สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 473 รุกฆาต
เถียนเยี่ยรู้สึกว่าสถานการณ์ย่าแย่ยิ่ง มันไม่ทราบว่าอาวุธเวทหมอก
ดำหลอมสร้างจากสิ่งใด แต่หนาทึบอย่างเหลือเชื่อ บดบังสายตาของพวก
มัน เบื้องหน้าเห็นเพียงแผ่นผืนสีดำกว้างใหญ่ ทั้งหนาหนักเข้มข้น มัน
กระทั่งนิ้วทั้งห้ายังมองไม่เห็น แต่มันยังรู้สึกได้ชัดเจนถึงความตึงเครียด
ของบรรดาองครักษ์ที่ข้างกาย
แน่นอนว่าการโจมตีถัดไปจะต้องรุนแรงยิ่ง
คลื่นสังหารที่ถักประสานจากปราณกระบี่นับไม่ถ้วน แม้ว่ามันเพียง
มองเห็นแค่ชั่ววูบยังต้องวิตกกังวลอย่างลึกล้า กองพันของมันถนัดจัดเจน
ในการบุกจู่โจม แต่พลังป้องกันอ่อนด้อยไปบ้าง ค่ายกลป้องกันที่พวกมัน
เชี่ยวชาญที่สุด เรียกว่าค่ายกลพิทักษ์ทานตะวันแดนสรวง ซึ่งไม่ใช่ค่ายกล
ป้องกันที่ดีเยี่ยมอันใด มันถึงกับลอบสงสัยใจว่าภายใต้การโจมตีอันดุดัน
สะท้านฟ้านี้ กองทัพของมันจะฝืนตั้งขบวนค่ายกลพิทักษ์ทานตะวันแดน
สรวงได้นานสักเท่าใดกัน
เดิมทีมันเตรียมใจสำหรับการสูญเสียไพร่พลส่วนหนึ่งอยู่แล้ว หาก
มิใช่ว่าหมอกดำเหล่านี้จู่ ๆ ก็สอดแทรกเข้ามา… …
แม้ว่าการสูญเสียไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่สถานการณ์ยังจะนำไปสู่การ
ปะทะหักหาญอย่างที่มันคาดเอาไว้ก่อนหน้านี้ เถียนเยี่ยมีความเชื่อมั่นใน
ฝีมือบัญชาการของตนอย่างเปี่ยมล้น เชื่อมั่นว่ามันยังมีโอกาสเอาชัยได้
แต่สิ่งที่ทำให้มันประหลาดใจและตื่นตระหนกขึ้นมา คือภายในหมอกดำนี้
คันฉ่องวิเศษรัศมีฟ้าของมันกลับใช้การไม่ได้อย่างสิ้นเชิง!
คันฉ่องวิเศษรัศมีฟ้าเป็นอาวุธเวทชิ้นสำคัญที่สุดบนร่างมัน และเป็น
อาวุธเวทระดับหกชิ้นเดียวที่มันครอบครอง ของวิเศษชิ้นนี้สามารถส่อง
ผ่านเวทวิชาและเคล็ดวิชาลับลวงตา ทั้งยังสามารถมองห่างออกไปพันลี้
เรียกได้ว่าเป็นสมบัติวิเศษอย่างแท้จริง คันฉ่องวิเศษรัศมีฟ้ายังเป็นเหตุผล
หลักที่ทำให้พวกมันสามารถเอาชีวิตรอดกลับมาจากมหานครนภาโลหิตได้
ทว่าอาวุธเวทที่ไม่เคยทำให้มันผิดหวังมาก่อน วันนี้กลับไร้ผลโดย
สิ้นเชิง ทีแรกเนื่องจากค่ายกลพิทักษ์เกาะ ตอนอยู่นอกเกาะมันก็ไม่
สามารถส่องดูสภาพภายในเกาะได้ ต่อมาคันฉ่องวิเศษรัศมีฟ้ายังไม่มี
ปฏิกิริยาใดกับหมอกดำเหล่านี้ ถึงกับทำให้เถียนเยี่ยสงสัยว่าของวิเศษคู่
กายมันใช่พังไปแล้วหรือไม่?
