สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 468 นี่มันผีร้ายจากนรกขุมใด!
สัตว์ปราณสองร้อยกว่าตัวเรียงรายหน้าสลอนอยู่รอบกาย
จั่วม่อ พวกมันเงียบสงบเป็นอย่างยิ่ง ไม่ส่งเสียงแม้แต่น้อย
นี่ยิ่งทำให้เสียงกลืนนํ้าลายอย่างหิวกระหายของทหารยันต์
ทองคำดำได้ยินถนัดชัดเจน
จั่วม่อเส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ หันขวับไปมองด้วยสีหน้าขุ่น
เคือง เห็นทหารยันต์ทองคำดำกำลังจับจ้องบรรดาสัตว์ปราณตา
เป็นมัน เต็มไปด้วยความตะกละตะกลามและหิวกระหาย มันไม่ได้
สังเกตว่าจั่วม่อกำลังถลึงตามองมัน ลูกกระเดือกสีทองอร่ามเคลื่อน
ขึ้นลงไม่หยุด เห็นได้ชัดว่ากำลังกลืนนํ้าลายรัวเร็ว
ชมดูสภาพเหลือรับประทานเช่นนี้ จั่วม่อไฟโทสะลุกฮือโหม!
เจ้าทำให้เกอสิ้นเปลืองวัตถุดิบลํ้าค่ามากมาย! ทำให้เกอตั้ง
ความหวังเสียแทบแย่! ทำให้เกอเสียเวลาไปตั้งเท่าไร! หลอกล่อให้
เกอหลงปิติยินดี! เจ้า เจ้า เจ้า! สารรูปอันน่าทุเรศนี่มันอะไร
กัน! ช่างบาปหนาสาหัสเกินบรรยาย!
ก่อนที่ไฟโทสะของจั่วม่อจะปะทุออกมา ทหารยันต์ทองคำดำ
พลันเหลียวมองซ้ายทีขวาที แล้วชี้ไปยังฝูงสัตว์ปราณ ถามเสียง
ละห้อย “พวกมันดูน่ารับประทานยิ่ง ข้าสามารถรับประทานพวกมัน
ได้หรือไม่?”
รับประทาน… …
จั่วม่อหน้าเขียวคลํ้าทันควัน หางตากระตุกไม่หยุด นี่ไม่ต่าง
อันใดกับเทนํ้ามันลงบนกองไฟโทสะที่อัดแน่นอยู่ในอก แต่มันฝืน
ระงับความเดือดดาล แค่นเสียงลอดไรฟันออกมาว่า “เอาเถอะ หาก
เจ้าสามารถจัดการม่านหมอกห้าธาตุให้แก่ข้าได้ ข้าจะให้เจ้า
รับประทานพวกมันทั้งหมด! หากเจ้ามีปัญญา… …”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ กลับถูกสุ้มเสียงยินดีปรีดาของทหารยันต์
ทองคำดำโพล่งขัดกลางคัน “เป็นความจริง? พี่ใหญ่ท่านพูดจริงๆ
ใช่หรือไม่?”
ทหารยันต์ทองคำดำตาเป็นประกาย เสียงกลืนนํ้าลายยิ่งดังขึ้น
กว่าเดิม มันเมินเฉยต่อสายตาเดือดดาลของจั่วม่อโดยสิ้นเชิง หัน
กลับไปทางม่านหมอกห้าสีที่หนาแน่นที่สุด แล้วจู่ๆ ก็อ้าปากกว้าง
ดูดกลืนเข้าไปอย่างฉับพลัน
ซู๊ด!
ภาพเหตุการณ์สะท้านขวัญสั่นประสาทพลันอุบัติขึ้น!
เห็นม่านหมอกห้าธาตุที่ปิดฟ้าคลุมดินพลันหมุนคว้าง ม้วน
โถมเข้าไปในปากของทหารยันต์ทองคำดำอย่างบ้าคลั่ง ราวกับถูก
สูบกลืนด้วยมหาวังวนอันทรงพลังสุดประมาณ!
ในปากของมันประหนึ่งหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง เห็นหมอกห้าสีไหลบ่า
เข้าไปด้วยระดับความเร็วอันน่าตระหนก ประดุจวาฬยักษ์ดูดกลืน
แม่นํ้าร้อยสาย!
“ตัวบัดซบเจ้ากล้า!”
