สงครามสะเทือนสามภพ Realm of Cultivation - บทที่ 474 เลี่ยวฉีชางมาเยือน
หลังจากชัยชนะอย่างท่วมท้นในศึกบนเกาะเต่า แม่นางน้อยไม่รีรอ
ลังเล ยกทัพตอบโต้ใส่ตระกูลเถียนทันควัน เมื่อสูญเสียสามกองพันชั้นยอด
ไปหมดสิ้น กองกำลังตระกูลเถียนที่ยังหลงเหลือไหนเลยจะเป็นคู่มือของ
ค่ายจูเชวี่ยได้ เพียงเผชิญหน้าก็แตกพ่ายอย่างรวดเร็ว ร้อนถึงเถียนเหล่า
เหยียจื่อ (ท่านบรรพชนเถียน) ที่กำลังปิดด่านฝึกตน หวังทลายด่านไปยัง
หยวนอิง ต้องยินยอมหักใจออกมาจากห้องปิดด่านเพื่อกอบกู้สถานการณ์
ทว่าจั่วม่อกับพวกที่ประสานงานกับกงซุนชาได้กลับมาถึงในเวลานี้
เช่นกัน ภายใต้การผนึกกำลังของเหล่ายอดยุทธ์เกาะเต่า แม้ว่าเถียนเหล่า
เหยียจื่อจะครอบครองพลังบำเพ็ญเพียรจุดสูงสุดของจินตันขั้นสาม ยังไม่
อาจต้านทานการกลุ้มรุมสังหารของจั่วม่อกับพวกได้ สุดท้ายร่วมกลบฝัง
พร้อมเหล่าลูกหลานโง่งมทั้งหลาย
ศึกระหว่างเกาะเต่ากับตระกูลเถียนสะท้านทั่วเมืองซวีหลิง ตระกูล
เถียนล่มสลายลงอย่างฉับพลันทันใด ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้คนนับ
ไม่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่ากิจการร้านค้าที่รวมหัวกับตระกูลเถียนอ
ลอบเล่นงานเกาะเต่า พวกมันพอทราบข่าวล้วนแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ
หลายคนรีบร้อนเก็บข้าวของ หลบหนีออกจากเมืองซวีหลิงทั้งยามค่าคืน
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือท่าทีของพรรคซวีหลิง เกิดเรื่องอึกทึก
ครึกโครมถึงเพียงนี้ พรรคซวีหลิงกลับยังคงนิ่งเงียบงัน ไม่มีปฏิกิริยาใด
ราวกับว่าพวกมันไม่ได้ทราบข่าวที่แทบจะแพร่สะพัดไปทั่วอาณาจักร
ทะเลเมฆนี้
เกาะเต่าเมื่อเข้ายึดครองเขตแดนและท้องทุ่งปราณของตระกูลเถียน
ก็พุ่งทะยานขึ้นเป็นขุมกำลังอันดับสองของเมืองซวีหลิงในทันที ชื่อเสียง
รุ่งโรจน์เรืองรองดุจดวงตะวันยามเที่ยง
ข่าวสารที่ติดตามมาหลังจากนั้น ยังช่วยหนุนส่งให้ชื่อเสียงของเกาะ
เต่าโด่งดังสะท้านฟ้ากว่าเดิม
มีคนค้นพบซากศพที่หลงเหลือแต่โครงกระดูกของเยวียนซิ่น
ซากศพอนาถานี้ถูกพบบนเกาะเมฆร้างแห่งหนึ่ง เนื้อหนังมังสาผุ
สลายไปหมดสิ้น หลงเหลือแต่โครงกระดูกขาวโพลน หากมิใช่ว่าอาศัยข้าว
ของส่วนตัวช่วยพิสูจน์ยืนยันอัตลักษณ์ของเยวียนซิ่น ย่อมไม่มีผู้ใดคิด
เชื่อมโยงกองกระดูกขาวนี้เข้ากับยอดยุทธ์ในทำเนียบร้อยอันดับแรกแห่ง
อาณาจักรทะเลเมฆ
เยวียนซิ่นทอดร่างเป็นกองกระดูกขาว หนิงอี้กับกู้หมิงกงหายสาบสูญ
.