อาจบางทีหมอกดำนี้เป็นอาวุธเวทพิเศษเฉพาะชิ้นหนึ่ง!
เถียนเยี่ยแม้ครุ่นคิดเช่นนี้ แต่สมาธิจิตใจส่วนใหญ่ของมันยังคงจดจ่อ
อยู่กับคลื่นปราณกระบี่ที่กำลังจะถล่มเข้ามาในชั่วอึดใจข้างหน้า! หลังจาก
บุกฝ่าไปทั่วมหานครนภาโลหิตนานปี ได้พบเห็นอาวุธเวทแปลกประหลาด
มากมาย พิสดารยิ่งกว่านี้ก็เคยพบเห็นมา ย่อมไม่รู้สึกอัศจรรย์ใจมากมาย
กระไรนัก
ทันใดนั้นเอง เสียงแค่นเบา ๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง
อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ไม่ได้สะกิดความสนใจของเถียนเยี่ย เสียงคำราม
ของคลื่นปราณกระบี่กึกก้องกัมปนาทดุจฟ้าคำรน ฟ้าดินคล้ายสั่นสะเทือน
เลื่อนลั่นจากทิศทางนั้น!
ภายใต้การคุกคามของคลื่นเสียงที่น่าสะพรึงกลัวนี้ เสียงแค่นเบา ๆ ที่
ดังขึ้นเป็นครั้งคราวในหมอกดำ ย่อมไม่สะกิดความสนใจของผู้ใด
ทุกผู้คนเส้นประสาทเขม็งเกลียว ค่ายกลพิทักษ์ทานตะวันแดนสรวง
ถูกเร่งเร้าไปถึงขอบเขตสูงสุด!
คนแรกที่ตรวจพบสิ่งผิดปกติคือเถียนเยี่ย ใบหน้าแปรเปลี่ยนอย่าง
ฉับพลัน! ผิดท่า! หลงกลแล้ว!
ในหมอกดำคล้ายโชยกลิ่นคาวเลือดเบาบางจนแทบไม่รู้สึก ดูเหมือน
จะช่วยพิสูจน์ยืนยันการคาดเดาของมัน แม้ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดมาก่อน
เถียนเยี่ยยังถึงกับหน้าเขียวคล้า ดวงตาเบิกโพลง เต็มไปด้วยความรู้สึก
เหลือเชื่อ ทั้งยังหวาดกลัวอย่างลึกล้า!
ค่ายกลพิทักษ์ทานตะวันแดนสรวง! เป็นค่ายกลพิทักษ์ทานตะวัน
แดนสรวงที่บ่งบอกสิ่งผิดปกติให้แก่มัน!
ในฐานะผู้บัญชาการหลักของกองทัพ ทุกการเปลี่ยนแปลงในขบวน
ทัพค่ายกลจะส่งผ่านมายังมัน มันเพิ่งสังเกตเห็นว่าพลังของค่ายกลพิทักษ์
ทานตะวันแดนสรวงน้อยกว่าพลังตามปกติของค่ายกลตั้งเกือบครึ่ง! การ
ค้นพบนี้แทบทำให้มันหยุดหายใจ นี่เป็นไปไม่ได้!
มันไม่ใช่ตัวโง่งมเช่นเถียนเหิงปอ ศักดิ์ฐานะในทุกวันนี้ล้วนพึ่งพาขีด
ความสามารถแท้จริงช่วงชิงมา ชั่วพริบตานั้นพลันเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง
ถึงกับนิ่งขึงตะลึงลานอยู่กับที่!
ในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ ในขบวนค่ายกลพิทักษ์ทานตะวันแดน
สรวง หลงเหลือเซียนนักรบเพียงสองในสามเท่านั้น!
นี่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?
มันแทบไม่กล้าเชื่อสิ่งที่มันตรวจพบนี้!