จั่วม่อแม้ตะลึงลานจนตัวแข็งทื่อ ยังได้ยินเสียงตื่นตระหนกและ
ขุ่นแค้นของกู้หมิงกงตวาดลั่นมาจากทางเบื้องบนศีรษะ
เห็นม่านหมอกหมุนคว้างบิดเบี้ยว ดิ้นรนเปลี่ยนแปลงนับสิบ
ประการในรวดเดียว แต่ไม่ว่าจะแปรเปลี่ยนสักเท่าใด ก็ดูเหมือนจะ
ถูกหัตถ์ล่องหนที่ทรงพลังข้างหนึ่งคว้าเอาไว้มั่น ไม่มีปัญหาดิ้น
หลุดไปได้!
กู้หมิงกงสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!
มันพบว่าไม่ว่าจะโคจรพลังควบคุมม่านหมอกห้าธาตุอย่างไร
ก็ไม่มีหนทางรอดพ้นจากแรงดูดที่แข็งแกร่งสุดเปรียบปานนี้ได้
ภายในเวลาเพียงชั่วพริบตาเดียว มันถึงกับสูญเสียการควบคุมม่าน
หมอกห้าธาตุไป!
นี่… …นี่เป็นไปไม่ได้!
กู้หมิงกงหน้าเขียวคลํ้า รู้สึกเย็นเยียบจับใจ ดวงตาเต็มไปด้วย
ความหวาดกลัวและความรู้สึกเหลือเชื่อ ม่านหมอกห้าธาตุนี้กว่าจะ
หลอมสร้างสำเร็จ มันต้องทุ่มเทหยาดเหงื่อแรงกายจนเลือดตาแทบ
กระเด็น ทั้งยังใช้เวลาหลอมสร้างเกือบสิบปีเต็ม! นับตั้งแต่ชั่ว
พริบตาที่ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้ถือกำเนิดขึ้น ก็เชื่อมประสานกับ
จิตใจมัน คล้ายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมัน ไม่เคยมีครั้งใดที่คาบ
คุมม่านหมอกห้าธาตุเอาไว้ไม่ได้!
รอจนสายใยเชื่อมโยงระหว่างมันกับม่านหมอกห้าธาตุสลาย
หายไปอย่างสิ้นเชิง มันก็ไม่อาจระงับความหวาดผวาและความสิ้น
หวังได้อีก!
ดวงตามันแดงฉานด้วยสายเลือด โคจรพลังปราณอย่างคลุ้ม
คลั่ง หมายจะฉุดรั้งม่านหมอกห้าธาตุเอาไว้
แต่ทุกอย่างล้วนไร้ประโยชน์!
ไม่ว่ามันจะเร่งเร้าพลังปราณสักเท่าใด ไม่ว่าจะร่ายเวทวิชาสัก
กี่วิชา ม่านหมอกห้าธาตุก็ยังคงถูกดูดเข้าไปด้วยระดับความเร็วที่
ทำให้มันหมดหวัง ถูกดูดเข้าไปในปากของเจ้าสิ่งที่เหมือนกับผีร้าย
ตนนั้น!
นี่มันผีสางมารร้ายจากนรกขุมใด?
กู้หมิงกงถลึงตาแดงฉานด้วยสายเลือดจ้องมองทหารยันต์
ทองคำดำอย่างเคียดแค้นชิงชัง ราวกับผีพนันที่สูญเสียเดิมพันจน
หมดตัว!
จั่วม่อเหม่อมองรอบกายที่หลงเหลือแต่ความว่างเปล่าอย่างซึม
เซา รู้สึกเหมือนกำลังอยู่ในความฝัน
นี่… … นี่… …
เห็นหมอกห้าธาตุเส้นสายสุดท้ายถูกดูดหายเข้าไปในปากของ
ทหารยันต์ทองคำดำ มันสีหน้าบิดเบี้ยวพะอืดพะอม ราวกับกินบัว
ขมเข้าไปทั้งฝัก แต่พอหันกลับไปมองดูบรรดาสัตว์ปราณที่กำลัง
ตัวสั่น พลันแย้มยิ้มหน้าบานในทันที โดยไม่เสียเวลากล่าวคำใด
มันอ้าปากกว้าง ดูดกลืนเป็นคำรบสอง
ประหนึ่งเกี๊ยวนํ้าที่เทลงไปในหม้อ สัตว์ปราณทั้งสองร้อยกว่า
ตัว ทยอยลอยหายเข้าไปในปากของทหารยันต์ทองคำดำรวดเดียว
หมด!
