สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 469 พลิกผันอย่างฉับพลัน
ลำแสงสีเลือดที่ปลดปล่อยออกมาจากร่มอสุราภูตโลหิต ถูก
กระบี่ดำดึงดูดไป
ฉับพลันนั้น กระบี่ดำที่ดูคล้ายกับดาบฟันขาม้า พลัน
แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงสดทั้งเล่ม ราวกับหลอมสร้างจากเลือดเนื้อ
โลหิตสดๆ!
เจตจำนงกระบี่เล็กละเอียดนับไม่ถ้วนพลันระเบิดออกจากด้าม
กระบี่อย่างพร้อมเพรียง เหวยเสิ้งไม่ทันเตรียมใจรับเหตุ
เปลี่ยนแปลง ถูกเจตจำนงกระบี่จำนวนมหาศาลนี้เชือดเฉือนใส่มือ
นับครั้งไม่ถ้วน แผลเล็กๆ มากมายมหาศาลเปลี่ยนสองมือของมัน
เป็นเลือดเนื้อเลอะเลือนกองหนึ่ง เหวยเสิ้งแค่นเสียงหนักๆ แต่มัน
ทราบดีว่ายามนี้ไม่อาจปล่อยมือออกจากด้ามกระบี่ จึงฝืนรวบรวม
พลังที่ยังหลงเหลือเพียงน้อยนิด เกาะกุมด้ามกระบี่ไว้อย่างไม่คิด
ชีวิต!
สองมือที่ปกคลุมไปด้วยบาดแผลของเหวยเสิ้งหลั่งโลหิต
จำนวนมากออกมา ด้ามกระบี่ทั้งด้ามอาบเต็มไปด้วยเลือดอย่าง
รวดเร็ว แต่แล้วภาพต่อจากนั้นดูเหมือนน่าขนพองสยองเกล้าเป็น
ที่สุด ด้ามกระบี่ที่อาบชุ่มไปด้วยเลือด กลับทำตัวประหนึ่งฟองนํ้า
สูบกลืนโลหิตเหล่านั้นเข้าไปในบัดดล
ความเจ็บปวดสุดขั้วหัวใจ เริ่มแล่นลามจากฝ่ามือ แผ่ซ่านไป
ทั่วร่างของเหวยเสิ้งในพริบตา
เหวยเสิ้งเพียงรู้สึกว่าสมองขาวว่างเปล่าไปหมด!
ด้วยประสบการณ์ต่อสู้อันโชกโชนของหนิงอี้ ทันทีที่กระบี่ดำ
เปลี่ยนสี มันก็ค้นพบสิ่งผิดปกติในทันที!อย่างไรก็ตาม มันแตกตื่น
เพียงชั่ววูบ ก่อนจะตั้งสติได้ในฉับพลัน ผู้ใดไม่มีกระบวนท่า
ช่วยชีวิตสักท่าสองท่า? แต่ความห่างชั้นของพลังฝึกปรือระหว่าง
มันกับเหวยเสิ้ง ไม่ใช่ช่องว่างเล็กน้อยที่เพียงแค่สุดยอดท่าไม้ตาย
เพียงท่าสองท่า จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลสุดท้ายได้
หนิงอี้เร่งเร้าพลังปราณเข้าสู่ร่มอสุราภูตโลหิตอย่างไม่รีรอ
ลังเล แสงสีเลือดขยายใหญ่ขึ้น กลิ่นคาวโลหิตในอากาศยิ่งรุนแรง
น่าสำรอกกว่าเดิม แสงสีเลือดของร่มอสุราภูตโลหิตมีคุณสมบัติ
เป็นหยิน สามารถกัดกร่อนทำลายสรรพสิ่ง ถือเป็นพิษร้ายสำหรับ
ยุทธภัณฑ์เวทกระบี่บินแทบทุกชนิด ยุทธภัณฑ์เวทที่เคยถูก
ทำลายใต้ร่มคันนี้ เกรงว่านับจำนวนไม่ถ้วนแล้ว
ชั่วหนึ่งลมหายใจ สองลมหายใจ สามลมหายใจ … …
เวลาเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ชั่วสิบลมหายใจผ่านไปคล้าย
เพียงพริบตา แต่กลับไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแม้แต่น้อย! หนิงอี้สีหน้า
กลายเป็นน่าเกลียดอยู่บ้าง ภายใต้พลังปราณด่านจินตันขั้นสาม
สุดยอดของมัน ลำแสงสีเลือดยิ่งมายิ่งหนาหนักกว้างใหญ่ ราวกับ
นํ้าตกโลหิตสายหนึ่ง! แต่ไม่ว่าแสงสีเลือดจะรุนแรงมากขึ้นเท่าใด
กระบี่ดำก็ไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย กระทั่งเหวยเสิ้งผู้สั่นเทาราว
กับสามารถล้มควํ่าได้ทุกเมื่อ ก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้!