บรรดาเถ้าแก่ใหญ่ในเมืองซวีหลิง ไหนเลยจะไม่ตกอยู่ในห้วง
หวาดหวั่นขวัญผวาอย่างไม่มีที่เปรียบได้ กิจการร้านค้าที่สามารถหลบหนี
ออกจากเมืองซวีหลิงล้วนจากไปทันที ส่วนกิจการหลายอย่างที่ไม่สามารถ
ไปจากเมืองซวีหลิงด้วยเหตุผลนานัปการ ก็ได้แต่รอรับชะตากรรมเท่านั้น
ข่าวการล่มสลายของตระกูลเถียน เป็นฝันร้ายที่คอยหลอกหลอนไม่ให้
พวกมันข่มตาหลับลงหลายคืนติดต่อกัน
เมืองซวีหลิงเต็มไปด้วยบรรยากาศหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ในเวลานี้เกาะเต่าเต็มไปด้วยความปิติยินดีและเสียงไชโยโห่ร้อง
การศึกครั้งนี้หวาดเสียวอันตรายยิ่ง แต่พวกมันก็สามารถเอาชัยได้ใน
ท้ายที่สุด ทุกผู้คนช่วยกันสะสางสินสงครามตั้งแต่เมื่อวานจนถึงบัดนี้ยังไม่
แล้วเสร็จ พวกมันทั้งหมดอดยิ้มกว้างไม่ได้
การเก็บเกี่ยวอันอุดมสมบูรณ์ครั้งนี้เหนือความคาดหมายของทุกผู้คน
ตระกูลเถียนมั่งคั่งเป็นอย่างยิ่ง สมกับที่เป็นตระกูลที่มีประวัติศาสตร์
ยาวนาน จั่วม่อชมดูจนตาลายละลานไปหมด น้าลายไหลหยดไหลย้อย มัน
ในที่สุดค่อยตระหนักว่าตนเองประเมินตระกูลท้องถิ่นเหล่านี้ต่าเกินไป
ลำพังแค่จิงสือเพียงอย่างเดียว ก็มีมากถึงสามสิบหกชิ้นจิงสือระดับ
หกแล้ว! ยังมีอาวุธเวทหลากชนิดจำนวนแทบนับไม่ถ้วน ที่สำคัญยิ่งไปกว่า
นั้น พวกมันยังริบอาวุธเวทระดับหกได้อีกสองชิ้น นอกเหนือจากคันฉ่อง
วิเศษรัศมีฟ้าแล้ว อีกชิ้นหนึ่งเป็นอาวุธเวทเพาะปลูกพืชปราณระดับหกที่
หาได้ยากยิ่ง เรียกว่าศิลาเพรียกแก่นสารวิญญาณปฐพี จั่วม่อค้นพบศิลา
เพรียกแก่นสารวิญญาณปฐพีจากร่างของเถียนเหล่าเหยียจื่อ หินก้อนนี้ไม่
ทราบหลอมสร้างจากวัตถุใด แต่สามารถปลดปล่อยปราณธรรมชาติ
ออกมาตลอดเวลา หล่อเลี้ยงทุกสรรพสิ่ง เรียกได้ว่าเป็นสมบัติชั้นเลิศแห่ง
ฟ้าดิน!
อาวุธเวทอันมหัศจรรย์เช่นนี้ กระทั่งจั่วม่อยังไม่เคยพบเห็นมาก่อน
นอกจากนี้ยังมีอาวุธเวทระดับสี่ระดับห้าอีกมากมาย แต่ของเหล่านี้
ไม่สะกิดความสนใจของจั่วม่ออีกต่อไป จึงยกให้เป็นบำเหน็จรางวัลสำหรับ
ผู้ที่กระทำความดีความชอบโดดเด่นในการศึกที่ผ่านมา
สินสงครามที่มีจำนวนมากที่สุด เป็นท้องทุ่งปราณและเหมืองแร่
ปราณของตระกูลเถียน!
ตระกูลเถียนก่อร่างสร้างตัวจากเกษตรกรรมปราณ ในด้านของท้อง
ทุ่งปราณที่ดีเลิศ กระทั่งพรรคซวีหลิงยังไม่อาจยกขึ้นเทียบได้ ตระกูลเถียน
ยังมีเกษตรกรปราณจำนวนมากมายที่สุด ภายใต้การใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง
ของตระกูลเถียน เกษตรกรปราณเหล่านี้ลงนามในสัญญาผูกพันชั่วชีวิต
กับตระกูลเถียน เวลานี้ตระกูลเถียนเมื่อปราชัย พวกมันก็ตกเป็นสิน
สงครามของจั่วม่อโดยปริยาย
อย่างไรก็ตาม จั่วม่อตกลงใจไม่เปิดเผยเรื่องขบวนค่ายกลบนท้องทุ่ง
ปราณของเกาะเต่าต่อคนเหล่านี้ มันไม่ใช่ตัวโง่งมที่ไม่ล่วงรู้เรื่องราวทาง
โลก ทราบดีว่าวิชาเกษตรกรรมค่ายกลของพวกมันสามารถพลิกคว่า
วิธีการทำเกษตรกรรมปราณแบบดั้งเดิมทั้งหมด หากเรื่องราวหลุดออกไป
เบื้องนอก จะนำมาซึ่งปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด ก่อนที่พวกมันจะแข็งแกร่งพอ
ย่อมมีเพียงผลลัพธ์เดียวเท่านั้น
ด้วยกองทัพเกษตรกรปราณมากมายถึงเพียงนี้ มันไม่ต้องหวาดวิตก
เรื่องท้องทุ่งปราณไม่มีคนดูแลอีก สิ่งที่ต้องทำก็เพียงแค่ส่งคนไม่กี่คนไป
คอยควบคุมกระบวนการทำงานเท่านั้น
นี่คือแม่ไก่ที่ออกไข่เป็นทองคำอย่างต่อเนื่อง
“ประมุขเกาะร้ายกาจโดยแท้!”
ด้านนอกเกาะ สุ้มเสียงของเลี่ยวฉีชางดังกังวานมาจากที่ห่างไกล
จั่วม่อทะยานร่างขึ้นต้อนรับในบัดดล เห็นเลี่ยวฉีชางกับสวีเจิ้งเวยยืน
แย้มยิ้มอยู่นอกค่ายกล มันประสานมือคารวะทักทาย “เลี่ยวเซียนเซิง ผู้
เฒ่าสวี จากมาสบายดี!”
สวีเจิ้งเวยรีบประสานมือคำนับตอบ สุ้มเสียงมีร่องรอยครั่นคร้ามยำ
เกรง “ท่านประมุขเกาะ จากมาสบายดี!”
หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้ พลังของจั่วม่อกับพวกทำให้มันประหลาดใจ
เวลานี้มันก็ครั่นคร้ามยำเกรงอย่างแท้จริง เพียงชั่วกะพริบตาตระกูลเถียน
อันยิ่งใหญ่ก็กลายเป็นฝุ่นธุลี พลังอำนาจของเกาะเต่าไม่เพียงบันดาลให้
ครั่นคร้ามยำเกรงเท่านั้น แต่น่าสะพรึงกลัวยิ่ง!
เลี่ยวฉีชางกลับหัวร่อแจ่มใส “กลยุทธ์ของประมุขเกาะ นับว่าภูตเทพ
ยากหยั่งคาด ช่วยเปิดหูเปิดตาผู้คนอย่างแท้จริง!”