ภายในชั่วพริบตาเดียว สัตว์ปราณสองร้อยกว่าตัวก็หายวับ
ไป!
ทหารยันต์ทองคำดำลูบท้อง สีหน้าอิ่มหนำสำราญใจ ส่งเสียง
เรอดังๆ คราหนึ่ง จากนั้นอ้าปากหาวหวอด หันไปโบกมือให้จั่วม่อ
ด้วยดวงตาสะลึมสะลือ “พี่ใหญ่ ข้าง่วงแล้ว ขอตัวไปนอนก่อนแล้ว
กัน!”
จากนั้นก็หายวับไปทันควัน
จั่วม่อยังตะลึงลานไม่คลายเสียด้วยซํ้า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
กระทบกระเทือนต่อสามัญสำนึกของมันอย่างรุนแรง ม่านหมอกห้า
ธาตุเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่ร้ายกาจที่สุดเท่าที่มันเคยพบเห็นมา ทรงพ
ลานุภาพร้ายกาจกว่าแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงหลายเท่า ผนวก
กับกู้หมิงกงก็เป็นยอดฝีมือจินตันที่ทรงพลังยิ่งผู้หนึ่ง กู้หมิงกงบวก
กับม่านหมอกห้าธาตุมีพลังมหาศาล จั่วม่อในยามนี้ไม่ใช่คู่มือของ
พวกมัน
เรื่องนี้มันก็ทราบดีแก่ใจแต่แรก
ม่านหมอกห้าธาตุเพียบพร้อมด้วยธาตุทั้งห้า แปรเปลี่ยนสุด
หยั่งคาด กู้หมิงกงยังแตกฉานวิชาค่ายกล สามารถเพิ่มความ
เปลี่ยนแปลงมากมาย บรรลุถึงขอบเขตขั้นพิสดารพันลึก!
จั่วม่อแน่ใจว่ากู่หมิงกงมีกระบวนท่าสังหารมากมายที่ยังไม่ได้
ใช้ออก ม่านหมอกห้าธาตุไหนเลยจะมีเพียงการเปลี่ยนแปลง
เล็กน้อยเพียงเท่านี้ได้?
ทว่า… …
ทหารยันต์ทองคำดำทำให้จั่วม่อตื่นตะลึงไม่สร่างซา นึกถึง
ทหารยันต์ยันต์ทองคำดำที่เหลือทนตนเดิม จั่วม่อรู้สึกราวกับพบ
พานผีสางกลาวันแสกๆ!
ม่านหมอกห้าธาตุเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับหกชั้นยอด!
แต่เพียงชั่วพริบตา กลับถูกเจ้าตัวขี้เกียจนั่นทำลายล้างสิ้น?
นี่มันเรื่องตลกอันใด?
สถานการณ์พลิกกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง นี่ยากจะให้ผู้คน
ยอมรับได้จริงๆ
ในทะเลแห่งจิตสำนึกของจั่วม่อ ผูเยากับเว่ยยังถูกทหารยันต์
ทองคำดำทำเอาแตกตื่นตะลึงลานเช่นกัน ถึงกับพูดไม่ออกบอกไม่
ถูกอยู่เป็นครึ่งค่อนวัน
“ชดใช้ม่านหมอกห้าธาตุให้แก่ข้า!”
จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง เหม่อมองกู้หมิงกงอย่างงุนงง แต่พลัน
ตั้งสติได้ในบัดดล จับจ้องกู้หมิงกงอย่างดุร้ายกระหายเลือด ตาเฒ่า
ผู้นี้เพียงเจ็บปวดใจและเดือดดาลจนขาดสติ หาทราบไม่ว่าเสียง
ตวาดอย่างคั่งแค้นของตน กลับช่วยดึงความสนใจของจั่วม่อกลับ
มายังตัวมัน เมื่อปราศจากม่านหมอกห้าธาตุ ในความเห็นของ
จั่วม่อ กู้หมิงกงไม่ต่างจากไก่ที่ถูกถอนขนเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว!
มันพลันรู้สึกคลับคล้ายกับทหารยันต์ทองคำดำยามมองดูสัตว์
ปราณที่น่าอร่อยเหล่านั้น!
แพะอ้วนที่น่ารัก!
เคล้ง!