ไพร่พลทุกคนของกองพันนี้เป็นมันเลือกเฟ้นมากับมือ มันยังพาทุก
คนไปถึงมหานครนภาโลหิต เผชิญพบความยากลำบากมากมาย
จนกระทั่งนำพวกมันหวนกลับมายังอาณาจักรทะเลเมฆ! ไพร่พลเหล่านี้
จงรักภักดีต่อมันอย่างไม่คลอนแคลน เถียนเยี่ยเข้าใจพวกมันดีกว่าผู้ใด
ในช่วงเวลาอันคับขันอันตรายเช่นนี้ เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของมันต้องไม่มี
ทางกระทำความผิดพลาดร้ายแรงเป็นอันขาด!
ดังนั้นมีความเป็นไปได้เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือนักรบของมัน
จำนวนหนึ่งในสาม ถูกลอบสังหารโดยที่ไม่มีผู้ใดทันรู้ตัว!
ทันใดนั้นมันพลันตระหนักว่า ที่แท้หมอกดำเหล่านี้ไม่เพียงใช้ปิดบัง
สายตาของพวกมันเท่านั้น แต่กลับซ่อนคมมีดสังหารเอาไว้ด้วย!
ในเวลานี้เอง หนึ่งในองครักษ์คู่ใจของมันพลันร่างอ่อนยวบ ทรุดตัว
ลงโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า
“อาหย่ง!” เถียนเยี่ยตะโกนก้องอย่างตื่นตระหนก นี่เป็นครั้งแรกที่มัน
หวาดกลัวจับใจ หมอกดำที่แทบจะมีตัวตนอยู่เบื้องหน้ามัน ดูประหนึ่งสัตว์
ร้ายอันเหี้ยมเกรียมที่มองไม่เห็นตัว สามารถเอาชีวิตผู้คนโดยไร้เสียงได้ทุก
เมื่อ
เสียงตะโกนของเถียนเยี่ยยังคงไม่สะกิดความสนใจของผู้ใด เนื่อง
เพราะคลื่นปราณกระบี่มหาประลัยโถมเข้ามาประชิดตัวพวกมันแล้ว!
เสียงกรีดแหลมของคลื่นปราณกระบี่อันไพศาลกลบกลืนทุกสิ่งทุก
อย่าง ราวกับเสียงเห่าหอนขู่คำรามของสัตว์อสูรนับไม่ถ้วน โถมเข้ามา
ประดุจพายุคลื่นยักษ์ ทั้งเกรี้ยวกราดและกระหายเลือด!
เปรี้ยงเปรี้ยงเปรี้ยง!
เผชิญกับคลื่นปราณกระบี่สะท้านขวัญวิญญาณนี้ ม่านแสงของค่าย
กลป้องกันเปราะบางราวกับเศษแก้ว เพียงกระทบถูกก็ระเบิดเป็นผุยผง
สาดกระเซ็นไปในหมอกดำ!
ค่ายกลป้องกันเมื่อแตกพินาศ ไม่ต้องสงสัยเลยว่ากำลังประกาศชะตา
กรรมของเซียนนักรบกองทัพนี้เช่นเดียวกัน!
ในการศึกระหว่างกองทัพ เมื่อกระบวนทัพค่ายกลของพวกมันแตก
ทลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่ายกลป้องกัน นั่นหมายถึงความพ่ายแพ้พินาศ
สิ้น ต่อหน้าคลื่นปราณกระบี่อันไพศาล อาวุธเวทบนร่างของไพร่พลไม่ได้
ต่างอันใดจากกระดาษบาง ๆ!
บรรดาเซียนนักรบที่สูญเสียม่านพลังของค่ายกลศึก กระทั่งเวลาจะ
กรีดร้องยังไม่มี ภายใต้ห่าฝนปราณกระบี่โหมกระหน่าล้วนถูกบดขยี้เป็น
ชิ้นเล็กชิ้นน้อย!
ชั่วพริบตาที่กระบวนทัพค่ายกลแตกทลาย เถียนเยี่ยก็ทราบแล้วว่า
ศึกนี้พวกมันพ่ายแพ้แล้ว
ทั้งยังพ่ายแพ้อย่างหมดรูป!