“นี่แค่โชคช่วย! แค่โชคช่วยเท่านั้น!” จั่วม่อแสร้งทำเป็นกล่าวถ่อมตน
แต่ในใจยังลอบภาคภูมิใจ
เลี่ยวฉีชางสั่นศีรษะ กล่าวว่า “โชคช่วย? ท่านประมุขกล่าวผิดแล้ว!
ผู้ใดสามารถทำลายตระกูลเถียนได้โดยอาศัยเพียงแค่โชคช่วย? มีเพียงผู้ที่
ครอบครองอำนาจยิ่งใหญ่และมีฝีมืออันเจนจัด จึงสามารถกระทำเช่นนี้!
กระทั่งรายการจัดอันดับกองทัพยังไม่อาจนิ่งเฉยได้ ลำดับที่สามสิบสอง!
แม้แต่กองทัพของพรรคซวีหลิงยังไม่เคยขึ้นไปถึง ดูเหมือนว่าชื่อเสียงเรียง
นามของเกาะเต่าจะเป็นที่รู้จักไปทั่วอาณาจักรทะเลเมฆแล้ว!”
จั่วม่อพยายามถ่อมตัวอย่างสุดความสามารถ แต่ยังอดยิ้มย่องผ่องใส
ไม่ได้ นี่เห็นได้ชัดว่าเป็นสีหน้าท่าทีเยี่ยงคนตัวเล็ก ๆ ที่บังเอิญประสบ
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่
แต่มันไม่ได้หลงลำพอง รีบกล่าวว่า “นี่ไม่อาจนับ นี่ไม่อาจนับ ท่านทั้ง
สองมาเยือนคราวนี้ ไม่ทราบว่า… …”
เห็นเลี่ยวฉีชางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ผู้น้องมาคราวนี้มีเรื่องราวสาม
ประการ”
จั่วม่อรีบเรียนถาม “สามเรื่องใด?”
“ประการแรกย่อมมาเพื่อแสดงความยินดี ขอยินดีอวยพรให้กับชัย
ชนะอันยิ่งใหญ่ของประมุขเกาะ!”
จั่วม่อหน้าไม่เปลี่ยนสี เพียงถามว่า “ขอบคุณเลี่ยวเซียนเซิงมากแล้ว
แล้วเรื่องที่สองเล่า?”
“ประการที่สองเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ประมุขเกาะเคยไหว้วานไว้ ผู้น้อง
จดจำได้ว่าประมุขเกาะเคยกล่าวถึงอากาศสีคราม จึงลองค้นหาดู ในที่สุด
เมื่อไม่นานมานี้เพิ่งพบพานสิ่งของ เพื่อไม่ให้ประมุขเกาะต้องพลาดจาก
เรื่องสำคัญของเกาะ จึงนำส่งมาให้ด้วยตัวเอง” เลี่ยวฉีชางพอกล่าวจบ ก็
นำขวดผลึกแก้วโปร่งใสออกมา ภายในขวดเป็นกลุ่มละอองสีครามสดใส
คล้ายเมฆแต่ไม่ใช่เมฆ คล้ายหมอกแต่ไม่ใช่หมอก ดูเหมือนมวลอากาศสี
ครามที่ไหลเลื่อนอย่างแช่มช้า
จริงดังคาด นี่คืออากาศสีครามที่มันปรารถนา!
