สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 470 คำสั่งของแม่นางน้อย
“ศิษย์พี่เฝิงรอบรู้หลากหลาย ไม่ทราบรู้จักค่ายกลชุดนี้
หรือไม่?” หลีซู่จ้องมองเกาะเต่าจากระยะไกล กล่าวถามเสียง
ราบเรียบ
ด้านข้างมันเป็นบุรุษกลางคน เรียกว่าเฝิงป๋อ ซึ่งใบหน้าทอแวว
อัศจรรย์ใจ “ดูคลับคล้ายกับค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามของสำนัก
ฟ้าครามอยู่บ้าง หรือว่าประมุขของเกาะเต่าผู้นี้ เป็นศิษย์สำนักฟ้า
คราม?”
“สำนักฟ้าคราม?”
“อา สำนักฟ้าครามเป็นสำนักของเซียนยันต์ที่ทรงพลังยิ่ง
ครองอำนาจอยู่ในอาณาจักรรัตติกาลทมิฬ สำนักพวกมันมีศิษย์
ไม่มากนัก แต่เชี่ยวชาญวิชาหลอมสร้างและวิชายันต์ ดังนั้นสำนัก
นี้มั่งคั่งรํ่ารวยเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในสำนักฟ้าคราม
เป็นค่ายกลพิทักษ์สำนักของพวกมัน เรียกว่าค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศ
คราม ทรงพลานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาลเหนือธรรมดา” เฝิงป๋ออธิบาย
“อาณาจักรรัตติกาลทมิฬ?” หลีซู่ประหลาดใจเล็กน้อย
“ห่างไกลเท่าใด?”
“อา ห่างไกลเป็นอย่างยิ่ง”
“เช่นนั้นพวกมันไฉนแล่นมายังอาณาจักรทะเลเมฆ?” หลีซู่หัว
คิ้วขมวดมุ่น
“เรื่องนั้นข้าไม่รู้” เฝิงป๋อแย้มยิ้มพลางกล่าว “ศิษย์น้องเจ้าห่วง
กังวลอันใด? เท่าที่ข้าทราบ ศิษย์สำนักฟ้าครามแม้เชี่ยวชาญวิชา
หลอมสร้างและวิชายันต์ แต่พวกมันรักสงบ ไม่ใคร่ขัดแย้งกับผู้คน
นัก”
“เช่นนั้นก็แปลกประหลาดแล้ว” หลีซู่รำพึงพลางสั่นศีรษะ
“ศิษย์พี่เพิ่งจะมาถึงอาจยังไม่ทราบ ผู้คนของเกาะเต่าเหล่านี้แม้ไม่
เคยเป็นฝ่ายรุกรานหาเรื่อง แต่หาใช่ชนรุ่นหลังที่เงียบสงบและอ่อน
น้อมไม่ ไม่ว่าลงมือคราใดล้วนเหี้ยมเกรียมเฉียบขาด กองทัพของ
พวกมันก็เห็นได้ชัดว่ากรำศึกหนักมาไม่น้อย พวกมันอาจยาก
รับมือยิ่งกว่าขุมกำลังใดในบริเวณนี้”
“มีเรื่องเช่นนี้?” เฝิงป๋อกล่าวด้วยนํ้าเสียงอัศจรรย์ใจ “เช่นนั้น
ข้าคงไม่อาจบอกได้ สำนักฟ้าครามอยู่ห่างไกลจากที่นี่มาก ต้องใช้
เวลาหลายปีเดินทางไปตรวจสอบ สำหรับค่ายกลชุดนี้ ข้าเพียงเคย
พบเห็นโดยบังเอิญคราหนึ่งเท่านั้น”
หลีซู่นิ่งเงียบงันไป คล้ายครุ่นคิดถึงบางสิ่ง ไม่ได้กล่าวสืบต่อ
เสียงระเบิดอย่างรุนแรงดังมาจากทางเกาะเต่าเป็นระยะ เห็น
ลำแสงเวทวิชาสารพัดชนิดสว่างจ้าไปถึงชั้นฟ้า ฝ่ายตระกูลเถียน
ยังคงโหมโจมตีอย่างดุเดือด
ทันใดนั้นเอง เฝิงป๋อพลันอุทานเบาๆ “อา ค่ายกลถูกทะลวง
แล้ว?”