ความหวาดกลัวบนใบหน้ามันสลายคลาย เผยรอยยิ้มดื้อดึงถือดีอัน
เป็นป้ายยี่ห้อ
สามารถตายใต้กระบี่ของคู่ต่อสู้ชั้นยอดเช่นนี้ แม้ตายก็ไม่เสียใจ!
หนี! หนี! หนี!
จินตันทั้งสามคนประหนึ่งสุนัขสูญเสียเจ้าของสามตัว พากันวิ่งพล่าน
ไปทั่ว เพียงแค้นบิดามารดาไม่ให้พวกมันถือกำเนิดมาพร้อมปีกอีกคู่หนึ่ง
ในการหลบหนีราวเสียสติของพวกมัน ไม่มีผู้ใดหลงเหลือสภาวะยอดฝีมือ
ชั้นจินตันแม้แต่น้อย
พวกมันทีแรกตระเตรียมหลบหนีไปยังกองพันเถียนเยี่ย ซึ่งเป็นกอง
พันอันดับหนึ่งแห่งตระกูลเถียน ทั้งยังแข็งแกร่งยิ่ง หากพวกมันสามารถ
หลบหนีไปถึงที่นั่น สมควรอยู่รอดปลอดภัยแล้ว พวกมันทั้งสามล้วนเป็น
จินตัน เถียนเยี่ยแน่นอนว่าจะต้องต้อนรับพวกมัน
หากพวกมันสามารถช่วยเหลือเถียนเยี่ยพิชิตชัย สมควรมีความดี
ความชอบอยู่บ้าง จากนั้นคิดหวนกลับไปยังตระกูลก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว
พวกมันทั้งสามแตกต่างจากผู้อื่นที่ถูกว่าจ้างมา ทุกคนถือกำเนิดจาก
ตระกูลเถียน ครอบครัวของพวกมันเป็นส่วนหนึ่งในตระกูล หากไม่ได้ถูก
บีบบังคับจนเกินทน ผู้ใดจะยินดีไปจากตระกูลเถียน
ผู้ใดจะทราบได้ กองพันเถียนเยี่ยที่พวกมันตั้งความหวังไว้อย่างสูง
กระทั่งต้านรับการโจมตีระลอกเดียวยังทำไม่ได้ ล้วนกลายเป็นเศษเนื้อเถ้า
ธุลีในบัดดล!
ยอดฝีมือทั้งสามหวาดกลัวจนหัวหด!
นั่นคือกองพันเถียนเยี่ย! กองทัพชั้นยอดที่แท้จริงแห่งตระกูลเถียน!
กองพันที่สามารถจัดอยู่ในทำเนียบยอดกองทัพแห่งอาณาจักรทะเลเมฆ!
ได้อย่างไร… …จะถูกทำลายง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?
ความหวาดกลัวราวกับพิษร้าย แผ่ซ่านไปทั่วทุกซอกทุกมุมในร่างกาย
ของพวกมัน กัดกินเส้นประสาททุกเส้นของพวกมัน! ในใจพวกมัน
หลงเหลือเพียงความคิดเดียว …ไปให้ไกลจากสถานที่ผีสางนี่! หนีไปให้ไกล
ที่สุด!
พวกมันเร่งเหินทะยานอย่างบ้าคลั่ง!