ไม้เท้าพระโพธิสัตว์ในมือเยวียนซิ่นหวดฟาดใส่ตัวอักษรสีทอง
อย่างแม่นยำ ตัวอักษรสีทองแตกกระจายกลายเป็นจุดแสงสีทอง
พร่างพราย
ทว่าเยวียนซิ่นบนใบหน้าไม่มีเค้าพึงพอใจ มีเพียงร่องรอย
ระมัดระวัง เดิมทีมันคาดว่าคู่ต่อสู้ของตนในเมื่อยังอ่อนวัยถึงปานนี้
แม้จะครอบครองเคล็ดวิชาแนวทางพุทธอันลํ้าลึก แต่สมควรไม่ใช่
คู่มือของมัน
แต่หลังจากประมือหลายกระบวนท่า อีกฝ่ายกลับไม่ตกเป็น
รองแม้แต่น้อย
เยวียนซิ่นสายตาเพ่งมองกงล้อภาวนากากบาทในมือจงหยู
ม่านตาพลันหดแคบลงอย่างช่วยไม่ได้!ในใจบังเกิดความปลาบ
ปลื้มยินดีท่วมท้น ไม้เท้าพระโพธิสัตว์ในมือมันแม้ไม่สามัญ
ธรรมดา แต่เทียบกับกงล้อภาวนาของผู้อื่นแล้ว ยังคงอ่อนด้อยกว่า
มาก!
เคล็ดวิชาแนวทางพุทธอันลํ้าลึก ยุทธภัณฑ์เวทอันทรงพลัง
ทั้งหมดล้วนเป็นของข้า!
เยวียนซิ่นเขย่าไม้เท้าพระโพธิสัตว์อย่างรุนแรง ทันใดนั้นไม้
เท้าระเบิดแสงเจิดจ้าออกมา ห่วงทองแดงบนไม้เท้าเปล่งเสียง
กังวาน ดังกระชั้นเร่งร้อนไม่ขาดหู
กลุ่มวงแหวนแสงสีทองหมุนคว้างเข้าหาจงหยูอย่างดุดัน!
จงหยูไม่กล้าดูแคลนวงแหวนแสงเหล่านี้ นักบวชเซนผู้นี้พลัง
ฝึกปรือลึกลํ้ากว่ามันมาก สมควรอยู่ที่ด่านจินตันขั้นสาม ยังลึกลํ้า
กว่าที่จงหยูคาดคิดเอาไว้มาก!
กงล้อภาวนากากบาทสั่นเบาๆ อักขระพระสูตรพลันสว่างวาบ
หลุดออกมาจากวงล้อ แล้วเหินทะยานเข้าปะทะกับห่วงวงแหวนแสง
สีทอง
เพียะ เพียะ เพียะ!
เมื่ออักขระพระสูตรกระทบถูกวงแหวนแสงสีทอง กลับไม่อาจ
ต้านทานพลังมหาศาลของวงแหวนแสงได้ พลันแตกเป็นละอองแสง
สีทอง แล้วเลือนหายไป
พลังกดดันอันน่าพรั่นพรึงโถมทับใส่จงหยู ฝ่ายตรงข้าม
ค้นพบจุดอ่อนของมันแล้ว นั่นคือระดับพลังบำเพ็ญเพียร จึงตกลง
ใจใช้ความห่างชั้นของพลังฝึกปรือเข้าบดขยี้มันอย่างสุดกำลัง!
จงหยูสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง หากผู้อื่นใช้วิธีการอันทื่อด้านที่
แทบจะเป็นความดิบเถื่อนเช่นนี้ มันเองก็ไม่มีหนทางรับมือที่ดีจริงๆ
เมื่อระดับความห่างชั้นของพลังฝึกปรือบรรลุถึงระดับหนึ่ง ข้อ
ได้เปรียบในด้านอื่นๆ ก็ไม่อาจช่วยเหลือได้มากแล้ว
จงหยูเพิ่งจะเป็นจินตันได้ไม่นาน กระทั่งจุดสูงสุดของขั้นแรก
ยังไม่ทันจะบรรลุถึงด้วยซํ้า เปรียบเทียบกับจุดสูงสุดในขั้นสามของ
ศัตรู มันนับว่าอ่อนด้อยกว่ามาก
อย่าได้เห็นว่าทั้งคู่เพียงห่างชั้นกันสองขั้นเท่านั้น แท้ที่จริงแล้ว
ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของพวกมันแตกต่างกันถึงสิบเท่า!
นี่เป็นความแตกต่างของพื้นแผ่นดินกับสวรรค์ชั้นฟ้าแล้ว!