หลีซู่ค่อยสะท้านตื่นจากภวังค์ รีบกวาดมองไปตามคำ สีหน้า
ทอแววเหลือเชื่อ เห็นกองทัพตระกูลเถียนที่เรียงรายอยู่บนท้องฟ้า
เหนือเกาะเต่า กำลังไหลบ่าผ่านช่องแตกของค่ายกลเข้าไปในเกาะ
เต่าอย่างบ้าคลั่ง
ค่ายกลของเกาะเต่าถูกทำลายแล้วจริง?
“ว่ากระไร?” ม้าฝานร้องเสียงหลง คิดว่าหูเฝื่อนไป เหลยเผิง
เหนียนลู่กับพวกที่ด้านข้างล้วนร่างแข็งทื่ออยู่กับที่
“ได้ยินไม่ชัดเจนหรือ? ข้าบอกว่าเรื่องเล็กน้อยเพียงเท่านี้
พวกเจ้าสามารถจัดการด้วยตัวเอง” กงซุนชาเผยอยิ้มอย่างไม่มีพิษ
มีภัย “เพียงการศึกระดับนี้ เจ้ามีความสามารถพอที่จะรับมือได้”
กล่าวจบคำก็แบมือ ยักไหล่ ทอดตามองขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่าง
ไม่อนาทรร้อนใจ
ม้าฝานแทบคลั่งใจตายในทันที ความคิดแรกของมันคือ
อุบาทว์บัดซบ! เป็นตัวบัดซบใดล่วงเกินแม่นางน้อย? พลอยลาก
ทุกคนถึงคราวซวยไปด้วยกัน!
เรื่องเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อมีคนทำให้แม่นาง
น้อยเผยรอยยิ้มของมารร้ายเช่นนี้ สิ่งที่ตามมาคือค่ายจูเชวี่ย
ทั้งหมดต้องประสบชะตากรรมแล้ว บางครั้งเหตุการณ์ร้ายแรงสัก
หน่อย กระทั่งค่ายเว่ยยังไม่อาจหลบเลี่ยงจากเภทภัย
“ต้าเหริน! นี่ทำไม่ได้!” ม้าฝานวิงวอนเสียงละห้อย “หากไม่มี
ท่าน พวกเราก็เหมือนคนตาบอด! ท่านคือแสงสว่างนำทางกลาง
ทะเลคลั่ง เป็นผู้ชี้นำที่ยิ่งใหญ่ของเรา มีแต่อยู่ในมือท่าน พวกเรา
จึงสามารถสำแดงพลานุภาพที่ร้ายกาจที่สุดออกมา! ท่านเป็น
กระดูกสันหลังของพวกเรา พวกเราสามารถขาดผู้ใดก็ได้ แต่ไหน
เลยจะขาดท่านได้? กระทั่งเหล่าป่านยังบอกว่าท่านเป็นแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับทอง!”