จั่วม่ออดเผยสีหน้าปิติยินดีไม่ได้ ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามบนเกาะ
ยังขาดเพียงอากาศสีครามแค่อย่างเดียว ก็จะเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ในการศึก
กับตระกูลเถียนครั้งนี้ ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศครามสำแดงคุณค่าของตน
ออกมาอย่างชัดแจ้ง หากมิใช่ค่ายกลเวิ้งฟ้าอากาศคราม อาศัยเพียงค่าย
กลเมฆสายฟ้าหยินหยาง ศัตรูอาจบุกทะลวงเข้ามาได้สำเร็จก่อนที่ค่ายจู
เชวี่ยจะเตรียมการพรักพร้อม
“ไม่ทราบว่าอากาศสีครามขวดนี้คิดราคาเท่าใด?” จั่วม่อดวงตา
กลายเป็นร้อนผ่าว
เลี่ยวฉีชางแย้มยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “ของสิ่งนี้แม้หาได้ยาก แต่ราคา
ไม่สูงนัก อากาศสีครามขวดนี้ถือเป็นของขวัญแสดงความยินดีจากผู้น้อง
ที่ประมุขเกาะสามารถพิชิตชัยได้โดยเด็ดขาด”
กล่าวจบคำ ก็ยื่นส่งขวดผลึกแก้วให้แก่จั่วม่ออย่างนุ่มนวล
จั่วม่อรับขวดแก้วผลึก จากนั้นขวดแก้วผลึกหายวับไปทันที สีหน้าไม่
มีร่องรอยละอายใจแม้แต่น้อย “เช่นนั้นก็ขอบคุณพี่เลี่ยวมากแล้ว!”
เลี่ยวฉีชางแย้มยิ้มจาง ๆ “ขวดใบนี้เรียกว่าขวดผลึกแก้วแสงพิสุทธิ์
เป็นภาชนะที่เหมาะสำหรับกักเก็บสารที่ไม่มีรูปร่าง อย่างเช่นเมฆหมอก
หรืออากาศธาตุ สิ่งนี้ก็กำนัลให้แก่ประมุขเกาะด้วยพร้อมกัน!”
“ขอบคุณพี่เลี่ยวมากแล้ว!” จั่วม่อคราวนี้สะท้านสะเทือนใจอยู่บ้าง
ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด ลำพังความใจกว้างมือเติบและความโอ่อ่าเปิดเผยนี้
ก็สุดที่ผู้คนทั่วไปจะสามารถกระทำได้
“เช่นนั้นเรื่องที่สามเล่า?” จั่วม่อเอ่ยปากถามอย่างแข็งขัน มันทราบ
ว่าอีกฝ่ายย่อมจะไม่มอบอาวุธเวทให้โดยไม่มีสาเหตุ แน่นอนว่าเรื่องที่สาม
จะต้องเป็นการร้องขอ ตราบเท่าที่ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป มันจะตอบรับ
อย่างไม่เกี่ยงงอน
“เรื่องที่สามคือการขอความเมตตาจากท่านประมุขเกาะ” เลี่ยวฉีชาง
กล่าวอย่างแช่มช้า
“ร้องขอความเมตตา? ความเมตตาอันใด?” ยามกะทันหัน จั่วม่อคิด
ตามไม่ทัน
เลี่ยวฉีชางทอดถอนใจเบา ๆ “เมื่อครั้งที่ผู้น้องได้ยินว่าร้านค้าบาง
แห่งรวมหัวกับตระกูลเถียน ลอบวางแผนต่อเกาะเต่า ผู้น้องก็พบว่าผิดท่า
แล้ว แต่คำเตือนระคายหู พวกมันไม่รับฟังคำกระตุ้นเตือนของผู้น้องเลย
ต่อมาด้วยชัยชนะอันยิ่งใหญ่ของเกาะเต่า พวกมันหวาดกลัวจนหัวหด กิน
ไม่ได้นอนไม่หลับ เดิมทีผู้น้องไม่คิดยุ่งเกี่ยวกับปลักน้านี้ ผู้ที่ติดค้างผู้อื่น
ย่อมต้องชำระหนี้ที่มันก่อขึ้น เพียงแต่พวกมันบางคนมีสายสัมพันธ์กับผู้
น้องอยู่บ้าง เฝ้ารบเร้าอ้อนวอนอยู่หลายวัน ผู้น้องสุดจะรับไว้ได้จริง ๆ ได้
แต่แบกหน้ามาร้องขอความเมตตาจากประมุขเกาะสักครา ท่านประมุข
กรุณาละเว้นทางรอดให้แก่พวกมันเถอะ!”