หนิงอี้ในใจบังเกิดสังหรณ์อัปมงคลขึ้น มันตกลงใจโจมตีอย่าง
สุดกำลัง เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่คาดคิด หากเป็ดที่ย่างจนสุกแล้วเกิด
บินหนีไปต่อหน้า มันกระทั่งรํ่าไห้ก็สายเกินการณ์แล้ว
ในเวลานี้เอง มันบังเอิญมองสบสายตาของเหวยเสิ้งพอดี อด
ตระหนกจนร่างแข็งทื่อไม่ได้
เหวยเสิ้งดวงตาว่างเปล่าเวิ้งว้าง ไม่จดจ่อรวมรั้ง ไร้ซึ่งประกาย
ชีวิต แฝงไว้ด้วยสภาพพิสดารพันลึกอย่างบอกไม่ถูก
ถูกสายตาผีสางมารร้ายเช่นนี้จับจ้อง กระทั่งบุคคลอันเหี้ยม
หาญเช่นหนิงอี้ ยังรู้สึกขนหัวลุกชี้ชันอย่างช่วยไม่ได้!
ทันใดนั้นเอง เหวยเสิ้งพลันแปรเปลี่ยนท่วงท่าเป็นประหลาดลํ้า
วิกลวิการ ร่างงองุ้มมาข้างหน้า แขนที่ถือกระบี่ยกชูขึ้นสูง ราวกับ
แมงป่องยกชูหางเตรียมเข่นฆ่าศัตรู
หนิงอี้สะท้านขึ้นทั้งร่าง สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นปั้นยาก สัญชาติ
ญาณกรีดร้องระงม นี่ผิดท่าแล้ว!
ก่อนที่มันจะทันได้ตอบสนอง เห็นเหวยเสิ้งพลันแทงเบาๆ ใส่
อากาศธาตุว่างเปล่าเบื้องหน้าพวกมันทั้งสองกระบี่หนึ่ง
ปราศจากลมกระบี่ ไม่มีลำแสง ดูคล้ายเป็นเพียงท่าแทงตรงที่
แผ่วเบาและอ่อนแรงเป็นอย่างยิ่งคราหนึ่ง
เพียะ!
แต่แล้วลำแสงสีเลือดที่หนาหนักกว้างใหญ่ดุจนํ้าตก กลับถูก
กระบี่อันแผ่วเบาและอ่อนแรงนี้แทงใส่จนขาดสะบั้นเป็นสองส่วน!
สภาวะกระบี่ทะลวงผ่านลำแสงสีเลือดในชั่วพริบตา แล้วแทงใส่
ซี่ร่มซี่หนึ่งอย่างถนัดถนี่!
เพียะ ซี่ร่มซี่นั้นหักสะบั้นเป็นสองท่อนในบัดดล!
หนิงอี้ทั้งตื่นตระหนกทั้งเดือดดาลพร้อมกัน!
ซี่ร่มแต่ละซี่ของร่มอสุราภูตโลหิตหลอมสร้างขึ้นด้วยกระดูก
วาฬของวาฬวิญญาณหยิน ซึ่งมันต้องเสี่ยงชีวิตมุ่งลึกเข้าไปใน
ทะเลเมฆ เพื่อตามล่าสัตว์ร้ายพิสดารชนิดนี้ กระดูกแต่ละชิ้น
แข็งแกร่งปานเหล็กกล้า กระบี่บินยากระคายผิว หลังจากแช่ไว้ใน
ภูตโลหิตร้อยเคียดแค้นเป็นเวลาหลายร้อยวัน กระดูกแต่ละชิ้นจะ
ยิ่งแข็งแกร่งสุดบรรยาย ไม่ถูกทำลายด้วยกระบี่บินอีกต่อไป!