แม่นางน้อยแย้มยิ้มเขินอายเล็กน้อย ราวกับว่ามันละอายใจต่อ
คำสรรเสริญเยินยอของม้าฝาน แต่ม้าฝานกับพวกกลับบังเกิด
สังหรณ์เลวร้ายอย่างบอกไม่ถูก
“คำประจบประแจงของเจ้าฟังดูน่าคลื่นไส้อยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่
เป็นความจริง” แม่นางน้อยแย้มยิ้มเขินอาย
“ใช่ใช่ใช่! ล้วนจริงทั้งหมด!” ลางสังหรณ์ร้ายยิ่งรุนแรง
กว่าเดิม แต่ม้าฝานกับพวกยังรีบพยักหน้าประจบเอาใจ
“แต่ข้าในเมื่อเป็นแม่ทัพบัญชาการศึกระดับทอง แล้วพวก
ตระกูลเถียนนั่นเล่า? อย่างมากที่สุดก็แค่แม่ทัพบัญชาการศึกระดับ
เงินเท่านั้น ไม่ควรค่าให้ข้าสนใจแม้แต่น้อย” แม่นางน้อยยิ้มกว้าง
อย่างเฉิดฉัน ใบหน้าเบิกบานปานบุปผา เผยให้เห็นฟันขาวสอง
แถว “เจ้าติดตามข้ามาเนิ่นนานปานนี้ หากกระทั่งแม่ทัพ
บัญชาการศึกระดับเงินผู้หนึ่ง เจ้ายังไม่มีปัญญาเชือดทิ้ง หลังจาก
นั้นก็หิ้วศีรษะตัวเองมาพบข้าเถอะ”
แม่นางน้อยแจกรอยยิ้มเจิดจ้าอีกหน แต่ทุกคนกลับรู้สึกเหงื่อ
เย็นไหลท่วมแผ่นหลัง
“ข้าไม่ได้ล้อเล่น”
ที่แท้แม่นางน้อยไม่ได้ล้อเล่นจริงๆ!
บ้างโซซัดโซเซ บ้างคืบคลานออกมา เมื่อพ้นหน้าแม่นางน้อย
ทุกคนรีบสุมหัวเข้าหากัน เริ่มหารืออย่างเร่งด่วน
“ไม่มีทาง แม่นางน้อยคราวนี้คิดเล่นงานเราจนตายหรือไร?”
บางคนครํ่าครวญ
“อย่าได้รํ่าไห้แล้ว รีบช่วยกันคิดหาหนทาง! คราวนี้หากเราไม่
สามารถเชือดพวกตระกูลเถียนจริงๆ ฮ่า รอดูไปเถอะ ต่อให้เราไม่
ตัดคอตัวเอง แม่นางน้อยจะช่วยส่งมีดให้เรา หรือไม่มันก็อาจจะ
เฝ้าดูด้วยตัวเองด้วยซํ้า นี่เป็นไปได้อย่างยิ่ง!” เฮยจื่อกล่าวอย่าง
สยดสยอง
ทุกผู้คนสะท้านขึ้นพร้อมกัน กระทั่งผู้ที่ไม่รู้จักเกรงกลัวเช่น
เหลยเผิง ยังสีหน้าขาวซีดเล็กน้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในใจพวกมัน บังเกิดภาพแม่นางน้อยยืนถือ
มีดปังตอด้วยรอยยิ้มเอียงอาย ต้องพากันสะท้านขึ้นอีกคำรบโดย
ไม่รู้สึกตัว!
“พี่น้องทั้งหลาย! หากตระกูลเถียนไม่ตาย พวกเราก็ตาย!” พี่
น้องค่ายจูเชวี่ยผู้หนึ่งใบหน้าเต็มไปด้วยความโศกศัลย์และ
ความคิดเสี่ยงชีวิต
“ฆ่าพวกตระกูลเถียน!”
“ฆ่ามัน! ฆ่ามัน!”
ทุกคนดวงตาแดงฉาน สุ้มเสียงกัมปนาทสั่นสะเทือนหลังคาจน
แทบควํ่าลงมา
รอจนสุ้มเสียงอึกทึกพลุ่งพล่านสงบลง เสียงของเหลยเผิงก็
แผดก้อง “เหล่าฝาน อาหยาน พวกเจ้าทั้งสองเจ้าอุบายความคิด
ที่สุด รีบด่วน รีบคิดหาหนทางเร็วเข้า”
คนอื่นๆ หันไปมองม้าฝานกับเว่ยหยานเป็นตาเดียว ใน
ความเห็นของพวกมัน คนทั้งสองนี้เป็นผู้ที่มีฝีมือทางกลยุทธ์มาก
ที่สุดในค่ายจูเชวี่ย ม้าฝานเคยเป็นหัวใจหลักของขบวนทัพ ทั้งยังมี
นิสัยใจคอชมชอบใช้เล่ห์เหลี่ยมมากกว่ากระบี่ในมือ เว่ยหยานแม้
ไม่กลอกกลิ้งปราดเปรื่องเท่าม้าฝาน แต่เป็นบุคคลอันน่าเชื่อถือ
ทุกคนในค่ายล้วนเชื่อถือมัน
เว่ยหยานเอ่ยปากก่อน กล่าวด้วยเสียงเบาตํ่าว่า “อาศัยค่ายจู
เชวี่ยของพวกเรา อาจไม่เพียงพอจะบดขยี้พวกมันอย่างสมบูรณ์
คิดเอาชนะพวกมันไม่ใช่เรื่องยาก แต่แม่นางน้อยต้องการให้กวาด
ล้างพวกมันจนสิ้นซาก นี่กลับยากเย็นอยู่บ้าง ที่สำคัญที่สุด เราไม่
อาจปล่อยให้พวกมันหลบหนีแม้แต่คนเดียว”
ม้าฝานตาลุกวาบ “ไฉนเราไม่ใช้กลยุทธ์ปิดประตูตีสุนัขเล่า!”