ดังนั้นเมื่อเยวียนซิ่นตกลงใจใช้พลังฝึกปรือเข้าบดขยี้มันตรงๆ
จงหยูก็คับขันอันตรายทันที แม้ว่ามันจะครอบครองยุทธภัณฑ์เวท
ระดับหกเช่นกงล้อภาวนากากบาท ยังไม่สามารถหยุดยั้งกระบวน
ท่าของเยวียนซิ่นได้!
น่าเสียดาย หากมันหลอมสร้างกงล้อภาวนากากบาทได้ดั่งใจ
หมาย อาจสามารถต้านทานวงแหวนแสงเหล่านี้สักครา!
จงหยูลอบทอดถอนใจ ผลักกงล้อภาวนากากบาทไปทางหนึ่ง
แล้วประนมมือเข้าหากัน
ตูม!
เงามหึมาสูงสามจั้งปรากฏขึ้นด้านหลังมัน สามเศียรหกกร นี่
คือรูปจำแลงของร่างทองบรรลุธรรม โพธิสัตว์มังกรคชสาร!
โพธิสัตว์มังกรคชสารยื่นหัตถ์ออก พอดีคว้าจับวงแหวนแสงไว้
วงหนึ่ง
เพียะ!
วงแหวนแสงถูกบดขยี้ แต่หัตถ์ข้างนั้นของพระโพธิสัตว์
มังกรคชสารก็แตกสลายเป็นเถ้าธุลีด้วยเช่นกัน!
เยวียนซิ่นดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาทันที จ้องมองเงามหึมาที่แทบ
จะปกคลุมจงหยูไว้ทั้งร่างอย่างหิวกระหาย มันสามารถตระหนักถึง
พลังอันยิ่งใหญ่ของเงาจำแลงนี้ได้อย่างชัดเจน!
หากมันสามารถฝึกปรือเคล็ดวิชาเซนวิชานี้… …
โดยไม่รีรอลังเล เยวียนซิ่นเร่งเร้าพลังปราณทั้งหมดในร่างไป
ยังไม้เท้าพระโพธิสัตว์ในบัดดล!
เหวยเสิ้งอยู่ในสภาพน่าสังเวชเป็นที่สุด นานมากแล้วที่มัน
ไม่ได้ถูกบีบคั้นจนมีสภาพน่าสังเวชเช่นนี้!
นับตั้งแต่กลายเป็นจินตัน เจตจำนงกระบี่ของมันก็รุดหน้าไป
ทุกวี่วัน ไม่ว่าอุปสรรคใด ต่อหน้ามันล้วนเปราะบางอย่างไม่น่าเชื่อ
จนวันนี้เมื่อได้พบพานหนิงอี้ มันค่อยทราบความห่างชั้นระหว่างตัว
มัน กับยอดฝีมือที่ร้ายกาจอย่างแท้จริง
เทียบกับสามผู้เฒ่าตระกูลเยิ่นแล้ว หนิงอี้นับเป็นยอดฝีมือที่อยู่
คนละระดับชั้น!
หากมองจากด้านพลังบำเพ็ญเพียร หนิงอี้อยู่ที่จุดสุดยอดของ
ด่านจินตันขั้นสาม มากกว่าเหวยเสิ้งถึงเก้าเท่าตัว นี่ยังไม่นับว่า
เหวยเสิ้งรุดหน้ารวดเร็วกว่าคนธรรมดามาก เพียงช่วงเวลาไม่นาน
ก็บรรลุถึงจุดสูงสุดของจินตันขั้นหนึ่งแล้ว หากเปลี่ยนเป็นจงหยู ยัง
จะห่างชั้นกว่านี้อีก ส่วนในด้านของยุทธภัณฑ์เวท ลำพังลำแสงสี
เลือดที่แผ่พุ่งออกมาจากร่มอสุราภูตโลหิตในมือหนิงอี้ ก็มากพอจะ
บดขยี้เหวยเสิ้งจนถอยร่นไม่เป็นขบวน! กระทั่งในด้านของ
ประสบการณ์การต่อสู้ หนิงอี้ก็เหนือลํ้ากว่าเหวยเสิ้งมาก!