หากร่มอสุราภูตโลหิตนี้ขัดเกลาจนถึงรูปลักษณ์ขั้นสูงสุด จะ
ก่อกำเนิดโลกเฉพาะภายในของตัวเอง เมื่อถึงเวลานั้น ซี่ร่มทั้งสิบ
สามซี่นี้จะกลับกลายเป็นสิบสามเสาคํ้ายันโลกแห่งนั้น!
ลองนึกดูซี่ร่มที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ไหนเลยจะถูกตัดสะบั้นเป็น
สองท่อนอย่างง่ายดายได้? ทั้งยังถูกทำลายภายใต้เงื้อมมือของเด็ก
น้อยด่านจินตันขั้นที่หนึ่ง ด้วยการทิ่มแทงเพียงกระบี่เดียว? หนิงอี้
พบว่ายากจะรับได้ เด็กน้อยผู้นี้เป็นแค่เหยื่อของมันแท้ๆ!
กระบี่ดำ!
ทั้งหมดเป็นความผิดของกระบี่ดำ!
หนิงอี้ถลึงจ้องกระบี่ดำในมือเหวยเสิ้งไม่วางตา ใบหน้าบัด
เดี๋ยวเขียวคลํ้าบัดเดี๋ยวขาวซีด ในดวงตาอัดแน่นไปด้วยความ
เคียดแค้นชิงชังอย่างลึกลํ้า ทั้งยังแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวอย่าง
ลึกซึ้ง!
ร่มอสุราภูตโลหิตเป็นชีวิตจิตใจของมัน เมื่อซี่ร่มหักไปหนึ่งซี่
พลังอำนาจจะลดลงไม่น้อย การซ่อมแซมยังเป็นเรื่องยาก ครั้งนั้น
มันแทบเอาชีวิตไปทิ้ง เพียงเก็บกระดูกวาฬของวาฬวิญญาณหยิน
ได้สิบสามชิ้น ทั้งหมดล้วนหลอมสร้างลงไปในร่มคันนี้จนหมด ไม่มี
เก็บสำรองไว้แม้แต่ชิ้นเดียว! ครั้งนั้นนับเป็นโชควาสนาครั้งยิ่งใหญ่
ที่สามารถฆ่าวาฬวิญญาณหยินได้ ถึงตอนนี้ยังจะไปหาวาฬ
วิญญาณหยินได้จากที่ใด?
สิ่งที่ทำให้หัวใจมันมีเลือดหยาดหยดมากยิ่งกว่า คือดวง
วิญญาณของเด็กหนุ่มผู้นี้ วิญญาณที่สมบูรณ์แบบเช่นนี้ยังมีค่า
มากกว่าซี่ร่มเสียอีก!
กระบี่ดำบัดซบนี้มีต้นกำเนิดอย่างไรกันแน่?
หลังจากการโจมตีหนึ่งกระบี่ กระบี่ดำก็นิ่งเงียบไป แต่กระบี่เมื่อ
ครู่ยังคงทำให้หนิงอี้ผู้โหดเหี้ยมอำมหิต สูดได้กลิ่นอายชั่วร้าย
อหังการสุดฟ้าสุดดินที่แผ่ซ่านออกมาจากความนิ่งเงียบอันแปลก
ประหลาดนี้
ดวงตาว่างเปล่าของเหวยเสิ้งจ้องมองหนิงอี้เขม็ง
ไม่ทราบเพราะเหตุใด หนิงอี้รู้สึกหวาดกลัวจับใจอย่างไม่อาจ
บ่งบอกบรรยายได้
ทันใดนั้นเอง กระบี่ดำในมือเหวยเสิ้งสั่นวูบเบาๆ หนิงอี้ม่านตา
หดแคบลงอย่างฉับพลัน ความหวาดกลัวในใจพลุ่งขึ้น รีบแปร
เปลี่ยนเป็นกลุ่มแสงสีเลือดกลุ่มหนึ่ง พุ่งวาบไปยังเส้นขอบฟ้า
ห่างไกลอย่างไม่รีรอลังเล!