จั่วม่อใบหน้าเคร่งเครียดเย็นชาลง คาดคิดไม่ถึงว่าเลี่ยวฉีชางจะร้อง
ขอความเมตตาแทนคนเหล่านั้น
กิจการร้านค้าเหล่านั้นรวมหัวกับตระกูลเถียน พยายามกีดกันและตั้ง
ตัวเป็นศัตรูกับมันตั้งแต่เริ่มต้น มันเปิดห้องเรียนฝึกวิชา คนพวกนี้ก็
พยายามใช้อำนาจอิทธิพลเข้าขัดขวาง จากนั้นพวกมันยังร่วมกันว่าจ้าง
หนิงอี้ เยวียนซิ่นและกู้หมิงกงมาสังหารจั่วม่อกับพวก
จั่วม่อไม่ใช่คนใจกว้าง กลับตรงกันข้าม มันอาฆาตพยาบาทยิ่ง และ
ต้องทวงถามหนี้แค้นของมันเสมอ บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นต้อง
ชำระ! ตั้งแต่แรกมันก็จดจำไว้ในใจ รอโอกาสคิดบัญชีในภายหลัง!
แต่เลี่ยวฉีชางถึงกับร้องขอความเมตตาแทนคนเหล่านั้น!
เลี่ยวฉีชางเองก็ทราบกระจ่างว่าข้อร้องขอนี้เป็นเรื่องลำบากใจ แม้ว่า
การต่อสู้ของเกาะเต่ากับกลุ่มของหนิงอี้ไม่ได้เปิดเผยออกมา แต่ดูจากการ
ตายอย่างอนาถของเยวียนซิ่น ย่อมเป็นที่คาดคำนวณได้ว่าการต่อสู้ครั้งนี้
ดุเดือดอันตรายถึงเพียงไหน! ไม่มีผู้ใดยินยอมละเว้นเหล่าคนที่แทบจะเอา
ชีวิตพวกมันโดยง่ายดาย!
“พวกมันสำนึกเสียใจอย่างสุดซึ้ง และทราบดีว่าไม่อาจหลบหนีจาก
ความผิดร้ายแรงของพวกมันได้ ทุกตระกูลยินดีส่งมอบผู้นำตระกูลของ
พวกมันให้ประมุขเกาะตัดสินโทษ นอกจากนี้พวกมันยังหวังว่าท่านประมุข
จะยินยอมรับสิบชิ้นจิงสือระดับหกนี้เอาไว้ พวกมันไม่ได้คิดหลีกหนี เพียง
หวังว่าจะรักษาส่วนหนึ่งของตระกูลเอาไว้ ประมุขเกาะ โปรดเมตตาละเว้น
ทางรอดสายหนึ่งให้แก่พวกมันเถอะ!” เลี่ยวฉีชางกล่าวพลางนำถุงสีเหลือง
ใบเล็ก ๆ ออกมายื่นส่งให้จั่วม่อ
จั่วม่อสีหน้าคลายลงเล็กน้อย แต่ไม่ได้ยื่นมือออกไปรับจิงสือในทันที
เพียงจับจ้องมองตาเลี่ยวฉีชาง กล่าวเน้นเสียงว่า “ผู้รับผิดชอบที่เริ่มต้น
เรื่องนี้ จะต้องรับผิดชอบการกระทำของพวกมัน!”
เลี่ยวฉีชางตระหนักทันทีว่าวาจาของจั่วม่อเท่ากับประกาศโทษตาย
แก่ผู้คนหลายคน บรรดาตระกูลเหล่านี้เพื่อความอยู่รอดของตระกูล ย่อม
ต้องประคองส่งมอบศีรษะผู้นำของพวกมันอย่างเต็มใจเพื่อคลายโทสะ
ของเกาะเต่า
มันรีบพยักหน้าพลางกล่าว “ประเสริฐ!”
จั่วม่อค่อยรับถุงจิงสือ พลางกล่าว “ครั้งนี้เห็นแก่หน้าพี่เลี่ยว ข้าจะละ
เว้นพวกมันสักครา แต่วาจาขอกล่าวล่วงหน้า ต่อไปหากพวกมันมีความคิด
เป็นอื่น อย่าได้โทษว่าผู้น้องไม่เกรงอกเกรงใจ!”
“ย่อมต้องเป็นเช่นนั้น” เลี่ยวฉีชางแย้มยิ้มผ่อนคลาย ในใจดุจปลด
เปลื้องภูเขาออกจากอก นี่มิใช่ว่ามันอยากรับเผือกร้อน แต่คนเหล่านั้นรบ
เร้ามันสาหัสจริง ๆ ได้แต่ปลุกปลอบตัวเองเดินทางมา อย่างไรก็ตาม การ
เจรจาต่อรองคราวนี้เมื่อประสบความสำเร็จด้วยดี ก็นับเป็นผลดีต่อมันไม่
น้อยเช่นกัน ชื่อเสียงของมันในแวดวงกิจการร้านค้าจะพุ่งขึ้นไปถึงขีดสุด
ไม่มีผู้ใดสามารถเปรียบเทียบได้อีก
จั่วม่อเองก็พออกพอใจไม่น้อย สิบชิ้นจิงสือระดับหกนับว่าได้มาโดย
ไม่คาดหมาย และการประหารเหล่าผู้นำตระกูลที่เป็นผู้รับผิดชอบ ยัง
บรรลุผลข่มขวัญบรรดากิจการร้านค้าในเมืองซวีหลิง ไม่ให้มีความคิดเป็น
อื่นอีก
นี่เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในยามนี้แล้ว
เกาะเต่าเพิ่งจะเขมือบกลืนตระกูลเถียนลงไป ยังไม่ทันจะตั้งหลักมั่น
แม้มันจะไม่เข้าใจว่าครั้งนี้พรรคซวีหลิงไฉนไม่ออกปาก แต่อีกฝ่ายแน่นอน
ว่าต้องลอบสืบสวนในทางลับ คิดรังควานหาเรื่องพ่อค้าเล็ก ๆ เหล่านี้ไม่ใช่
เรื่องยาก แต่สำหรับจั่วม่อกับพวกที่เพิ่งมาถึงเมืองซวีหลิง การตอแยศัตรู
ไปทั่วทุกทิศทุกทาง ไม่ใช่ความคิดที่ชาญฉลาดนัก
บุ่มบ่ามอาละวาดไปทั่วสี่ทิศแปดทาง นั่นเป็นสิ่งที่มีแต่คนหุนหันไร้
ปัญญาจึงกระทำ สำหรับคนกลอกกลิ้งจนกลมเกลี้ยงเช่นจั่วม่อ ไหนเลยจะ
ยินยอมทำการค้าขาดทุนได้?
เนื่องจากอีกฝ่ายไว้หน้าจั่วม่อเป็นอย่างมาก มากพอที่จะแสดงความ
ครั่นคร้ามยำเกรงของพวกมันอย่างเต็มที่ จั่วม่อย่อมยินดีก้าวลงจากเวที
ได้รับโชคลาภก้อนโตโดยไม่ต้องกระดิกนิ้ว จึงเป็นสุดยอดกลยุทธ์ใน
โลกหล้า!
ที่สำคัญที่สุด ชิ้นเนื้อติดมันของตระกูลเถียนนี้ หากไม่มีเวลาสักระยะ
หนึ่ง ย่อมไม่อาจย่อยสลายจนหมดได้ง่าย ๆ