“ปิดประตูตีสุนัข?”
“เราจะปล่อยให้พวกมันเข้ามา จากนั้นปิดค่ายกลพิทักษ์เกาะ
อีกครั้ง ด้วยวิธีนี้พวกมันก็ไม่อาจหลบหนีไปไหนได้!” ม้าฝาน
ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า
“เป็นความคิดที่ดี!” เว่ยหยานปรบมืออย่างตื่นเต้นยินดี
คนอื่นๆ พอฟังล้วนคึกคักขึ้นอักโข พวกมันแม้ผ่านศึกมา
อย่างโชกโชน แต่ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกมันมีประสบการณ์เป็นแม่ทัพ
มาก่อน
บางคนรีบสะกิดเตือน “แต่พวกเราต้องระมัดระวัง หากเราไม่
สามารถจัดการนักรบตระกูลเถียนได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด อาจ
ลุกลามจนเกิดความเสียหายต่อท้องทุ่งปราณบนเกาะ…”
“มิผิด มิผิด! ล่วงเกินแม่นางน้อยแม้ไม่ใช่เรื่องดี แต่เหล่าป่าน
ก็ไม่อาจแตะต้องได้! หากเหล่าป่านกลับมาพบความเสียหายรุนแรง
ผลสุดท้ายของพวกเราไยมิใช่น่าอนาถยิ่ง!”
“อา อา ใช่แล้ว เราต้องมีกำลังคนมากกว่านี้ ดูเหมือนคราครั้ง
นี้จะต้องขอความช่วยเหลือจากพวกค่ายจับกังจริงๆ แล้ว”
“เช่นนั้นก็ลงมือเถอะ… …”
ซู่หลงประคองง้าวใหญ่สีดำสนิทไว้ในมือ ง้าวใหญ่ทมิฬดำเล่ม
นี้ใหญ่โตยิ่งกว่าง้าวที่มันสร้างขึ้นจากเจตจำนงฆ่าฟันเสียอีก
รูปลักษณ์เรียบง่ายหมดจดกว่าเดิม ใบง้าวรูปร่างคล้ายจะงอยปาก
นก ใบมีดเป็นสีแดงเข้ม ประหนึ่งย้อมด้วยโลหิตสดๆ
สิ่งที่แปลกพิสดารน่าขนลุกที่สุด คือรูปโฉมนี้เอง เห็นดวงตาสี
ฟ้าอมเทาข้างหนึ่งอยู่บนกั่นของใบง้าว มองแต่ไกลคล้ายอีกาดำที่
มีจะงอยปากแดงฉานยืนอยู่บนยอดเสาสีดำ
ซู่หลงถือง้าวใหญ่ไว้ในมือ ใบหน้าประดับรอยยิ้มเคลิบเคลิ้ม
มึนเมา ความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมชนิดหนึ่งแล่นผ่านมาจากด้าม
ง้าว ทำให้มันรู้สึกราวกับเป็นเลือดเนื้อร่างกายของตน
ศาสตรามารทั้งหมดที่อยู่ในสระนํ้าสีดำล้วนใช้ชิ้นส่วน
สัญลักษณ์ศึกเป็นส่วนประกอบ ศาสตรามารแต่ละเล่มคล้ายมีชีวิต
จิตใจ ทั้งยังส่งผลให้แต่ละเล่มกอรปด้วยกลิ่นอายพิเศษเฉพาะตัว
แต่กลิ่นอายของศาสตรามารเหล่านี้ แตกต่างจากกลิ่นอาย
เฉลียวฉลาดของยุทธภัณฑ์เวทหรือกระบี่บิน ทว่าดุร้ายกว่า ลี้ลับ
กว่า เพียงมองปราดเดียวก็สามารถพบเห็นความดุร้ายกระหาย
เลือดของพวกมันได้
กลิ่นอายสภาวะของง้าวใหญ่ทมิฬดำในมือซู่หลงยิ่งพิเศษไม่