เกาะเต่า!
ฝากไว้ก่อนเถอะ!
หากไม่ทวงถามความแค้นครั้งนี้ ข้าหนิงอี้ ไหนเลยจะอภัยให้
ตัวเองได้!
หนิงอี้ลับหายไปในบัดดล ชั่วอึดใจหลังจากนั้น เหวยเสิ้ง
ประดุจท่อนไม้แห้ง พลันล้มควํ่าลงสิ้นสติ หล่นร่วงลงไปในทะเลเมฆ
กระบี่ดำพลิกลอยขึ้นกลางอากาศ ลอยขนาบอยู่ข้างกายเหวย
เสิ้งอย่างเงียบงัน
แม้ว่าเหวยเสิ้งจะหมดสติ แต่ร่างของมันคล้ายถูกพลังที่มองไม่
เห็นโอบอุ้มเอาไว้ ไม่ได้ตกลงไปในทะเลเมฆแต่อย่างใด
เพียะ!
หัตถ์สุดท้ายของพระโพธิสัตว์มังกรคชสารกับวงแหวนแสงสี
ทองปะทะชนกัน แล้วแตกระเบิดอย่างพร้อมเพรียง เงามหึมา
ด้านหลังจงหยูในที่สุดสั่นพลิ้วอย่างไม่อาจควบคุม หลังจากสั่น
กระเพื่อมอย่างรุนแรง พลันหายวับไป
จงหยูร่างสะท้านเป็นระลอก ใบหน้าเผือดขาวเล็กน้อย
เยวียนซิ่นหัวร่ออย่างเกรี้ยวกราด แล้วพลันสูดลมหายใจลึก
ยาว ไม้เท้าพระโพธิสัตว์ในมือสาดประกายเจิดจ้า ซัดขว้างออกไป
ในบัดดล!
ไม้เท้าพระโพธิสัตว์หมุนคว้างอย่างเร่งร้อน พลันขยายใหญ่
ขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับเงาขุนเขาดำทะมึน แผดเสียงดังกระหึ่ม
สะท้านขวัญวิญญาณ กระแทกลงหาจงหยูอย่างหักโหม!
เห็นแน่ชัดว่าจงหยูต้องตกตายภายใต้ไม้เท้าอันดุดันนี้ ทันใด
นั้นปราณกระบี่สีรุ้งสายหนึ่งเหินบินออกมา ปราณกระบี่สีรุ้ง
ประหนึ่งผ้าแพรสายรุ้งอันนุ่มนวลผืนหนึ่ง รัดพันรอบไม้เท้าพระ
โพธิสัตว์ที่กลางเวหา!
เป็นเซี่ยซานที่เพิ่งหลุดออกมาจากม่านหมอกห้าธาตุ!
เพียะเพียะเพียะ!
แสงที่เปล่งออกมาจากไม้เท้าพระโพธิสัตว์คล้ายค่อยๆ ถูกกัด
กร่อน อ่อนโทรมลงอย่างช้าๆ ไม้เท้าพระโพธิสัตว์หดเล็กลงอย่าง
ต่อเนื่อง
เยวียนซิ่นกลับหน้าไม่เปลี่ยนสี ยังคงแย้มยิ้มอย่างเหี้ยม
เกรียม! ไม้เท้าพระโพธิสัตว์ของมันหลอมสร้างจากแก่นทอง
สัมฤทธิ์ที่สกัดจากส่วนลึกใต้พื้นโลก แม้ว่าหากเทียบกับกงล้อ
ภาวนานั้น ยังอ่อนด้อยไปบ้าง แต่แท้ที่จริงหนักหน่วงผิด
ธรรมดา! อย่าได้เห็นว่ามันเพียงซัดขว้างออกมาอย่างเรียบง่าย แต่
อันที่จริงนี่เป็นกระบวนท่าอันเลื่องชื่อ เรียกว่า ‘พระโพธิสัตว์ซัด
ขว้าง’ พลังหนักหน่วงดุจขุนเขา กดทับลงด้วยสภาวะครอบฟ้าคลุม
ดิน ไม่เคยมีผู้ใดหลุดรอดไปได้!