ทว่าสิ่งที่พวกมันคาดคิดไปไม่ถึงก็คือ เนื่องเพราะความเร็วที่ล้าหน้า
กว่าเซียนนักรบอื่น ๆ มากของพวกมันนี่เอง ทำให้พวกมันโดดเด่นสะดุดตา
เป็นอย่างยิ่ง สะดุดตาเสียจนไปดึงดูดความสนใจของเจดีย์น้อยเข้า
ก่อนหน้านี้ม้าฝานได้วางแผนปิดประตูตีสุนัข ทำการล่อลวงให้
กองทัพตระกูลเถียนเข้ามาในเกาะ แล้วปิดค่ายกลใหญ่ลงอีกครั้ง เพื่อ
ทำลายศัตรูทั้งหมดบนเกาะ แต่ไม่มีผู้ใดคาดฝันว่ากองพันเถียนเยี่ยกลับไม่
ติดตามมาด้วย ไม่ได้ลงมายังเกาะเต่าตามที่พวกมันคาดหวังเอาไว้ในตอน
แรก เนื่องเพราะเหตุนี้เอง จนแล้วจนรอดเจดีย์น้อยก็ยังไม่ได้รับสัญญาณ
ให้ปิดค่ายกลพิทักษ์เกาะ
แต่เจดีย์น้อยพอเห็นสามจินตันคิดหลบหนีออกไปจากช่องค่ายกลที่
เปิดค้างไว้ ต้องตื่นตระหนกขึ้นมาทันที รีบปิดค่ายกลพิทักษ์เกาะลงอย่าง
ไม่รีรอ!
ภายในชั่วพริบตา เมฆดำปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า สายฟ้าคำรนอยู่ในชั้น
เมฆ งูสีเงินบิดกายแล่นวาบไปทั่ว เมฆดำมาเร็วยิ่ง ประหนึ่งว่าปรากฏตัว
ขึ้นมาจากทุกหนทุกแห่ง
สามจินตันสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง พวกมันไม่ได้โง่งม พลัน
ตระหนักถึงจิตเจตนาของผู้อื่นในทันที!
เพื่อสังหารพวกมันให้สิ้นซาก!
ท่ามกลางชั้นเมฆดำหนาทึบ เห็นงูสายฟ้าแล่นวาบไม่ขาดสาย
บันดาลให้พวกมันใจเต้นระทึก พลังอันน่าสะพรึงกลัวดุจพายุพัดกระหน่า
โหมซัดใส่ปราการทางจิตอันอ่อนแอของคนทั้งสาม! แต่กระนั้นฟางเส้น
สุดท้ายที่ทำให้อูฐหลังหัก กลับเป็นแสงสีครามเบาบางแทบมองไม่เห็นที่น่า
ชิงชังรังเกียจนั่น
ยอดยุทธ์ด่านจินตันทั้งสามร่างแข็งทื่อ ใบหน้าทอแววสิ้นหวัง
พวกมันเคยต้องถูกบีบคั้นจนตรอกเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด? หลังจาก
กลายเป็นจินตัน ความล้มเหลวหรือความปราชัยดูจะเป็นเรื่องที่ห่างไกล
จากพวกมัน ไม่ว่าเมื่อใดพวกมันก็เป็นที่นับถือเทิดทูนของผู้คนเสมอ!
แต่เวลานี้… …พวกมันกลับต้องตกอยู่ในสภาพน่าอเนจอนาถถึงเพียง
นี้… …
เค้าความสิ้นหวังบนใบหน้าของหนึ่งในสาม ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นดุ
ร้ายอำมหิต ใบหน้ามันบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด ดวงตาทอประกายคลุ้มคลั่ง
ฟั่นเฟือน ตวาดก้องอย่างไม่สนใจอะไรอีก “พี่น้องเรา! เช่นนั้นก็มาเข่นฆ่า
พวกมันให้หนำใจเถอะ… …”
ทันใดนั้น สุ้มเสียงแหบพร่าและสิ้นหวังของมันชะงักขาดหายกลางคัน
สีหน้าแข็งค้าง ดวงตาเบิกโพลง ประหนึ่งว่าจู่ ๆ ก็กลับกลายเป็นรูปปั้นใน
บัดดล
จากนั้นมันร่วงหล่นลงจากฟ้า ปัง กระแทกพื้นอย่างหนักหน่วง บน
ร่างไม่มีร่องรอยของชีวิตแม้แต่เส้นสายใยเดียว
เหม่อมองตามซากศพที่ร่วงฟาดพื้นของพี่น้องร่วมตระกูล สองจินตัน
ที่เหลือสีหน้าราวกับพบพานผีสาง
ข้างซากศพอันน่าสยดสยองนั้น เห็นสตรีสาวใบหน้าแข็งทื่อดุจท่อน
ไม้กับนกใหญ่ตัวหนึ่งยืนนิ่งเงียบงันอยู่เคียงกัน สตรีสาวผู้นั้นใบหน้าไร้
อารมณ์ความรู้สึก ดวงตาว่างเปล่าไร้ประกาย ส่วนนกใหญ่ข้างกายนาง
กำลังเขม้นมองพวกมันด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม!