เหมือนผู้ใด กลับปราศจากความดุร้ายกระหายเลือด แต่แทนที่ด้วย
ความสันโดษอ้างว้างที่แทบจะเห็นได้ชัดเจน
สำหรับอาเหวินอาจเป็นโชคชะตา มันได้รับศาสตรามารที่
คล้ายคลึงกับอาวุธที่สร้างขึ้นจากเจตจำนงฆ่าฟัน เป็นหอกยาวสี
เขียวเข้มเล่มหนึ่ง ด้ามหอกราบเรียบเรียวยาว สลักด้วยลวดลายลี้
ลับซับซ้อน ถือไว้ในมือให้ความรู้สึกกระชับสบาย พอเหมาะพอดี
เป็นที่สุด หอกเขียวเข้มเล่มนี้ก็มีรูปลักษณ์โดดเด่นเป็นพิเศษ ยาก
จะหาผู้ใดเสมอเหมือน คล้ายงูสีเขียวเข้มที่ตรงแน่วตัวหนึ่ง ใบหอก
พุ่งออกมาจากปากงูที่อ้ากว้าง ดวงตางูเปิดออกเต็มที่ เปี่ยมล้นไป
ด้วยประกายน่าขนพองสยองเกล้า
ศาสตรามารทั้งสามร้อยเล่มล้วนเลือกนายของพวกมันเสร็จ
สิ้น
ส่วนคนที่เหลือได้แต่รอการหลอมสร้างรอบต่อไปในอนาคต
แรกเริ่มเดิมทีผู้คนไม่ค่อยสนใจนัก เนื่องเพราะไม่มีใครเคยเห็น
ศาสตรามารมาก่อน แต่หลังจากศาสตรามารทั้งสามร้อยเล่มเผย
โฉมออกมา ทุกผู้คนล้วนอิจฉาเลื่อมใสจนขอบตาร้อนผ่าว!
ศาสตรามารแต่ละเล่มประหนึ่งชิ้นงานศิลปะ ไม่ว่าจะเรียบง่าย
แปลกตาหรือวิจิตรพิสดาร ล้วนบันดาลให้ผู้คนใจสั่นหวั่นไหว!
ซู่หลงเงยหน้ามอง เห็นทุกคนที่ได้รับศาสตรามารล้วนประคอง
ศาสตรามารของตนอย่างเคลิบเคลิ้มมึนเมา
ฮะ? มันจู่ๆ แย้มยิ้มแทบมองไม่เห็น จากนั้นซ่อนรอยยิ้มนี้ไว้
ภายใต้ใบหน้าเคร่งขรึมจริงจัง
เมื่อครู่ม้าฝานเพิ่งส่งข้อความบรรยายสถานการณ์ที่ภายนอก
ทั้งยังอธิบายแผนการของพวกมันอย่างละเอียดด้วย
ซู่หลงไม่ทราบว่าแม่นางน้อยต้าเหรินไฉนไม่ลงมือ แต่มัน
ทราบดีว่าแม่นางน้อยต้าเหรินลองได้สั่งการลงมา ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะ
เปลี่ยนแปลงได้อีก แม่นางน้อยต้าเหรินแม้ไม่ค่อยออกคำสั่งต่อค่าย
เว่ยโดยตรง แต่นั่นย่อมไม่ได้หมายความว่าคำสั่งของมันไม่มี
อำนาจต่อค่ายเว่ยแต่อย่างใด
ซู่หลงไม่ได้รํ่าเรียนพิชัยยุทธ์จากแม่นางน้อยต้าเหริน แต่ถูก
สอนสั่งมาโดยคนลึกลับผู้นั้น
มันไม่มีที่ใดคัดค้านแผนการของพวกม้าฝาน แผนนี้นับว่าดี
เยี่ยมโดยแท้
“ประเสริฐ ทุกคนเตรียมตัว เราจะออกไปอาละวาดแล้ว! ให้
พวกมันได้ชมดูพลังของพวกเราค่ายเว่ยสักครา!” สุ้มเสียงของซู่
หลงแผ่กระจายไปทั่วถํ้า
สุ้มเสียงของมันเต็มไปด้วยความฮึกหาญทะยานฟ้า เมื่อได้รับ
ศาสตรามาร ค่ายเว่ยก็ไม่ต่างอันใดจากพยัคฆ์ติดปีก!