อาศัยเจตจำนงกระบี่เล็กจ้อยเพียงเท่านั้น คิดสลายพลังไม้เท้า
หรือ? ช่างเพ้อฝันเสียจริง!
เยวียนซิ่นไม่ได้เหลือบแลไม้เท้าพระโพธิ์สัตว์ เพียงจ้องมอง
จงหยูไม่คลาดสายตา รอคอยชั่วพริบตาที่อีกฝ่ายถูกไม้เท้าเข่นฆ่า
สังหาร มันจะได้หยิบฉวยม้วนหยกและกงล้อภาวนา แล้วหลบลี้หนี
หน้าจากการต่อสู้!ด้วยม้วนหยกกับกงล้อภาวนานี้ จิงสือไม่กี่ชิ้น
ที่ว่าจ้างมันยังจะนับเป็นอะไรได้!
ทันทีที่มันหยิบฉวยได้ของสองสิ่งนี้ มันจะหลบหนีไปให้ไกล
แสนไกล เสาะหาสถานที่เร้นลับซ่อนตัวเอาไว้ จากนั้นปิดด่านฝึก
ตน ฝึกปรือเพื่อฝ่าทะลวงไปยังด่านหยวนอิง!
เซี่ยซานเห็นเจตจำนงกระบี่ของมันไม่อาจหยุดยั้งไม้เท้าพระ
โพธิสัตว์ไว้ได้ ต้องสีหน้าแปรเปลี่ยน สถานการณ์คับขันอันตราย
เสียจนมันไม่มีเวลากังวลสนใจสิ่งอื่นใดอีก รีบเร่งเร้าพลังปราณทั่ว
ร่างไปยังกระบี่คู่เงามายาในสองมืออย่างไม่คิดชีวิต!
ในบรรดาสี่คนฝ่ายพวกมัน นับพลังฝึกปรือของเซี่ยซานสูงลํ้า
ที่สุด!
เมื่อระเบิดพลังปราณทั้งหมดออกมาโดยไม่คิดหลงเหลือสิ่งใด
ไว้ พลังอำนาจนั้นรุนแรงเป็นพิเศษ!
เห็นปราณกระบี่หลากสีเบาบางปรากฏขึ้นในมือของเซี่ยซาน
แต่ละเส้นสายเบาบางดุจเส้นไหม ปราณกระบี่เหล่านี้มีจำนวน
หลายพันเส้น โอบล้อมเข้าหาไม้เท้าพระโพธิสัตว์โดยไร้เสียง เสี้ยว
พริบตาที่พวกมันกระทบถูกไม้เท้า ปราณกระบี่เหล่านี้พลัน
แปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลหยุ่นเหนียว รุมรัดพันรอบไม้เท้าอย่างแน่น
หนา!
เซี่ยซานถลึงตาอย่างโกรธเกรี้ยว คำรามกึกก้อง “ไสหัวไป!”
มือของมันทำท่าคว้าจับกลางอากาศ แล้วดึงรั้งสุดแรงเกิด!
ปราณกระบี่หลายพันเส้นพลันขยายใหญ่อย่างรุนแรง ภายใน
เสี้ยวพริบตา แสงเจ็ดสีก็กลบกลืนแสงสีทองของไม้เท้าไปหมดสิ้น!
