรอบกายเหวยเสิ้งคล้ายยุบเข้าด้านใน เผยให้เห็น
ห้วงอากาศบิดโค้งอย่างผิดธรรมชาติ
หนิงอี้ยิ่งชมดูเท่าใด ยิ่งชื่นชอบมากเท่านั้น “ไม่เลว ไม่เลวเลย
จริงๆ! เมล็ดพันธุ์ที่ดียิ่ง อา เมล็ดพันธุ์ที่ดี! ยังหนุ่มแน่นแต่กลับ
ฝึกปรือเจตจำนงกระบี่ไปถึงขั้นนี้แล้ว วิญญาณอันแกร่งกร้าวของ
เจ้าไม่สูญเปล่าจริงๆ! อสุราถือกระบี่เช่นนั้นหรือ ข้าชอบ!”
ทันใดนั้น หนิงอี้พลันหัวร่อฮิฮะ “ไฉนข้าต้องเปลืองวาจามาก
ความกับเจ้าด้วย?” มุมปากผุดรอยยิ้มสนุกสนาน ดวงตาพลันสาด
ประกายดุร้ายกระหายเลือด “ตายได้แล้ว!”
หางเสียงยังไม่ทันจะขาดหาย ร่มอสุราภูตโลหิตในมือพลันกาง
ออก ลอยขึ้นเหนือศีรษะของหนิงอี้ จากนั้นหมุนคว้างอย่างแช่มช้า
ปลดปล่อยแสงสีแดงออกมา ปกปักคุ้มครองหนิงอี้ไว้ตรงกึ่งกลาง
ลำแสงสีแดงเลือดพกพากลิ่นโลหิตฉุนกึก พุ่งจู่โจมใส่เหวยเสิ้ง
ตรงๆ
เหวยเสิ้งบังเกิดลางสังหรณ์อัปมงคลอย่างแรงกล้า โดยไม่รีรอ
ลังเล กระบี่ดำในมือฟาดฟันออกไปอย่างหักโหม!
พื้นที่เบื้องหน้าเหวยเสิ้งถูกกระบี่นี้ตัดออกเป็นรอยแยกสีดำอัน
น่าประหวั่นพรั่นพรึง ภายในรอยแยกเป็นความว่างเปล่าสีดำทมิฬ
ที่ไม่อาจบ่งบอกได้ว่าเป็นสิ่งใดกันแน่!
ลำแสงสีเลือดถูกกระบี่นี้ปิดสกัดเอาไว้อย่างแยบคาย!
“ไม่เลวไม่เลว!” หนิงอี้แค่นเสียงอย่างเย็นชา “แต่เท่านี้ยังไม่
เพียงพอ!”
ร่มอสุราภูตโลหิตเริ่มหมุนคว้างอย่างเร่งร้อน ลำแสงสีแดงทวี
ความแข็งแกร่งขึ้นไม่หยุดยั้ง กลิ่นเลือดฉุนกึกรุนแรงขึ้นทุกขณะ ที่
น่าพรั่นพรึงไปกว่านั้น คือรอยแยกมิติจากกระบี่ของเหวยเสิ้ง ค่อยๆ
ถูกลำแสงสีเลือดนี้บีบบังคับจนปิดลง!