ค่ายกลขบวนใหญ่ตรงหน้าพวกมันจู่ๆ ก็เปิดออกอย่าง
กะทันหัน เกาะเต่าอันอุดมสมบูรณ์ประหนึ่งสตรีที่ยั่วเย้าเชิญชวน
เปลื้องผ้าออกต่อหน้าพวกมัน
เถียนเหิงปอปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างยิ่ง ดวงตาแดงฉานด้วย
เจตนาฆ่าฟัน ตวาดก้อง “ฆ่า!”
หกจินตันโถมทะยานนำไปด้านหน้า!
สองกองทัพด้านหลังพวกมันคล้ายถูกฉีดด้วยเลือดไก่ ขู่
คำรามอย่างบ้าคลั่ง บุกทะลวงตามไปด้วยสีหน้าดุร้ายถมึงทึง พวก
มันเพียงกลัวว่าจะล่าช้ากว่าผู้อื่น!
ทัพตระกูลเถียนราวกับมวลนํ้าโถมทะลักทลายเขื่อน ไม่มีผู้ใด
จะหยุดยั้งได้!
ท้องทุ่งปราณกว้างใหญ่ไพศาลปรากฏขึ้นในครรลองสายตา
ผู้คน ราวกับว่าเพียงแค่ยื่นมือออกไป พวกมันก็จะคว้าเอาไว้ได้ ทุก
ผู้คนรู้สึกลิงโลดยินดีอย่างช่วยไม่ได้! ท้องทุ่งปราณเหล่านี้กำลังจะ
ตกเป็นของตระกูลเถียน! เมื่อครอบครองเกาะเต่า ตระกูลเถียนจะก
ลายเป็นยิ่งเข้มแข็งขึ้น! และความดีความชอบที่พวกมันกระทำใน
ศึกครั้งนี้ จะนำพาผลประโยชน์มาให้แก่พวกมันอย่างจุใจ!
ถึงตอนนี้ไม่มีผู้ใดสามารถหยุดพวกมันได้!
ซึ่งความจริงการบุกทะลวงไปด้านหน้าของพวกมันก็ราบรื่น
ผิดปกติ ตลอดทางพวกมันไม่เผชิญแรงต้านทานใด… ไม่ใช่ ต้อง
บอกว่าพวกมันไม่พบพานผู้คนแม้แต่คนเดียวจึงจะถูกต้อง!
รอประเดี๋ยวก่อน!
เถียนเหิงปอหางตากระตุกอย่างรุนแรง สีหน้าแปรเปลี่ยน
เล็กน้อย!
พวกมันไม่พบพานผู้คนแม้แต่คนเดียว? แล้วผู้คนไปยังที่ใด
หมด?
ในเวลานี้เอง ปลายหางตามันเหลือบเห็นบางสิ่งบางอย่าง ต้อง
งงงันวูบ รีบหันขวับไปมอง เพียงเห็นชัดตาเท่านั้น ม่านตาพลันหด
แคบลง สีเลือดเลือนหายไปจากใบหน้าในบัดดล!