ไม้เท้าพระโพธิสัตว์ถูกกระชากดึงด้วยเส้นใยจนปัดเป๋เล็กน้อย
พุ่งเฉียดผ่านข้างกายจงหยูเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ดิ่งลึกลงไปใต้
ทะเลเมฆ
เยวียนซิ่นดวงตาทอแววตื่นตระหนกวูบ คาดคิดไม่ถึงว่าผู้อื่น
จะสามารถช่วยชีวิตจงหยูจริงๆ อย่างไรก็ตาม มุมปากมันแย้มยิ้ม
เย็นเยียบ เซียนกระบี่ผู้นั้นแม้ลงมือสำเร็จ แต่เห็นร่างส่ายโงนเงน
แค่ยืนหยัดยังไม่มั่นเสียด้วยซํ้า เห็นได้ชัดว่าใช้พลังทั้งหมดเพื่อ
เบี่ยงเบนการโจมตีเมื่อครู่ ส่วนจงหยูก็หน้าเผือดขาวราวกระดาษ
ใช้พลังไปจนหมดไม่ต่างกัน
ไม่กล่าววาจามากความ เยวียนซิ่นก้าวเท้าหายวับ แล้วปรากฏ
กายตรงหน้าจงหยู มือขวาฉกวูบ ทำท่าคว้าจับใส่จงหยู
เพียะ!
เกราะแสงเย็นวิญญาณฟ้าบนร่างจงหยูแตกสลายในพริบตา
จงหยูฝืนยกแขนขึ้น ปะทะกับฝ่ามือของเยวียนซิ่นอย่างซึ่ง
หน้า
แกรก!
จงหยูแขนหักสะบั้น เยวียนซิ่นใบหน้าทอแววเหยียดหยาม ใน
ความเห็นของมัน จงหยูเพียงแค่ดิ้นรนครั้งสุดท้ายก่อนตายเท่านั้น
เยวียนซิ่นพลิกฝ่ามือคราหนึ่ง ตระเตรียมจู่โจมกระบวนท่าสังหาร
หมายปลิดชีพในบัดดล แต่แล้วทันใดนั้น พลันสีหน้าแปรเปลี่ยน
กลับกลาย
“พลังอธิษฐาน!”
เยวียนซิ่นราวกับถูกอสรพิษร้ายฉกใส่ลำคอ ดวงตาเบิกโพลง
เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง สุ้มเสียงแหบพร่าสั่นสะท้าน
เห็นสีขาวเทาแผ่กระจายไปรอบลำคอของมัน ราวกับเถาวัลย์
อันน่าชมดูเส้นหนึ่ง
จงหยูเค้นรอยยิ้มวูบหนึ่ง ดอกบัวสีเลือดบนหน้าผากเปล่ง
ประกายเรืองรองอย่างงดงาม
เทียบกับเหวยเสิ้ง และจงหยูกับเซี่ยซานแล้ว จั่วม่อกลับเป็น
ตรงกันข้าม มันต่อสู้อย่างราบรื่นสะดวกสบายกว่ามาก
ม่านหมอกห้าธาตุที่จั่วม่อไม่มีปัญญารับมือ กลับถูกท่า
ดูดกลืนอันพิสดารของทหารยันต์ทองคำดำสยบในชั่วพริบตา
สมดุลของชัยชนะเริ่มเอียงไปทางจั่วม่อทันที
เซียนยันต์ที่สูญเสียยุทธภัณฑ์เวทที่ทรงพลังที่สุดของตน เมื่อ
เผชิญกับพลังและความเร็วสะท้านขวัญวิญญาณของสังขารปิศาจ
มหาทิวา ก็ต้องประสบชะตากรรมอันน่าเวทนาแล้ว โดยเฉพาะ
กลวิธีต่อสู้ระยะประชิดด้วยพละกำลังของจั่วม่อ อาศัยความเร็วอัน
ร้ายกาจเข้าสะกดข่ม ทำให้กู้หมิงกงตกอยู่ในสภาพเลวร้าย
ตลอดเวลา หากมิใช่ว่ามันมียุทธภัณฑ์เวทที่ลํ้าเลิศอยู่หลายชิ้น
เกรงว่าคงถูกจั่วม่อทุบตีจนตายไปนานแล้ว
แต่ถึงกระนั้นสภาพของมันก็ไม่ได้ดีขึ้นแต่อย่างใด
รอจนยุทธภัณฑ์เวทชิ้นสุดท้ายของมันถูกดาบเที่ยงวันของ
จั่วม่อผ่าออกเป็นสองซีก กู้หมิงกงก็หน้าเขียวคลํ้าแล้ว
มันกระทั่งทางหนียังไม่มี ความเร็วของมันอ่อนด้อยกว่าจั่วม่อ
มาก และสิ่งที่ทำให้มันอับจนปัญญามากกว่าเดิม คือจั่วม่อคล้าย
กลับกลายเป็นคลุ้มคลั่ง โหมโจมตีอย่างป่าเถื่อนและกระชั้นเร่งร้อน
ไม่เปิดโอกาสให้มันพักหายใจแม้แต่แวบเดียว ถึงตอนนี้มันเริ่ม
สำนึกเสียใจที่โกรธแค้นเรื่องม่านหมอกห้าธาตุจนลืมยั้งคิด
ยุทธภัณฑ์เวทแม้ลํ้าเลิศสักปานใด หากสูญเสียไป ยังสามารถ
หลอมสร้างใหม่อีกชิ้นหนึ่ง แต่หากสูญเสียชีวิตน้อยๆ นี้ไป ก็ไม่มี
สิ่งใดหลงเหลือแล้ว!
มันเพียงต้องการเวลาแค่ชั่วห้าอึดใจ ก็จะสามารถหลบหนีจาก
ไป!
มันมียันต์เคลื่อนย้ายติดตัวอยู่เป็นยันต์ช่วยชีวิต ยันต์
เคลื่อนย้ายใบนี้เชื่อมโยงกับค่ายกลเคลื่อนย้ายในที่พำนักของมัน
หากสามารถใช้ยันต์ มันจะสามารถกลับไปยังเคหะสถานของตนได้
ทันที ในฐานะเซียนยันต์ผู้หนึ่ง ยันต์เคลื่อนย้ายเป็นสิ่งที่ใช้รักษา
ชีวิต มันไหนเลยจะลืมเลือนได้?
นี่มิใช่ว่ากู้หมิงกงลืมเลือนใช้ออก เพียงแต่ฝ่ายตรงข้ามไม่เคย
เปิดโอกาสให้มันถึงห้าอึดใจต่างหาก!มันพยายามใช้ทุกวิถีทาง เส
แสร้ง ล่อหลอก ต้มตุ๋น สารพัดเล่ห์เพทุบายที่สั่งสมมาชั่วชีวิต
เพียงเพื่อลากถ่วงเวลาแค่ห้าอึดใจ แต่ฝ่ายตรงข้ามไม่ตอบโต้มัน
แม้สักครึ่งคำ เพียงแค่โถมเข้ามาและฆ่าฟันไม่ยั้งมือ ราวกับมี
ความแค้นสังหารบิดามารดากับมันก็มิปาน
กู้หมิงกงคิดรํ่าไห้แต่ไร้นํ้าตา ผู้ที่สูญเสียยุทธภัณฑ์เวทสุดรัก
สุดหวงเห็นได้ชัดว่าเป็นฝ่ายมันมิใช่หรือ ผู้ที่สมควรเคียดแค้น
อาดูรก็สมควรเป็นมัน แต่ไฉนอีกฝ่ายยังคงเดือดดาลถึงปานนี้?
แน่นอน กู้หมิงกงไหนเลยจะล่วงรู้ความคิดของจั่วม่อได้ นี่เป็น
เพราะจั่วม่อหวนนึกถึงสัตว์ปราณอันน่ารักสองร้อยกว่าตัวที่ถูกสวา
ปามเข้าไป ความเจ็บปวดใจอันใหญ่หลวงนี้ จั่วม่อไม่ตำหนิกู้หมิ
งกง จะให้ระบายใส่ผู้ใด!
หากพลังฝึกปรือของกู้หมิงกงไม่ได้ลึกลํ้ากว่าคู่ต่อสู้ของมัน
มาก เกรงว่าป่านนี้คงทอดร่างเป็นซากศพไปเสียนานแล้ว!
คนผู้นี้แม้ยังเยาว์วัย แต่กลอกกลิ้งเจนจัด เจ้าเล่ห์เหมือนสุนัข
จิ้งจอกตัวหนึ่ง!
วันนี้ชีวิตมันคงจบสิ้นแล้วจริง!
กู้หมิงกงความคิดเพิ่งสิ้นสุดลง พลังปราณก็ถดถอยวูบหนึ่ง
ในเวลานี้เอง มือข้างหนึ่งคว้าลำคอของมันเอาไว้