การโจมตีเมื่อครู่ใช่เป็นฝีมือของหญิงสาวที่ดูคล้ายภูตผีผู้นี้หรือไม่?
พวกมันพบว่านี่ยากจะเชื่อ สตรีสาวนางนี้ดูเหมือนไม่มีสิ่งใดผิดปกติ
พวกมันกระทั่งระลอกพลังปราณสั่นสะเทือนสักน้อยนิดจากร่างนาง ยังไม่
สามารถสัมผัสได้
คำตอบนี้ไม่มีผู้ใดบอกพวกมัน!
ความหวาดหวั่นขวัญผวาอันไร้จุดจบเขมือบกลืนจิตใจพวกมัน
นอกเหนือจากความกลัว ในดวงตาของพวกมันก็ไม่อาจบรรจุสิ่งอื่นใดได้
อีก! ความกล้าหาญเสี้ยวสุดท้ายที่คิดฉุดลากผู้คนให้ตกตายร่วมกับพวกมัน
ถูกการโจมตีอันประหลาดล้าและน่าขนลุกเมื่อครู่ลบล้างไปจนหมดสิ้น!
นี่เป็นสถานที่อันน่าขนพองสยองเกล้า!
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนน่าขนพองสยองเกล้า มิเช่นนั้นพวกมันไฉนพ่าย
แพ้อย่างย่อยยับ? ไฉนกองพันเถียนเยี่ยถูกทำลายรวดเร็วถึงเพียงนี้? ไฉน
พวกมันต้องมาตายที่นี่ทั้งหมด? ไฉนไม่มีผู้ใดหลุดรอดไปได้แม้แต่คนเดียว
… …
ทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าพวกมันคล้ายกับฝันร้าย สายตาของพวกมัน
เลื่อนลอยซึมเซา พลังสภาวะแตกซ่านสับสน
ท่ามกลางความเลอะเลือนเลื่อนลอย พวกมันได้ยินเสียงร้องแหลมดัง
สดใส ดูเหมือนจะแฝงร่องรอยดูหมิ่นเหยียดหยามเอาไว้ด้วย
ต่อจากนั้น พวกมันปวดแปลบที่ทรวงอก ชีวิตหลุดลอยออกจากร่าง
โดยไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลย
จ้องมองเมฆดำที่ปิดคลุมเกาะเต่าทั้งหมด หลีซู่เผยสีหน้าเคร่งขรึม
จริงจัง
เฝิงป๋อที่ด้านข้างอุทานอย่างประหลาดใจ “ทัพตระกูลเถียนถึงกับทิ้ง
ชีวิตไว้ที่นี่ทั้งหมด? นึกไม่ถึงว่าเกาะเต่าจะเข้มแข็งถึงเพียงนี้ ไม่เลวเลยจริง
ๆ”
หลีซู่ไม่กล่าวคำใด ศิษย์พี่เฝิงแม้จะบอกว่าเกาะเต่าไม่เลว แต่จากสุ้ม
เสียงก็ฟังออกว่ามันไม่แยแสสนใจกระไรนัก นี่ถือเป็นเรื่องปกติมาก ศิษย์พี่
เฝิงเพิ่งจะมาถึงอาณาจักรทะเลเมฆ ไม่ได้ทำความเข้าใจกับพลังของ
ตระกูลเถียนในเชิงลึก แม้กล่าวเช่นนี้ก็ไม่น่าแปลกใจอันใด
แต่หลีซู่ไม่ใช่ มันเข้าใจความแข็งแกร่งของตระกูลเถียนดี ดังนั้น
ดวงตาทอแววกังวลอย่างลึกล้า