ตั้งแต่แรกเริ่มจนบัดนี้ เหวยเสิ้งถูกสะกดข่มเอาไว้ทุกทาง
เจตจำนงกระบี่ที่มันเชื่อมั่นเสมอมา กลับถูกลำแสงสีเลือดของร่ม
อสุราภูตโลหิตจัดการจนไม่อาจแผลงฤทธิ์ได้! มันไม่ทราบว่าร่มอสุ
ราภูตโลหิตสร้างขึ้นจากสิ่งของเยี่ยงไร กระทั่งม่านมิติสุญตาอันเวิ้ง
ว้างว่างเปล่า ยังสามารถกร่อนสลายได้!
เหวยเสิ้งไม่อาจช่วงชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบแม้แต่ครั้งเดียว!
กระทั่งโอกาสจะตอบโต้กลับยังไม่มี มันถึงกับล่วงรู้ว่า อีกฝ่าย
ยังไม่ได้ลงมืออย่างสุดกำลังเสียด้วยซํ้า มิเช่นนั้นมันคงตายตกไป
นานแล้ว! นี่เป็นเพียงการละเล่นแมวหยอกเย้ามุสิกกระมัง? มันก็ไม่
ทราบได้!
ในใจมันมีเพียงความคิดเดียว ฟาดฟัน! ฟาดฟัน! ฟาดฟัน!
ปราณกระบี่ของมันทุกเล่มแม้ไม่อาจตอบโต้กลับไป ยัง
สามารถเป็นปราการป้องกัน! ต่อให้สามารถหยุดยั้งลำแสงสีเลือด
ได้เพียงชั่ววูบ มันก็ได้แต่ซัดเจตจำนงกระบี่ออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
หนึ่งกระบี่ ตามด้วยอีกหนึ่งกระบี่ ร้อยเรียงเป็นพายุกระบี่ไม่ขาด
สาย เพื่อช่วงชิงเวลาให้แก่ตัวเอง แม้เพียงเล็กน้อยก็ยังดี!
เมื่อใดที่กระบี่ของมันหยุดยั้งลง นั่นคือเวลาตายของมัน!
กลิ่นโลหิตฉุนกึกแทรกลึกเข้าไปในนาสิกประสาท ราวกับ
กำลังบอกเตือนว่า ความตายอยู่ใกล้เพียงหายใจรดต้นคอเท่านั้น!
พลังปราณของมันถูกใช้ไปด้วยความเร็วอันน่าพรั่นพรึง ในไม่
ช้าไม่นาน เหวยเสิ้งรู้สึกหนักหน่วงกินแรงขึ้นมา!
หนิงอี้ดวงตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นระทึกใจ เงื่อนไข
กำลังสุกงอม!
หนิงอี้ไม่ต้องการให้ดวงวิญญาณอันสมบูรณ์พร้อมนี้มีตำหนิ
ใด ที่มันจงใจออมรั้งยั้งมือ มิใช่คิดสำราญใจกับการละเล่นแมว
หยอกเย้ามุสิก เพียงต้องการกดดันเหวยเสิ้งไปถึงขีดจำกัดเท่านั้น
ดวงวิญญาณที่ถึงขอบเขตขีดจำกัดจะมีพลังมากเป็นพิเศษ อสุรา
ที่ถือกำเนิดขึ้นจากดวงวิญญาณเช่นนี้ จะยิ่งทรงพลังร้ายกาจถึง
ที่สุด!
เมื่อถึงเวลาที่มันเฝ้าฝันถึง กระทั่งบุคคลอันดุร้ายอำมหิตเช่นห
นิงอี้ ยังอดตื่นเต้นระทึกใจไม่ได้
ทันใดนั้น ร่มอสุราภูตโลหิตสาดแสงสีเลือดเจิดจ้ากว่าเดิม!
ในสภาพสิ้นเรี่ยวแรงกำลัง เจตจำนงกระบี่ส่วนเสี้ยวสุดท้าย
เบื้องหน้าเหวยเสิ้งพลันแตกกระจาย ไม่ต่างอันใดจากเศษแก้ว
เปราะบาง!
ลำแสงสีเลือดทะลวงผ่านการป้องกันสุดท้าย กระแทกใส่กระบี่
ดำในมือเหวยเสิ้งอย่างหักโหม
ในเวลานี้เอง เหตุเปลี่ยนแปลงสุดพิสดารพลันอุบัติขึ้นอย่าง
กะทันหัน!
กระบี่ดำที่ร่วมทางมากับเหวยเสิ้งนับตั้งแต่สนามรบปิดผนึก
ล้างเผ่าพันธุ์ กลับคล้ายเพิ่งตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันยาวนาน!